Responsive image

Wednesday, 18 Mar 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


เอสซีจี เปิด 3 เกมรุกสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก ขับเคลื่อน HVA พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

Fri 05/03/2564


      ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี แถลงทิศทางธุรกิจปี 2564 มุ่งสู่ “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” (Chemical Business for Sustainability) ตามแนวทาง SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environmental, Social, Governance) ตั้งเป้าเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ Green Polymer 2 แสนตัน ภายในปี 2568  และขยายการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573  พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เร่งเดินหน้า 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียน (Accelerate Circularity) 2. เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจมูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA (Accelerate Innovation)  และ 3. เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ (Accelerate Digital Technology) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างการเติบโตระยะยาว พร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน    

 

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี แถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2564 ว่า “ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี มีการปรับตัวในหลาย ๆ ด้าน เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  ซึ่งธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย โดยโครงการสำคัญ ๆ  อย่างเช่น โครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOCD มีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ และพร้อมดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในต้นไตรมาสที่ 2 นี้ โดยจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มอีก 350,000 ตันต่อปี”

 “สำหรับปี 2564 นี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีความท้าทาย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy for Plastics) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการพลาสติกใช้แล้วที่เจ้าของแบรนด์สินค้าและผู้บริโภคให้ความสำคัญ เกิดเป็นพฤติกรรม Sustainable Consumption รวมถึงมีกฎระเบียบและเป้าหมายของประเทศต่าง ๆ  อีกหนึ่งความท้าทาย คือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (Shifting demand) ทำให้เกิดปัจจัยบวกต่อตลาดบางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง พลาสติกสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าในช่วงฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ตลาดที่อุปสงค์เคยลดลงไป เช่น กลุ่มสินค้าคงทน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า น่าจะกลับมาดีขึ้น ในขณะที่สินค้ากลุ่ม Medical and Healthcare จะเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงขึ้นในระยะยาว ในขณะที่การแข่งขันในภูมิภาคสูงขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ Supply Chain (Competition & Supply Chain Realignment) ซึ่งบางส่วนเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลง Trade Flow จาก Trade War”  

 “เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ รวมทั้งตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ และแนวทาง ESG  (Environmental, Social, Governance) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จึงเดินหน้าสู่การเป็น “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” (Chemical Business for Sustainability) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ  เพิ่มการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ Green Polymer 2 แสนตัน ภายในปี 2568 ขยายการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เป็น 50% ภายในปี 2573 และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy (Accelerate Circularity) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดภาวะโลกร้อน พร้อมตอบโจทย์ลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีโรดแมปขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน 4 ด้าน ครอบคลุมตลอดทั้ง Supply Chain  ได้แก่  

1)    การพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกและโซลูชัน โดยออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่าย (Design for Recyclability) และคงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน เป็นขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบเพื่อให้พลาสติกสามารถรีไซเคิลได้ 100% เช่น การพัฒนาโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบ Mono-material ออกแบบให้ชั้นแผ่นฟิล์มในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นวัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมด จึงนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย โดยเบื้องต้น  เอสซีจีได้คิดค้นโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันการซึมผ่านระดับปานกลาง หรือ Medium Barrier Packaging สามารถใช้ทดแทนวัสดุไนลอนชั้นกลางในบรรจุภัณฑ์จำพวก ถุงน้ำยาล้างจาน สบู่เหลว ถุงข้าวสาร หรือบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศ เช่น ถุงไส้กรอก ซึ่งโซลูชันนี้ช่วยให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลได้ 100% ส่งผลให้การจัดการหลังการใช้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ร่วมกับเจ้าของแบรนด์สินค้าหลายราย

2)    การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ PCR (Post-Consumer Recycled Resin) โดยขณะนี้ เอสซีจี ได้วิจัยพัฒนาสูตรการผลิต เม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR ชนิด HDPE ภายใต้แบรนด์ SCG Green PolymerTM สำหรับบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่ใช้ภายในบ้าน ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาต้นแบบ PCR Booster สารปรับแต่งเพื่อยกระดับคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้สามารถมีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกชนิด PCR เพิ่มขึ้นได้ โดยยังคงประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ไว้เช่นเดิม

3)    การนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี (Chemical Recycling) โดยพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น หรือ Recycled Feedstock สำหรับโรงงานปิโตรเคมีเพื่อนำกลับมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ รวมถึงสามารถผลิตเป็น food grade ได้ด้วย โดยได้ก่อสร้างโรงงานทดสอบการผลิต หรือ Demonstration Plant แห่งแรกในประเทศไทย ในพื้นที่บริเวณโรงงาน จังหวัดระยอง ด้วยกำลังการผลิต Recycled Feedstock ประมาณ 4,000 ตันต่อปี และพร้อมที่จะขยายกำลังผลิตในอนาคต เมื่อเทียบกับการนำขยะไปเผาหรือฝังกลบ กระบวนการรีไซเคิลในรูปแบบนี้ มี Carbon Footprint น้อยกว่ามาก

4)    การพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาความร่วมมือกับ partners

 

2.   เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ HVA (Accelerate Innovation) ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ บรรจุภัณฑ์  สุขภาพ ยานยนต์ และการก่อสร้าง ทั้งนี้ได้วิจัยพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบ In-house และ Open Innovation โดยร่วมมือกับเครือข่ายด้านวิจัยพัฒนา  สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในประเทศไทย เอเชียและยุโรป  ซึ่งในปีนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ตั้งงบประมาณด้าน R&D เป็นเงินกว่า 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและพัฒนาต้นแบบสินค้า หรือ “i2P Center” (Ideas to Products) แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเป็นโซลูชันด้าน Material Selection, Design และ Process  นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาต้นแบบสินค้า จึงช่วยจุดประกายความคิดให้กับลูกค้าและเจ้าของแบรนด์สินค้า รวมทั้งมีกระบวนการเร่งให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าต้นแบบได้รวดเร็วขึ้นเป็น 3 เท่าจากที่ผ่านมา  

 

 3. เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ (Accelerate Digital Technology) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ ทั้งด้านความเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเอสซีจีได้เสริมความแข็งแกร่งภายในองค์กรด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน  สร้าง Single Data Platform ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time เช่น การใช้ดิจิทัลในการขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามสถานการณ์ตลาดมากขึ้น การใช้ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันปัญหาในกระบวนการผลิต (Reliability) ใช้ Predictive Model เพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติของเครื่องจักรล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย และการนำ AI Simulation เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังได้จัดทำ Digital Commerce Platform หรือ DCP เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถลดเวลาได้ถึง 70%”

ทั้งนี้ กลยุทธ์เชิงรุกทั้ง 3 ด้านของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี  ได้แก่ 1. เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy  2. เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ HVA และ 3. เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้  นอกจากจะส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ยังตอบโจทย์ SDGs และ ESG ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ชุมชน สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและโซลูชันที่เอสซีจีมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน

 


Tags : เอสซีจี ธุรกิจเคมิคอลส์ ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน ขับเคลื่อนHVA ธนวงษ์อารีรัชชกุลกรรมการผู้จัดใหญ่ธุรกิจเคมิคอลส์เอสซีจี


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง มุ่งลดอุบัติเหตุและส่งเสริมความปลอดภัยทางการเดินทาง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นฟรี 20 รายการ พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” เป็นของที่ระลึกฟรี ! เมื่อนำรถมาใช้บริการ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 31 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก การตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม วิริยะประกันภัย จึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย”  ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ทั้งนี้ ลูกค้าของวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป สามารถนำรถยนต์เข้ารับการตรวจเช็กสภาพฟรีเบื้องต้น จำนวน 20 รายการ อาทิ ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ ตรวจเช็กสภาพการทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ตรวจสอบคันเร่ง ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมัน ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ตรวจสอบเบรก ตรวจสอบไส้กรองอากาศ ตรวจสอบคลัตซ์ ตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยว ตรวจสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” ฟรีทันที ! เมื่อลงทะเบียนตอบแบบสอบถามผ่าน QR CODE (ของมีจำนวนจำกัด) โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจรถฟรีได้ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ช่วงเวลาตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 สำหรับศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการให้บริการตรวจรถฟรี จำนวน 31 แห่ง ได้แก่ 1) อู่ร่วมมิตรการาจ 2) บจ.นิวเพื่อนยนต์ 3) บจ.ไทยรัตน์ยานยนต์ 4) หจก. งามวงศ์วาน คาร์แคร์  5) บจ.อู่นำชัย รัตนาธิเบศร์ 6) บจ.เซอร์กิต ติวานนท์ 7) บจ.อู่นำชัย เตาปูน (สาขาติวานนท์) 8) บจ.เจริญกิจ ราชพฤกษ์ 9) บจ.เจริญกิจ ออโต้ เซอร์วิส 10) บจ. คุงการาจ 11) บจ.เซอร์กิตบริการ 12) บจ.อู่กังวานชัยการช่าง 13) บจ.อู่วิชัยยนต์ 14) บจ.เทวินทร์ คาร์เซ็นเตอร์ 15) อู่บอส 888 การาจ 16) บจ.ธนพัฒน์ ออโต้ เซ็นเตอร์ 17) บจ.เพอร์เฟคท์ สปีด ไลน์ 18) บจ.เอส ซี ซี 65 การาจ 19) หจก. เจดีย์ออโต้เซอร์วิส 20) หจก.เป้งการาจ 21) บจ. อู่ เอส.เอส. อินเตอร์กรุ๊ป 22) บจ.รุ่งเจริญ บอดี้ คลีนิค 23) บจ.สุขุมวิท เอ.ที. เซอร์วิส 24) หจก.สุทินคาร์เซอร์วิส 25) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 26) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 27) บจ.วงษ์ศิริเลิศ คาร์ เซอร์วิส (1997) 28) บจ.เจริญภัณฑ์ยนตรกิจ เซอร์วิส 29) บจ.นที อินเตอร์เซอร์วิส สาขา 1 30) บจ.อู่แม่กลอง 31) บจ.อ.พิพัฒน์ยนต์ (1989)  

14 Mar 2026

...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จับมือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่อยากเริ่มต้นส่งออก และรายที่ต้องการขยายตลาดส่งออกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เข้าร่วมโครงการ “I SME D Together : ปั้น Smart SMEs จาก Local สู่ Global” โดยจะได้รับการยกระดับเพิ่มศักยภาพ เตรียมความพร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างแท้จริง  ผ่าน “โปรแกรม 3T” ส่งเสริมครบวงจร ประกอบด้วย Training เตรียมความพร้อม วางแผนการเงิน สู่การขยายตลาดโลก Technology  สนับสนุนเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ  และ Trade เปิดโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ สนับสนุนให้เกิดการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ เปิดรับสมัครแล้ว  รุ่นที่ 1 สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการขยาย “ตลาด Halal” (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และซาอุดีอาระเบีย) เปิดอบรมระหว่างวันที่ 30–31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมกราฟ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ  และรุ่น 2  สำหรับกลุ่มต้องการขยาย “ตลาด CLMV”  (ลาว เวียดนาม และเมียนมา) ระหว่างวันที่ 23-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี นครปฐม จ.นครปฐม   นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการ ยังได้การสนับสนุนจาก SME D Bank พาเข้าถึงแหล่งทุนอัตราต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปลงทุน หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง พร้อมขยายตลาดส่งออก ควบคู่กับช่วยพัฒนาผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” เช่น หลักสูตร E-Learning และที่ปรึกษาธุรกิจจากโค้ชมืออาชีพ เป็นต้น พิเศษ สิทธิประโยชน์สำหรับ 20 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและมีสินค้าพร้อมจำหน่าย จะได้รับโอกาสเข้าร่วม Showcase สินค้าในวันงาน เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Networking) และต่อยอดโอกาสทางการค้าในอนาคต เป็นต้น รวมทั้ง ได้รับการเชิญร่วมออกงานแสดงสินค้าตามความสมัครใจ ที่มีให้เลือกมากกว่า 15 งาน ทั้งในและต่างประเทศ สนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย  รับจำนวนจำกัด รุ่นละ 100 กิจการเท่านั้น สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ 02-265-4494 หรือ Call Center 1357

14 Mar 2026

...

ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank เผยสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน  ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม  ดันต้นทุนธุรกิจเพิ่ม โดยเฉพาะค่าพลังงาน ชี้ภาคผลิตแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด แถมฉุดความเชื่อมั่นและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง  แนะเร่งปรับตัว บริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ  ประกาศพร้อมช่วยเหลือเสมอ ผ่านบริการพาถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี ช่วยลดภาระการเงินและส่งเสริมใช้เทคโนโลยี ยกระดับสร้างทางใหม่ด้วยพลังงานสีเขียว  ควบคู่หนุนพัฒนาครบวงจร เพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และขยายหาตลาดใหม่   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เผยว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank”  ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย  จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน  โดยผลกระทบทางตรง  คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมี จะปรับเพิ่มขึ้น  เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม  การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้ง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า จากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้น ในการประคับประคองเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบทางอ้อม  ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอย  จำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น    ทั้งนี้ ภาคผลิต มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการ ยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าว อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูป เกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง EV  นอกจากนั้น อาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น สำหรับธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านมากที่สุด  เนื่องจากมีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสินค้าราคาเกษตรหลายตัวลดลง ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา  เป็นต้น นายพิชิต กล่าวว่า  จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่  มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency  สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน   ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านบริการ ด้านการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต  รวมถึง เสริมสภาพคล่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงาน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด  , “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  ควบคู่สนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เติมความรู้ครบวงจร ทั้งด้านเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ การตลาด และมาตรฐาน เป็นต้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว   ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน  รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจเข้าถึงบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการต่างๆ จาก SME D Bank ได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

12 Mar 2026

...

นางสาวฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “Finalist Best Brand Performance on Social Media” สาขาธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย (Insurance & Assurance) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 (ปี 2018-2026) จากงานประกาศรางวัล “Thailand Social Awards ครั้งที่ 14” จัดโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มุ่งส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ ยกระดับและให้ความสำคัญกับวงการโซเชียลที่เป็นช่องทางในการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด รางวัลดังกล่าว ตอกย้ำความสำเร็จในการบริหารจัดการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของไทยประกันชีวิต เพื่อเชื่อมต่อและสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าและผู้บริโภค โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ทันสมัย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมเดินหน้ายกระดับประสบการณ์แบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง

10 Mar 2026

Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner