Responsive image

Saturday, 06 Jun 2026

Banner

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


"ทิพยประกันภัย" เผยกำไรครึ่งปีแรกกว่า 1,052 ล้านบาท ยกฐานะเป็นโฮลดิ้งส์ขยายการลงทุน-รุกต่างประเทศ

Fri 21/08/2563


บมจ.ทิพยประกันภัย โชว์ผลงาน 6 เดือนแรก ปี 63 สวนกระแสเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำกำไรสุทธิทะลุ 1,052.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% โดยเบี้ยประกันภัยรับรวม 11,615.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.86 % “ดร.สมพร” เผยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ผลักดันให้เบี้ยประกันภัยโตทุกประเภท พร้อมปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ยกฐานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รุกขยายธุรกิจต่างประเทศ หวังก้าวสู่บริษัทประกันภัยชั้นนำในภูมิภาค

 ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานประจำงวด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 ว่า บริษัทฯมีอัตราการขยายตัวของกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างชัดเจนหลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีกำไรสุทธิรวมกว่า 1,052.57 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.75 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 953.33 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.59 บาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 99.24 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 10.41%

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2563 บมจ.ทิพยประกันภัย สามารถทำเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 11,615.54 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 9,302.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2,312.97 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.86%

ดร.สมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมที่เพิ่มขึ้นเกือบ 25% สืบเนื่องจากบริษัทฯ ได้พัฒนาศักยภาพการให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรับทุกประเภทขยายตัวเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเบี้ยประกันอัคคีภัย เพิ่มขึ้น 7.23% เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เพิ่มขึ้น 34.07% เบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพิ่มขึ้น 35.32% และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้น 24.45%

ขณะที่ฐานะการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 บมจ.ทิพยประกันภัย มีสินทรัพย์รวม 42,503.89 ล้านบาท หนี้สินรวม 34,695.70 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 7,808.19 ล้านบาท

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่ลุกลามและขยายวงกว้างไปทั่วโลกนั้น ดร.สมพร กล่าวว่า บมจ.ทิพยประกันภัย ได้ตระหนักถึงความวิตกกังวลของประชาชนคนไทย จึงได้นำเสนอกรมธรรม์ประกันภัยความคุ้มครองการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลค่ารักษาพยาบาล รวมถึงจะได้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคโควิด - 19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกันยังได้นำนวัตกรรมใหม่มาให้บริการแก่ลูกค้าของบริษัทฯ ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเปิดตัวแอปพลิเคชัน Doctor Anywhere เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถรับการตรวจหาเชื้อ หรือรับคำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ โดยจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา วินิจฉัยอาการในเบื้องต้น รวมถึงบริการนำส่งยาถึงบ้านอีกด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยลูกค้าไม่ต้องออกจากบ้าน สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ บมจ.ทิพยประกันภัย ได้ยึดนโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมารองรับหลังวิกฤตโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ด้วยการเปิดตัว โครงการ “TIP ปันสุข” รวมทั้งสิ้น 4 ซีรี่ส์หลัก คือ เที่ยวปันสุข , TIP อิ่มสุข , เกษตรเป็นสุข และTIP เติมสุข โดยเปิดตัวด้วยซีรี่ส์แรก เที่ยวปันสุข ที่จะรองรับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ “เราเที่ยวด้วยกัน” ประชาชนสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยราคาประหยัดที่สามารถสร้างหลักประกันและความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยว ขณะที่อีก 3 ซีรี่ส์จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องเร็วๆ นี้

“ทุกโครงการที่ออกแบบขึ้น ทิพยประกันภัยตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือให้พี่น้องคนไทยที่ได้รับผลกระทบให้มีความสุข ความมั่นใจ ความอุ่นใจ มีโอกาสที่ดี ให้สามารถก้าวข้ามผ่านและผ่านพ้นภาวะวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างรวดเร็ว” ดร.สมพร กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคตนั้น ดร.สมพร กล่าวว่า ปัจจุบัน บมจ.ทิพยประกันภัย กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการ เป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ ภายใต้ชื่อบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการจัดการองค์กร ให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดประกันภัยในยุคดิจิทัล (Digital Insurance) โดยบริษัทโฮลดิ้งส์จะเพิ่มโอกาสในการลงทุนในธุรกิจที่สามารถสนับสนุนธุรกิจประกันภัยที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ เพื่อสร้าง Ecosystem การให้บริการผู้บริโภคอย่างครบวงจร นอกจากนั้น บริษัทโฮลดิ้งส์จะเน้นการขยายธุรกิจไปที่กลุ่มประเทศในอาเซียน และจะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย (Insurance Related) เพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทฯให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น สำหรับขั้นตอนการดำเนินการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2563 หรือประมาณต้นปี 2564 ซึ่งภายหลังการปรับโครงสร้าง หุ้นสามัญของบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนที่หุ้นสามัญของ บมจ. ทิพยประกันภัย

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของ บมจ. ทิพยประกันภัย เป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ ภายใต้ชื่อ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนขยายธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานในอนาคตที่ตั้งเป้าจะก้าวสู่บริษัทประกันภัยชั้นนำในภูมิภาค” ดร.สมพร กล่าว

 


Tags : ทิพยประกันภัย ดร.สมพรสืบถวิลกุล "ทิพยประกันภัย"เผยกำไรครึ่งปีแรกกว่า1052ล้านบาท


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขาย “หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1/2569” วงเงิน 20,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีคนสนใจเกินคาด มีการจองซื้อเข้ามามากเฉียด 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามธนาคารได้ปิดการเสนอขายและออกหุ้นกู้แล้วเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ตามวงเงินโครงการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน และสามารถสร้างสถิติมูลค่าเสนอขายสูงสุดในองค์กรรัฐวิสาหกิจและกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่มีนโยบายในความรับผิดชอบต่อสังคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพและบทบาทของธนาคารออมสินในการเป็นสถาบันการเงินที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ธนาคารจะนำไปใช้จัดหาเงินทุนและรีไฟแนนซ์โครงการที่เข้าเกณฑ์ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Framework) เพื่อรองรับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสังคมและสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามจุดยืนการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยทุกชีวิต มุ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลัก ESG เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้เกิดขึ้นทั้งต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1/2569 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นกู้อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.40% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.59% ต่อปี เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “AAA” แนวโน้ม “คงที่” นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) ในการให้คำปรึกษาพร้อมร่วมจัดทำ Sustainable Finance Framework และ DNV (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทำหน้าที่ประเมินและให้ความเห็นอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านการเงินเพื่อการพัฒนาและภาคสถาบันการเงิน ในการร่วมกันผลักดันแนวทางการเงินเพื่อความยั่งยืน และช่วยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของธนาคารออมสินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

06 Jun 2026

...

  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดย นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล พร้อมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานใหญ่ SME D Bank เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569     

04 Jun 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” ด้วยสินเชื่อ “ออมสิน SMEs Recharge” และ “ออมสินเต็มแม็กซ์” อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.99% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย สินเชื่อออมสิน SMEs Recharge เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือรีไฟแนนซ์ลดภาระดอกเบี้ยเดิม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเดิมและลูกค้าใหม่ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท ครอบคลุมกิจการของผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบด้านภาษี กิจการที่ต้องแข่งขันราคากับสินค้านำเข้า ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจในพื้นที่กรณีพิพาทชายแดน ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย และลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุม Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง สินเชื่อออมสินเต็มแม็กซ์ เพื่อการขยายธุรกิจ โดยให้วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และสูงสุดรายละไม่เกิน 150 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ประสงค์ขอสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน 3 กรณี ประกอบด้วย กรณีสร้างพลวัตใหม่ (Reinvent Thailand) สนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ เกษตร-เกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ตลอดจนธุรกิจ Supply Chain ของอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เพื่อก้าวสู่ตลาดระดับโลก กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรมแห่งอนาคต กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Tourism / Middle East) สนับสนุนการพัฒนาและยกระดับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา โดยธนาคารจะพิจารณาให้สินเชื่อตามความสามารถในการชำระคืนและความจำเป็นของลูกหนี้ โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115

29 May 2026

...

เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมยกระดับการตรวจสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเทคโนโลยี Low-dose CT Scan (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่มีความไวสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติหรือก้อนขนาดเล็กในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ยังไม่แสดงอาการ และใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าการทำ CT Scan แบบทั่วไป จึงมีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการตรวจในระยะยาว เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ เอไอเอ ได้ร่วมมือกับ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็น โรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด การตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT Scan (LDCT) และแนวทางการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม โดยได้รับเกียรติจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด อาทิ แพทย์ระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา ร่วมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างรอบด้าน คุณเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ศูนย์ศรีพัฒน์เป็นโรงพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงใหม่และประชาชนในภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลในโครงการ AIA Smart Network ที่มีผลงานด้านการดูแลลูกค้าเอไอเออยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการยกระดับคุณภาพการรักษาไปด้วยกัน กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพปอด ในนามของเอไอเอจึงอยากส่งเสริมให้คนไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือให้ความสำคัญกับการป้องกันและการตรวจสุขภาพเชิงรุก และเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง”   กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นการต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องหลังจากที่เอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรม Open House แก่พลังตัวแทนและลูกค้าเอไอเอ เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยมชมศักยภาพด้านสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยในหลากหลายสาขา โดยความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของเอไอเอและศูนย์ศรีพัฒน์ ฯ ในการยกระดับการดูแลสุขภาพของคนไทย จากการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นขยายการรณรงค์ด้านการตรวจคัดกรองและการให้ความรู้ด้านสุขภาพไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงจากโรคร้ายอย่างมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจของเอไอเอที่ว่า ‘Healthier Longer Better Live – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’    

26 May 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner