Responsive image

Thursday, 03 Apr 2025

LATEST NEWS

INSURANCE/ประกันภัย-ประกันชีวิต

...

บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าทุกท่านอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือและบริการ ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกด้าน โดยบริษัทได้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ ดังต่อไปนี้ 1. ทีมงานพร้อมประสานงานกับบริษัทประกันภัย ตลอด 24 ชั่วโมง จัดเตรียมทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการติดต่อและประสานงานกับบริษัทประกันภัยภายใน 30 นาที เพื่อให้การเคลมประกันเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที 2. ช่องทางติดต่อฉุกเฉินเพื่อการให้บริการที่รวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างสะดวกและรวดเร็วที่สุด TQM Insurance Broker ได้เตรียม        ช่องทางการติดต่อในกรณีฉุกเฉิน ดังนี้ สายด่วนโทร 1737 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางออนไลน์ ลูกค้าสามารถแชทพูดคุยเพื่อขอรับคำแนะนำและแจ้งเหตุได้ผ่านทาง เว็บไซต์: www.tqm.co.th Line Official: TQM Insurance Broker Facebook: TQM Insurance Broker 3. การสื่อสารผ่านทุกช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า จัดเตรียมช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายเพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง SMS โซเชียลมีเดีย และช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการและข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด 4. การให้ความรู้เกี่ยวกับการเคลมประกันภัยกรณีบ้านเสียหายจากแผ่นดินไหว TQM ได้เตรียมข้อมูลและเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเคลมประกันภัย ในกรณีที่บ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจสิทธิประโยชน์ของตนเองและสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง โดยข้อมูลเหล่านี้จะเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของบริษัท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อย่างสะดวก TQM พร้อมเคียงข้างและให้การดูแลลูกค้าทุกท่านในทุกสถานการณ์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบบริการที่ดีที่สุด เพื่อความอุ่นใจของทุกครอบครัว

02 Apr 2025


...

  นางสาวณฐินี ธนะรัชต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร และนายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดโปรโมชัน   สุดพิเศษ “แคร์สุดx2” มอบความคุ้มครองเหนือระดับให้ลูกค้าคนสำคัญ เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์ YAMAHA FAZZIO หรือ YAMAHA FINN มอบประกันอุบัติเหตุ สูงสุด 5,000 บาท/ปี  และคุ้มครองการชดเชยรายได้ระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,000 บาท/วัน (สูงสุด 3 วัน/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง และไม่เกิน 30 วัน/ปี) ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2568 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dhipaya.co.th  หรือ โทร. 1736    

01 Apr 2025

...

  กรุงเทพประกันภัยยืนหยัดด้วยความมั่นคงทางการเงิน ด้วยเงินทุน กองทุน และสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง โดยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน เนื่องจากมีการจัดสรรประกันภัยต่อมากกว่า 95% และยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับสูง Credit Rating A- (Stable) ได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ มุ่งมั่นดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ เพื่อให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด โดยลูกค้ากรุงเทพประกันภัยที่ทำประกันอัคคีภัยสำหรับบ้านหรือคอนโด และได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สามารถติดต่อแจ้งเคลมได้ที่ - โทร. 0 2285 8888 กด 3 และกด 2 - อีเมล bki_claims@bangkokinsurance.com - LINE @bangkokinsurance - เว็บไซต์ bangkokinsurance.com  

31 Mar 2025

...

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 31,736.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว 1,871.0 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.6 ส่วนกำไรจากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 1,799.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.5 ทำให้บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 3,670.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 และมีกำไรสุทธิ 3,059.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 28.74 บาท และบริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับสูงหรือ Credit Rating A- (Stable) (ณ ต.ค. 67) โดย Standard & Poor’s (S&P) สถาบันการจัดอันดับทางการเงินชั้นนำของโลกได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกรุงเทพประกันภัยเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักให้แก่ บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH ซึ่งประกอบธุรกิจผ่านการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมุ่งลงทุนในธุรกิจหลักด้านการประกันภัยและธุรกิจอื่นที่หลากหลายและมีศักยภาพ สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) บีเคไอ โฮลดิ้งส์ มีรายได้รวม 23,422.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการรับประกันภัย 21,481.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 และมีรายได้จากการลงทุน 1,940.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.0 โดยมีผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,854.8 ล้านบาท และรายได้สุทธิจากการลงทุนเท่ากับ 1,802.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.7 ทำให้มีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 3,657.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,046.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 28.61 บาท สำหรับการจัดสรรเงินปันผลในปี 2567 บริษัทฯ จัดสรรเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วอัตราหุ้นละ 11.25 บาท และในงวดสุดท้ายของปี 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผล หุ้นละ 5.75 บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 17 บาท โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ร้อยละ 5.84   สำหรับแนวโน้มของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2568 สมาคมประกันวินาศภัยไทยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 2.91-2.95 แสนล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตมาจากการเร่งขยายโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จากเงินลงทุนภาครัฐ ประกอบกับประกันภัยสุขภาพที่เติบโตจากการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่นำไปสู่โรคประจำฤดูกาล ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงปัจจัยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ด้านตลาดบ้านที่อยู่อาศัย ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง แต่ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนตระหนักถึงการประกันความเสี่ยงภัยดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมและลมพายุ  อย่างไรก็ตาม จากสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนผนวกกับภาระหนี้สินครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย จากผลกระทบด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกันความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ส่งผลต่อเนื่องมายังยอดจำหน่ายสินทรัพย์ เช่น บ้านและรถยนต์ ยังเป็นปัจจัยที่ชะลอการเติบโตของเบี้ยประกันอัคคีภัยและประกันภัยรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งมาตรการด้านภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มแรงกดดันต่อการค้ากับประเทศจีน และส่งผลให้สินค้าจากจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แนวโน้มการแข่งขันด้านราคาจะรุนแรงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความผันผวนของราคาและทุนประกันภัยที่บริษัทประกันวินาศภัยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป Year of Distinguished Excellence ปีแห่งความเป็นเลิศที่โดดเด่นและแตกต่าง หลังจากในปี 2567 เป็นปีแห่ง Regenerative ที่กรุงเทพประกันภัยมุ่งเน้นการต่อยอดและพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ โดยนอกเหนือจากการสร้างผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการบริการที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจประกันวินาศภัยแล้ว ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยในปี 2568 นี้ จะเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญที่จะสร้างโอกาสใหม่ในการขยายธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง พร้อมยกระดับองค์กรให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ภายใต้แนวคิด Distinguished Excellence มุ่งสร้างความเป็นเลิศที่โดดเด่นและแตกต่าง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการบริการที่ตรงใจ นำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันมาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถรอบด้าน   สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าหมายด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 34,200 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 8.0 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 14,700 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์หรือ Non-Motor 19,500 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านความสะดวก รวดเร็ว และความพึงพอใจสูงสุดในทุกการบริการ ยกระดับเทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการที่เป็นเลิศและเหนือความคาดหวัง กรุงเทพประกันภัยมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ภายในองค์กร หนึ่งในนั้นคือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการให้บริการ พร้อมเสริมศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม    นางสาวปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า กรุงเทพประกันภัยให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในทุกมิติ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจ โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน เพื่อยกระดับการบริการสู่การเป็น “Service Excellence” ให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด ดังต่อไปนี้ RPA (Robot Process Automation) เทคโนโลยีที่บริษัทฯ ใช้มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อช่วยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด ส่งผลให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ โดยในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี RPA และ AI OCR (Optical Character Recognition) เข้ามาใช้ร่วมกัน ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถของระบบงานต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้น และมุ่งเน้นไปยังงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ และการติดต่อกับลูกค้า รวมถึงเป็นการส่งเสริมด้านการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร โดยบริษัทฯ จะนำ RPA และ AI OCR มาใช้ในหลายส่วน อาทิ ขั้นตอนการออกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ การออกใบสั่งงาน และการเปิดเคลม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการทำงาน​ได้ 450,000 ​Transactions ต่อปี​ และลดชั่วโมงการทำงานได้ถึง 35,160 ชั่วโมงต่อปี AI OCR (Optical Character Recognition) เทคโนโลยีที่สามารถแปลงภาพหรือแปลงเอกสารเป็นข้อความดิจิทัลแบบอัตโนมัติ โดยนำระบบ AI เข้ามาช่วยทำความเข้าใจและตีความในภาษาแบบอัตโนมัติเพื่อนำข้อมูลจากภาพและเอกสารไปใช้ในกระบวนการทำงานต่อไปได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว  ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการที่เคยใช้เวลาและแรงงานมาก เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ได้นำ AI OCR มาใช้ในหลายด้าน เริ่มจากฝ่ายบัญชีและการเงิน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และเอกสารอื่นๆ ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงาน ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ พร้อมทั้งช่วยให้การจัดการข้อมูลมีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2568 จะสามารถช่วยจัดการเอกสารต่างๆ ได้ 327,119 แผ่นต่อปี และลดชั่วโมงการทำงานได้ 16,356 ชั่วโมงต่อปี AI Agent รับแจ้งอุบัติเหตุที่ไม่เร่งด่วน (เคลมแห้ง) และให้บริการตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป เช่น ขั้นตอนการเคลม การจ่ายสินไหมทดแทน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 235,000 สายต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอสายเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า ช่วยลดอัตราสายที่พลาดการติดต่อ และเพิ่มประสบการณ์การให้บริการที่ราบรื่นและพึงพอใจแก่ลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการแจ้งอุบัติเหตุที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น AI ช่วยอนุมัติการซ่อมรถได้รวดเร็ว บริษัทฯ ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการอนุมัติการจัดซ่อมรถยนต์ของอู่ สำหรับกรณีที่มีวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ได้ภายใน 1 วัน ทำให้อู่ซ่อมสามารถเริ่มงานซ่อมได้ทันที และช่วยลดระยะเวลาการรอคอยของลูกค้า Self-Service Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง เนื่องจากมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคสูง โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวและส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลภายในองค์กร เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้อมูล และทำให้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางการให้บริการเฉพาะบุคคล รวมถึงกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมต่อไป AI เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบ Cyber Security บริษัทฯ ได้นำ AI มาช่วยตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์ โดยเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นสัญญาณอันตราย ทำให้สามารถระบุภัยคุกคามได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการโจมตี ลดความเสี่ยงและป้องกันการละเมิดความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การตรวจจับ วิเคราะห์ และป้องกันภัยไซเบอร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ ได้พัฒนากระบวนการจ่ายสินไหมทดแทนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในกรณียื่นคำร้องการเคลมสินไหมทดแทนรถยนต์ที่บริษัทฯ วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท และมีเอกสารครบถ้วน จะได้รับเงินสินไหมทดแทนเป็นเงินสดภายใน 20 นาที สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ลูกค้าต้องการให้โอนเงินเข้าบัญชีจะได้รับภายใน 3 วันทำการ และในอนาคตยังมีแผนขยายช่องทางการจ่ายผ่าน e-Wallet เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของคนยุคใหม่อีกด้วย แอปพลิเคชัน Bangkok Insurance สะดวก รวดเร็ว ใช้งานง่าย  ต่อยอดการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่าย กรุงเทพประกันภัยเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Bangkok Insurance โฉมใหม่ ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทันสมัย เป็นมิตรและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น One-Stop Pocket Service ดูแลลูกค้าให้เข้าถึงบริการประกันภัยได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งมีการพัฒนาฟีเจอร์มาเพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะ เช่น  Video Claim แจ้งเคลมรถยนต์ผ่านวิดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่ ส่งพิกัดแจ้งสถานที่รถเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือได้รวดเร็ว Tracking ติดตามสถานะเคลมสินไหมทดแทน  ต่ออายุกรมธรรม์และชำระเบี้ยประกันภัยได้ทันที แจ้งเตือนเฉพาะบุคคล เช่น ต่ออายุกรมธรรม์เมื่อใกล้ครบกำหนด ​แจ้งเตือนการใช้สิทธิลดหย่อน      ภาษีประจำปี ค้นหาอู่ซ่อมรถ/โรงพยาบาล ที่อยู่ในเครือข่ายได้ง่ายๆ เพิ่มช่องทางการชำระเงินให้ลูกค้าสะดวกยิ่งขึ้น เสริมศักยภาพพนักงาน พัฒนาทักษะด้วย AI  กรุงเทพประกันภัยมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของพนักงานให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล ผ่านการสร้างการรับรู้และพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อให้พนักงานสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน พร้อมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็น “People Excellence” โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนจะจัดกิจกรรมและโครงการด้าน AI ตลอดทั้งปี เริ่มต้นด้วย AI Talk ซึ่งเป็นเวทีสัมมนาที่เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมเผยแนวโน้มของเทรนด์ AI ในโลกธุรกิจ ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงาน จึงได้ขยายการเรียนรู้ด้วยการจัดอบรม AI Training ให้พนักงานตามทักษะและหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลและหน่วยงาน จากนั้นบริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรม AI Day ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมด้าน AI โดยมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาร่วมนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้และสัมผัสเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ต่อยอดแนวคิดในการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง พร้อมส่งท้ายปีด้วยโครงการประชันไอเดียที่เปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอโปรเจกต์เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ภายในองค์กรแล้ว ยังเป็นเวทีที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการทำงานและเกิดผลลัพธ์ที่ดีไปสู่ลูกค้าและคู่ค้าของบริษัทฯ     พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่าบริษัทฯ ได้สร้างสรรค์ประกันภัยใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกลยุทธ์ Lifestyle Insurance ที่สามารถตอบโจทย์ทุก Pain Point ของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การเป็น “Product Excellence” พร้อมกับการเพิ่มทางเลือกด้านความคุ้มครอง เพื่อให้ลูกค้ารับมือกับสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างมั่นใจ ประกันภัยโรคร้ายแรง           สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้คนมีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักมาพร้อมกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงและระยะเวลาการรักษาที่ยาวนาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว กรุงเทพประกันภัยจึงพัฒนาแผนประกันภัยโรคร้ายแรง ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมโรคสำคัญ อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคไตวายเรื้อรัง โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส และโรคเบาหวาน ด้วยความคุ้มครองตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท เมื่อตรวจพบโรคร้ายแรงดังกล่าวเป็นครั้งแรก พร้อมเงินชดเชยรายวันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ต้องหยุดพักรักษาตัว ซึ่งแผนประกันภัยนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความอุ่นใจแม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 1,600 บาทต่อปี ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ เพิ่มความคุ้มครองสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว)           จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 ที่คนไทยมีการเดินทางไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กรุงเทพประกันภัยได้พัฒนาแผนประกันภัยการเดินทาง Travel Delight Plus โดยเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยความคุ้มครองสำหรับผู้เดินทางที่มีสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) เพื่อรองรับเทรนด์ Pet Humanization ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงและร่วมเดินทางด้วยกันมากขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมกรณีการได้รับบาดเจ็บของสัตว์เลี้ยง ขณะร่วมเดินทางในต่างประเทศไปกับผู้เอาประกันภัย โดยมีวงเงินคุ้มครอง 10,000 บาท/ตัว/ครั้ง เเละในกรณีเสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครอง 10,000 บาท/ตัว/ครั้ง นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มครองกรณีฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่โรงแรมสัตว์เลี้ยงหรือศูนย์รับฝากเลี้ยง หากเกิดเหตุเที่ยวบินล่าช้าจนทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการฝากเลี้ยงที่ไทย ประกันภัยสำหรับบ้านหรู 20-50 ล้านบาท               ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม พร้อมเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง บริษัทฯ เตรียมพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยสำหรับบ้านอยู่อาศัยที่มีมูลค่า 20-50 ล้านบาท สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการความคุ้มครองแบบครบครัน โดยจะเพิ่มความคุ้มครองทรัพย์สินมีค่า ความสูญเสียหรือเสียหายของ Solar Rooftop และอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ ซึ่งให้ความคุ้มครองการกู้ข้อมูลที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล พร้อมบริการเสริม Nursing at Home ดูแลช่วงพักฟื้นโดยบุคลากรทางการแพทย์ซี่งจะมาดูแลลูกค้าถึงบ้าน ต่อยอดความนิยม ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ ขยายอายุรถถึง 25 ปี             ปัจจุบันประกันภัยรถยนต์ 2+ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความคุ้มครองที่ตรงใจในราคาที่คุ้มค่า โดยหลังจากแผนประกันภัยรถยนต์ 2+ Super Special ของกรุงเทพประกันภัยเปิดตัวในปี 2566 ล่าสุดมียอดขายเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในปี 2568 บริษัทฯ จะขยายเงื่อนไขการรับประกันภัยให้ครอบคลุมรถยนต์ที่มีอายุรถสูงสุด 25 ปี นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับปรุงแผนประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ ให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ  นอกเหนือจากประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 กรุงเทพประกันภัยยังคงมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าที่บริษัทฯ จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ พร้อมกับการใช้ศักยภาพความรู้และความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ เพื่อส่งเสริมสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแผนจะดำเนินการโครงการใหม่ๆ ในปี 2568 ดังนี้ กรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุ Green บริษัทฯ กำลังพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยแบบพิเศษ ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับวัสดุก่อสร้างแบบ Green ซึ่งมีราคาสูงกว่าวัสดุปกติราว 30-40% รวมถึงค่าติดตั้งที่แพงกว่า เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซมบ้านด้วยวัสดุรักษ์โลก ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากกรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยแบบปกติ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ราคาประหยัด สำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเข้าถึงประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลแบบปกติได้อย่างจำกัด พร้อมเพิ่มความคุ้มครองค่าปลงศพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว การเข้าสำรวจภัยและปรับปรุงความเสี่ยงภัยแก่โรงเรียน บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจและให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงภัย โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าไปประเมินความเสี่ยงภัยและดำเนินการปรับปรุงด้านความปลอดภัยให้แก่โรงเรียน พร้อมจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนเกี่ยวกับการลดและป้องกันความเสี่ยงภัย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการปรับภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนให้มีสุขอนามัยที่ดี การสำรวจภัยอู่ซ่อมในสัญญาของบริษัทฯ ในต่างจังหวัด หลังจากดำเนินการสำรวจและปรับปรุงความเสี่ยงภัยให้แก่อู่ซ่อมรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว บริษัทฯ มีแผนขยายการสำรวจไปยังอู่ซ่อมในต่างจังหวัด โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่อู่ซ่อมเกี่ยวกับแนวทางการซ่อมรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการป้องกันการเกิดอัคคีภัย เพื่อเป็นหลักประกันความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของอู่ซ่อมในสัญญา ลดความเสี่ยงความเสียหายต่อรถยนต์ของลูกค้าขณะรอซ่อม ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นว่าการซ่อมรถยนต์ของลูกค้าจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน การจูงใจให้ลูกค้าของบริษัทฯ มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี ด้วยการมอบส่วนลดเบี้ยประกันภัยหรือ Gift Voucher แก่ลูกค้าที่ซื้อประกันภัยสุขภาพ ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าต่ออายุ เมื่อแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ มะเร็งปากมดลูก บาดทะยัก ไข้เลือดออก หรือแสดงผลตรวจสุขภาพประจำปีที่มีค่าสุขภาพต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ การให้ลูกค้าของบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินแก่องค์กรการกุศล โดยลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโรคมะเร็งกับบริษัทฯ โดยตรง หรือผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงเทพ จะมีส่วนร่วมในการบริจาคเงิน 50 บาทต่อกรมธรรม์ ให้แก่องค์กรการกุศล โดยไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ในปี 2568 นี้ นับเป็นอีกปีแห่งโอกาสครั้งสำคัญของกรุงเทพประกันภัยในการต่อยอดความสำเร็จสู่การสร้างความเป็นเลิศที่โดดเด่นและแตกต่าง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการที่ตรงใจ ผ่านการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันมาช่วยเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ก้าวทันโลกดิจิทัล มุ่งพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญในการปกป้อง รักษา และฟื้นฟู เพื่อส่งมอบสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่คนรุ่นหลัง ไปพร้อมกับการยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิมในทุกมิติ

31 Mar 2025

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) เดินหน้านำเสนอโซลูชันด้านการออมที่เข้าใจและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าและความสะดวกในการวางแผนอนาคต ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันออมทรัพย์ “โอเชี่ยนไลฟ์ อีซี่ เซฟวิ่ง 11/4” ตัวช่วยในการเก็บออม*พร้อมลดหย่อนภาษี โดยมอบความคุ้มครองชีวิต สูงสุด 405% (ระหว่างปีกรมธรรม์ที่ 4 - 11) พร้อมรับเงินคืนกรณีมีชีวิตอยู่ 2% ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 – 10  และหากมีชีวิตอยู่จนครบสัญญาจะได้รับเงินครบกำหนดสัญญาอีก 422% รวมรับผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาสูงสุด 442% “โอเชี่ยนไลฟ์ อีซี่ เซฟวิ่ง 11/4”  รับประกันภัยบุคคลอายุตั้งแต่ 30 วัน – 65 ปี ชำระเบี้ยประกันภัยสั้นเพียง 4 ปี รับความคุ้มครองชีวิตยาว 11 ปี ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี และเบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 100,000 บาทต่อปี ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด และพิเศษโปรโมชันสำหรับ “โอเชี่ยนไลฟ์ อีซี่ เซฟวิ่ง 11/4”   เมื่อทำประกันออนไลน์ ตั้งแต่วันที่  14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม  2568  จะได้รับความคุ้มแบบคูณ 3 คุ้มที่ 1 ได้รับ Gift Card Lotus สูงสุด 50,000 บาท เมื่อทำประกันและจ่ายเบี้ยประกันภัย ทุก ๆ 10,000 บาท รับ Gift Card Lotus มูลค่า 400 บาท คุ้มที่ 2  รับกระเป๋า rPET รักษ์โลก ลาย OCHI & FRIENDS เมื่อกรมธรรม์อนุมัติ 1 ใบต่อ 1 กรมธรรม์ และคุ้มที่ 3  ผ่อน 0% 4 เดือน สำหรับธนาคารที่ร่วมรายการ โดยสามารถใส่ Code : ES114 เพื่อรับโปรโมชัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  คลิก https://www.ocean.co.th/promotion/easy-saving114     OCEAN LIFE ไทยสมุทร ใช้ความรักเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กร โดยไม่หยุดพัฒนาในทุกมิติ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตได้มากที่สุด พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและสังคม เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มั่นใจ ปลอดภัย มีความสุข สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER  1503 ข้อควรทราบ: *เป็นการออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต % หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินเอาประกันภัย การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะนำเบี้ยประกันชีวิตไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องแจ้งความประสงค์และยินยอมให้บริษัทนำส่งข้อมูลเบี้ยประกันชีวิตให้กรมสรรพากร ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผู้ขอเอาประกันภัย/ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และทำความเข้าใจในรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม

31 Mar 2025

...

นายชูฉั              นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยในงานแถลงข่าวมาตรการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาด้านการประกันภัย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวว่า สำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชนและผู้เอาประกันภัยอย่างเร่งด่วนทันทีที่ทราบข่าวสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ได้ประสานงานกับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เพื่อขอเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และประสานขอทราบรายชื่อ ผู้สูญหายหรือติดในซากอาคารพร้อมหลักฐานอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบและเตรียมการสำหรับการเยียวยาด้านการประกันภัยต่อไป รวมถึงจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัย ณ สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเตรียมพร้อมให้บริการข้อมูล และการช่วยเหลือด้านประกันภัยอย่างทันท่วงที เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้รับความเสียหาย มีการทำประกันภัย Construction All Risk (CAR) ไว้กับบริษัทประกันภัย 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมีสัดส่วนการรับประกันภัยอยู่ที่ 40%, 25%, 25% และ 10% ตามลำดับ รวมมูลค่าความคุ้มครอง 2,241,000,000 บาท พร้อมย้ำว่าความเสียหายนี้จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของบริษัทประกันภัยทั้ง 4 บริษัทประกันภัยที่ร่วมรับประกันภัยอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงโดยการประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ และจากการตรวจสอบดัชนีวัดความมั่นคงบริษัทประกันภัยตามกฎหมาย พบว่าบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยทั้งระบบยังมีความมั่นคงในระดับดีมาก โดยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) อยู่ที่ระดับเกือบ 300% ซึ่งสูงกว่า ที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 100% ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยทั้ง 4 แห่ง มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินรับประกันภัย จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทข้างต้น อย่างแน่นอน ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ขอความร่วมมือบริษัทประกันภัยให้เร่งติดตามสถานการณ์และดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้บริการสายด่วน คปภ. 1186 ตลอด 24 ชั่วโมง และบริการ Chatbot @oicconnect เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจนกว่าสถานการณ์ จะคลี่คลาย และจัดทำข้อมูล Q&A และ Infographic เกี่ยวกับข้อมูลความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยจะเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ต่อไป สมาคมประกันวินาศภัยไทย ตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยกรณีแผ่นดินไหว ผนึกภาคธุรกิจประกันวินาศภัย ดูแลผู้เอาประกันภัยอย่างเต็มที่ ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยได้รับผลกระทบเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ทั้งอาคาร บ้านเรือน คอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งความห่วงใยให้ผู้เอาประกันภัยรวมถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว พร้อมแนะนำ ผู้เอาประกันภัยที่อยู่ในเขตพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยว่ามีความคุ้มครองภัยจากแผ่นดินไหวหรือไม่ ถ้ามีความคุ้มครองให้รีบแจ้งความเสียหายแก่บริษัทประกันภัยทันที เพื่อประโยชน์ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลและให้บริการผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สมาคมประกันวินาศภัยไทย จึงได้ตั้งศูนย์ประสานงานและอำนวยความสะดวกด้านประกันภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจาก ภัยพิบัติดังกล่าว ซึ่งการดำเนินงานครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การตรวจสอบข้อมูล ในกรณีที่กรมธรรม์สูญหาย ตลอดจนการให้คำแนะนำเกี่ยวกับรายละเอียดความคุ้มครองผ่านช่องทางโทรศัพท์ 0 2108 8399 และช่องทางออนไลน์ Facebook สมาคมประกันวินาศภัยไทย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หมายเลขสายด่วนของ ทุกบริษัทประกันภัยให้ประชาชนรับทราบและสามารถติดต่อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงประสานงานกับบริษัทสมาชิกให้เตรียม ความพร้อมในการให้บริการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัยโดยเร็วที่สุด สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองภัยแผ่นดินไหว มีดังนี้ 1. กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหวไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี โดยสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ ซึ่งจำนวนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 2,233,518 ฉบับ ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ มีจำนวน 3,145,880 ฉบับ รวมทั้งประเทศมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย จำนวน 5,379,398 ฉบับ สำหรับการประกันภัยอาคารชุด ในส่วนของนิติบุคคลจะเป็นกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk: IAR) คุ้มครองความเสียหายต่อตัวอาคารส่วนกลาง เช่น โครงสร้างอาคาร ลิฟต์ บันไดส่วนกลาง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เป็นของส่วนกลาง ได้รับความคุ้มครองจากภัยแผ่นดินไหวตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Sub Limit) ขณะที่ในส่วนเจ้าของห้องชุดเป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในห้องชุด เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องตกแต่ง และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่อยู่ภายในห้องชุด ได้รับความคุ้มครองจากภัยแผ่นดินไหวไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี แต่สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ 2. กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับสถานประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ จะให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว เฉพาะกรมธรรม์ที่ซื้อความคุ้มครองภัยแผ่นดินไหวเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งจำนวนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 452,716 ฉบับ ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ มีจำนวน 661,806 ฉบับ รวมทั้งประเทศมีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย จำนวน 1,114,522 ฉบับ 3. กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk: IAR) สำหรับผู้ประกอบกิจการร้านค้าทั่วไป สำนักงาน โรงแรม โรงเรียน โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการต่าง ๆ ให้ความคุ้มครองความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินภายใน สิ่งปลูกสร้าง ที่เอาประกันภัยจากอุบัติเหตุใด ๆ ที่ไม่ได้มีการระบุข้อยกเว้นไว้ ได้รับความคุ้มครองจากภัยแผ่นดินไหวตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Sub Limit) ซึ่งจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 95,372 ฉบับ ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ มีจำนวน 99,017 ฉบับ รวมทั้งประเทศมีกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน จำนวน 194,389 ฉบับ สำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก คุ้มครองความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจ ความสูญเสียในทางการค้า (รายได้ของผู้เอาประกันภัย) กำไรสุทธิ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเช่าโรงงาน เป็นต้น) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สิ่งปลูกสร้างใด ๆ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยใช้เพื่อประกอบธุรกิจได้รับความเสียหาย และได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินและไม่ได้มีการระบุยกเว้นไว้ 4. กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง สำหรับผู้ว่าจ้างหรือผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งให้ความคุ้มครองต่องานก่อสร้าง งานปรับปรุงสถานที่ งานตกแต่ง หรืองานติดตั้งเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ อันไม่อาจคาดหมายได้ หรือด้วยสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุในข้อยกเว้น โดยให้ความคุ้มครองภัยแผ่นดินไหว ประกอบด้วย งานก่อสร้างและ วิศกรรมโยธาการติดตั้งเครื่องจักร และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 5. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหวเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เท่านั้น สำหรับกรมธรรม์ประเภท 2 ประเภท 3 หรือประเภท 5 (2+ และ 3+) สามารถซื้อเป็นเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองภัยธรรมชาติ หรือแยกซื้อภัยแผ่นดินไหวเพิ่มได้ 6. กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายรวมถึงชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุ รวมถึงอุบัติเหตุจากแผ่นดินไหวด้วย ด้านนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือ โดยเฉพาะการวางแผนด้านการประกันภัยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหตุการณ์ในครั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีประกันภัยเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจได้ถอดบทเรียนในการบริหารความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติพร้อมกับทบทวนวิธีในการประเมินความเสี่ยง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่าภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้ หลายภัยที่เคยถูกมองข้ามหรือไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง อาจต้องถูกนำกลับมาประเมินใหม่อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการรับประกันภัยและการกำหนดเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง ธุรกิจประกันวินาศภัยถือเป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพให้กับประชาชน ระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคธุรกิจประกันวินาศภัย พร้อมยืนหยัดเคียงข้างดูแลผู้เอาประกันภัยในทุกสถานการณ์ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตไปได้ด้วยกัน เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ขอแนะนำให้ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ติดต่อบริษัทประกันภัยที่ทำกรมธรรม์ไว้โดยเร็วที่สุด พร้อมจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น หลักฐานความเสียหาย ภาพถ่าย และเอกสารสำคัญอื่น ๆ ทั้งนี้ บริษัทประกันภัย จะส่งผู้ประเมินความเสียหายเข้าตรวจสอบและพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ หากมีข้อสงสัยหรือ พบปัญหาจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสามารถติดต่อสำนักงาน คปภ. หรือติดต่อสายด่วน คปภ. 1186 หรือช่องทาง Chatbot @oicconnect ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำนักงาน คปภ. ได้ประสานงานกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทยและบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ อย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการเพื่อให้ประชาชนและผู้เอาประกันภัยได้รับความช่วยเหลือและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมทั้งจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและผู้เอาประกันภัย “ธุรกิจประกันภัย เป็นธุรกิจที่มีไว้เพื่อบริหารความเสี่ยง ในช่วงที่ผ่านมา ทั้ง 3 หน่วยงานสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภาคธุรกิจประกันภัยก้าวผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ มาได้ แม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก แต่ทุกฝ่ายได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ พร้อมย้ำว่า สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย รวมถึงบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย จะทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและผู้เอาประกันภัย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย  

31 Mar 2025

...

ตามที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศพม่านั้น ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มี “อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่” (อาคาร สตง.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างได้ถล่มลงมาทั้งหลัง โดยโครงการก่อสร้างดังกล่าว ได้มีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยร่วมจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ. ทิพยประกันภัย สัดส่วน 40% บมจ. กรุงเทพประกันภัย 25%  บมจ.อินทรประกันภัย 25%  บมจ.วิริยะประกันภัย 10% โดยมีทุนประกันภัยเป็น 3 หมวด ดังนี้ 1) มูลค่างานก่อสร้างตามสัญญา 2,136 ล้านบาท 2) ทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้าง 5 ล้านบาท 3) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 30 ล้านบาทต่อครั้ง และ 100 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาเอาประกันภัย โดยมีเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง 20% ของความเสียหายสำหรับแต่ละเหตุการณ์ ซึ่งในส่วน 40% ของทิพยประกันภัยนั้น บริษัทฯ ได้มีการจัดทำประกันภัยต่อไว้ในสัดส่วน 95% ของทุนเอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยต่อชั้นนำของโลกที่มีระดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Credit Rating) ไม่ต่ำกว่า A นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดทำสัญญาประกันภัยต่อเพื่อความเสียหายส่วนเกินสำหรับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือมหันตภัย (XOL) ไว้อีกด้วย ดังนั้น ทิพยประกันภัยยืนยันว่า แม้จะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ บริษัทฯ ยังคงมีความมั่นคงทางการเงิน และไม่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่งในการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีอาคาร สตง. นั้น จะต้องพิจารณาถึงมูลค่าของอาคาร ณ เวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการพิจารณาว่าอาคารดังกล่าว ได้มีการดำเนินการก่อสร้างไปแล้วเป็นร้อยละเท่าไรของมูลค่าโครงการทั้งหมด เช่น หากการก่อสร้างแล้วเสร็จ 50% ความเสียหายที่จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยก็จะเป็นเพียง 50% ของทุนเอาประกันภัยเท่านั้น ทั้งนี้ มูลค่าของโครงการนี้ ณ วันเวลาที่เกิดเหตุจะถูกประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการจัดเตรียมทีมงานและความพร้อมในการรับแจ้งเคลมตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเพื่อตอบข้อซักถาม และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยพร้อมที่จะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อแจ้งเคลมและขอรับความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าของทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 5199 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Line : dhipayainsurance  หรือ อีเมล : general-claim@dhipaya.co.th    ทิพยประกันภัย มุ่งมั่นในการให้บริการที่เป็นเลิศ และจะเดินหน้าดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดและความมั่นใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป  

31 Mar 2025

ECONOMY-FINANCE/เศรษฐกิจ-การเงิน

...

SME D Bank ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว  ได้แก่ พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สูงสุด 12 เดือน  และเติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ       นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  กล่าวว่า จากการเกิดเหตุแผ่นดินไหวในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568  ธนาคารห่วงใยลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยิ่ง  จึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน   ได้แก่  มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ราชการกำหนด  เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้ มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ”  สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ราชการกำหนด  เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท สูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท)  อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี  ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน    ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน มาตรการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ  ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการ    แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สาขาของ SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ  ,  LINE Official Account : SME Development Bank  และเว็บไซต์  www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

02 Apr 2025


...

เนื่องในวาระก้าวสู่ปีที่ 113 วันที่ 1 เมษายน 2568 ธนาคารออมสินเตรียมมอบกระปุกออมสิน “อาชีพพลิกฝัน” เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ฝากเงิน ซึ่งมีแรงบันดาลใจการออกแบบลวดลายเป็นภาพอาชีพที่คุ้นเคยเพื่อจุดพลังและสนับสนุนให้ทุกอาชีพเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง นำเสนอในรูปแบบการ์ตูนสีสันสดใส พร้อมลูกเล่นหมุนเปลี่ยนอาชีพได้ เพื่อให้ทุกการออมสนุกยิ่งขึ้น   โดยร่วมพัฒนาและออกแบบลวดลายโดยศิลปินจากโครงการ อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ บาย ไอรีล (Art for Cancer by Ireal) กิจการเพื่อสังคม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจการเป็นธนาคารเพื่อสังคม ในการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าร่วม ตลอดจนขยายผลสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคม ผู้ที่รักการออมเงินและการสะสมกระปุกออมสิน   เตรียมลงทะเบียนจองสิทธิ์ฝากเงินและรับกระปุกออมสิน “อาชีพพลิกฝัน” ได้ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 มีนาคม 2568 ผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ www.gsb.or.th, Line Official : GSB Society และแอปพลิเคชัน MyMo และฝากเงิน 500 บาทขึ้นไป ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา แอป MyMo และเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติ พร้อมรับกระปุกออมสินตามสาขาที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 1 -  4 เมษายน 2568 (1 กระปุกต่อ 1 ท่าน) ของมีจำนวนจำกัด ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

29 Mar 2025

...

SME D Bank จับมือหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน คิกออฟโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM” ยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง มุ่งสู่มาตรฐาน Green Tourism สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แจงเตรียมพร้อมสินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ช่วยลดภาระ และหนุนลงทุนปรับผ่านใช้พลังงานสะอาด ควบคู่เติมความรู้ครบวงจร      นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวในพิธีเปิดโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM” ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าอุตสาหกรรมรวมมากกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี  โดยปี 2567 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยจำนวนสูงกว่า 35 ล้านคน   ทั้งนี้ ปัจจุบัน ด้วยภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ  ทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง มีกฎกติกาสากลและมาตรฐานทั้งภายในและภายนอกประเทศมาควบคุมการท่องเที่ยว  โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวกว่า 60% ให้ความสำคัญและต้องการสร้างความยั่งยืนให้แก่การท่องเที่ยว  ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมากกว่า 60% สนใจและต้องการยกระดับสู่มาตรฐาน Green Tourism แต่มีรายที่พร้อมจะปรับตัวแค่ประมาณ 10% เนื่องจากยังขาดความรู้ ขาดเงินทุนเพื่อปรับตัว และขาดเครื่องมือในการยกระดับ  ขณะที่โรงแรมที่ผ่านเกณฑ์ Green Tourism ในประเทศไทยมีเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ มีความเสี่ยงที่ชาวต่างชาติจะย้ายฐานการท่องเที่ยวไปยังประเทศที่มีความพร้อมแทน     ดังนั้น SME D Bank ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน นำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และภาคีเครือข่ายภาคเอกชนกลุ่ม Green Alliance จัดโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ที่พัก และเกี่ยวเนื่อง เข้าถึงการสนับสนุนครบวงจรจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน Green Tourism ได้อย่างแท้จริง   ที่สำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียว ทาง SME D Bank พร้อมสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินรวมกว่า 10,000 ล้านบาท  สำหรับนำไปลงทุนติดตั้งระบบ เครื่องจักร อุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเทคโนโลยี เพื่อใช้พลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์   เปลี่ยนเครื่องจักร ใช้เทคโนโลยี รวมถึง เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน  นอกจากนั้น ยังมีสินเชื่ออื่นๆ ไว้รองรับครบทุกความต้องการ เช่น สินเชื่อ “BCG Loan” สนับสนุนยกระดับพัฒนาสู่ “BCG Model” (Bio-Circular-Green Economy) ผลักดันธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างยั่งยืน วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 50 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นประมาณ 4.55%ต่อปี  ผ่อนนานสูงสุด 15 ปี  และปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 24 เดือน เป็นต้น   ควบคู่กับให้บริการปรึกษาแนะนำจากโค้ชมืออาชีพ ช่วยยกระดับสู่มาตรฐานท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  รวมถึง มีบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) สามารถใช้บริการได้สะดวกสบาย ตลอด 24 ชม. มีฟีเจอร์สำคัญ ๆ  เช่น Business Health Check ระบบตรวจประเมินสุขภาพธุรกิจ , E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ ช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจ  , ช่องทางขยายตลาด จับคู่ธุรกิจ และ Privilege สิทธิประโยชน์ช่วยยกระดับธุรกิจ เป็นต้น    สำหรับการเปิดตัวโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM” จัด ณ อาคาร SME Bank Tower ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ เช่น การปาฐกถาพิเศษ โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวข้อ “ขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและ SME Green Productivity” นอกจากนั้น มีการเสวนา “Financial Talk วางแผนการเงินและบัญชีอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตและได้รับสินเชื่ออย่างเหมาะสม” นำโดยนายกิตติ พรศิวะกิจ ประธานเครือข่าย Green Alliance  อีกทั้ง บริการปรึกษาเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว แนะนำเข้าถึงแหล่งทุน โดยสามารถแจ้งความประสงค์ยื่นกู้ได้ทันที และการออกบูธให้บริการเครื่องมือเพื่อเข้าสู่มาตรฐานท่องเที่ยวสีเขียวจากหน่วยงานพันธมิตร เป็นต้น   ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว และเกี่ยวเนื่อง สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการด้านการเงิน และการพัฒนาได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และเว็บไซต์ www.smebank.co.th  เป็นต้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357           

27 Mar 2025

...

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เผยกลยุทธ์กลุ่มงานลูกค้าธุรกิจ SME ในปี 2568 ยังคงสานต่อกลยุทธ์ 3GO อันประกอบด้วย ‘GO Green, GO Digital และ GO Beyond’ พร้อมเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ โดยนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ครอบคลุมทั้งการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม รวมถึงแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างโอกาสธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจไทย รวมถึงให้ความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ผ่านการเยี่ยมเยือนและให้คำปรึกษาเชิงรุกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของผู้ประกอบการ SME โดยเรามองว่ายังคงมีความเปราะบาง ทั้งนี้ กรุงศรียังคงสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านมาตรการช่วยเหลือ ส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางในการเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านการเงินและสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม เพื่อให้ลูกค้าก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2567 ยอดสินเชื่อคงค้างของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ SME อยู่ที่กว่า 337,264 ล้านบาท” สำหรับทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์ในปี 2568 นี้ ธนาคารยังคงสานต่อความสำเร็จจากกลยุทธ์ 3GO จากปีที่ผ่านมา       GO Green: การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามกรอบของ ESG ซึ่งในปีที่ผ่านมา กรุงศรี ได้นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SME เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ประกอบด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สินเชื่อสำหรับธุรกิจที่เป็นผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง ผู้ค้าผลิตภัณฑ์ หรือผู้ให้บริการโซลูชันเพื่อสร้างความยั่งยืน สินเชื่อสำหรับธุรกิจที่ทำการลงทุนผลิตและขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สินเชื่อสำหรับธุรกิจทั่วไปที่ต้องการลงทุนเพื่อบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และสินเชื่อสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อธุรกิจ อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่อง ESG โดยแนวทางในปี 2568 จะยังคงสานต่อการให้คำปรึกษาร่วมกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ ESG ผ่านกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง ได้แก่ Krungsri ESG Academy รุ่นที่ 2 Krungsri ESG Awards 2568 ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และงานสัมมนา Krungsri-MUFG Sustainability Forum GO Digital:  ในปีที่ผ่านมา กรุงศรีมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมและครบวงจรสำหรับลูกค้า  SME ทุกขนาด ส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการดิจิทัลแบงก์กิ้งเพื่อธุรกิจ Krungsri Biz Online เติบโตสูงถึง 70% และยังได้พัฒนา Krungsri Supply Chain and Banking Solution ที่ช่วยบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับปี 2568 กรุงศรีต่อยอดการพัฒนา "Krungsri The Living Room...One Place for Business" แพลตฟอร์มพอร์ทัลที่รวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของธนาคารและข้อมูลสำคัญ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลความรู้ด้าน ESG และอื่นๆ ภายในแหล่งเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และข้อมูลต่างๆ GO Beyond:  การสนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคและผลิตภัณฑ์บริการด้านการค้าต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา ได้มีการขยายฐานสมาชิก Krungsri Business Link แพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศของธนาคาร โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 9,000 บริษัท และส่งผลให้เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจกว่า 254 คู่ ทั้งนี้ ในปี 2568 นอกเหนือจากการช่วยขยายตลาดให้กับลูกค้า กรุงศรีจะขยายการให้สินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ได้แก่ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงพัฒนาบริการด้านธุรกรรมระหว่างประเทศผ่านช่องทางดิจิทัล Krungsri TradeLink และ Krungsri CashLink ให้สะดวกและครอบคลุมบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้น “ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกปี 2568 ที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผู้ประกอบการ SME ไทย ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาด้านโครงสร้างภายในประเทศและการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว เราจึงมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพของสินเชื่อ SME สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและคุณภาพสินทรัพย์ เน้นการทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าผ่านการเยี่ยมเยือนและให้คำปรึกษาเชิงรุกโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารความเสี่ยง พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสมและตอบโจทย์ โดยเน้นที่การสนับสนุนด้านสินเชื่อหมุนเวียน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและต่อยอดการทำธุรกิจ ทั้งนี้ กรุงศรี จะยังคงมุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในฐานะพันธมิตรที่พร้อมเดินเคียงข้างผู้ประกอบการสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย  

26 Mar 2025

...

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายธีรัชย์ อัตนวานิช ประธานกรรมการธนาคารออมสิน และ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แถลงข่าวเปิดโครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” นวัตกรรมการเงินเพื่อสังคมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่เคยกู้ธนาคารได้มาก่อน ให้เข้าถึงแหล่งเงินในระบบสถาบันการเงิน และได้รับโอกาสในการสร้างประวัติเครดิตทางการเงินที่ดี รวมถึงส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่   นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลเร่งรัดการขับเคลื่อนและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อเพื่อเติมเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย กระทรวงการคลังจึงได้มอบหมายธนาคารออมสิน ออกมาตรการสินเชื่อที่ผ่อนคลายเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติแก่ลูกค้ารายย่อยกลุ่มฐานราก ได้แก่ ผู้ที่เคยยื่นขอกู้แต่ติดปัญหาความเสี่ยงเครดิตทำให้ไม่เคยขอสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้ หรือเป็นผู้ที่ไม่เคยตรวจประวัติเครดิต ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ยังช่วยส่งเสริมให้คนไทยฐานรากได้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน โดยตั้งเป้าหมายปีแรก 300,000 ราย พร้อมเตรียมขยายความช่วยเหลือได้ถึง 1 ล้านราย ภายใน 3 ปี   นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสนับสนุนบทบาทธนาคารเพื่อสังคม มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างโอกาสเข้าถึงระบบสินเชื่ออย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยเป็นนวัตกรรมสินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่เคยกู้ธนาคารได้มาก่อน ให้เข้าถึงแหล่งเงินในระบบสถาบันการเงิน และได้รับโอกาสในการสร้างประวัติเครดิตทางการเงินที่ดี ที่จะต่อยอดสำหรับการขอสินเชื่อในอนาคต ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ในปีแรก 300,000 ราย วงเงินสินเชื่อ 4,000 ล้านบาท พร้อมกับอนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 200,000 ราย ในโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพ ที่ได้เปิดโครงการไปก่อนหน้านี้ วงเงินอนุมัติเพิ่มเติมอีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการ จะช่วยเติมทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือนและสนับสนุนการประกอบอาชีพแก่ประชาชนได้กว่า 500,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวมกว่า 14,000 ล้านบาท    “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องมีหลักประกันหรือบุคคลค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.60% ต่อเดือน และระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี ปลอดชำระเงินต้น 3 งวดแรก โดยจ่ายเพียงดอกเบี้ย เพื่อให้โอกาสตั้งหลักก่อนเริ่มคืนเงินต้น เป็นสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ประจำ ลูกจ้าง พ่อค้า แม่ค้า ผู้รับจ้างให้บริการต่าง ๆ ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อ ในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่แน่นอน และสามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ ให้กู้ตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์และยื่นขอสินเชื่อได้ที่แอปพลิเคชัน MyMo ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป   สำหรับโครงการ สินเชื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นอีกหนึ่งสินเชื่อที่ผ่อนปรนเงื่อนไขกว่าสินเชื่อปกติของธนาคาร เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ สำหรับผู้ที่มีเครดิตทางการเงินและต้องการเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ไม่ต้องมีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร.1115  

17 Mar 2025

...

SME D Bank ขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี  ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2568  เป็นต้นไป ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  อีกทั้ง ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อประโยชน์ของผู้ฝาก  พร้อมเสิร์ฟ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก สนับสนุนยกระดับเพิ่มศักยภาพ ธุรกิจอยู่รอดและเดินหน้าได้ต่อเนื่อง นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank   กล่าวว่า จากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 2.25% ต่อปี เป็น 2.00% ต่อปี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ดังนั้น SME D Bank ในฐานะสถาบันการของรัฐ ที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ขานรับนโยบายรัฐบาล ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ได้แก่ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR)  ลด 0.25% จาก 7.80 ลดลงเหลือ 7.55% ต่อปี , สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลด 0.15% จาก 7.80% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.65% ต่อปี และประเภทเงินกู้ขั้นต่ำ (MLR) ลด 0.10% จาก 7.40% ต่อปี เหลือ 7.30% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2568  เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อีกทั้ง ช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่ยังมีปัจจัยท้าทายจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ  ขณะเดียวกัน ยังจะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฝาก กลุ่มหน่วยงาน องค์กร กลุ่มนิติบุคคล สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน  มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนสูง ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด   นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังจัดเตรียมสินเชื่อ Soft Loan ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่าน 3 โครงการสินเชื่อที่จะช่วยลดภาระ เพิ่มสภาพคล่อง และเพิ่มศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการติดตั้งระบบอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อใช้พลังงานสะอาด และมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท   2.สินเชื่อ "ปลุกพลัง SME"   สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2 ล้านบาท นำไปใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึง หมุนเวียน และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1.5 ล้านบาท และ 3.สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME"   สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท  ควบคู่บริการด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” (dx.smebank.co.th)  เสริมแกร่งธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ครบถ้วนในจุดเดียว ทั้งด้านแหล่งความรู้ ที่ปรึกษาธุรกิจ ตลอดจนช่องทางขยายตลาด และเพิ่มรายได้   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

16 Mar 2025

...

ธนาคารไทยพาณิชย์ นำทีม บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC นำโซลูชั่นโอนเงินปันผล/ดอกเบี้ย (e-Dividend) คว้า 3 รางวัลยอดเยี่ยม จาก 3 สถาบันชั้นนำระดับสากล ประกอบด้วย 1) รางวัล Best Innovative Technology Bank: e-Dividend จาก Finance Asia 2) รางวัล Editors’ Triple Star: e-Dividend จาก The Asset และ 3) รางวัล Best Digital Bank: e-Dividend จาก The Digital Banker โดย e-Dividend เป็นโซลูชั่นที่ธนาคารฯ นำเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับบริการบริหารจัดการเงินเพื่อธุรกิจ (Cash Management) เพื่อยกระดับการจ่ายเงินปันผลให้แก่ลูกค้าผู้ถือหลักทรัพย์ของ SCC ช่วยลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และลดการใช้เช็ค ซึ่งเป็นการตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารฯ ในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านนวัตกรรมและบริการด้านดิจิทัลภายใต้กลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch โดยมีผู้บริหาร นายธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ Head of Digital Business and Payment Solutions ธนาคารไทยพาณิชย์ นางสาวพิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และนางสาวรวิพร วงศ์พุทธพิทักษ์ Corporate Finance Excellence Director, Corporate Finance Excellence Office, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมประกาศความสำเร็จในครั้งนี้ ทั้งนี้ บริการ e-Dividend เป็นบริการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงบริการการโอนเงินผ่าน  ระบบ BAHTNET สำหรับรายการที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านบาท นอกเหนือจากการใช้ระบบ Smart Credit โดยมีบัญชีผู้รับเงินปลายทางเป็นธนาคารใดก็ได้แบบเต็มจำนวน และได้เปลี่ยนจากการส่งข้อมูลผ่านช่องทาง secured อีเมลและแนบไฟล์ เป็นการส่งข้อมูลตรงผ่านเครือข่ายออนไลน์ (File Transfer Protocol: FTP) ที่มีความปลอดภัย ตรงตามมาตรฐาน ISO20022 พร้อมบริการคำนวณค่าธรรมเนียมในการโอนเงินพร้อมรายงาน

08 Mar 2025

SOCIETY-CSR /ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

กรุงเทพประกันชีวิต ประสบความสำเร็จอีกครั้งกับการรับมอบรางวัล “สุดยอดแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภค” หรือ Most Admired Brand Award 2025 เป็นปีที่ 2 จากเวทีประกาศรางวัล Thailand Top Company Awards 2025 จัดโดยนิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้แนวคิด “Beating the Unpredictable” สะท้อนถึงการมีผลการดำเนินงานอันยอดเยี่ยมและมีความเป็นเลิศ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ในการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ด้านความใส่ใจ หรือ The Most Caring Life Insurance Company โดยในงานได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล แก่นางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้บริหารสายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายนรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ในฐานะผู้แทนรับมอบ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้   นางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้บริหารสายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงการรับรางวัล Most Admired Brand Award 2025 หรือ “สุดยอดแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภค” ว่า กรุงเทพประกันชีวิตมีความภูมิใจเนื่องจากเป็นการรับรางวัลเป็นปีที่ 2 จากที่เคยรับรางวัลจากเวทีนี้ 5 ปี ติดต่อกันในประเภทรางวัล  Most Trusted Brand Award และ Most Admired Company Award  ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวล้วนมาจากความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทุกคนในองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจจนสามารถทำผลงานอันยอดเยี่ยมและมีความเป็นเลิศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนมาตลอด 74 ปี และยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ใหม่ในการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ด้านความ “ใส่ใจ” หรือ “The Most Caring Life Insurance Company” นางสาวอรนาฎ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านทางกรุงเทพประกันชีวิตมีการปรับเปลี่ยนหลายด้าน รวมถึงวิสัยทัศน์ใหม่และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป้าหมายในการเป็นองค์กรแห่งความใส่ใจ ที่มุ่งเน้นเรื่องการยกระดับจากการให้บริการมาเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ประทับใจให้กับลูกค้าและคู่ค้า ผ่านการผสมผสานกันระหว่าง เทคโนโลยีและบุคคลากรเพื่อให้การดูแลและใส่ใจลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่า สิ่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้สามารถขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้กรุงเทพประกันชีวิตเติบโตอย่างยั่งยืนในปีที่ผ่านมาคือ การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับผลตอบรับดีมากจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มแม่และเด็ก รวมทั้งการเติบโตของช่องทางตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงินทั้งในแง่ของศักยภาพและจำนวนตัวแทนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาสายอาชีพ และ สิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ของลูกค้า ตลอดจนบริการเสริมด้านสุขภาพที่ลูกค้าชื่นชอบ   “ในนามตัวแทนของกรุงเทพประกันชีวิต รู้สึกดีใจและขอขอบคุณนิตยสาร Business Plus และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้มอบรางวัล Most Admired Brand Award ให้กับบริษัทฯ ซึ่งรางวัลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ เป็นอีกหนึ่งกำลังใจดีๆ สำหรับทีมงานกรุงเทพประกันชีวิตทุกคน เราก็สัญญาว่า จะดูแล ใส่ใจ มุ่งมั่น พัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทยตลอดไปค่ะ” นางสาวอรนาฎกล่าวในที่สุด  

01 Apr 2025


...

นางสาวฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล “Finalist Best Brand Performance on Social Media” สาขาธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย (Insurance & Assurance) จากงานประกาศรางวัล “Thailand Social Awards ครั้งที่ 13” จัดโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มุ่งส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ ยกระดับและให้ความสำคัญกับวงการโซเชียลที่เป็นช่องทางในการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด รางวัลดังกล่าว ตอกย้ำความสำเร็จในการบริหารจัดการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของไทยประกันชีวิต เพื่อเชื่อมต่อและสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าและผู้บริโภค โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจ เข้าถึง และครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

29 Mar 2025

...

เมืองไทยประกันชีวิต คว้า 3 รางวัลจากงาน Future Trends Awards 2025  ทั้งรางวัลสำหรับบุคคลซึ่งเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคต และ รางวัลการบริหารองค์กรมีความโดดเด่นในด้านวิสัยทัศน์และการสร้างสรรค์นวัตกรรม  โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ พิจารณาคัดเลือกด้วยหลักเกณฑ์ข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ     บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คว้ารางวัลเกียรติยศจากงาน Future Trends Awards 2025  ภายใต้แนวคิด Knowing the Future, Be the Winners of Tomorrow เวทีสำคัญของการมอบรางวัลเพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่โดดเด่นในการนำเทรนด์และนวัตกรรมมาใช้อย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ สร้างคุณค่าต่อการพัฒนาของทุกภาคส่วน พร้อมเป็นต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนการเติบโตของวันนี้และอนาคตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม  โดยสามารถคว้ารางวัลสำคัญถึง  3  ประเภท ได้แก่   1. รางวัล Leader of Business มอบให้แก่นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทของผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยอาศัยกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาปรับใช้ในทุกกระบวนการของการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้กับบริษัทฯ   นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังสะท้อนถึงแนวทางการบริหารที่คำนึงถึง ความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง ผ่านโครงการต่างที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน 2. รางวัล Leader of Leader  มอบให้แก่ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ถือเป็นรางวัลที่แสดงถึง วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสูงสุด ตอกย้ำถึงศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ  รางวัลนี้สะท้อนถึงบทบาทในการ สร้างความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partnerships) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระดับสากล นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความสามารถในการ เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับบุคลากรในทุกระดับขององค์กร กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความเป็นผู้นำนวัตกรรม ตลอดจนการทำงานร่วมกันเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ โดยรางวัลนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงบทบาทในฐานะผู้นำที่ไม่เพียงแต่สร้างความสำเร็จให้กับบริษัทฯ เพียงอย่างเดียวแต่ยังช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน   3. รางวัล The Most Attractive Employer (Student 18-22 Years Old) เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของเมืองไทยประกันชีวิตในการดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่กำลังเตรียมตัวก้าวสู่ตลาดแรงงาน สะท้อนให้เห็นถึง วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ทันสมัย และส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ เป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ บริษัทฯ มุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการพัฒนา เช่น การทำงานข้ามสายงาน (Cross-Functional Team) การหมุนเวียนเพื่อเรียนรู้งานอื่น ๆ (Internal Rotation) และ กิจกรรมเสริมสร้างทักษะเพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างมืออาชีพและเติบโตไปพร้อมกับองค์กร โดยมุ่งเน้นความสมดุลในชีวิตและการทำงาน รวมถึงการทำงานแบบยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสทางอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการ “Young MTL Internship” ซึ่งเป็นโครงการนักศึกษาฝึกงานที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสเเละรับประสบการณ์จากการฝึกงานที่ได้คิดและลงมือทำจริง เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการทำงาน รวมถึงยังมีโอกาสร่วมงานกับบริษัทฯ ในอนาคตอีกด้วย   สำหรับการได้รับรางวัลทั้ง 3 ประเภทนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรและผู้นำรุ่นใหม่ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี เพื่อส่งเสริมศักยภาพของพนักงานและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับทุกภาคส่วนต่อไป บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นอีกทั้งยังขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของทุกฝ่ายอย่างสมดุลและยั่งยืน  

27 Mar 2025

...

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยเมืองไทยสไมล์คลับ ร่วมกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ชวนสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ  จัดกิจกรรม “Exclusive One Day Trip”  รับความปังตลอดปี ไปกับ อาจารย์คฑา  ชินบัญชร  ฟินมู เต็มอิ่ม กับการสักการะเทพเจ้ามังกรเขียวบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ หมุนกังหันเปลี่ยนดวงให้ประสบความสำเร็จ พร้อมแก้ชงเสริมสิริมงคล ณ วัดทิพยวารีวิหาร ปิดท้ายด้วยรับประทานอาหารจีนมื้อพิเศษแบบ Fine-Casual Dining ที่จัดเต็มเมนูมงคลจากร้านอาหาร K BY Vicky Cheng รังสรรค์โดยเชฟมิชลินสตาร์จากฮ่องกง บรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจ อิ่มบุญอิ่มท้องพร้อมรับสิ่งดี ๆ ตลอดทั้งปี  โดยมี  นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากเดอะมอลล์กรุ๊ป ให้การต้อนรับ   สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ยังสามารถติดตามกิจกรรมรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เมืองไทยสไมล์คลับคัดสรร     มาพิเศษแบบครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และตอบโจทย์ความหลากหลายทุกความต้องการเพิ่มเติม ได้ที่ MTL Click Application สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ   #เมืองไทยประกันชีวิต #muangthailife #เมืองไทยสไมล์คลับ

27 Mar 2025

...

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดงานมอบเกียรติบัตรและงานเลี้ยงขอบคุณพนักงานที่ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่พนักงานในองค์กรและคู่ค้าของบริษัทฯ ในการอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่จัดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากนางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้มอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกให้แก่พนักงาน พร้อมร่วมการเสวนาพิเศษกับแนวคิด Distinguished Excellence การสร้างความเป็นเลิศที่แตกต่าง ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ พร้อมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่พนักงานในองค์กร ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณพนักงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรให้มีความเป็นเลิศในธุรกิจประกันภัย ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย ถนนสาทรใต้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568

26 Mar 2025

...

นางสาวฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับรางวัล สื่อสารมวลชนดีเด่นด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ประเภทสื่อโฆษณา จากภาพยนตร์โฆษณาชุด “ผิวของแม่: Under My Skin” จัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 โดยรางวัลดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานองค์กรดีเด่น และสตรีผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้มอบ   ภาพยนตร์โฆษณาชุด “ผิวของแม่: Under My Skin” ตอกย้ำแนวคิดของแบรนด์ไทยประกันชีวิตที่ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต คุณค่าของความรัก บอกเล่าเรื่องราวของ “การทำชีวิตให้มีคุณค่าต่อผู้อื่น” โดยโฆษณาชุด “ผิวของแม่: Under My Skin” ได้คว้ารางวัลยิ่งใหญ่จากเวทีระดับโลกมาแล้วถึง 12 รางวัล จาก 5 เวทีประกวดผลงานโฆษณาระดับโลก อาทิ CANNES LIONS 2024, D&AD Awards 2024, ADFEST 2024, Spike Asia 2024 และ Clio Awards 2024

26 Mar 2025

...

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR โดย คุณกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี  ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ (TIDLOR Academy) นำทีมงานต้อนรับคณะผู้บริหารและตัวแทนจาก 14 บริษัทชั้นนำ จำนวนทั้งหมด 20 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรม “TIDLOR Culture Camp” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ แนวคิด และวิธีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในแบบฉบับเงินติดล้อ พร้อมเยี่ยมชมแผนกต่างๆ อาทิ ฝ่ายวิเคราะห์และพัฒนา (Analytics & Development) ฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเงิน (Financial Education หรือ FIN-ED) ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ (Marketing & Business Development) ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) และฝ่ายนายหน้าประกันภัย “อารีเกเตอร์” (Areegator) เพื่อสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ Work Smart และการทำเวิร์กช็อปที่เข้มข้น เพื่อให้เข้าใจองค์ประกอบสำคัญในการสร้างค่านิยมองค์กรและวัฒนธรรมองค์กร ให้สามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรของตนเองได้จริง พร้อมพูดคุยถาม-ตอบกับ คุณปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ อย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้บริหารและตัวแทนจากองค์กรชั้นนำที่เข้าร่วมกิจกรรม TIDLOR Culture Camp ครั้งนี้ ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน NTL Open Box 2025 งานประชุมสุดยอดผู้นำประจำปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อสัมผัสประสบการณ์การใช้วัฒนธรรมองค์กรขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย กิจกรรม TIDLOR Culture Camp ภายใต้โครงการ “TIDLOR Academy” จัดขึ้นสำหรับองค์กรภายนอกที่สนใจและให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ประสบการณ์ และวิธีการสร้างค่านิยมองค์กร ต่อยอดสู่แนวทางการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถปรับใช้ได้จริงไปยังองค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับหน่วยงานผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990 รายชื่อหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โทดะ คอนซัลติ้ง จำกัด บริษัท เค. สมิธ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เทคเอกซ์ จำกัด บริษัท โอ ซี ซี จำกัด (มหาชน) บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด บริษัท เค.ซี.คอนกรีต จำกัด บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด รัตตินันท์ คลินิก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

26 Mar 2025

BUSINESS-MARKETING/ธุรกิจ-การตลาด-ขายตรง-SME

...

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินประสบความสำเร็จจากการเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านโครงการ Positive Engagement Program  “SME Gear Up ติดปีกธุรกิจด้วย ESG”  ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ SME เปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยกรอบแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ด้าน ESG ที่เป็นเทรนด์ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้จากการเวิร์กชอปและให้ความรู้โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ตลอดระยะเวลา 1 เดือนของโครงการฯ ผู้ประกอบการ SME ที่เข้ารอบทั้ง 9 บริษัท สามารถนำเสนอไอเดียรอบสุดท้ายได้อย่างโดดเด่น พร้อมนำไปขยายผลธุรกิจของตัวเองต่อไป โดยถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งภายใต้บทบาทธนาคารเพื่อสังคม ในการขยายผลให้เกิด social impact มากขึ้นและเห็นผลเป็นรูปธรรม สำหรับ 9 สุดยอดผู้ประกอบการ SME ที่มีความโดดเด่นที่สุดในแต่ละด้านตามแนวคิด ESG และได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวม 660,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ ประกอบด้วย            รางวัลชนะเลิศ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Track) ได้แก่ บริษัท แอคทีฟพลัส บลู จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตขนมไทยเกรดพรีเมียมเพื่อส่งออก โดดเด่นจากการบริหารจัดการของเสียเพื่อนำไปสู่ Zero Waste อย่างเป็นรูปธรรม รับเงินรางวัลมูลค่า 120,000 บาท   ด้านสังคม (Social Track) ได้แก่ บริษัท สยามเทคโนอุตสาหกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากผ้าทราย และกระดาษทราย และงานเชื่อมชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดดเด่นจากการมีแผนการบริหารจัดการบุคลากรที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ตลอดจนการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง รับเงินรางวัลมูลค่า 120,000 บาท   ด้านธรรมาภิบาล (Governance Track) ได้แก่ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกน้ำมะพร้าวและน้ำผลไม้ครอบคลุม 7 ภูมิภาคทั่วโลก โดดเด่นจากการมีเป้าหมายและแผนการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารธุรกิจ และการจัดการองค์กร รับเงินรางวัลมูลค่า 120,000 บาท   นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลรองชนะเลิศและรางวัลชมเชย แก่ผู้ประกอบการ SME ที่มีศักยภาพโดดเด่นในการนำ ESG มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ รวมอีก 6 รางวัลในโอกาสนี้ด้วย โดยมี นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มยุทธศาสตร์และสื่อสารเพื่อความยั่งยืน และ นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ ร่วมมอบรางวัล พร้อมด้วย นางสาววรางคณา ภัทรเสน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ นายธีระพงศ์ ระบือธรรม ผู้ก่อตั้ง บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้   อนึ่ง กิจกรรม SME Gear Up ติดปีกธุรกิจด้วย ESG มีกระบวนการคัดเลือกผู้ประกอบการ SME จำนวนกว่า 30 บริษัท ในรอบแรก เพื่อเข้ารับการอบรมเชิงลึกผ่านกิจกรรม SME Onboarding ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ESG ในมุมมองของธุรกิจ ตลอดจนกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการต้นแบบ (Learn from the Lead)  และคัดเลือกผู้ประกอบการ SME จำนวน 9 บริษัท เข้าสู่รอบสุดท้ายในการนำเสนอไอเดียธุรกิจผ่านเครื่องมือ ESG Canvas เพื่อแสดงให้เห็นถึงการนำ ESG ไปปรับใช้กับแผนธุรกิจด้านความยั่งยืนได้อย่างโดดเด่นและเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้ง 3 มิติตามแนวคิด ESG ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล

29 Mar 2025


...

  บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR นำโดย คุณปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมนำทีมผู้นำชาวเงินติดล้อกว่า 450 คน ทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน NTL OPEN BOX 2025 งานประชุมสุดยอดผู้นำประจำปี 2568 ภายใต้คอนเซปต์ “TIDLOR’s Journey of Possibilities: การเดินทางสู่ทุกความเป็นไปได้” ภายในงานได้บอกเล่าถึงเทคโนโลยีด้านการเงินและนายหน้าประกัน ที่ใช้เป็นพื้นฐานสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีที่ผ่านมาแม้เผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทิศทางการดำเนินธุรกิจและการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งด้านสินเชื่อและนายหน้าประกัน การใช้ประโยชน์จาก Data และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำมาใช้ในการทำงานและพัฒนางานด้านต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม TIDLOR Culture Camp ที่มาเข้าร่วมงานนี้ด้วย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่ผสมผสานค่านิยมองค์กรและการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด โดยโครงการ TIDLOR Culture Camp มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของเงินติดล้อ ไปสู่องค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเองต่อไป ผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์กช็อปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990 ทั้งนี้ ภายในงานยังเชิญชวนเหล่าผู้นำและพนักงานที่ร่วมลงทุนในหุ้น TIDLOR ทำการแลกหุ้น (Tender Offer) ในช่วงระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2568 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2568 เวลา 9.00 น. – 16.00 น. (เฉพาะวันทำการ) เพื่อเป็นเจ้าของร่วม “Tidlor Holdings” และรับผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีแข็งแกร่ง รองรับการเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน โดยสามารถติดตามขั้นตอนรายละเอียดการแลกหุ้น (Tender Offer) ได้ที่เว็บไซต์ www.tidlorinvestor.com/tidlorholdings

24 Mar 2025

...

SME D Bank ต่อยอดโครงการสินเชื่อ “SME Green Productivity” ปูพรมจัดกิจกรรมยกระดับเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หนุนเข้าถึงความรู้และเครื่องมือ สนับสนุนให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างแท้จริง กำหนดจัด 10 ครั้ง ในทุกภูมิภาค   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงิน 15,000 ล้านบาท  เมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นำไปพัฒนาธุรกิจสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ตามนโยบายรัฐบาล  ซึ่งได้การตอบรับอย่างดียิ่ง ขณะนี้ พาเข้าถึงแหล่งทุนในสินเชื่อนี้แล้วมากกว่า 1,000 ราย วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อดังกล่าวไปแล้วและผู้ประกอบการทั่วไป ให้ก้าวสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวอย่างแท้จริง รวมถึง สอดคล้องตรงกับวัตถุประสงค์ของสินเชื่อ SME Green Productivity ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  SME D Bank จึงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมโรงงาน เป็นต้น  ดำเนินโครงการ “ยกระดับผู้ประกอบการ SME Green Productivity เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน”  ด้วยการจัดกิจกรรมเติมความรู้เชิงลึก และให้คำปรึกษา รวมถึง มอบเครื่องมือ เพื่อผลักดันให้สามารถยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวอย่างแท้จริง กำหนัดจัดในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 10 ครั้ง ควบคู่กันระหว่างออนไซต์และออนไลน์ ด้วยการจัดเตรียมความรู้และสิทธิประโยชน์มากมายไว้รองรับ เช่น วิธีประเมิน Carbon Footprint พร้อมเครื่องมือ   Workshop คำนวณลดก๊าซเรือนกระจก  กระบวนการลดก๊าซเรือนกระจก และสิทธิประโยชน์จาก DX Point นำไปใช้ยกระดับธุรกิจจากแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นต้น   กำหนดการจัด ได้แก่ ภาคกลางและตะวันออก =  13 ก.พ. 68 : กรุงเทพฯ ,  19 ก.พ. 68 : จันทบุรี ,  21 ก.พ. 68 : สมุทรปราการ,        25 ก.พ. 68 : พระนครศรีอยุธยา  ,  7 มี.ค. 68 : สมุทรสาคร  ภาคเหนือ =  4 มี.ค. 68 : เชียงใหม่ ภาคอีสาน =  27 ก.พ. 68 : อุบลราชธานี ,  6 มี.ค. 68 : สกลนคร ภาคใต้ =   5 มี.ค. 68 : ภูเก็ต ,  11 มี.ค.68 : สงขลา     แจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมผ่านแพลตฟอร์ม  "DX by SME D Bank"  (dx.smebank.co.th)  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02-265-4978 , 02-265-4604 , 02-265-3882 , 02-265-3192  หรือ Call Center 1357  

17 Feb 2025

...

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) โดย นายมิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร ผู้ช่วยผู้จัดการงานส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเงิน และ นายปรเมษ บุญเศรษฐ ผู้เชี่ยวชาญการฝึกอบรมงานส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเงิน นำทีมงานจัดกิจกรรม “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” เพื่อส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างทักษะทางการเงินให้กับชมรมผู้สูงอายุรามคำแหง 68 เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 38 ราย ภายใต้โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” ในหัวข้อ “ออมเงินง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้” อีกทั้งยังได้สอดแทรก เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับ “ภัยมิจฉาชีพออนไลน์” ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้เข้าใจและระมัดระวังมากขึ้น ภายในกิจกรรมได้รับการสนับสนุนจาก นางจริยา ภคสกุล ประธานชมรมผู้สูงอายุรามคำแหง 68 ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน จึงได้เชิญชวนสมาชิกชมรมฯ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และยังให้การต้อนรับทีมงานอย่างเป็นกันเอง ณ คริสตจักรใจสมาน รามคำแหง เขตบางกะปิ กทม. เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” จัดโดย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ (VTLA) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านชาวชุมชนทั่วประเทศ โดยใช้หลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” และ “ออมเงินง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้” ผ่านความร่วมมือของสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนรวม 16 ราย มีสาขารวมกันทั่วประเทศกว่า 18,000 สาขา และมีฐานลูกค้ารวมกันกว่า 6 ล้านราย นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถรายอื่น ๆ สมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 065-919-0644 หรือเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคมฯ ได้ที่ www.vtla.or.th

08 Feb 2025

...

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารออมสินประสบความสำเร็จในการริเริ่มพัฒนานำเอา ESG Score มาใช้ประเมินระดับ ESG ของลูกค้าสินเชื่อ เน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมทั้งทำโปรแกรม Positive Engagement เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นกรณีพิเศษ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 ในปี 2568 นี้ ธนาคารได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานให้ครอบคลุมลูกค้ากลุ่มธุรกิจ SME โดยได้เปิดตัว โครงการ Positive Engagement Program ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด “SME Gear Up ติดปีกธุรกิจด้วย ESG” มีเป้าหมายเพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact และสนับสนุนการดำเนินงานตามแผน Net Zero Roadmap ของธนาคาร โดยตั้งเป้าสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำเอากรอบแนวคิด ESG ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากการที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการใช้เกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ตามทิศทางการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กิจกรรม SME Gear Up ติดปีกธุรกิจด้วย ESG เปิดให้ผู้ประกอบการ SME ที่ดำเนินงานสอดคล้องหรือมีศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจโดยใช้แนวคิด ESG สมัครเข้าร่วมโครงการฯ สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SME ของธนาคารออมสิน มีวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 50 – 250 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SME ทั่วไป มีรายได้รวม 100 - 500 ล้านบาทต่อปี โดยผู้ประกอบการ SME ที่สมัครและผ่านการคัดเลือกในรอบแรก จะได้เข้าร่วมกิจกรรม SME Onboarding การอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจในประเด็น ESG ผ่านมุมมองของธุรกิจ การศึกษา ESG Standard ตลอดจนการรับฟังกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการ SME ต้นแบบ (Learn from the lead) ที่มีการดำเนินงานด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรมจนประสบความสำเร็จ และการนำเสนอไอเดียธุรกิจ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดไอเดียธุรกิจ SME ลุ้นรับเงินรางวัลรวมมูลค่า 660,000 บาท โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการทำธุรกรรม/ยื่นสินเชื่อกับธนาคาร พร้อมรับประกาศนียบัตร ตรารับรองคุณวุฒิ และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถกรอกแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ ด้วยการสแกน QR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ของกิจกรรมฯ หรือทางเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ธนาคารออมสิน โทร 02-299-8000 ต่อ 810319 - 22 หรือ 998892 (ภายในเวลาทำการ)  

05 Feb 2025

...

SME D Bank เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อกองทุนประชารัฐกว่า 2,500 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยยกระดับเสริมศักยภาพเอสเอ็มอีสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ปลื้มความสำเร็จที่ผ่านมา เติมทุนแล้วกว่า 13,700 ราย  วงเงินทะลุ 25,650 ล้านบาท  ชู “ไรซ์แฟคทอรี่” ต้นแบบบุกเบิกนวัตกรรม เพิ่มค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ติดปีกข้าวอินทรีย์สู่สากล   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เผยว่า  SME D Bank ในฐานะหน่วยร่วมดำเนินโครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมขานรับขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน ช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่ความยั่งยืน โดยปีนี้ (2568) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าวให้ได้กว่า 2,500 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสินเชื่อ ได้แก่ โครงการสินเชื่อลดโลกร้อน (Decarbonize Loan) วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย  อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 3 ปีแรก  ผ่อนนาน 7 ปี  โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3-5% ต่อปี ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน)  วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5-7% ต่อปี ผ่อนชำระนานสูงสุด 3 ปี  สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ หรือผ่านออนไลน์ที่เว็บไซต์ thaismefund.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน Call Center 1357   นายพิชิต กล่าวเสริมว่า นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา สามารถสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้กว่า 13,700 ราย  วงเงินกว่า 25,650 ล้านบาท  ทั้งนี้ ด้วยจุดเด่นที่เป็นสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อยกระดับพัฒนาธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต  ทำให้มีส่วนผลักดันสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่  หนึ่งในนั้น คือ บริษัท ไรซ์แฟคทอรี่ จำกัด จ.นครพนม ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าตรวจเยี่ยมและชื่นชมกิจการ เมื่อเร็ว ๆ นี้     สำหรับ บริษัท ไรซ์แฟคทอรี่ จำกัด  บุกเบิกโดยนางสาวชบา ศรีสุโน   ลูกหลานชาวนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของ จ.พนมนคร ยกระดับธุรกิจผลิต แปรรูปและจำหน่ายข้าวอินทรีย์ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย ช่วยเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นการผลิตข้าวฮางงอกอินทรีย์ ซึ่งมีสารกาบา (GABA) มากกว่าข้าวกล้องปกติถึง 30 เท่า ทั้งนี้ เมื่อได้รับเงินทุนจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ช่วยต่อยอดให้ธุรกิจขยายตลาดกว้างไกลทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดเด่นเป็นสินค้าดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ผู้ปลูก และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ธุรกิจยังเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในท้องถิ่น ช่วยให้มีอาชีพ มีรายได้ นำไปสู่สังคมแห่งความสุข สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน    

04 Feb 2025

...

  บริษัท ชูเกียรติ พร็อตเพอร์ตี้ จำกัด นำโดย นายดนู เทวรัตน์มณีกุล กรรมการผู้จัดการ นำทีมงานจัดกิจกรรม “ชูเกียรติอาสา” เพื่อส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างทักษะทางการเงินให้กับชุมชนบ้านแหลมสอม จังหวัดตรัง จำนวน 34 ราย ภายใต้โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” ในหัวข้อ “ความรู้เรื่องหนี้” ภายในกิจกรรมได้รับการสนับสนุนจาก นายวรัตน์ หูเขียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมสอม เชิญชวนชาวชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเงินให้กับคนในชุมชน พร้อมทั้งให้การต้อนรับทีมงานอย่างเป็นกันเอง ณ โรงเรียนบ้านแหลมสอม ตำบลแหลมสอม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” จัดโดย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ (VTLA) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านชาวชุมชนทั่วประเทศ โดยใช้หลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” และ “ออมเงินง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้” ผ่านความร่วมมือของสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนรวม 16 ราย มีสาขารวมกันทั่วประเทศกว่า 18,000 สาขา และมีฐานลูกค้ารวมกันกว่า 6 ล้านราย นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถรายอื่น ๆ สมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 065-919-0644 หรือเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคมฯ ได้ที่ www.vtla.or.th

01 Feb 2025

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

ธนาคารออมสิน ห่วงใยผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ธนาคารขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และขอส่งแรงใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งมอบมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ 1) มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ลูกค้าเดิม โดยให้พักชำระเงินต้นทั้งหมด และลดดอกเบี้ยเป็น 0% เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารออมสิน 3 กลุ่ม ที่เดือดร้อนทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือคุณภาพชีวิตและการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อธนาคารประชาชน ลูกค้าสินเชื่อเคหะที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ SME ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท 2) มาตรการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสำหรับบุคคลทั่วไป ธนาคารมอบสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ได้แก่ 2.1 สินเชื่อฉุกเฉินผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 24 เดือน ปลอดชำระเงินงวด 3 เดือนแรก อัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับเดือนที่ 1 - 3 และเดือนที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย 0.60% ต่อเดือน 2.2 สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันใช้ระยะเวลาผ่อนชำระตามสัญญาเดิม ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับ 3 เดือนแรก และเดือนที่ 4 - 12 = 2% ปีที่ 2 = 2% ปีที่ 3 = MRR-3.35% ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR-0.75% 2.3 สินเชื่อ SME ฟื้นฟูแผ่นดินไหว วงเงินกู้ไม่เกิน 40 ล้านบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี (ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 9 เดือน) คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 2 = 2.99% ปีที่ 3 - 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5% ทั้งนี้ สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 3 เดือนแรก = 0% หลังจากนั้น เดือนที่ 4 - 24 = 2.99% ปีที่ 3 - 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5% โดยลูกค้าและบุคคลทั่วไปสามารถติดต่อได้ที่สาขาธนาคารออมสินหรือสาขาที่มีบัญชีเงินกู้อยู่ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 และยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่1 เมษายน – 30 กันยายน 2568 เงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคาร หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลืออื่นใด โปรดติดต่อ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th       

01 Apr 2025


...

  นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ครั้งที่ 1/2568 และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ร่วมกับ ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินของรัฐ ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยที่ประชุมได้มีมติและเห็นชอบในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ มีมติเอกฉันท์เลือก นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ต่ออีกหนึ่งวาระ เป็นระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ.2568-2570) ก่อนที่จะครบวาระในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 พร้อมมีมติเลือก นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นรองประธานกรรมการสมาคมฯ ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 เพื่อร่วมกันสานต่อยุทธศาสตร์ของสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาประเทศ ตลอดจนเป็นกลไกขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล   นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของสมาคม ปี 2567 ประกอบด้วย การกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินโครงการแก้ไขหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย และเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และ SMEs รวมถึงสนับสนุนการใช้ข้อมูลและระบบดิจิทัลเพื่อให้บริการทางการเงิน การให้ความร่วมมือกับภาคเอกชน และการพัฒนายกระดับการดำเนินงานของสมาคม เป็นต้น ณ ห้องประชุม ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568  

13 Mar 2025

...

กบข. ร่วมรักษ์โลก งดผลิตใบแจ้งยอดเงินแบบกระดาษ และเปิดให้สมาชิกดาวน์โหลด e-Statement ประจำปี 2567 แล้ว พร้อมจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สนับสนุน Net Zero ของประเทศ   นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. เปิดให้สมาชิก 1.2 ล้านราย เข้าดาวน์โหลดใบแจ้งยอดเงินสมาชิก ประจำปี 2567 ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) แล้ว ผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ ดังนี้ 1. My GPF Application 2. My GPF Website และ 3. LINE กบข. @gpfcommunity เข้าผ่านสมาร์ตโฟน เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยนโยบายลดการใช้กระดาษอย่างจริงจังของ กบข. ส่งผลให้สามารถลดการใช้กระดาษได้กว่า 5 ล้านแผ่นต่อปี หรือประมาณ 25 ตัน มีส่วนช่วยลดการตัดต้นไม้กว่า 420 ต้น หรือเทียบเท่ากับช่วยประหยัดน้ำสะอาดได้ 7.86 แสนลิตร และไฟฟ้า 1.02 แสนกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งจากการลดใช้กระดาษในครั้งนี้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 52.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สะท้อนถึงความตั้งใจของ กบข. และสมาชิก ในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม “กบข. ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกผ่านการเปลี่ยนมาใช้ e-Statement ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและมีส่วนช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน” นายทรงพล กล่าว   นอกจากนี้ ในปี 2568 กบข. ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกเพื่อวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และดำเนินโครงการปรับปรุงระบบบริหารอาคารให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในปี 2567 กบข. ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบทำความเย็นและระบบสุขาภิบาลในอาคารสำนักงานที่บริหารเองทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อาคารอับดุลราฮิม อาคารจีพีเอฟ วิทยุ และอาคารบางกอกซิตี้ ทาวเวอร์ ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึงปีละ 3.29 แสนกิโลวัตต์-ชั่วโมง และลดการใช้น้ำได้ปีละ 11.25 ล้านลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 ด้านการลงทุน กบข. มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน ตามแนวทางการเป็นนักลงทุนสถาบันที่มีความรับผิดชอบ (Principle for Responsible Investment) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

18 Feb 2025

...

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ส่งมอบปฏิทินเก่า ประจำปี 2567 ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปจัดทำหนังสืออักษรเบรลล์ เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนและสื่อเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารในชีวิตประจำวันสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น   นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” โดยตลอดระยะเวลากว่า 71 ปี ได้สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครอบครัว ขณะเดียวกันธนาคารยังดำเนินการตามนโยบายด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกายในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ธอส. จึงได้จัดกิจกรรมส่งมอบปฏิทินเก่า ประจำปี 2567 ที่รวบรวมจากพนักงานและลูกค้าของธนาคาร ให้แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้นำไปจัดทำหนังสืออักษรเบรลล์เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนและสื่อเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารในชีวิตประจำวันสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น   โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อภาษาสัญลักษณ์แทนตัวอักษร เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสื่อคุณภาพให้แก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตอาสาแบ่งปันความสุข พร้อมกับมอบโอกาสทางการศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการนำปฏิทินเก่าไม่ใช้แล้วกลับมาผลิตสื่อสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือ CSR ของธนาคาร   โดยธนาคารให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยกิจกรรมการส่งมอบปฏิทินเก่าประจำปี 2567 จัดขึ้น ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568  

17 Feb 2025

...

ธ.ก.ส. เดินหน้าสนับสนุนเยาวชนของชาติ มุ่งสร้างฐานการผลิตอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการปลูกความรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 พร้อมเสริมความรู้การทำเกษตรผ่านโมเดล Smart Farm ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่น การปลูกผักสวนครัวและปลูกเมล่อนโดยไม่พึ่งสารเคมี การเลี้ยงปลาและการเพาะเห็ด โดยนำวัตถุดิบที่ได้มาแปรรูปเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน และนำไปจำหน่าย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง สร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนและครอบครัว ยกระดับเกษตรเพื่อการบริโภค เป็น “เกษตรการค้า” โดยในปีบัญชี 2567 ธ.ก.ส. ปลูกความรู้ให้กับนักเรียนทั่วประเทศไปแล้วกว่า 13,500 ราย   พร้อมขยายผลไปยังครอบครัวนักเรียนและชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับเยาวชน ครอบครัว และชุมชน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล   นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายพรชัย งามสินจำรัส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคกลาง ธ.ก.ส. นำคณะพนักงาน ธ.ก.ส. ร่วมกิจกรรมปลูกความรู้ด้านการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน ประจำปีบัญชี 2567 เพื่อส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะด้านการเกษตรผ่านโมเดล Smart Farm ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติจริง ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์คลองสิบสาม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา รวมกว่า 400 คน ให้สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้และทำการเกษตรเบื้องต้น โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพไปใช้ในการประกอบอาหารกลางวัน และยังสามารถนำไปจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนและครอบครัว เช่น การปลูกผักผลไม้ไร้สารพิษ การเลี้ยงปลา และการเพาะเห็ดนางฟ้า     นอกจากนี้ได้ร่วมเยี่ยมชมโรงเรียนธนาคารและแปลงเกษตรต้นแบบในโรงเรียน ได้แก่ โรงเรือนเมล่อน โรงเรือนผักสลัด โรงเรือนเห็ดนางฟ้า และบ่อเลี้ยงปลาระบบปิดที่มีการใช้ระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาควบคุมการผลิต ลดปริมาณน้ำล้น บำบัดน้ำเสียช่วยลดปัญหาการใช้น้ำแบบสิ้นเปลือง และกิจกรรม Classroom แลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ การยกระดับสินค้าเกษตรให้กับนักเรียน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ก่อเกิดไอเดียในการคิดสร้างสรรค์และแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมประกอบอาหารกับนักเรียนด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่ที่เก็บเกี่ยวมาจากโรงเรือน พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียนอีกด้วย ในโอกาสนี้ ธ.ก.ส. ได้มอบทุนการศึกษา อุปกรณ์กีฬา กระเป๋าเป้ และผลิตภัณฑ์ข้าวพร้อมทานตาม “อุ่นอิ่ม” ทั้งประเภทข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ให้แก่โรงเรียนเทพศิรินทร์คลองสิบสาม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ วางรากฐานและพัฒนาทักษะที่สำคัญให้กับเยาวชน อันนำไปสู่โอกาสทางการศึกษาและสร้างรากฐานอาชีพที่มั่นคงในอนาคตต่อไป     ทั้งนี้ ธ.ก.ส. มุ่งดำเนินงานเพื่อสู่การเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและชุมชนในทุกมิติ ทั้งภารกิจด้านการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตระหนักถึงความสำคัญของนักเรียน ซึ่งเป็นเยาวชนของชาติ ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรและภาคการศึกษาในอนาคต ผ่านโครงการปลูกความรู้ด้านการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนทั่วประเทศมาต่อเนื่องกว่า 15 ปี ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการในแต่ละปีกว่า 300 โรงเรียน รวมจำนวนกว่า 5,000 โรงเรียน รวมจำนวนนักเรียนที่ผ่านการร่วมกิจกรรมในโครงการกว่า 8 แสนคน โดยมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการทำการเกษตรแบบไร้สารเคมี เพื่อผลิตอาหารปลอดภัย และสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ในกระบวนการผลิต โดยตลอดปีบัญชี 2567 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) สามารถปลูกความรู้ให้กับเด็กนักเรียนทั้ง 76 จังหวัด ทั่วประเทศได้กว่า 13,500 ราย เพื่อให้เด็กนักเรียนได้บริโภคอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ปลอดภัย และปราศจากสารเคมีตกค้าง รวมถึงแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แบบ Smart Farm ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง     โดย ธ.ก.ส. มุ่งหวังให้นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งด้านเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ผลิตอาหารด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ด้วยการนำความรู้ไปประยุกต์ พัฒนา ปรับใช้และต่อยอดสู่การประกอบอาชีพเสริม เพื่อยกระดับเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” ในระหว่างกำลังศึกษา รวมถึงนำเงินทุนที่สะสมและองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรหลังจบการศึกษาได้ต่อไป ซึ่งสามารถขยายผลไปยังครอบครัวของเยาวชนและเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และยังสอดรับกับสินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ ของ ธ.ก.ส. ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับบุคลากรที่มีรายได้ประจำในหน่วยงานที่ธนาคารกำหนดและยังไม่เกษียณอายุ สามารถขอสินเชื่อเพื่อนำไปซื้อที่ดินทางการเกษตร และทำการเกษตรคู่ขนานระหว่างทำงานประจำ เตรียมความพร้อมในการทำการเกษตรหลังจากเกษียณอายุต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ www.baac.or.th หรือ Call Center 02 555 0555    

15 Feb 2025

...

ออมสิน ท็อปฟอร์ม!  คว้า 7 รางวัลรัฐวิสาหกิจ ปี 2567 “ระดับดีเด่น” มากสุดเป็นประวัติการณ์ นับเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัลสูงสุด พร้อมครองรางวัลเกียรติยศ “รัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม” 2 ปีซ้อน   นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Award) ประจำปี 2567 ให้แก่ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คณะกรรมการธนาคารออมสิน และผู้บริหาร รวมทั้งสิ้น 7 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น รางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจดิจิทัล รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจยั่งยืน รางวัลการดำเนินงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น และ รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น (ด้านนวัตกรรม) จัดขึ้นโดยคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ นี้     นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2567 ถึง 7 รางวัล มากสุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารในการได้รับรางวัลในระดับดีเด่นทั้งหมด และเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในครั้งนี้ ที่สำคัญได้รับรางวัลเกียรติยศรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม 2 ปีติดต่อกัน ความสำเร็จในการได้รับรางวัลดังกล่าว นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของบุคลากรธนาคารออมสินทุกคน ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรักษามาตรฐานการดำเนินงานในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล โดยเฉพาะการเดินหน้าตามภารกิจการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อสร้าง Social Impact ให้กับผู้คนและสังคมในวงกว้าง และขยายขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว     สำหรับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2567 ที่ธนาคารออมสินได้รับ ประกอบด้วย รางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม มอบให้รัฐวิสาหกิจที่มีมาตรฐานการดำเนินงานที่โดดเด่นในทุก ๆ ด้าน สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศ รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น มอบให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของผู้ถือหุ้นภาครัฐ ในความมุ่งมั่นและมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และผลักดันการบริหารงานของฝ่ายจัดการให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี รางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น ได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 6 มอบให้รัฐวิสาหกิจที่รักษามาตรฐานการบริหารจัดการดำเนินงานได้เป็นเลิศ สามารถสร้างศักยภาพในการแข่งขันและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำพาองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจดิจิทัล จากความมุ่งมั่นในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มาบริหารจัดการและพัฒนาองค์กรในมิติต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงขององค์กร ยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน     พร้อมกันนี้ ยังได้รับ รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจยั่งยืน จากการที่ธนาคารให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่ารวม โดยคำนึงถึงมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม รางวัลการดำเนินงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น จากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่ธนาคารใช้กลยุทธ์การพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โดยยึดโยงกับบริบทแวดล้อมของพื้นที่ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคม รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ธนาคารได้รับรางวัลด้านนวัตกรรม จากโครงการ GSB ESG Score : Portfolio Low-Carbon โดยนำนวัตกรรมทางการเงินมาพัฒนาเป็น ESG Score เครื่องมือในการพิจารณาสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วน ทั้งองค์กรธุรกิจ ธนาคาร ประเทศชาติ และโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว  

15 Feb 2025

...

กบข. จัดเวทีแข่งขัน GPF Hackathon ค้นหาไอเดียช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพื่อเกษียณมีสุข เปิดเวทีให้ผู้มีไอเดียสร้างสรรค์ มาร่วมแสดงศักยภาพ ได้ผู้ชนะ 6 ทีม คว้ารางวัลมูลค่ารวม 3.4 แสนบาท   นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  เปิดเผยว่า ตามที่ กบข. ได้จัดโครงการ GPF Hackathon หัวข้อ “Freedom For Living – สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อมีชีวิตบั้นปลายที่มั่นคง” เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ๆ ทั้งด้านบริการและเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยสมาชิกลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้สมาชิกสามารถเกษียณมีสุขได้ เพื่อเป็นการรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนประชากรสูงวัยอยู่ที่ 20.70% และในอีก 3-5 ปีข้างหน้าแนวโน้มสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-aged Society) (ข้อมูลจากสถิติประชากรไทย ณ 30 มิ.ย. 67)   โดยโครงการ GPF Hackathon เปิดโอกาสให้เยาวชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้มีผู้สมัครรวม 76 ทีม ก่อนคัดเลือก 16 ทีมเข้าร่วมเวิร์คชอปเพิ่มทักษะ เพื่อพัฒนาไอเดียหรือบริการสู่การแก้ปัญหาลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตมุ่งสู่การเกษียณมีสุข พร้อมเชื่อมโยงกับบริบทของ กบข.   จนได้สุดยอด 6 ทีมที่คว้ารางวัลรวมมูลค่า 3.4 แสนบาท โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. ประเภท Idea Track ผู้ชนะอันดับ 1 คือ ทีมเก็บสุข อันดับ 2 ทีมลูกหมู 3 ตัว และอันดับ 3 ทีม Som Tum และ 2.ประเภท Product Track ผู้ชนะอันดับ 1 ทีมDay Work อันดับ 2 ทีมอาสาเศรษฐกิจชุมชน (Arsa) และอันดับ 3 ทีม Somwang Food โดยได้รับเกียรติจากนายสรรเสริญ นามพรหม กรรมการผู้แทนสมาชิกข้าราชการพลเรือน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กบข. และคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิจากภายนอก ร่วมตัดสิน   ทั้งนี้ กบข. มีแผนที่จะนำแนวคิดและบริการของทีมที่ชนะการแข่งขันมาศึกษาและพัฒนาต่อยอดให้เป็นโครงการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้สมาชิก กบข. มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตั้งแต่วันแรกของการเข้ารับราชการจนถึงวันเกษียณ เพื่อให้สมาชิกสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุขต่อไป  

14 Feb 2025

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

SME D Bank ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว  ได้แก่ พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สูงสุด 12 เดือน  และเติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ       นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  กล่าวว่า จากการเกิดเหตุแผ่นดินไหวในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568  ธนาคารห่วงใยลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยิ่ง  จึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน   ได้แก่  มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ราชการกำหนด  เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้ มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ”  สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ราชการกำหนด  เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท สูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท)  อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี  ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน    ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน มาตรการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ  ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการ    แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สาขาของ SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ  ,  LINE Official Account : SME Development Bank  และเว็บไซต์  www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

02 Apr 2025

...

ธนาคารออมสิน ห่วงใยผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ธนาคารขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และขอส่งแรงใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งมอบมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ 1) มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ลูกค้าเดิม โดยให้พักชำระเงินต้นทั้งหมด และลดดอกเบี้ยเป็น 0% เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารออมสิน 3 กลุ่ม ที่เดือดร้อนทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือคุณภาพชีวิตและการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อธนาคารประชาชน ลูกค้าสินเชื่อเคหะที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ SME ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท 2) มาตรการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสำหรับบุคคลทั่วไป ธนาคารมอบสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ได้แก่ 2.1 สินเชื่อฉุกเฉินผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 24 เดือน ปลอดชำระเงินงวด 3 เดือนแรก อัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับเดือนที่ 1 - 3 และเดือนที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย 0.60% ต่อเดือน 2.2 สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 10 ปี สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันใช้ระยะเวลาผ่อนชำระตามสัญญาเดิม ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับ 3 เดือนแรก และเดือนที่ 4 - 12 = 2% ปีที่ 2 = 2% ปีที่ 3 = MRR-3.35% ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR-0.75% 2.3 สินเชื่อ SME ฟื้นฟูแผ่นดินไหว วงเงินกู้ไม่เกิน 40 ล้านบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี (ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 9 เดือน) คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 2 = 2.99% ปีที่ 3 - 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5% ทั้งนี้ สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 3 เดือนแรก = 0% หลังจากนั้น เดือนที่ 4 - 24 = 2.99% ปีที่ 3 - 4 = MLR/MOR-0.5% และปีที่ 5 เป็นต้นไป = MLR/MOR+0.5% โดยลูกค้าและบุคคลทั่วไปสามารถติดต่อได้ที่สาขาธนาคารออมสินหรือสาขาที่มีบัญชีเงินกู้อยู่ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2568 และยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่1 เมษายน – 30 กันยายน 2568 เงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคาร หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลืออื่นใด โปรดติดต่อ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th       

01 Apr 2025

...

ตามที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศพม่านั้น ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มี “อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่” (อาคาร สตง.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างได้ถล่มลงมาทั้งหลัง โดยโครงการก่อสร้างดังกล่าว ได้มีการทำประกันภัยไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยร่วมจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บมจ. ทิพยประกันภัย สัดส่วน 40% บมจ. กรุงเทพประกันภัย 25%  บมจ.อินทรประกันภัย 25%  บมจ.วิริยะประกันภัย 10% โดยมีทุนประกันภัยเป็น 3 หมวด ดังนี้ 1) มูลค่างานก่อสร้างตามสัญญา 2,136 ล้านบาท 2) ทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้าง 5 ล้านบาท 3) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 30 ล้านบาทต่อครั้ง และ 100 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาเอาประกันภัย โดยมีเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง 20% ของความเสียหายสำหรับแต่ละเหตุการณ์ ซึ่งในส่วน 40% ของทิพยประกันภัยนั้น บริษัทฯ ได้มีการจัดทำประกันภัยต่อไว้ในสัดส่วน 95% ของทุนเอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยต่อชั้นนำของโลกที่มีระดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Credit Rating) ไม่ต่ำกว่า A นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดทำสัญญาประกันภัยต่อเพื่อความเสียหายส่วนเกินสำหรับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือมหันตภัย (XOL) ไว้อีกด้วย ดังนั้น ทิพยประกันภัยยืนยันว่า แม้จะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ บริษัทฯ ยังคงมีความมั่นคงทางการเงิน และไม่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่งในการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีอาคาร สตง. นั้น จะต้องพิจารณาถึงมูลค่าของอาคาร ณ เวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการพิจารณาว่าอาคารดังกล่าว ได้มีการดำเนินการก่อสร้างไปแล้วเป็นร้อยละเท่าไรของมูลค่าโครงการทั้งหมด เช่น หากการก่อสร้างแล้วเสร็จ 50% ความเสียหายที่จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยก็จะเป็นเพียง 50% ของทุนเอาประกันภัยเท่านั้น ทั้งนี้ มูลค่าของโครงการนี้ ณ วันเวลาที่เกิดเหตุจะถูกประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการจัดเตรียมทีมงานและความพร้อมในการรับแจ้งเคลมตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเพื่อตอบข้อซักถาม และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยพร้อมที่จะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อแจ้งเคลมและขอรับความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าของทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 5199 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Line : dhipayainsurance  หรือ อีเมล : general-claim@dhipaya.co.th    ทิพยประกันภัย มุ่งมั่นในการให้บริการที่เป็นเลิศ และจะเดินหน้าดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดและความมั่นใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป  

31 Mar 2025

...

  นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สำนักงาน คปภ. ร่วมกับ สมาคมประกันชีวิต และสมาคมประกันวินาศภัย เร่งติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้บริษัทประกันภัยเตรียมพร้อมดำเนินการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และขอให้ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวตรวจสอบกรมธรรม์ของตนเอง หรือติดต่อบริษัทประกันภัยที่ได้ทำประกันภัยไว้ และขอย้ำว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นฟูความเสียหายให้กลับคืนโดยเร็ว ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ ช่องทาง Chatbot @oicconnect

30 Mar 2025

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  ทิศทาง ceothailand.net ในปี 2567  “สื่อออนไลน์ CEO THAILAND”   ในปี 2567 จะเป็นปีที่ผม “นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์” จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารสื่อ CEO THAILAND และผู้บริหารสื่อออนไลน์ ceothailand.net อย่างเต็มที่ หลังจากที่ผ่านมาได้ไปเดินแผนงานทางด้านการเมือง แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งไปแล้วที่ผ่านมา จึงทำให้ช่วงเวลานี้มีเวลาที่จะมาวางแผนในการเดินหน้าธุรกิจสื่อได้มากขึ้น และในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนับจากนี้ จึงขอเข้ามารับหน้าที่สื่อมวลชน ในการเขียนบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวในแวดวงเศรษฐกิจ-การเงิน และการประกันภัย ในฐานะของคอลัมนิสต์ ตลอดเวลาที่ผมเข้าไปทำงานทางการเมือง ต้องยอมรับว่าวงการข่าวและสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไปเร็ว ตลอดเวลา 5 ปี  สื่อออนไลน์ที่รวดเร็วเข้ามาแทนที่สื่อหลักอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ (ออฟไลน์)  เราต้องยอมรับในเรื่องความรวดเร็ว แต่ต้องไม่ลืมจุดด้อยของสื่อออนไลน์ คือข้อผิดพลาดในการกลั่นกรองข่าวสาร รวมทั้งบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ที่หายไป และข่าวที่ออกมามีความเหมือนกัน  ไม่แตกต่าง และเป็นเชิงภาพข่าว และกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้นในปี 2567 นี้  ในหน้าสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสกับข่าวสารเชิงวิเคราะห์ เจาะลึกแบบออนไลน์ต่อเนื่องในสื่อ CEO THAILAND รวมทั้งการจัดทำเป็น E-Magazine ใน www.ceothailand.net รวมทั้งการจัดทำเป็นรูปเล่มฉบับพิเศษสลับไปบ้างในเรื่องที่สำคัญๆ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม ขอขอบพระคุณท่านลูกค้าและผู้สนับสนุนสื่อด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา และขอขอบพระคุณทุกท่าน รวมทั้งผู้อ่านที่ติดตามสื่อ CEO THAILAND ด้วยดีเสมอมาใน www.ceothailand.net   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา) บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner