Responsive image

Thursday, 12 Feb 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


“เอสซีจี” เผยผลประกอบการปี’63 ยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญวิกฤตโควิด-19 เหตุปรับตัวไว ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีตอบโจทย์ลูกค้า

Tue 02/02/2564


เอสซีจีเผยผลประกอบการปี 2563 กำไรดีกว่าปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เป็นผลจากความทุ่มเทเสียสละของพนักงานทุกคนที่ปฏิบัติตามมาตรการรับมือ COVID-19 เชิงรุกอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรับตัวเร็ว-ถูกทาง ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการส่งมอบนวัตกรรมสินค้า-บริการ โซลูชันครบวงจร ท่ามกลางตลาดที่ท้าทาย จึงช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2563 มีรายได้จากการขาย 399,939 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และมีกำไรสำหรับปี 34,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยปี 2563 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA)  126,115 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน

สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2563 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 97,250 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนจากความต้องการในสินค้าซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดลงผลจากปัจจัยตามฤดูกาล และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 อีกทั้งธุรกิจเคมิคอลส์มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ในไตรมาสนี้ แม้ว่าการหยุดซ่อมบำรุงนี้ทำได้เสร็จเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ทำให้สามารถชดเชยปริมาณขายที่จะลดลงไปได้บางส่วน แต่ก็ยังส่งผลให้ปริมาณขายของธุรกิจเคมิคอลส์ลดลงในไตรมาสนี้ และลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณขายของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ลดลง ผลจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC ประกอบกับรายได้จากการขายของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 8,048 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ลดลง ของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19  รวมถึงปัญหาฝนตกและน้ำท่วมในภูมิภาค ประกอบกับมีขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจซีเมนต์ในประเทศเมียนมาและอินโดนีเซีย แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ดีขึ้น ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในปี 2563 ทั้งสิ้น 168,719 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41 ในปีก่อน  

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีมูลค่า 749,381 ล้านบาท โดยร้อยละ 38  เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในปี 2563 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 146,870 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17 จากปีก่อน จากราคาและปริมาณขายสินค้าที่ลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี 17,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน ผลจากส่วนต่างราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 36,035 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขายที่ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ของโรงงาน MOC ที่เลื่อนมาจากแผนเดิมในไตรมาส 2 โดยมีกำไรสำหรับงวด 5,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 108 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาวัตถุดิบที่ลดลงและมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 171,720 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อน เนื่องจากผลของสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย โดยมีกำไรสำหรับปี 6,422 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการผลิตที่ลดลง

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 40,284 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ปัญหาฝนตกและน้ำท่วมหนักในประเทศในช่วงเดือนตุลาคม ทำให้ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ ประกอบกับประเทศเวียดนามและกัมพูชาเผชิญกับฝนตกหนักจากพายุฝนที่รุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยมีขาดทุนสำหรับงวด 194 ล้านบาท สาเหตุหลักจากรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในประเทศเมียนมาและอินโดนีเซีย เป็นจำนวน 1,316 ล้านบาท และหากไม่รวมรายการขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดังกล่าว จะมีกำไรสำหรับงวดเป็นจำนวนเงิน
1,122 ล้านบาท

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในปี 2563 มีรายได้จากการขาย 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปีก่อน เนื่องจากการที่บริษัทมีลูกค้าอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยการซื้อสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ รวมถึงปริมาณการขายสินค้าของบริษัทในกลุ่มดังกล่าวเติบโตขึ้นเช่นกัน จากกลยุทธ์การมอบโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงามและมีนวัตกรรมและการสร้างประโยชน์จากการผนึกพลัง (Synergy) ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิสำหรับงวด 1,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า “ผลประกอบการของปี 2563 ยังแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นผลมาจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานเอสซีจีทุกคนที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบการทำงานได้รวดเร็ว ทั้งการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ปรับสัดส่วนการขาย พัฒนาช่องทาง Active Omni-Channel ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เอสซีจีสามารถส่งมอบนวัตกรรมสินค้า บริการ พร้อมโซลูชันต่าง ๆ
ครบวงจร ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยพนักงานยังคงปฏิบัติงานตามแนวทาง Hybrid Workplace ที่ส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติงานที่บ้าน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีติดต่อกับคู่ธุรกิจ และให้บริการแก่ลูกค้า ส่วนพนักงานที่อยู่ในสายการผลิต-ซ่อมบำรุง ก็ปฏิบัติตามมาตรการ “ไข่แดง ไข่ขาว” เพื่อไม่ให้สัมผัสกับกลุ่มพนักงานทั่วไป รวมถึงพนักงานที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศก็ยังคงปฏิบัติงานเพื่อดูแลการผลิตให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ด้านพนักงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้าได้ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัย ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยแนวปฏิบัตินี้และความมุ่งมั่นของพนักงานทุกคน จะทำให้เอสซีจีก้าวผ่านความไม่แน่นอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ไปได้อีกครั้ง

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ จากการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจด้วยมาตรการที่เข้มแข็ง และการปรับสัดส่วนการขาย โดยเพิ่มการขายเม็ดพลาสติกสำหรับกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคซึ่งยังคงมีความต้องการสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร-เครื่องดื่ม และการขนส่งอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มการขายไปยังตลาดในประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยจากมาตรการปิดประเทศ โดยธุรกิจได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การพัฒนา Digital Commerce Platform เชื่อมต่อคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับการบริหารจัดการสินค้า เพิ่มความคล่องตัวและลดเวลาการทำงาน โดยลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ธุรกิจยังขยายผล-ต่อยอดธุรกิจปลายน้ำและกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ และความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ เช่น เร่งพัฒนาโซลูชันด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการผลิตเม็ดพลาสติกจากขยะชุมชน (Post-consumer Recycled Resin) และการก่อสร้างโรงงานสาธิตกระบวนการรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้และร่วมมือกับคู่ธุรกิจระดับโลก เพื่อขยายผลการทำ Digital Manufacturing ให้เป็นธุรกิจที่ให้บริการโซลูชันด้านอุตสาหกรรม (Industrial Solutions) ในส่วนของโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนามคืบหน้าตามแผนร้อยละ 66 และโครงการ MOC Debottleneck มีความคืบหน้าตามแผน โดยดำเนินโครงการไปแล้วกว่าร้อยละ 99 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย และเน้นการซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเร่งลงทุนใน Active Omni-Channel ได้แก่ SCG HOME Online, NocNoc และ Q-Chang ขณะเดียวกันยังคงนำเสนอสินค้าและบริการพร้อมโซลูชันครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดวัสดุก่อสร้างในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยให้บริการครอบคลุมทั้งโซลูชันเพื่อการก่อสร้างและการอยู่อาศัย รวมถึงโซลูชันเพื่อช่วยป้องกันโควิด-19 เช่น Medical Solution by CPAC BIM ที่นำเทคโนโลยี Building Information Modeling มาช่วยวางแผน ออกแบบ และสร้างห้องแยกและควบคุมเชื้อสำหรับใช้ทางการแพทย์ ผสานเทคโนโลยีระบายอากาศความดันลบและความดันบวกมาใช้ ช่วยสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย สร้างได้รวดเร็ว และควบคุมงบประมาณได้ โดยดำเนินการแล้วที่โรงพยาบาลสระบุรี และวชิรพยาบาล

นอกจากนี้ ธุรกิจได้นำเสนอนวัตกรรมสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นสุขอนามัยเป็นพิเศษ เช่น สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ Smart Touchless ลดการสัมผัส นวัตกรรมกระเบื้อง Hygienic Tile จาก COTTO ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในบ้าน เช่นเดียวกับ สมาร์ทบอร์ด เอสซีจี รุ่นอัลตรา คลีน ที่ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย เช็ดฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยแอลกอฮอล์ได้บ่อยโดยที่ไม่เสื่อมสภาพ ทนเชื้อราและรังสี UV เหมาะสำหรับทำเป็นผนังในโรงพยาบาล เฮลธ์แคร์ เนอร์สซิ่งโฮม หรือคลินิกทันตกรรม ขณะที่ระบบหลังคาโซลาร์จาก  เอสซีจี ช่วยประหยัดค่าไฟให้กับเจ้าของบ้าน มียอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 182 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น

ขณะที่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ จากการออกแบบโมเดลธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ เพื่อขยายธุรกิจ โดยมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีศักยภาพเติบโตสูง ล่าสุดได้เข้าถือหุ้นใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ช่วยเสริมความแข็งแกร่งกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ต้นน้ำในประเทศเวียดนาม และการเข้าถือหุ้นใน Go-Pak UK Limited (Go-Pak) ผู้นำในการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ ที่มีฐานการผลิตอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม ช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการการรักษาสุขอนามัยอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของสินค้า พนักงาน ตลอดจนลูกค้าและคู่ธุรกิจ

ธุรกิจยังพัฒนานวัตกรรมโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ โดยได้เปิด SCGP-Inspired Solutions Studio เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าได้สัมผัสกับโซลูชันการออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ  พร้อมกับพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ R-1 ซึ่งเป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ผลิตจากฟิล์มประกบหลายชั้น ช่วยปกป้องสินค้าและทนทานแรงกระแทกได้ดี สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกและวัสดุอื่น ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ โดยได้ร่วมกับกลุ่มบริษัท ดาว (ประเทศไทย) และข้าวตราฉัตร พัฒนานวัตกรรมถุงข้าวรักษ์โลกที่สามารถนำมา
รีไซเคิลได้ 100%

สำหรับการช่วยเหลือสังคมจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ บริษัท สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ได้นำห้องน้ำสำเร็จรูป (Bathroom Mobile Unit) นวัตกรรมโซลูชันจากเอสซีจีซึ่งออกแบบและผลิตแบบเบ็ดเสร็จพร้อมใช้งานจากโรงงาน จำนวน 5 ห้อง ไปติดตั้งให้แก่ศูนย์ห่วงใยคนสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมูลนิธิเอสซีจีสนับสนุนเพิ่มอีกจำนวน 32 ห้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนให้บุคลากรทางการแพทย์ ชาวไทยและชาวเมียนมากว่า 1,600 คน นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจีได้ช่วยกระจายนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และมีการแพร่ระบาดสูง เช่น ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันบวก-ลบแบบเคลื่อนที่ สำหรับปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินและห้องไอซียู เครื่อง Thermo Scan สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ รวมถึงทุนช่วยเหลือชาวเมียนมาผ่านจังหวัดสมุทรสาคร รวมมูลค่ากว่า 6,000,000 บาท

อนึ่ง คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 49 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 5.5 บาท เป็นเงิน 6,600 ล้านบาท เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 8.5 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 10,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2564 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี”


Tags : เอสซีจี รุ่งโรจน์รังสิโยภาส เอสซีจีเผยผลประกอบการปี2563 โควิด-19


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวาระครบรอบ 100 วัน แห่งการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง   ภายในพิธี คณะผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมกันถวายภัตตาหารเช้าและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมประกอบพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์  เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน ณ กรุงเทพประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

09 Feb 2026

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซิโนซอฟต์ จำกัด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมประกันภัยในยุคดิจิทัล และยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของพันธมิตรชั้นนำในแต่ละด้าน โดยทิพยประกันภัยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจประกันภัยมาเป็นแกนหลัก ขณะที่หัวเว่ยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ดาต้าวัน เอเชีย ทำหน้าที่เป็น System Integrator ในการออกแบบ วางระบบ และบริหารจัดการโครงการเทคโนโลยีแบบครบวงจร และซิโนซอฟต์สนับสนุนองค์ความรู้เชิงลึกด้านระบบประกันภัย (Insurance Solution) เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตของธุรกิจ และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าในระยะยาว   ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทิพยประกันภัยเล็งเห็นถึงศักยภาพของหัวเว่ย ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ระดับโลก ที่มีความเสถียรสูงและสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานกับความความเชี่ยวชาญด้านไอทีของธุรกิจประกันภัยของซิโนซอฟต์ และประสบการณ์ด้านการออกแบบ วางระบบ และบริหารจัดการโครงการเทคโนโลยีของดาต้าวัน เอเชีย ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อวางรากฐานระบบบริหารงานประกันภัยที่ทันสมัย และยกระดับทิพยประกันภัยสู่มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย” สำหรับความร่วมมือในระยะแรก ทั้ง 4 องค์กรจะร่วมกันพัฒนาและยกระดับ ระบบ Core Insurance System ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจประกันภัย โดยนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยี Cloud และ AI ของหัวเว่ยมาใช้เป็นฐานระบบหลัก ดาต้าวัน เอเชียทำหน้าที่เชื่อมโยงและบูรณาการระบบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ซิโนซอฟต์สนับสนุนการออกแบบและพัฒนาฟังก์ชันระบบประกันภัยให้สอดคล้องกับกระบวนการดำเนินธุรกิจของทิพยประกันภัย การพัฒนา Core Insurance System ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการข้อมูล รองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต รวมถึงเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลในระยะถัดไปอย่างยั่งยืน   คุณโสจิพรรณ วัชโรบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการพัฒนา Core Insurance System นี้สร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างระบบนิเวศประกันภัยยุคใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น มีความคล่องตัว ชาญฉลาด และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งดาต้าวัน จะทำหน้าที่เป็น System Integrator หรือ SI ในโครงการพัฒนา Core Insurance System  โดยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทุกส่วนของระบบให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการทำงานที่กระชับและอิงข้อมูล (Data-Driven and Lean Processes) สร้างระบบหลักยุคใหม่ (Next Gen Core) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัว รับประกันบริการตลอด 24 ชั่วโมง (24/7 Service) โดยไม่มีการหยุดทำงานสำหรับกระบวนการที่สำคัญทั้งหมด เพิ่มผลิตภาพและลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด (Productivity and Time-to-Market) และบรรลุความสอดคล้องระหว่างผลิตภัณฑ์กับตลาด (Product-Market Alignment) เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วและกลุ่มตลาดใหม่ๆ ผ่านสถาปัตยกรรมแบบไมโครเซอร์วิส โดยโครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 22 เดือน การดำเนินงานจะถูกส่งมอบผ่าน 5 ช่วงการทำงานเพื่อให้แน่ใจว่า มีการส่งมอบงานเป็นระยะ และเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ Main TIP Sprint 1, Main TIP Sprint 2, Main TIP Sprint 3, Digital Sprint 1 และDigital Sprint 2 ขอบเขตงานหลักประกอบด้วย การติดตั้งแพลตฟอร์ม Sinosoft Core GIS 7.0 บน Huawei Cloud Stack อย่างเต็มรูปแบบ คุณโสจิพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ในฐานะ System Integrator  ผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยี ธุรกิจ และพันธมิตร เพื่อให้ Core Insurance System ทำงานได้ครบถ้วน มีเสถียรภาพ และตอบโจทย์องค์กรในระยะยาว สำหรับโครงการที่สำคัญนี้ ดาต้าวันมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสำเร็จผ่านแนวทางที่มีโครงสร้างและเน้นการทำงานร่วมกัน และทำให้โครงการสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ เราไม่ได้ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้พัฒนาระบบ” แต่เป็น Strategic Partner ที่ช่วยองค์กรขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และรับประกันการเดินทางที่ราบรื่นสำหรับทิพยประกันภัยและพันธมิตรทุกราย"   ดร.ประยุทธ ตั้งสงบ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับทิพยประกันภัย ซิโนซอฟต์ และดาต้าวัน เอเชีย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบ Core Insurance ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 74 ปีของทิพยประกันภัย โดยหัวเว่ย จะให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ Huawei Cloud Stack, ฐานข้อมูล GaussDB และโซลูชันเครือข่ายและการจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวในตลาดไทย เน้นความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุมระบบโดยลูกค้าเอง โครงการนี้สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในฐานะพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำที่น่าเชื่อถือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภาคการเงินของไทยสู่ยุคดิจิทัล และเป็นตัวอย่างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างจีน-ไทยที่จะขยายผลไปยังภูมิภาคอาเซียน คุณหวัง ซิน รองประธานอาวุโส บริษัท ซิโนซอฟต์ จำกัด กล่าว ความร่วมมือระหว่างทิพยประกันภัย หัวเว่ย ดาต้าวัน เอเชีย และซิโนซอฟต์ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กร ทั้งประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีประกันภัยกว่า 30 ปีของซิโนซอฟต์ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับสากลของหัวเว่ย และความเชี่ยวชาญด้านไอทีของธุรกิจประกันภัยของดาต้าวัน เอเชีย และความเข้าใจลูกค้าไทยอย่างลึกซึ้งของทิพยประกันภัย เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ Core Insurance แบบคลาวด์เนทีฟที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และยืดหยุ่น พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาว และมุ่งผลักดันให้ทิพยประกันภัยก้าวสู่การเป็นต้นแบบด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทิพยประกันภัยในการยกระดับระบบบริหารงานประกันภัยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างเฉพาะบุคคล พร้อมวางรากฐานสู่การเป็น Insurance Provider แห่งอนาคต อย่างมั่นคงและยั่งยืน

09 Feb 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการให้บริการและการดำเนินธุรกิจ คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวที Contact Center Associations of Asia Pacific Awards 2025 หรือ   CC-APAC Awards 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ยกย่ององค์กรชั้นนำด้านศูนย์บริการลูกค้าและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จัดขึ้น ณ ฮ่องกง     โดยกรุงเทพประกันชีวิต ได้รับ 2 รางวัลใหญ่ ประกอบด้วย รางวัล Gold สาขา Business Contribution เป็นรางวัลที่แสดงถึงบทบาทสำคัญขององค์กรในการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน และ รางวัล Silver สาขา Customer Experience สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนาการให้บริการที่มีคุณภาพ ใส่ใจ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ นางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รางวัล CC-APAC Awards ทั้ง 2 สาขาที่กรุงเทพประกันชีวิตได้รับในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการใส่ใจการให้บริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความทุ่มเทของพนักงานทุกคนในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ในด้านความใส่ใจ

07 Feb 2026

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดย คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) พร้อมคณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมฉลองวาระโอกาสพิเศษครบรอบ 77 ปี ของการดำเนินธุรกิจ ในวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Live the life you love, longer” ด้วยความเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นรักและดูแลตัวเองให้ดีคือ หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรามีพลังดูแลคนที่รัก และพร้อมทำสิ่งที่รักได้ยาวนานที่สุด        ในวาระครบรอบ 77 ปี ของ OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ได้จัดพิธีสักการะพระพรหม และทำบุญถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมร่วมตัดเค้กเฉลิมฉลอง เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นดูแลคนไทยด้วยพลังความรัก พร้อมผลักดันให้คนไทยทุกเจนเนอเรชันมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนเคียงข้างสังคมไทยตลอดไป ณ บริเวณหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 1 สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก    77 ปี OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ใช้ความรักเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรโดยไม่หยุดพัฒนาในทุกมิติ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตได้มากที่สุด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและสังคม เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป ให้ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มั่นใจ ปลอดภัย มีความสุข สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER  1503 ./

07 Feb 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner