Responsive image

Friday, 02 Dec 2022

Banner

หน้าแรก > ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน


เคทีซีเผยแนวทางช่วยเหลือสังคมรับวิถีโควิด-19 ปรับตัวใช้ช่องทางออนไลน์ พร้อมผนึกความร่วมมือกับสมาชิกและ 60 องค์กรการกุศล

Fri 27/08/2564


เคทีซีปรับแผนธุรกิจหมวดบริจาครับวิถีใหม่ วางตัวเป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกบัตรเครดิต   เคทีซีและพันธมิตรองค์กรการกุศลกว่า 60 แห่ง เพื่อร่วมกันช่วยเหลือสังคมในหลากหลายมิติ พร้อมเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มช่องทางการบริจาค ออฟไลน์ ออนไลน์ และโมบายแอปพลิเคชั่น “KTC Mobile” ล่าสุดเปิดรับบริจาคด้วยบัตรเครดิตผ่าน QR Pay และแลกคะแนนผ่าน QR Point ทางแอปฯ KTC Mobile เพื่อให้สมาชิกเข้าถึงการบริจาคได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงการเดินทางและลดการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19”

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีเข้าใจและตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหวังว่าจะมีส่วนช่วยสร้างสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการร่วมเป็นจิตอาสา หรือการสบทบทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เคทีซีได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์สนับสนุนโครงการและกิจกรรมต่างๆ ระหว่างมูลนิธิกับสมาชิก พร้อมทั้งเปิดช่องทางรับบริจาคผ่านบัตรเครดิตให้กับสมาชิกเคทีซี เพื่อส่งต่อให้กับมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ กว่า 60 แห่ง โดยปี 2563 มียอดบริจาคผ่านบัตรเครดิตเคทีซีด้วยคะแนน KTC FOREVER กว่า 50 ล้านคะแนน ยอดเงินบริจาครวม 300 ล้านบาท”

“สำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงและขยายวงกว้างขณะนี้ ภารกิจสำคัญที่สุดที่เคทีซีต้องดำเนินการ คือให้ความร่วมมือกับมูลนิธิต่างๆ ด้วยความกระตือรือร้นและรวดเร็ว เพื่อให้เข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้กักกันตน โรงพยาบาลที่ขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือการสร้างศูนย์พักคอยรองรับผู้ป่วยสีเขียวในต่างจังหวัด โดยถือเป็นภาระเร่งด่วนที่สุดในการประสานกับมูลนิธิต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง และเปิดช่องทางให้สมาชิกเคทีซีสามารถเข้าถึง เพื่อเสริมแรงสนับสนุน และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม”

ดร. บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ กล่าวว่า “มูลนิธิได้ทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในประเทศไทยมา 64 ปี ใน 3 รูปแบบ  คือ 1. พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  2. พัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเพื่อเป็นอนาคตของประเทศ 3. เน้นทำงานควบคู่กับเครือข่ายภาคี เช่น เคทีซี ภาครัฐและเอกชน รวมถึงองค์กรการกุศล 4. ปรับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น โควิด-19”

“ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้มูลนิธิต้องปรับตัวหลายด้าน ทั้งการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมมาใช้รูปแบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การเยี่ยมเด็ก และการทำกิจกรรมร่วมกับผู้นำชุมชน หรือโรงเรียน เพื่อรักษาระยะห่าง ที่ผ่านมามูลนิธิได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกเคทีซีค่อนข้างมาก ในรูปแบบของเงินบริจาคผ่านบัตรเครดิต และการบริจาคผ่านการแลกคะแนน และในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ มูลนิธิฯ อยากผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่างๆ และอาสาสมัครเพื่อร่วมกันบรรเทาผลกระทบของการแพร่ระบาดครั้งนี้ มูลนิธิฯ ซี.ซี.เอฟ. ฯ ได้จัดตั้งศูนย์พักคอยชุมชนและแยกกักกันในต่างจังหวัดเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะส่วนใหญ่ศูนย์พักคอยมักจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ หรือในเขตเมือง ปัจจุบันเรามีศูนย์ฯ ที่สนับสนุนอยู่ในต่างจังหวัดทั้งหมด 37 แห่ง และกำลังจะสนับสนุนเพิ่ม 16 แห่ง แต่ยังขาดแคลนด้าน เวชภัณฑ์ อาหาร และสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยมาก”

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “สภากาชาดไทยเป็นองค์กรสาธารณกุศล เพื่อบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากในสังคม ซึ่งจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 สภากาชาดไทยก็ได้รับผลกระทบในหลายด้านเช่นกัน ได้แก่ 1.บริการทางการแพทย์ บุคลากรและอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอ กับจำนวนผู้ป่วยที่ต้องการเข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูงขึ้น 2. บริการโลหิต เกิดภาวะวิกฤตประชาชนไม่มั่นใจที่จะมาบริจาคเพราะห่วงความปลอดภัย 3. การหารายได้เข้ามูลนิธิ เพื่อใช้บริหารความช่วยเหลือไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากประชาชนมีกําลังในการบริจาคลดลง ซึ่งการที่เคทีซีเป็นพันธมิตรในการเผยแพร่ข่าวสารและจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดรับบริจาคผ่านช่องทางของเคทีซี ถือเป็นการขยายโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการแบ่งปันและการช่วยเหลืออย่างมาก ซึ่งรายได้จากการบริจาคจะนําไปใช้ช่วยเหลือประชาชนตามภารกิจต่างๆ ทั้งการรักษาพยาบาล บรรเทาทุกข์ ผู้ประสบภัย บริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมไปถึงสถานการณ์เร่งด่วนในขณะนี้คือ การช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19”

“ปัจจุบันสภากาชาดไทยยังมีโครงการจัดครัวเคลื่อนที่ ทําอาหารปรุงสุกให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การแจกชุดธารน้ำใจให้ผู้กักตน ผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ติดเชื้อโควิด และดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิดของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมถึง Hospitel และ Home Isolation เฉลี่ยวันละ 800-900 ราย รวมถึงสร้างหอผู้ป่วยสนามเร่งด่วนและจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด ทั้งนี้สมาชิกเคทีซีสามารถร่วมบริจาคด้วยการแลกคะแนนสะสมเป็นเงินบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคด้วยบัตรเครดิต เพื่อร่วมสมทบทุนเข้าโครงการต่างๆ ของสภากาชาดไทย โดยสามารถติดตามข่าวสารของสภากาชาดไทยผ่านเคทีซีในทุกๆ ช่องทางได้อีกด้วย”

นางสาวจุฑารัตน์ วิบูลสมัย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาแหล่งทุน มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวว่า “มูลนิธิเป็นองค์กรการกุศลทางการแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในพ.ศ. 2525 และก่อตั้งในไทยเมื่อพ.ศ. 2540 มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก นิ้วติด นิ้วเกิน หรือใบหน้าที่ผิดรูป โดยมูลนิธิได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเคทีซี ในการรับบริจาคผ่านบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2557 รวมทั้งพนักงานเคทีซียังได้ร่วมเป็นจิตอาสาประกอบแฟ้มผู้ป่วย เพื่อใช้เก็บประวัติข้อมูลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่จะเข้ารับการผ่าตัด” 

“ในช่วงสถานการณ์โควิดทำให้มูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การผ่าตัดที่ต่างจังหวัดได้ ซึ่งโดยปกติปีหนึ่งจะมีการวางแผนออกหน่วย 4 ครั้งต่อปี ใน 4 จังหวัด ครั้งหนึ่งประมาณ 7 วัน โดยไปทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยเด็กเฉลี่ย 80 - 100 คน อย่างไรก็ตาม มูลนิธิฯ ยังดำเนินการ “โครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่อง” โดยให้งบสนับสนุนกับโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ที่มีศัลยแพทย์ จึงยังคงสามารถผ่าตัดผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ได้ต่อเนื่อง ซึ่งการรักษาเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ต้องได้รับการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง บางคนต้องผ่าตัด 3 - 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Smile Box” กล่องแห่งรอยยิ้ม ซึ่งบรรจุผ้าอ้อมเด็ก นมผง หน้ากากอนามัย อุปกรณ์การเรียน แผ่นพับที่ให้ความรู้ในการดูแลเด็ก และขวดนมที่มีลักษณะยาวพิเศษสำหรับเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เพื่อส่งให้กับผู้ป่วยเด็กที่เราเคยผ่าตัดไปแล้ว กับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด โดยส่งไปแล้วประมาณ 200 กล่อง และสำหรับแผนงานในปีหน้า เมื่อสถานการณ์โควิดดีขึ้น ทางมูลนิธิหวังว่าจะสามารถออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ผ่าตัดที่ต่างจังหวัดได้ตามเดิม”

นางสาวอรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR กล่าวว่า “สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติก่อตั้งมายาวนานถึง 70 ปี โดยมีบทบาทให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีเหตุการณ์ในประเทศ เช่น สงคราม หรือความขัดแย้งทำให้ไม่สามารถอยู่ในประเทศตนเองได้ ซึ่งตอนนี้มีจำนวนถึง 82.4 ล้านคนทั่วโลก ปัจจุบันเราทำงานใน 135 ประเทศ และร่วมงานกับประเทศไทยมานาน 46 ปี”

“ไวรัสโควิด-19 พิสูจน์แล้วว่าไวรัสไม่ได้แบ่งเชื้อชาติ ศาสนา หรือกลุ่มคน กลุ่มผู้ลี้ภัยก็มีการแพร่ระบาดของไวรัสเช่นกัน และอยู่ในความเสี่ยงสูงมากจากข้อจำกัดต่างๆ UNHCR ได้ระดมกำลังเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและบุคคลในความห่วงใยทั้งในและนอกค่ายทั่วโลกให้ได้รับความเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพิ่มจุดแจกจ่ายน้ำให้มากขึ้น จุดล้างมือ จุดแจกจ่ายสบู่ หรือหน้ากากอนามัย และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การอบรมให้ทราบถึงการเว้นระยะห่าง การรักษาพยาบาลเพิ่มเติม กรณีมีเคสผู้ป่วย กลุ่มแพทย์และพยาบาลต้องรับรู้เคสและสามารถรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งสร้างพื้นที่ในการคัดแยกผู้ป่วยอีกด้วย”

 “ความช่วยเหลือจากทุกๆ ฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับ UNHCR มีผู้บริจาคที่มีคุณภาพผ่านบัตรเครดิตแบบต่อเนื่องค่อนข้างมาก จากสถิติผู้ลี้ภัยตกอยู่ในสถานะนี้โดยเฉลี่ยถึง 17 ปี ดังนั้นการบริจาคต่อเนื่องจะช่วยให้เรามีงบประมาณในการช่วยชีวิตผู้ลี้ภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเรามุ่งเน้นช่วยกลุ่มที่เปราะบางเพราะ 80% ของผู้ลี้ภัยคือ ผู้หญิงและเด็ก ช่องทางการบริจาคผ่านบัตรเครดิตเคทีซีเป็นวิธีที่ง่าย แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน ในอนาคตจะมีโครงการมอบทุนให้กับผู้ลี้ภัยทั่วโลก เพราะผู้ลี้ภัยเพียง 3% ที่ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงวิกฤติด้านมนุษยธรรมล่าสุดในอัฟกานิสถาน เราจึงอยากมอบโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับผู้ลี้ภัยด้วยกัน”

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวทิ้งท้าย “ยุคที่ต้องเว้นระยะห่างและหลีกเลี่ยงการเดินทาง เพื่อลดการติดเชื้อโควิด-19 นั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ ต้องเผชิญกับภาวะที่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมลดน้อยลง ดังนั้นเคทีซีจึงตั้งใจพัฒนาแพลตฟอร์มช่องทางการบริจาค ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และโมบายแอปพลิเคชั่น โดยล่าสุดได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ ด้วยฟังก์ชันการบริจาคผ่านบัตรเครดิตด้วย QR Pay การบริจาคด้วยคะแนนผ่าน QR Point โดยแลกคะแนนผ่านแอปฯ “KTC Mobile” เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกเคทีซีสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมได้ง่ายขึ้น”


Tags : เคทีซี KTC โควิด-19 COVID-19 บัตรกรุงไทย สิรีรัตน์ คอวนิช


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

ธ.ก.ส. ร่วมธนาคารเกษตรจีน  พัฒนาศักยภาพเกษตรกรทั้งการผลิตและการตลาด พร้อมดึงเอกชนจากประเทศจีน ร่วมเจรจาการค้ากับสถาบันเกษตรกรในการเชื่อมโยงการส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจากเกษตรกรผู้ผลิตไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรง เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานการประชุม  Business Matching for BAAC and ADBC Clients ระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนาการเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Development Bank of China : ADBC) นำโดย Mr. Zhu yuan yang ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ADBC และคณะ กับ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด  สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด ผู้ประกอบกิจการรวบรวมข้าว สีข้าว จัดจำหน่ายและรับทำ OEM และ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. กำแพงเพชร จำกัด ผู้ประกอบกิจการรับซื้อมันสำปะหลังสดและแปรรูปเป็นมันเส้นเพื่อจำหน่าย โดยสถาบันเกษตรกรทั้ง 2 แห่ง ถือเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตตามมาตรฐานสากล และมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก โดยประชุมเจรจาผ่านระบบ VDO Conference           การจัดประชุมเจรจาทางการค้าครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าของ ธ.ก.ส. สามารถขยายขอบเขตการทำธุรกิจจากในประเทศเติบโตสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงให้ลูกค้าของธนาคาร ADBC สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมจากผู้ผลิตต้นน้ำโดยตรง โดยบริษัทที่ร่วมเจรจา ประกอบด้วย   1) บจก.เซียะเหมิน ฮุยเฟิง อินดัสเทรียล 2) บจก.กวงซี จินหยวน ไบโอเคมีคอล อินดัสทรี 3) บจก.จินยี่เหมิง กรุ๊ป     4) บจก.เจียงซี ไรซ์ อินดัสทรี 5) บจก. ซูโจว ว่านเซิน นู้ดเดิล โปรดักซ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าที่ธนาคาร ADBC ให้การสนับสนุน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพในด้านของเงินทุนและกำลังซื้อ โดยในส่วนของ ธ.ก.ส. จะอำนวยความสะดวกในการคัดกรองผู้ส่งออกที่มีความสามารถในการผลิตและส่งสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และดูแลในการชำระเงินระหว่างประเทศให้แก่ลูกค้าทั้งสองธนาคาร การประชุมครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือเบื้องต้นเพื่อขยายผล รวมไปถึงตลาดผลิตผลหลักทางการเกษตรประเภทอื่น ๆ ของลูกค้า ธ.ก.ส. ต่อไป ทั้งนี้ ธ.ก.ส. และ ADBC ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2548  ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพัฒนาและเสริมสร้างประสิทธิภาพของบุคลากร  การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเชี่ยวชาญในบริบทของการพัฒนาธุรกิจรายย่อยและขนาดกลาง  ต่อยอดมาถึงการพัฒนาลูกค้า ในด้านการส่งเสริมการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต  รวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดระหว่างลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคาร  ซึ่งนอกจากสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแล้ว ยังสร้างโอกาสในด้านธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย 

30 Nov 2022

...

  การทำประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นหลักประกันว่า หากรถไปเกิดอุบัติเหตุผู้ประสบเหตุทุกคนจะได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นก่อนนำรถมาใช้งาน ต้องตรวจสอบการมีกรมธรรม์ประกันภัย พ.ร.บ.ก่อนทุกครั้ง เพราะหากขับรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ ก็ถือว่าผิดกฏหมาย และจะมีโทษดังนี้ เจ้าของรถไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ผู้ใดที่นำรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.มาใช้ ก็มีความผิด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท           (และถ้าเป็นเจ้าของรถไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ.และยังนำรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.ไปใช้จะมีความผิด 2 กระทงความผิด รวมโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท) อย่างไรก็ตามที่สำคัญ หากใช้รถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. ไปเกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบเหตุจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ต้องไปเรียกร้องจากผู้กระทำผิดหรือเจ้าของรถเอง และหากเจ้าของรถไม่มีเงินมาชดใช้ ก็เหมือนไปซ้ำเติมผู้ประสบเหตุ เกิดความเดือนร้อนที่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามกฎหมาย ดังนั้นเจ้าของรถทุกคนต้องต่อประกันภัย พ.ร.บ. ทุกปี เพื่อเป็นหลักประกันให้มีความคุ้มครองที่ต่อเนื่อง โดยตอนนี้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ สามารถซื้อ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ออนไลน์ ของบริษัทกลางฯ ได้ด้วยตัวเอง ทั้งผ่าน ไลน์ @iRVP หรือทำผ่าน website บริษัทกลางฯ ที่ www.rvp.co.th ง่ายและสะดวกรวดเร็ว คุ้มครองทันที หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด   โทร.1791 ตลอด 24 ชั่วโมง  

16 Nov 2022

...

  ธนาคารออมสิน โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ลำดับที่ 5 จากขวา) ได้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน เพื่อนำไปทอดถวายแด่พระสงฆ์ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพื่อการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวสุกัลยา ศุภมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเครือข่ายธุรกิจ (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) และพนักงาน เข้าร่วมพิธี ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  

13 Nov 2022

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
    เตรียมจัดงาน CEO THAILAND OF THE YEAR 2023  มอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-สุดยอดองค์กรแห่งปี 2566”  ในวันที่ 14 มกราคม 2566   เนื่องในโอกาสครบรอบ 18 ปี (ก้าวสู่ปีที่ 19) ของสื่อนิตยสาร และสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2566 สื่อ CEO THAILAND ได้เตรียมการจัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหารแห่งปี 2566” และ “สุดยอดองค์กรแห่งปี 2566” ณ ห้องบอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วิภาวดีรังสิต สำหรับรางวัลที่จัดขึ้น 2 รางวัล ประกอบด้วย 1. รางวัลสุดยอดผู้บริหารแห่งปี 2566 (CEO OF THE YEAR 2023) เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้บริหารที่มีความโดดเด่นในการบริหารองค์กร ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างผลงานการบริหารองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบหลายปีที่ผ่านมา  รวมทั้งการทำกิจกรรมและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม 2. รางวัลสุดยอดองค์กรแห่งปี 2566 (ORGANIZATION OF THE YEAR 2023) เป็นรางวัลที่มอบให้กับองคกรที่สร้างผลงาน/ผลประกอบการได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบหลายที่ผ่านมา ทั้งในแง่ยอดขาย ผลกำไร และการคืนกำไรสู่สังคม ผมในฐานะผู้บริหารสื่อ และผู้จัดงานมอบรางวัลในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับการสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้จากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดีเหมือนกับในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้ทำงานร่วมกับบริษัท ห้างร้าน และพันธมิตรธุรกิจ ที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา ในการมอบรางวัลครั้งแรก เราไม่ได้จัดงานเพราะพิษโควิด-19 โดยหวังว่าปี 2566  คงจะไม่มีอุปสรรคเรื่องโควิด-19 และการจัดงานคงจะลุล่วงไปด้วยดี และขอขอบพระคุณลูกค้าและผู้ที่สนับสนุนสื่อนิตยสาร และสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ด้วยดีอีกครั้ง สำหรับองค์กรหรือบุคคลท่านใด ที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ โทร. 081-345-8999 , ID Line 0813458999 , Email : ake_vara@hotmail.com , สื่อออนไลน์ CEO THAILAND : www.ceothailand.net   ขอแสดงความนับถือ นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner