Responsive image

Thursday, 05 Mar 2026

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


บทความสัมภาษณ์พิเศษกับ มร.อามิต กอช ผู้อำนวยการ R3 ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Tue 20/10/2563


R3 มีภูมิหลังมาอย่างไร ปัจจุบันดำเนินการอะไรไป อย่างไรบ้าง และในประเทศไทยมีกี่โครงการ

บริษัท ซอฟต์แวร์ระดับองค์กรที่บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีบล็อกเชนที่สร้างขึ้นเองโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม Corda ได้รับการพัฒนาโดยความร่วมมือกับระบบนิเวศของสถาบันต่างๆ มากกว่า 350 แห่ง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนระดับองค์กรของ R3 ที่กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทั้งหมดด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการและระบบต่างๆ ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งบริษัทต่างๆ ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อและทำธุรกรรมระหว่างกันงานของเราในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในภาคธนาคาร ซึ่งเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนสถาบันการเงินชั้นนำอื่นๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่สุดในด้านการเงิน การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการชำระเงินแบบ B2B ยกตัวอย่างเช่น งานที่เกี่ยวข้องในด้านซัพพลายเชน เราเข้าใจว่ากระบวนการจัดหา เพื่อจ่ายซัพพลายเชนในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะเป็นกระบวนการที่ล่าช้า และไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการพึ่งพาเอกสารที่เป็นกระดาษ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้มากขึ้น ความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ ยังส่งผลให้ธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามมา

การทำงานของเราที่ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้เกิดโซลูชันบล็อกเชนแบบครบวงจรเป็นรายแรกของโลก สำหรับการจัดหา จัดการจ่ายที่เรียกว่า B2P ซึ่งขับเคลื่อนโดยผลิตภัณฑ์ Corda ผลิตภัณฑ์เรือธงของ R3 โซลูชันนี้ยังได้รับการนำมาใช้โดยเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัท ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ของไทย

ด้วยการใช้ประโยชน์จากบล็อกเชน B2P สามารถช่วยลดเวลาที่ใช้ในกระบวนการจัดซื้อได้เป็นอย่างมาก และสามารถลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องได้ถึงกว่า 70% เมื่อเร็ว ๆ นี้ โซลูชัน B2P ได้ถูกนำไปใช้ในระบบนิเวศซัพพลายเออร์ของเครือซิเมนต์ไทย โดยคาดว่าซัพพลายเออร์มากกว่า 2,400 ราย จะได้รับประโยชน์จากโซลูชันนี้ภายในสิ้นปี 2563

นอกเหนือจากเครือซิเมนต์ไทยแล้ว R3 ยังมีประวัติประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ในไทยอีก เช่น J Ventures ซึ่งเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในปี 2561 โดยมี Corda เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของบริษัท

ทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์ของ R3 ในประเทศไทยเป็นอย่างไร

กลยุทธ์ที่ครอบคลุมของเราในประเทศไทยและภูมิภาค คือการเป็นซอฟต์แวร์ Distributed Ledger Technology (DLT) และที่ปรึกษาทางด้านความคิดสำหรับ ISV สถาบันการเงิน บริษัท ซัพพลายเชน และโลจิสติกส์ รวมถึงบริษัทในทุกขนาด รวมถึงรัฐบาล

เราช่วยให้องค์กรมีโซลูชันบล็อกเชนที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัล จัดการขั้นตอนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบในหลายฝ่าย และจัดหาแพลตฟอร์มสำหรับการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล

ด้วยการเปิดตัวโครงการ Thailand 4.0 R3 เล็งเห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเป้าหมายที่จะสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางในด้านนวัตกรรมดิจิทัลในระดับภูมิภาค

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในด้านเทคโนโลยี เนื่องจากสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆเปิดกว้างมากขึ้นในการยอมรับเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ R3 ได้พลิกโฉมธุรกิจของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าและตลาดทุน

ในขณะที่เรายังคงร่วมดำเนินงานร่วมกับ บริษัทต่างๆ ในเส้นทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล เราจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนา Corda เพื่อค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนในอุตสาหกรรมของตน

ในฐานะหัวหน้า APAC ของ R3 คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีบล็อกเชนได้หรือไม่ และมีผลต่อธุรกิจโดยรวมอย่างไร

ปัจจุบันประเทศไทยแซงหน้าคู่แข่งในภูมิภาคนี้ และกำลังปูทางไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในประเทศไทยในช่วงต้น ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามโดยรัฐบาลไทย สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม และกลุ่มบริษัทที่ดำเนินการเพื่อผสานรวมเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ากับธุรกิจของตน

แม้แต่ในภูมิภาค อินเดีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง ต่างก็กลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมบล็อกเชนและความก้าวหน้า ในขณะที่ "สภาวะปกติใหม่" เรียกร้องให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ดิจิทัล เพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ Blockchain จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่าย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัว หรือความปลอดภัย Blockchain จะช่วยให้ผู้นำในอุตสาหกรรมในอนาคต สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น สามารถทำงานร่วมกันข้ามพรมแดนและตอบสนองต่อปรากฎการณ์หงส์ดำ (Black Swan event) บริหารความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว

หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง จะยังคงเดินหน้าสำรวจการใช้ blockchain, DLT และ tokenisation ในแวดวงทางการเงิน ในขณะที่เรามองไปถึงอนาคตอันใกล้ R3 คาดว่าจะเป็นหัวหอกในการวิจัยและพัฒนา CBDC ภายในภูมิภาค และมีส่วนร่วมในโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลใน APAC

โดยประวัติผลงานส่วนตัวของ มร.อามิต กอช มีประสบการณ์มากกว่า 18 ปี ในด้านกลยุทธ์และการดำเนินงานการพัฒนาธุรกิจและการออกแบบโซลูชันเชิงพาณิชย์ในการชำระเงินดิจิทัลและบริการไอทีสำหรับองค์กร ปัจจุบัน มร.อามิต กอช เป็นหัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ R3 และรับผิดชอบกลยุทธ์ชั้นนำของ R3 ในภูมิภาครวมถึงกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดกลยุทธ์การกำหนดราคาและกลยุทธ์การขาย / หุ้นส่วน

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำการเติบโตและผลการดำเนินงานของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก่อนที่จะเข้าร่วมกับ R3 เคยดำรงตำแหน่งอาวุโสด้านการพัฒนาธุรกิจและการดำเนินงานที่ Visa PayPal และ Hewlett Packard

Covid19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณหรือไม่ ในทางบวกหรือทางลบอย่างไร

ปัจจุบันการแปลงไปสู่ระบบดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับทุกองค์กร เนื่องจากจะช่วยให้มั่นใจได้ถึงความอยู่รอดและความต่อเนื่องของธุรกิจ ในขณะที่พวกเขาต้องก้าวเข้าสู่ภาวะปกติหรือ new normal ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดเราได้เห็นความต้องการระบบคอร์ด้าในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เนื่องจากบริษัทต่างๆ พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลผ่านการนำระบบบล็อกเชนมาใช้

ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดองค์กรต่างๆ อาจนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้อย่างช้าๆ เนื่องจากการปรับปรุงระบบเดิมอาจเป็นกระบวนการที่น่าเบื่อ เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก เนื่องจาก Corda ได้รับการออกแบบโดยธุรกิจสำหรับธุรกิจเราจึงเข้าใจการในความพยายามที่จะนำความสามารถในการทำงานร่วมกันกับระบบเดิมและสร้าง Corda บนแพลตฟอร์มที่ใช้กันทั่วไป เช่น Java เพื่อให้สามารถรวมเข้ากับระบบที่ธุรกิจใช้อยู่แล้วเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

R3 เชื่อว่าอุปสรรคในการเข้าสู่ระบบบล็อกเชนมีน้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นเหตุผลที่เรามุ่งเน้นไปที่ต้นทุนการรวมระบบที่ลดลง ความยืดหยุ่นของระบบ และการปรับใช้ที่ง่ายขึ้นในโซลูชันทั้งหมดของเรา สถานการณ์ COVID 19 ได้กระตุ้นให้เกิดความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงภายในสำหรับหลาย ๆ องค์กร และเราได้เห็นบริษัทอีกจำนวนมากขึ้น ที่มีส่วนร่วมในการพิจารณาและปรับปรุงกระบวนการภายในใหม่

เมื่อมองไปในอนาคตเทคโนโลยีบล็อกเชน จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือพื้นฐานที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในเกือบทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม บล็อกเชนมีความสามารถในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อถึงกันแบบดิจิทัลที่คล่องตัว ปลอดภัย ยืดหยุ่น และโปร่งใส ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถต้านทานการตกต่ำของธุรกิจ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ในวันนี้ พรุ่งนี้ และหลังจากนั้นด้วย


Tags : มร.อามิต กอช ผู้อำนวยการ R3 ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก R3


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%    เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี  และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี     มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป    ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2568  สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”  มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ “SME Green Productivity” ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

01 Mar 2026

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. (ผู้บริหารสูงสุด) มีวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คราวละไม่เกิน 4 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569  โดยผู้สมัครต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารและการเงิน การคลัง การลงทุน หรือการธนาคาร มีประวัติดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป องค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนขององค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท คุณสมบัติโดยละเอียดเป็นไปตามประกาศ กบข. เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ผู้บริหารสูงสุด) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th หรือสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “สายงานทรัพยากรบุคคล กบข.” โทร 0 2636 1000 ต่อ 152 ระหว่างเวลา 9.00 น. - 17.00 น. เว้นวันหยุดทำการของ กบข.  

27 Feb 2026

...

บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ประกาศแต่งตั้ง คุณมนต์นิดา มุสิกบุตร ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตัวแทน เพื่อสอดรับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการยกระดับช่องทางตัวแทนให้เป็นอีกหนึ่งกลไกหลักในการเติบโต และเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายขายช่องทางตัวแทน โดยคุณมนต์นิดา จะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนงาน พัฒนาศักยภาพของฝ่ายขายทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คุณมนต์นิดา มุสิกบุตร จะรายงานตรงต่อ คุณชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายจัดจำหน่าย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ทั้งนี้คุณมนต์นิดา เคยดำรงตำแหน่งและบริหารงานทั้งด้านกลยุทธ์ และ Chief Partnership Officer โดยมีส่วนสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจประกันกลุ่ม รวมถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรของบริษัทฯ อย่างแข็งแกร่ง  และมีประสบการณ์หลากหลายทั้งในธุรกิจประกัน ธนาคาร ดังนั้นบริษัทฯ จึงเชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้กับฝ่ายขายช่องทางตัวแทน เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่พร้อมเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป

25 Feb 2026

...

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนา ผนึกกำลัง กรมสรรพากร และ บสย. ลุยโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” ปูพรมเสริมแกร่งเอสเอ็มอีให้ก้าวทันการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผ่านการจัดงานในรูปแบบ ONE Stop Service เติมเต็มความรู้การเงิน ใช้ประโยชน์จากภาษี  เพิ่มทักษะขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ และผลักดันเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. 2569 นี้  เปิดกว้างเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมสรรพากร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce”  สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล  ด้วยการเติมความรู้ด้านบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้ประโยชน์ด้านภาษีที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถต่อยอดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ  ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมอย่างสูง ที่สำคัญ สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME D Bank นำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนธุรกิจได้ตามเป้าหมาย สำหรับโครงการดังกล่าว จัดในรูปแบบ  ONE Stop Service มางานเดียวได้ครบทุกความต้องการ ประกอบด้วย ความรู้บริหารธุรกิจ เช่น Workshop สร้างคลิปวิดีโอสั้น ปั้นแบรนด์สินค้า เพิ่มยอดขายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการวางแผนทางการเงิน  จัดทำบัญชีคุณภาพ เป็นต้น  ความรู้ทางภาษี  เช่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน E-Filing การจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษี เป็นต้น และ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี จาก SME D Bank เช่น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ “สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียวเติบโตยั่งยืน วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เป็นต้น โดยสามารถใช้กลไก บสย. สนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนั้น ผู้ร่วมงานได้สิทธิพิเศษทดลองใช้ระบบบัญชีดิจิทัล มูลค่ากว่า 20,000 บาท ฟรีสูงสุด 3 เดือน  อีกทั้ง ภายในงานยังมีการออกบูธให้คำแนะนำปรึกษาธุรกิจ และบริการจากบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM  แนะนำทรัพย์ดี สำหรับขยายช่องทางธุรกิจ       โครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัด  ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ครั้งที่ 1 : วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จ.อุดรธานี , ครั้งที่ 2 : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จ.ขอนแก่น ,  ครั้งที่ 3 : วันที่ 23 มีนาคม 2569 จ.ยโสธร , ครั้งที่ 4 : วันที่ 25 มีนาคม 2569 จ.นครราชสีมา , ครั้งที่ 5 : วันที่ 22 เมษายน 2569 จ.พังงา , ครั้งที่ 6 : วันที่ 24 เมษายน 2569 จ.กระบี่ , ครั้งที่ 7 : วันที่ 17 มิถุนายน 2569 จ.พะเยา , ครั้งที่ 8 : วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จ.แพร่ , ครั้งที่ 9 : วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จ.นครนายก และ ครั้งที่ 10 : วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จ.สมุทรปราการ คาดจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 800 ราย   ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ฝ่ายส่งเสริมการตลาด โทร.02-265-4598 , 02-265-4961 และ 02-265-4064 หรือ Call Center 1357

17 Feb 2026

Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner