Responsive image

Wednesday, 27 May 2026

Banner

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


“เอสซีจี” เผยผลประกอบการปี’63 ยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญวิกฤตโควิด-19 เหตุปรับตัวไว ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีตอบโจทย์ลูกค้า

Tue 02/02/2564


เอสซีจีเผยผลประกอบการปี 2563 กำไรดีกว่าปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เป็นผลจากความทุ่มเทเสียสละของพนักงานทุกคนที่ปฏิบัติตามมาตรการรับมือ COVID-19 เชิงรุกอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรับตัวเร็ว-ถูกทาง ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการส่งมอบนวัตกรรมสินค้า-บริการ โซลูชันครบวงจร ท่ามกลางตลาดที่ท้าทาย จึงช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2563 มีรายได้จากการขาย 399,939 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และมีกำไรสำหรับปี 34,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยปี 2563 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA)  126,115 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2563 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 97,250 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนจากความต้องการในสินค้าซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดลงผลจากปัจจัยตามฤดูกาล และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 อีกทั้งธุรกิจเคมิคอลส์มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ในไตรมาสนี้ แม้ว่าการหยุดซ่อมบำรุงนี้ทำได้เสร็จเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ทำให้สามารถชดเชยปริมาณขายที่จะลดลงไปได้บางส่วน แต่ก็ยังส่งผลให้ปริมาณขายของธุรกิจเคมิคอลส์ลดลงในไตรมาสนี้ และลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณขายของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ลดลง ผลจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC ประกอบกับรายได้จากการขายของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 8,048 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ลดลง ของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19  รวมถึงปัญหาฝนตกและน้ำท่วมในภูมิภาค ประกอบกับมีขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจซีเมนต์ในประเทศเมียนมาและอินโดนีเซีย แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ดีขึ้น ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในปี 2563 ทั้งสิ้น 168,719 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41 ในปีก่อน  

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีมูลค่า 749,381 ล้านบาท โดยร้อยละ 38  เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในปี 2563 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 146,870 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายสินค้าที่ลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี 17,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน ผลจากส่วนต่างราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 36,035 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขายที่ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของโรงงาน MOC ที่เลื่อนมาจากแผนเดิมในไตรมาส 2 โดยมีกำไรสำหรับงวด 5,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 108 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาวัตถุดิบที่ลดลงและมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 171,720 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อน เนื่องจากผลของสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย โดยมีกำไรสำหรับปี 6,422 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการผลิตที่ลดลง

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 40,284 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ปัญหาฝนตกและน้ำท่วมหนักในประเทศในช่วงเดือนตุลาคม ทำให้ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ ประกอบกับประเทศเวียดนามและกัมพูชาเผชิญกับฝนตกหนักจากพายุฝนที่รุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยมีขาดทุนสำหรับงวด 194 ล้านบาท สาเหตุหลักจากรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในประเทศเมียนมาและอินโดนีเซีย เป็นจำนวน 1,316 ล้านบาท และหากไม่รวมรายการขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดังกล่าว จะมีกำไรสำหรับงวดเป็นจำนวนเงิน
1,122 ล้านบาท

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปีก่อน เนื่องจากการที่บริษัทมีลูกค้าอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยการซื้อสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ รวมถึงปริมาณการขายสินค้าของบริษัทในกลุ่มดังกล่าวเติบโตขึ้นเช่นกัน จากกลยุทธ์การมอบโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงามและมีนวัตกรรมและการสร้างประโยชน์จากการผนึกพลัง (Synergy) ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิสำหรับงวด 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า “ผลประกอบการของปี 2563 ยังแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นผลมาจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานเอสซีจีทุกคนที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบการทำงานได้รวดเร็ว ทั้งการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ปรับสัดส่วนการขาย พัฒนาช่องทาง Active Omni-Channel ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เอสซีจีสามารถส่งมอบนวัตกรรมสินค้า บริการ พร้อมโซลูชันต่าง ๆ
ครบวงจร ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยพนักงานยังคงปฏิบัติงานตามแนวทาง Hybrid Workplace ที่ส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติงานที่บ้าน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีติดต่อกับคู่ธุรกิจ และให้บริการแก่ลูกค้า ส่วนพนักงานที่อยู่ในสายการผลิต-ซ่อมบำรุง ก็ปฏิบัติตามมาตรการ “ไข่แดง ไข่ขาว” เพื่อไม่ให้สัมผัสกับกลุ่มพนักงานทั่วไป รวมถึงพนักงานที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศก็ยังคงปฏิบัติงานเพื่อดูแลการผลิตให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ด้านพนักงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าได้ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัย ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยแนวปฏิบัตินี้และความมุ่งมั่นของพนักงานทุกคน จะทำให้เอสซีจีก้าวผ่านความไม่แน่นอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ไปได้อีกครั้ง

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ จากการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจด้วยมาตรการที่เข้มแข็ง และการปรับสัดส่วนการขาย โดยเพิ่มการขายเม็ดพลาสติกสำหรับกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคซึ่งยังคงมีความต้องการสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร-เครื่องดื่ม และการขนส่งอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มการขายไปยังตลาดในประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยจากมาตรการปิดประเทศ โดยธุรกิจได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การพัฒนา Digital Commerce Platform เชื่อมต่อคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับการบริหารจัดการสินค้า เพิ่มความคล่องตัวและลดเวลาการทำงาน โดยลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ธุรกิจยังขยายผล-ต่อยอดธุรกิจปลายน้ำและกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ และความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ เช่น เร่งพัฒนาโซลูชันด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการผลิตเม็ดพลาสติกจากขยะชุมชน (Post-consumer Recycled Resin) และการก่อสร้างโรงงานสาธิตกระบวนการรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้และร่วมมือกับคู่ธุรกิจระดับโลก เพื่อขยายผลการทำ Digital Manufacturing ให้เป็นธุรกิจที่ให้บริการโซลูชันด้านอุตสาหกรรม (Industrial Solutions) ในส่วนของโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนามคืบหน้าตามแผนร้อยละ 66 และโครงการ MOC Debottleneck มีความคืบหน้าตามแผน โดยดำเนินโครงการไปแล้วกว่าร้อยละ 99 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย และเน้นการซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเร่งลงทุนใน Active Omni-Channel ได้แก่ SCG HOME Online, NocNoc และ Q-Chang ขณะเดียวกันยังคงนำเสนอสินค้าและบริการพร้อมโซลูชันครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดวัสดุก่อสร้างในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยให้บริการครอบคลุมทั้งโซลูชันเพื่อการก่อสร้างและการอยู่อาศัย รวมถึงโซลูชันเพื่อช่วยป้องกันโควิด-19 เช่น Medical Solution by CPAC BIM ที่นำเทคโนโลยี Building Information Modeling มาช่วยวางแผน ออกแบบ และสร้างห้องแยกและควบคุมเชื้อสำหรับใช้ทางการแพทย์ ผสานเทคโนโลยีระบายอากาศความดันลบและความดันบวกมาใช้ ช่วยสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย สร้างได้รวดเร็ว และควบคุมงบประมาณได้ โดยดำเนินการแล้วที่โรงพยาบาลสระบุรี และวชิรพยาบาล

นอกจากนี้ ธุรกิจได้นำเสนอนวัตกรรมสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นสุขอนามัยเป็นพิเศษ เช่น สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ Smart Touchless ลดการสัมผัส นวัตกรรมกระเบื้อง Hygienic Tile จาก COTTO ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในบ้าน เช่นเดียวกับ สมาร์ทบอร์ด เอสซีจี รุ่นอัลตรา คลีน ที่ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย เช็ดฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยแอลกอฮอล์ได้บ่อยโดยที่ไม่เสื่อมสภาพ ทนเชื้อราและรังสี UV เหมาะสำหรับทำเป็นผนังในโรงพยาบาล เฮลธ์แคร์ เนอร์สซิ่งโฮม หรือคลินิกทันตกรรม ขณะที่ระบบหลังคาโซลาร์จาก  เอสซีจี ช่วยประหยัดค่าไฟให้กับเจ้าของบ้าน มียอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 182 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น

ขณะที่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ จากการออกแบบโมเดลธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ เพื่อขยายธุรกิจ โดยมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีศักยภาพเติบโตสูง ล่าสุดได้เข้าถือหุ้นใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ช่วยเสริมความแข็งแกร่งกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ต้นน้ำในประเทศเวียดนาม และการเข้าถือหุ้นใน Go-Pak UK Limited (Go-Pak) ผู้นำในการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ ที่มีฐานการผลิตอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม ช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการการรักษาสุขอนามัยอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของสินค้า พนักงาน ตลอดจนลูกค้าและคู่ธุรกิจ

ธุรกิจยังพัฒนานวัตกรรมโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ โดยได้เปิด SCGP-Inspired Solutions Studio เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าได้สัมผัสกับโซลูชันการออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ  พร้อมกับพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ R-1 ซึ่งเป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ผลิตจากฟิล์มประกบหลายชั้น ช่วยปกป้องสินค้าและทนทานแรงกระแทกได้ดี สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและวัสดุอื่น ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ โดยได้ร่วมกับกลุ่มบริษัท ดาว (ประเทศไทย) และข้าวตราฉัตร พัฒนานวัตกรรมถุงข้าวรักษ์โลกที่สามารถนำมา
รีไซเคิลได้ 100%

สำหรับการช่วยเหลือสังคมจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ บริษัท สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ได้นำห้องน้ำสำเร็จรูป (Bathroom Mobile Unit) นวัตกรรมโซลูชันจากเอสซีจีซึ่งออกแบบและผลิตแบบเบ็ดเสร็จพร้อมใช้งานจากโรงงาน จำนวน 5 ห้อง ไปติดตั้งให้แก่ศูนย์ห่วงใยคนสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมูลนิธิเอสซีจีสนับสนุนเพิ่มอีกจำนวน 32 ห้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนให้บุคลากรทางการแพทย์ ชาวไทยและชาวเมียนมากว่า 1,600 คน นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจีได้ช่วยกระจายนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และมีการแพร่ระบาดสูง เช่น ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันบวก-ลบแบบเคลื่อนที่ สำหรับปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินและห้องไอซียู เครื่อง Thermo Scan สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ รวมถึงทุนช่วยเหลือชาวเมียนมาผ่านจังหวัดสมุทรสาคร รวมมูลค่ากว่า 6,000,000 บาท

อนึ่ง คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 5.5 บาท เป็นเงิน 6,600 ล้านบาท เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 8.5 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 10,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2564 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี”


Tags : เอสซีจี รุ่งโรจน์รังสิโยภาส เอสซีจีเผยผลประกอบการปี2563 โควิด-19


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต  มุ่งมั่นในการเป็นมากกว่าบริษัทประกันชีวิต โดยเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้แก่ลูกค้า เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน มอบสิทธิพิเศษคูปองส่วนลดมูลค่า 500 บาท สำหรับลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพรายบุคคลที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป และกรมธรรม์มีผลบังคับ ณ วันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่ารับบริการฉีดวัคซีนที่ร่วมรายการ ประกอบด้วย 4 วัคซีน ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนปอดอักเสบ และวัคซีนงูสวัด โดยลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน Emma by AXA ในเมนู “Rewards PLUS+” โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่โรงพยาบาลในเครือ BDMS อาทิ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวก เพียงแสดงรหัสคูปองส่วนลดจากเมนู Rewards PLUS+ บนแอป Emma by AXA พร้อมบัตรประกันสุขภาพ หรือบัตรประชาชน ณ เคาน์เตอร์โรงพยาบาล โดยเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ลูกค้าที่เข้ารับบริการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลนอกเครือ BDMS หรือสถานพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ลูกค้ายังสามารถรับสิทธิพิเศษได้ โดยนำหลักฐานการฉีดวัคซีน อาทิ  ใบเสร็จรับเงิน บัตรวัคซีน หรือสมุดวัคซีนที่ออกโดยโรงพยาบาล อัปโหลดได้ที่ Rewards Plus+ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท  ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการสนับสนุนการเข้าถึงวัคซีนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น พร้อมช่วยลดความเสี่ยงของโรคสำคัญซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยการเข้าถึงวัคซีนอย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและการนอนโรงพยาบาล แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว ทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทฯ ในการมีลูกค้ามาเป็นที่หนึ่งและอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป โดยท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-services/preventive-vaccine-2026 ทั้งนี้สำหรับแอปพลิเคชัน Emma by AXA สามารถดาวน์โหลดได้ทาง App store และ Google play และสำหรับลูกค้าที่สนใจกิจกรรมของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ และบริการอื่นๆ  ของบริษัทฯ ท่านสามารถติดต่อได้ที่ www.krungthai-axa.co.th หรือ โทร 1159 ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Preventive_Vaccine_Campaign_News *เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัท ฯ และกรมธรรม์กำหนด

24 May 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอเชิญร่วมงาน Thailand Dive Expo และ Thailand Golf Expo มหกรรมแสดงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและไลฟ์สไตล์ ระหว่างวันที่ 21 - 24 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานมีบริการด้านการท่องเที่ยว การดำน้ำ กีฬากอล์ฟ และกิจกรรมอื่นๆ ที่หลากหลายและครบครันที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยกรุงเทพประกันภัยเป็นบริษัทประกันภัยรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยนักดำน้ำ สำหรับท่องเที่ยวภายในประเทศ ไปร่วมออกบูทพร้อมนำเสนอแผนประกันภัยและโปรโมชันสุดพิเศษ สำหรับคนรักการดำน้ำและคนรักกอล์ฟ เมื่อทำประกันภัยกรมธรรม์ใหม่ รับของสมนาคุณสุดคุ้ม             ● ประกันภัยนักดำน้ำ สำหรับท่องเที่ยวภายในประเทศ เมื่อซื้อครบทุก 500 บาท รับฟรี Starbucks Card มูลค่า 100 บาท (สูงสุด 300 บาท) และรับเพิ่ม Shopping Bag             ● ประกันภัยผู้เล่นกอล์ฟ รับฟรี Starbucks Card มูลค่า 100 บาทต่อกรมธรรม์ และรับเพิ่มแก้วน้ำ LocknLock             ● ประกันภัยอื่นๆ รับส่วนลดพิเศษพร้อมของสมนาคุณมากมาย             นอกจากนี้ เมื่อทำประกันภัยตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป สามารถเลือกผ่อนชำระเบี้ยประกันภัย ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือนผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ             พบกับกรุงเทพประกันภัยได้ที่บูท C5 - C6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 5 - 6 ชั้น LG ในวันที่ 21 - 24 พฤษภาคม 2569  

22 May 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจส่งเสริมการออมและสร้างวินัยทางการเงิน ดำเนินการภายใต้แนวคิดการสนับสนุนให้คนไทยมีเงินออมตั้งแต่ก้าวแรก เพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับก้าวต่อ ๆ ไปที่จะมีธนาคารออมสินอยู่เคียงข้างในแต่ละช่วงชีวิต : From Birth, to Legacy ตามแผนการดำเนินงานของธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives โดยล่าสุด ธนาคารเปิดตัวเงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” บัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่เริ่มต้นเก็บออมให้บุตรตั้งแต่แรกเกิด สำหรับเป็นทุนการศึกษา หรือทุนอื่น ๆ ในอนาคต พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจด้วยความคุ้มครองจากประกันภัยอุบัติเหตุที่มอบให้ทั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้ฝากและผู้เยาว์ในบัญชีเดียว ผลิตภัณฑ์เงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับให้พ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด สามารถเปิดบัญชีเพื่อบุตรอายุตั้งแต่แรกเกิด ถึงไม่เกินอายุ 10 ปีบริบูรณ์ โดยธนาคารออมสินเพิ่มสิทธิประโยชน์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบให้กับลูกค้า เป็นระยะเวลา 12 เดือนนับจากวันที่เปิดบัญชี สำหรับพ่อแม่ที่เป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” จะได้รับความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนด กล่าวคือ กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร รับความคุ้มครองเป็นวงเงิน 2 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/บัญชี ส่วนบุตรจะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เมื่อบัญชีมียอดเงินฝากคงเหลือตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท คำนวณเป็นความคุ้มครองที่บุตรจะได้รับสิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลร้อยละ 1 ของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ สูงสุดครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท/บัญชี/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ทั้งนี้ ไม่เกินจำนวนเงินที่จ่ายจริง รายละเอียดอื่น ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันฯ ลูกค้าเงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” โปรดศึกษาหลักเกณฑ์เงื่อนไขความคุ้มครองเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ประกันภัย และสามารถเริ่มต้นฝากเงินได้ตั้งแต่ 1 บาท ไม่จำกัดวงเงินรับฝาก อัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี   ปัจจุบัน ธนาคารออมสินมีผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ทางการเงินของคนไทยทุกช่วงวัย ทั้งเงินฝาก สินเชื่อ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ทางการเงินครอบคลุมเป้าหมายทุกกลุ่มไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด สอดคล้องตามจุดมุ่งหมายทางธุรกิจของธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th

15 May 2026

...

วิริยะประกันภัย จับมือ กรมการขนส่งทางบก ร่วมเสริมสร้างรากฐานความปลอดภัยบนท้องถนน ผ่านโครงการ “อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์” ประจำปี 2569 มุ่งยกระดับทักษะการขับขี่ พร้อมปลูกฝังพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้น 4 รอบ ได้แก่ รอบกรุงเทพฯ “27 - 28 มิ.ย. และ 22 – 23 ส.ค.” รอบนครนายก “11 - 12 ก.ค.” และระยอง “5 - 6 ส.ค.” เปิดรับเฉพาะผู้ไม่เคยมีใบอนุญาตขับรถยนต์มาก่อน นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ยังคงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของบริษัทฯ ที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงภัยให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนนในหลากหลายมิติ อันนำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนในภาพรวม ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างรากฐานความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์” ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มาอย่างต่อเนื่องกว่า 35 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 โดยมุ่งหวังให้กลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์มือใหม่ และผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจรที่ถูกต้อง มีทักษะการขับขี่ที่ดี ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานการใช้รถใช้ถนนของสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ปี 2569 นี้ บริษัทฯ มีกำหนดจัดโครงการอบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ ทั้งหมด 4 รุ่น แบ่งเป็น “รอบส่วนกลาง” ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 381 วันที่ 27-28 มิถุนายน 2569 และ รุ่นที่ 382 วันที่ 22-23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 4 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร และ “รอบส่วนภูมิภาค” ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 165 วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก และ รุ่นที่ 166 วันที่ 5-6 กันยายน 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดระยอง โดยผู้เข้ารับอบรมฯ จะได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถ จิตสำนึกและมารยาทในการขับรถ ตลอดจนข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งภายหลังอบรมเรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าอบรมฯ จะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) และทดสอบปฏิบัติขับรถยนต์ ตามมาตรฐานความปลอดภัยและระเบียบเดียวกับการขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ในวันเวลาราชการ หากสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ทันที ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาก่อน ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายพิการ หรือมีโรคประจำตัวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายขณะขับขี่ยานพาหนะ และต้องไม่อยู่ระหว่างการถูกยึด หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และใบรับรองแพทย์ตามแบบแพทยสภารับรอง (อายุไม่เกิน 1 เดือน นับจากวันที่ออกเอกสารจนถึงวันเข้าอบรม) โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) แผนกกิจกรรมเพื่อสังคม โทรศัพท์หมายเลข 02-129-8888 ต่อ 7419, 7422, 7443  

13 May 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner