Responsive image

Saturday, 07 Mar 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาส 3/2563 แข็งแกร่ง อานิสงค์ตลาดเคมีภัณฑ์ฟื้นตัว ธุรกิจแพคเกจจิ้งเติบโต

Wed 04/11/2563


เอสซีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ของปี 2563 มีกำไรมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 57 จากการฟื้นตัวของตลาดเคมีภัณฑ์โลก และการเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA โมเดลธุรกิจแพคเกจจิ้งที่แข็งแกร่ง และการทรานฟอร์มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า มั่นใจมาถูกทาง แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้า HVA โซลูชัน และบริการครบวงจร รอโอกาสตลาดฟื้นตัว และสร้างการเติบโตระยะยาว

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2563 มีรายได้จากการขาย 100,938 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 9,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ดีขึ้น ตามความต้องการสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายลดลงร้อยละ 9 ในขณะที่กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดถึงร้อยละ 57 จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมิคอลส์  นวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 302,689 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ลดลง ตามราคาน้ำมันที่ลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 26,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ทั้งนี้ ภาพรวมของธุรกิจมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้ตลอด Supply Chain แบบครบวงจร เอสซีจีมีการปรับกลยุทธ์นวัตกรรมสินค้าและบริการ HVA โดยได้ยกระดับเกณฑ์การพิจารณาให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก เน้นการปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างผลกำไรให้สูงขึ้น ภายใต้เกณฑ์ใหม่ เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการ HVA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 93,593 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 31 ของยอดขายรวม

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ใน 9 เดือนแรกของปี 2563 ทั้งสิ้น 128,937 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43 ของยอดขายรวม ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีมูลค่า 723,147 ล้านบาท โดยร้อยละ 38 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2563 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 37,748 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 5,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง และเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม และส่วนต่างราคา PVC-EDC/C2 ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 110,835 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 11,830 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 42,685 ล้านบาท ลดลงร้อยละ6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการของตลาดยังคงลดลงจากมาตรการปิดเมือง แต่คงที่เมื่อเทียบไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 176 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาล

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 131,436 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการของตลาดที่ยังคงลดลงจากมาตรการปิดเมือง โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนพลังงานที่ลดลง ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 23,287 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคระบาด COVID-19 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังเติบโต ปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขี้น และการเริ่มฟื้นตัวของสินค้าคงทนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,335 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน จากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลรูเปียห์ อินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทางบัญชี (หลังหักภาษีและส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม) 111 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 69,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของความต้องการใช้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากการซื้อกิจการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ในประเทศไทย โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2563 เติบโตเป็นที่น่าพอใจ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในไตรมาสที่ผ่านมา ตลาดเคมีภัณฑ์โลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้า HVA ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์ และสินค้าคงทน ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้งมีการปรับโมเดลธุรกิจ มุ่งเสนอโซลูชันครบวงจร จึงเติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจ  (Business Transformation) ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร ช่องทางค้าปลีกในรูปแบบ Active Omni-Channel นวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นอกจากนี้ เอสซีจียังมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ รอการฟื้นตัวของตลาด เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เอสซีจีได้ร่วมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด โดยล่าสุดเป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด และแอสตร้าเซนเนก้า ในการผลิตวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 เพื่อให้คนไทยได้ใช้วัคซีนเป็นกลุ่มแรก ๆ ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยมูลนิธิเอสซีจีได้ร่วมสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศ 100 ล้านบาท ตลอดจนยังคงร่วมมือกับเครือข่ายดูแลความปลอดภัยของแพทย์และประชาชน ด้วยการกระจายอุปกรณ์ทางการแพทย์ป้องกันเชื้อโควิด-19 อาทิ ห้องตรวจหาเชื้อ แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานเกือบ 1,000 แห่งทั่วประเทศเพื่อสู้วิกฤตเศรษฐกิจ เอสซีจีได้ส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยการจัดอบรมช่างก่อสร้างมืออาชีพ โดยสถาบัน PROBUILD รวมถึงพัฒนาอาชีพการเกษตรครบวงจร เพื่อสร้างรายได้มั่นคงให้แก่เกษตรกร โดยสยามคูโบต้า อีกทั้งส่งเสริมเยาวชนให้มีทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยมูลนิธิเอสซีจี”

สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ ฟื้นตัวดีขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย เป็นผลมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์ และสินค้าคงทนกลับมาดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 โดยธุรกิจเร่งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้มีสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ฟื้นตัว ตลอดจนเร่งพัฒนาออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ Flexible Packaging ที่ทำจากเม็ดพลาสติกชนิดเดียว (Mono-material) เม็ดพลาสติกคุณภาพสูงที่ใช้ในการเพิ่มคุณภาพของพลาสติกรีไซเคิล และเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled Resin) คุณภาพสูง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการรีไซเคิลและตอบโจทย์เจ้าของแบรนด์สินค้า ขณะที่ยังคงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ควบคู่กับดำเนินการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้วยมาตรการที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ ในส่วนของโครงการ MOC Debottleneck มีความคืบหน้าตามแผนร้อยละ 97 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี และโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนาม มีความคืบหน้าตามแผน โดยดำเนินโครงการไปแล้วกว่าร้อยละ 55

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังสามารถสร้างรายได้และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร (End-to-End Service Solution) ที่ยังคงเติบโต เช่น CPAC Construction Solution ที่ร่วมกับเครือข่าย นำเทคโนโลยีล้ำสมัย ผนวกกับสินค้าคุณภาพสูงและความเชี่ยวชาญของเอสซีจี มาให้บริการงานก่อสร้างครบวงจรที่ตรงความต้องการลูกค้า อาทิ การเทคอนกรีตฐานรากแบบต่อเนื่องในโครงการ One Bangkok ด้วยปริมาณคอนกรีต 27,300 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นสถิติการเทคอนกรีตฐานรากต่อเนื่องสูงที่สุดในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และการดำเนินธุรกิจ Lifetime Solution ที่ให้บริการซ่อมแซมอาคารและกลุ่มงานโครงสร้างขนาดใหญ่แบบครบวงจร พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายบริการไปยังภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น ขณะที่ SCG Solar Roof Solutions ระบบหลังคาโซลาร์จากเอสซีจี มียอดขายเติบโต 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยประหยัดค่าไฟให้กับเจ้าของบ้านได้สูงสุดถึงร้อยละ 60 ธุรกิจยังเดินหน้าพัฒนาช่องทางค้าปลีกในรูปแบบ Active Omni-Channel ที่เชื่อมต่อช่องทางออนไลน์ SCGHOME.com กับเครือข่ายร้านค้าปลีกรูปแบบแฟรนไชส์ของ SCG HOME 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ต้องการปรับปรุงบ้านด้วยสินค้าพร้อมการบริการติดตั้ง ล่าสุดได้ร่วมมือกับบุญถาวร เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการในสินค้ากลุ่มตกแต่ง การปรับปรุงบ้าน การบริหาร Supply Chain และการขยายธุรกิจไปในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงร่วมกับเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายที่มีความเข้าใจตลาดในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่ายมียอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   

นอกจากนี้ ธุรกิจยังมุ่งขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการรับซื้อวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย ซังข้าวโพด ฯลฯ มาบีบอัดและนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ในส่วนของโรงงานปูนซีเมนต์ Mawlamyine Cement Limited (MCL) ที่เมียนมา ได้หยุดการผลิตปูนซีเมนต์ชั่วคราว เนื่องจากอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทกับหุ้นส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งแทบจะไม่มีผลกระทบต่อสถานะทางเงินและการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี

ขณะที่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 SCGP ได้นำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้น IPO ที่ 35.00 บาทต่อหุ้น นับเป็นก้าวสำคัญของ SCGP ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากการมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อรองรับแผนงานการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกัน กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเข้าซื้อ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company หรือ SOVI ในเวียดนาม คาดว่าการทำธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้  ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจครอบคลุมทั้งภูมิภาคอาเซียน  รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ ธุรกิจก็มุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว OptiSorb-X ที่ช่วยคงคุณภาพของสินค้า และยืดอายุการเก็บสินค้าให้ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้ เอสซีจี และพันธมิตรได้ร่วมกันจัดงาน งาน SD Symposium 2020 Circular Economy: Action for Sustainable Future เพื่อขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดใน 4 ด้าน 1.) ใช้น้ำหมุนเวียน 2.) เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตการเกษตร 3.) การจัดการขยะ และ 4.) อุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งจะมีการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.30-15.30 น. ในรูปแบบ Online Symposium ที่ www.sdsymposium2020.com


Tags : เอสซีจี ผลประกอบการไตรมาส3/2563 รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต  เปิดรับสมัครเยาวชนภาคเหนือ เข้าร่วมโครงการ KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy Season 6 เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงถึง 200,000 บาท และประกันอุบัติเหตุ ทุนประกันรวมกว่า 5,000,000 บาท ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 13-15 ปี เข้าร่วมฝึกทักษะฟุตบอลตามมาตรฐานสากลจากโค้ชระดับ AFC – A - License ทั้งนี้โครงการดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ยกระดับทักษะนักฟุตบอลเยาวชนของไทยสู่มาตรฐานระดับโลก และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีผ่านการออกกำลังกาย อีกทั้งยังสอดคล้องกับการเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และร่วมสร้างพลังกายพลังใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าทุกคนทำได้ “Know You Can” โดยเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ 2 ช่องทาง สมัครทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ -  วันที่ 19 มีนาคม 2569 หรือ เดินทางมาสมัครที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (สนามกลาง) ในวันที่ 21 มีนาคม 2569 เวลา 7.00 – 8.30 น. สำหรับเยาวชนที่สนใจโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทาง LINE OA: @ktaxa-u15 หรือ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers

06 Mar 2026

...

วิริยะประกันภัย ชวนทุกเจเนอเรชั่น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” รวมพลังครอบครัว ส่งต่อพลังใจ ซึ่งจัดโดย บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด ร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ รวม 11 แห่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ผ่านการออกกำลังกายและความทรงจำร่วมกันในบรรยากาศสนุกสนานยามค่ำคืน พร้อมรับชมมินิคอนเสิร์ตจาก “อะตอม ชนกันต์” และกิจกรรมเกมร่วมสนุกจาก “บูธวิริยะประกันภัย” ที่จะมาร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจให้กับทุกคนในครอบครัว ในวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 2569 ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เปิดจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มี.ค. 2569 การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ “วิริยะประกันภัย” ในการร่วมส่งเสริมสุขภาวะทางกายและใจให้กับประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบสมทบให้กับ “กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อสนับสนุนโครงการ Fighting NCDs ในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งต่อไป สำหรับประเภทการวิ่งและค่าสมัคร แบ่งเป็น “ระยะ 3 - 5 กิโลเมตร” ราคา 599 บาท และ “แพ็กเกจครอบครัว (3 ท่าน) ระยะ 3 กิโลเมตร” ราคา 1,500 บาท รองรับนักวิ่งรวมกว่า 1,500 คน อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมเกมและ Workshop ให้ร่วมสนุกอย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “3 SAVE Series” Save ทรัพย์สิน Save ความเสี่ยง Save ความฝัน โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/familyfirstneonrun ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 (หากต้องการศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด โทร.02-633-6060 หรือ Line @TISCOInsure หรือ https://link.tiscoinsure.com/cxPvnL)

06 Mar 2026

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%    เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี  และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี     มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป    ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2568  สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”  มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ “SME Green Productivity” ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

01 Mar 2026

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. (ผู้บริหารสูงสุด) มีวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คราวละไม่เกิน 4 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569  โดยผู้สมัครต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารและการเงิน การคลัง การลงทุน หรือการธนาคาร มีประวัติดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป องค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนขององค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท คุณสมบัติโดยละเอียดเป็นไปตามประกาศ กบข. เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ผู้บริหารสูงสุด) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th หรือสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “สายงานทรัพยากรบุคคล กบข.” โทร 0 2636 1000 ต่อ 152 ระหว่างเวลา 9.00 น. - 17.00 น. เว้นวันหยุดทำการของ กบข.  

27 Feb 2026

Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner