Responsive image

Monday, 02 Feb 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


6-7 ต.ค. นี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 มุ่งเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการขายตรงและนักธุรกิจอิสระ สู่ความสำเร็จโลกยุคใหม่

Sun 19/09/2564


สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) หนึ่งในสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เตรียมพร้อมจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์ (WFDSA World Congress XVI – Virtual Edition)ระหว่างวันที่ 6-7 ตุลาคม 2564 หลังโชว์ศักยภาพจนได้รับเลือกจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ รวมเหล่าวิทยากรพิเศษทั้งผู้บริหารระดับซีอีโอ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และนักกฎหมาย มาร่วมแชร์มุมมองเปิดรหัสสู่ความสำเร็จร่วมกันของผู้ประกอบการขายตรงและนักธุรกิจอิสระจากทั่วทุกมุมโลกมั่นใจธุรกิจขายตรงมีความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต

นายกิจธวัช  ฤทธีราวี ​นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยภาพรวมธุรกิจขายตรงโลกว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา คือ Digital Disruption และการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ในปี 2563 ธุรกิจขายตรงทั่วโลกยังคงมีอัตราการเติบโตด้วยมูลค่าตลาดรวม 179.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเติบโต 5.8% และมีจำนวนนักธุรกิจอิสระทั่วโลกมากกว่า 125 ล้านคนหรือเติบโต 4.3% โดยภูมิภาคเอเชียยังครองสัดส่วนสูงสุด ทั้งในด้านยอดขายที่สูงถึง 43% และจำนวนของนักธุรกิจอิสระที่มีส่วนแบ่งกว่าครึ่งอยู่ที่ 55% ของขายตรงโลก ซึ่งกล่าวได้ว่าเอเชียกลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนหลักของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน

​ในส่วนของประเทศไทย ยอดขายปี 2563 ติดลบประมาณ 1% และในช่วงครึ่งปี 2564 ที่ผ่านมาสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายตรงไทยติดลบมากกว่า 5% เนื่องมาจากกำลังซื้อที่ลดลง แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลัง หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการต่างๆ เช่น การจัดสรรวัคซีนให้ครอบคลุมได้มากขึ้น การผ่อนคลายล็อคดาวน์ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จะช่วยให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น และคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ ธุรกิจขายตรงจะมียอดขายกลับมาดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรกได้ไม่ยาก

“สาเหตุที่เชื่อว่าธุรกิจขายตรงไทยจะฟื้นตัวได้ในไม่ช้า เพราะสินค้าในธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันและลูกค้ามีความจงรักภักดีในแบรนด์สูง รวมถึงเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น จะเป็นโอกาสของบริษัทขายตรงที่มีศักยภาพด้านงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ นอกจากนั้น ผลกระทบจากโควิด-19 ยังส่งผลให้

คนมองหาอาชีพเสริมมากขึ้น ธุรกิจขายตรงจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถเติมเต็มความต้องการดังกล่าวได้อย่างลงตัวในสถานการณ์ปัจจุบัน” นายกิจธวัช กล่าวเสริม

​สมาคมการขายตรงไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก ทำงานร่วมกับสมาคมขายตรงจาก 60 ประเทศทั่วโลกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและส่งเสริมการทำธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค  จากความทุ่มเทของสมาคมการขายตรงไทยและความแข็งแกร่งของธุรกิจขายตรงของไทย จึงทำให้ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการขายตรงไทย

นางสุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 เปิดเผยถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า งานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 3 ปี โดยหมุนเวียนการเป็นเจ้าภาพไปในแต่ละประเทศสมาชิกของสมาพันธ์ขายตรง  ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ และแลกเปลี่ยนมุมมอง รวมถึงแบ่งปันข้อมูลด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการขายตรงและนักธุรกิจอิสระทั่วโลก โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย รวมถึงนักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมเปิดประสบการณ์บนเวทีการประชุม

​“ปัจจัยที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพนั้น ก็คือ ความเข้มแข็งและความพร้อมในทุกด้านของสมาคมการขายตรงไทย สมาคมฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2526 เป็นสมาคมการค้าแห่งเดียวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก โดยมีบริษัทสมาชิกขายตรงรวม 32 บริษัท รวมถึงประเทศไทยเราก็มีศักยภาพในทุกด้าน และเป็นตลาดที่แข็งแกร่งมากแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โดยการจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์จัดขึ้นภายใต้ธีม "Tomorrow is Now" ที่มุ่งเน้นในการรวมเนื้อหาข้อมูลที่สำคัญทันยุคทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจขายตรงยุคดิจิทัลมารวมไว้ภายในงาน ทั้งยังเป็นการแสดงศักยภาพและรวมพลังครั้งสำคัญของบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฯ รวมถึงเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจอิสระในแต่ละประเทศทั่วโลก ได้มาร่วมเปิดรับประสบการณ์ใหม่พร้อมกัน โดยในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานประชุมขายตรงระดับโลกในรูปแบบผ่านทางออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันยุคทันสมัยมาใช้ในการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความสะดวกของผู้ร่วมเข้าประชุมในแต่ละประเทศทั่วโลกและสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้” นางสุชาดา กล่าวเสริมถึงจุดมุ่งหมายของการจัดงาน

​​​ทั้งนี้ งานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์ ได้รับเกียรติจากเหล่าวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการและในวงการขายตรงเอง มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ที่เป็นประโยชน์อย่างคับคั่ง “วิทยากรทุกท่านล้วนอยู่ในแวดวงธุรกิจระดับโลกมาอย่างยาวนาน มีทั้งวิทยากรที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในธุรกิจขายตรง และวิทยากรจากสาขาอาชีพธุรกิจอื่นๆมากมาย ทั้งท่านที่เป็นผู้ประกอบการมีธุรกิจของตนเอง และเป็นผู้บริหารระดับสูงมืออาชีพ อาทิ Keynote Speaker มร.มาร์ค เบนิออฟ (Mr. Marc Benioff) ซีอีโอจาก Salesforce ที่เป็นบริษัทซอฟท์แวร์ระดับโลก, คุณเฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย ผู้บริหารจาก DHL บริษัทขนส่งระดับอินเตอร์ และคุณมุกพิม อนันตชัย ผู้บริหารจาก YouTube แพลตฟอร์มดิจิทัลยักษ์ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งแต่ละหัวข้อในการประชุมในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการขายตรงและนักธุรกิจอิสระในแต่ละประเทศทั่วโลก โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถนำข้อมูลต่างๆที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการปรับใช้กับธุรกิจขายตรงของตนเองในโลกยุคดิจิทัลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแนวโน้มของผู้บริโภค  การพัฒนารูปแบบและช่องทางในการทำธุรกิจ รวมถึงโอกาสและความท้าทายของธุรกิจขายตรงช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้น” นางสุชาดา กล่าวสรุป

งานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์ จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 6-7 ตุลาคม 2564 พร้อมเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ววันนี้ – 30 กันยายน 2564 สำหรับนักธุรกิจอิสระ ท่านละ 600 บาท สามารถร่วมงานได้วันที่ 6ตุลาคม 2564 และผู้ประกอบการขายตรง ท่านละ 1,500 บาท สามารถร่วมงานได้ 2 วัน วันที่ 6-7ตุลาคม 2564 ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่www.wfdsa2020bangkok.com

 

 


Tags : สมาคมการขายตรงไทย TDSA กิจธวัช ฤทธีราวี สุชาดา ธีรวชิรกุล


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารออมสิน มีมติแต่งตั้ง นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามหนังสือแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารออมสินแล้วเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยธนาคารได้จัดให้มีการลงนามสัญญาจ้างผู้บริหาร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอย่างเป็นทางการ ระหว่าง นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ มีกำหนดเริ่มปฏิบัติงานนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี   ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเห็นว่า นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำองค์กรธนาคารออมสิน จากผลงานความสำเร็จที่ผ่านมากับประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของหลากหลายองค์กร ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงประสบการณ์ในการเป็นผู้นำองค์กรกำกับดูแล เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ด้านประวัติการศึกษา จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท สาขาวิชาการเงิน จาก Case Western Reserve University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนายทรงพลมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมในการขับเคลื่อนธนาคารออมสินเป็น Smart Social Bank ร่วมกับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเพื่อนพนักงาน เพื่อเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อประชาชนทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป  

01 Feb 2026

...

  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดย นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)  โดย พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (PDPA) โดยความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตลอดจน ช่วยลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล  ป้องกันการเกิดต้นทุนธุรกิจจากเหตุข้อมูลรั่วไหล ที่สำคัญ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ปลอดภัย และโอกาสการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว   ความร่วมมือครั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับการสนับสนุนเข้าถึงแพลตฟอร์ม GPPC (Government Platform for PDPA Compliance) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มภาครัฐรองรับการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA  ช่วยให้การคุ้มครองข้อมูล PDPA เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน SME D Bank พร้อมให้บริการด้านการ "พัฒนาคู่เติมทุน" ด้วยกิจกรรมออฟไลน์ครบวงจร และยกระดับธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” (dx.smebank.co.th)  สามารถ Upskill Reskill ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชม. พร้อมเติมทุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ  เพียง 3%ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระทางการเงิน  ยกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน     สำหรับพิธีลงนามดังกล่าว จัดขึ้นในงาน “วันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Privacy Day 2026)  ณ     ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 28 มกราคม 2569

29 Jan 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลองค์กรที่สนับสนุนงานด้านเด็กและเยาวชน เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการมีส่วนร่วมของบริษัทฯ ในการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อนำไปสู่การเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดจนร่วมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เด็กและเยาวชนด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

27 Jan 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดยคุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (คนซ้าย) และคุณสรัสวดี คุปตพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (คนขวา) รับรางวัลแห่งความสำเร็จ Top Employer Awards Thailand 2026 จาก Top Employer Institute ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นบริษัทแรกในกลุ่มแอกซ่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ทั้งนี้รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความโดดเด่นขององค์กรที่ไม่เพียงมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แต่ยังสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้เป็นแผนงานที่จับต้องได้จริง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เท่าเทียม และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น เรียนรู้และเติบโตร่วมกันกับองค์กร โดยคณะกรรมการได้พิจารณาจากแนวทางด้านทรัพยากรบุคคลที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้นำคุณภาพในอนาคต ควบคู่ไปกับระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึง AI มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน พร้อมทั้งการดูแลสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างรอบด้าน สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต คือการหล่อหลอมวัฒนธรรม “Care & Dare” ที่ผสมผสานการดูแลพนักงานและการผลักดันให้ทุกคนกล้าสร้างความแตกต่าง กล้าเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในทุกระดับ พร้อมทั้งมอบโอกาสในการเติบโตไปด้วยกันกับองค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับท่านที่สนใจร่วมงานกับ บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต สามารถติดต่อได้ที่ 02-056-3513 -15 หรือ www.krungthai-axa.co.th/career

19 Jan 2026

Banner Banner Banner Banner

Banner
  เทียบจุดแข็งแกร่ง “วิริยะ-ทิพย-กรุงเทพ” ประกันภัย   เมื่อพูดถึงวงการประกันภัย-วินาศภัยเมืองไทย มี 3 บริษัทใหญ่ของวงการและของประเทศไทย ที่ถือว่าเป็น”ขาใหญ่”หรือขาประจำที่แต่ละปี บริษัททั้ง 3 บริษัท มีกลยุทธ์การตลาด และจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัท และบริษัททั้ง 3 บริษัทนี้กำลังจะแย่งชิงเบี้ยประกันภัยเพื่อเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เมื่อเทียบสัดส่วนในเรื่องยอดขาย และในแง่ของผลกำไร            ในแง่ยอดขายต่อปี          เบอร์ 1 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการทำประกันภัยรถยนต์ ที่มีเบี้ยประกันภัยสูงขายง่าย แต่ละปีสร้างยอดขายได้มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 40,879 ล้านบาท          เบอร์ 2 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งงานประกันภัย Non Motor ประเภทขนส่งสินค้า Marin รวมทั้งลูกค้าของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำให้มียอดขายรับประกันภัยตรงอยู่ที่ 31,736.1 ล้านบาทแซงหน้าบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปเรียบร้อย          เบอร์ 3 บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการเป็นบริษัท ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ สามารถขยายตลาดผ่านพันธมิตรหรือผู้ถือหุ้นได้ง่าย และทำตลาดประกันภัยโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐจึงทำให้มีเบี้ยประกันภัยต่อปี มีเบี้ยประกันภัยรวม 22,439 ล้านบาท จะกลับไล่บี้เบอร์ 1และ 2 ได้ต่อไป         ในแง่ผลกำไรต่อปี         เบอร์ 1 คงต้องให้บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากได้งานจากหน่วยงานภาครัฐ และมีพันธมิตรที่หลากหลาย ด้วยยอดขายที่สูง และมีการบริหารการลงทุนที่พร้อม เพราะมีธนาคารออมสิน, กบข. , ธนาคารกรุงไทย, ปตท., บางจาก  ทำให้มีผลกำไรมาเป็นอันดับ 1  ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรจากการรับประกันได้ 2,631 ล้านบาท        เบอร์ 2  ต้องยกให้เป็นของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยการรับประกันภัยที่มีความเสี่ยงภัยต่ำ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการบริหารเงินลงทุนโดยธนาคารกรุงเทพ ทำให้มีผลกำไรมาเป็นที่ 2 และมีเบี้ยประกันภัยเป็นอันดับที่ 2        เบอร์ 3 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มียอดขายเป็นอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเน้นประกันภัยรถยนต์ยอดขายสูงก็มีความเสี่ยงสูง ผลกำไรน้อย จึงวางไว้เป็นเบอร์ 3 ในด้านผลกำไร                                                 นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา)                                               บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner