Responsive image

Wednesday, 08 Jul 2026

Banner

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


คปภ. เผย 15 ผลงานเด่นปี 64 พร้อมชูธงโอกาสทางธุรกิจ “ทิศทางการดำเนินการปี 65 แบบ Proactive ใน 5 มิติหลัก” เพื่อคุ้มครองประชาชน และเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจประกันภัย

Sun 02/01/2565


ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ปี 2564 เป็นปี “แห่งความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง” เศรษฐกิจและสังคมไทยกําลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค และความเสี่ยงใหม่ที่รุนแรงขึ้นรวมถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งยังคงขยายต่อเนื่องไปในปี 2565 ธุรกิจประกันภัย ก็ได้รับผลกระทบในหลายมิติเช่นกัน เห็นได้จากการขยายตัวเพียงเล็กน้อยของเบี้ยประกันภัย ทั้งธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย รวมทั้งกรณีการถูกเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ขณะที่การทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุด ยังคงไม่พบความเสี่ยงในเชิงระบบประกันภัยในภาพรวม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบประกันภัยไทยยังมีความแข็งแรงในเชิงระบบ และสามารถตอบสนองกับความเสี่ยงและเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ตลอดจนประชาชนหันมาให้ระบบประกันภัยเพื่อการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2564 โดยการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจและคนกลางประกันภัย โดยได้รับความร่วมมือที่ดียิ่งจากภาคธุรกิจในการระดมความคิดหาทางออก ผ่านมาตรการเด่น อาทิ การผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย ทั้งการขยายระยะเวลาและการให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัย การปรับปรุงและส่งเสริมการพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยห้มีความคุ้มครองที่สอดคล้องกับภาวะความเสี่ยงและความต้องการของประชาชน การขยายความคุ้มครองกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลใน Hospitel การดูแลรักษาพยาบาลแบบ Home Isolation และ Community Isolation การออกหลักเกณฑ์การเสนอขายประกันภัยแบบ Digital Face to Face การปรับแนวทางและกระบวนการพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจประกันภัยอย่างใกล้ชิดและรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังจุดเปราะบางที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจประกันภัย และการกำหนด Supervisory package มาตรการผ่อนผันสำหรับบริษัทประกันวินาศภัยที่มีค่าสินไหมทดแทน COVID-19 ในระดับที่สูง

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการด้านนโยบายปี 2564 ซึ่งเป็นปีแรกที่ขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจประกันภัยภายใต้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2564-2568) และวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ “ระบบประกันภัยไทยมีความมั่นคง ยั่งยืนและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงการประกันภัยและใช้ประโยชน์ในการรองรับความเสี่ยง” ตามโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ผ่านมาตรการเด่น อาทิ การพัฒนาระบบการยื่นขอรับความเห็นชอบผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (I-SERFF) ทำให้บริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อย่างทันท่วงที การดำเนินโครงการ Regulatory Guillotine ทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย  ปรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแล ให้เกิดเพิ่มความคล่องตัวและไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุน ขยายโอกาสในการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรจากการลงทุน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนแบบ Asset Allocation การป้องกันการฉ้อฉลด้านประกันภัย โดยออกประกาศ คปภ. ให้บริษัทยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยและพฤติกรรมที่อาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉล และพัฒนา Fraud database สำหรับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย การเปิดอบรมแบบ E-Learning อย่างถาวร ทำให้มีจำนวนหน่วยงานจัดอบรมเพิ่มขึ้นและครอบคลุมการต่ออายุทุกประเภท การปรับปรุงหลักเกณฑ์ Insurance Regulatory Sandbox ให้มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสที่กว้างขึ้นสำหรับบริษัทประกันภัย คนกลางประกันภัย Tech Firms และ InsurTech สามารถเข้ามาร่วมโครงการได้มากและหลากหลายขึ้น การพัฒนา Digital Infrastructure ทั้ง Insurance Bureau System และแพลตฟอร์มกลาง OIC Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-Time อาทิ การให้บริการ “กรมธรรม์ของฉัน หรือ MyPolicyแก่ประชาชนทั่วไปในการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ที่ตนเองถือครองทั้งหมดของทุกบริษัท และการให้บริการผ่าน        OIC Line Official “คปภ. รอบรู้ หรือ @OICconnect ซึ่งเป็น Chatbot ที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และตอบคำถามด้านการประกันภัยให้กับประชาชน โดยในระยะถัดไปจะยกระดับให้ “คปภ. รอบรู้ หรือ @OICconnect” เป็น Super App ที่ให้ข้อมูลและบริการต่าง ๆ แบบ ครบ จบ ในแอพเดียว และการจัดงาน Thailand Insurtech Fair 2021 ครั้งแรกในรูปแบบ Virtual Event ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า ธุรกิจประกันภัยไทยยังจะต้องเผชิญความท้าท้ายและปัจจัยความเสี่ยงจากภายนอกที่มีนัยยะต่อธุรกิจประกันภัยที่ต้องเฝ้าระวัง ติดตามอย่างใกล้ชิดและปรับตัวให้เท่าทันอีก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและคงที่ รวมถึงการหดตัวของเศรษฐกิจไทยและหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อผลประกอบการและกำลังซื้อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2) ปัจจัยด้านสังคม ซึ่งในปี 2565 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของไทยก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ตื่นตัว รักษาสุขภาพ รวมถึงการใช้ internet และ social media ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในระยะถัดไป ความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่ม silver age และผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งผู้บริโภคจะหันไปใช้ช่องทาง online ในการทำธุรกรรมและเลือกซื้อประกันภัย ส่งผลให้ต้องมีการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์จาก traditional products ไปสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากขึ้น 3) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจประกันภัยมากที่สุดอีกปัจจัยหนึ่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในอนาคต บริษัททุกแห่งต้องมีการปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้ อาทิ การประยุกต์ใช้ smart devices หรือ IoT ผนวกเข้ากับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย และในระยะถัดไป บริษัทประกันภัยก็จะเริ่มใช้ AI และ Data analytics เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง รับประกัน และพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทน 4) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเสี่ยงใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงโรคระบาด เช่น COVID-19 ภาวะโลกร้อน ฯลฯ โดยกระแส ESG ถือได้ว่ามาแรงมากและได้รับการผลักดันในระดับภาคการประกันภัย ภาคการเงิน ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเพื่อช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกอบกู้ภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจประกันภัย  และ 5) ปัจจัยด้านกฎหมาย ธุรกิจประกันภัยไทยอยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง IFRS 17 ที่จะบังคับใช้ในปี 2567 ส่งผลต่อวิธีการวัดมูลค่าหนี้สิน และการรับรู้รายได้ทางบัญชี รวมถึงภาษีในธุรกิจประกันภัย ตลอดจน พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะใช้จริงในปี 2565 ซึ่งธุรกิจประกันภัยมีความเกี่ยวโยงกับข้อมูลส่วนบุคคลค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องการพิจารณารับประกันภัย การวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้าและการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ในอนาคตจะเป็นรูปแบบ tailor made และ Data Governance มากขึ้น รวมทั้งต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายให้เหมาะสมและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งในด้านของความเสี่ยงอุบัติเหตุใหม่ การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ภัยธรรมชาติ และระบบประกันสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทิศทางการดำเนินงานในระยะข้างหน้าจะต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมกับการวางแผน และเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เป็น “มาตรการเร่งด่วน เพื่อ “หยุดการลุกลาม” ฟื้นฟูและช่วยเหลือบริษัทเป้าหมายที่อาจประสบปัญหา ควบคู่กับการเร่งกอบกู้ศรัทธาและความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่ธุรกิจประกันภัย พร้อมทั้งต้องเสริมสร้างความทนทานยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลให้  “เท่าทัน” การส่งเสริมการสู่ Digital Insurance” การสร้าง Inclusion และ Awareness” รวมถึงการมุ่งสู่ SMART OIC” เพื่อเอื้ออำนวยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย 5 มิติหลัก ดังนี้ 

มิติที่ 1 การเสริมสร้างความทนทานยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบประกันภัย ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้น ที่ต้องรีบดำเนินการ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน ด้วยการเพิ่มมาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งปรับกระบวนการกำกับดูแลธุรกิจให้สะท้อนความเสี่ยง เน้นการทำงานแบบ proactive และ forward looking มากขึ้น โดยสำนักงาน คปภ. จะประเมินสถานการณ์ให้รอบด้าน ทั้งโอกาสและแนวโน้มต่าง ๆ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการรับกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด ควบคู่กับการกำหนดมาตรการและแนวทางในการ “ฟื้นฟู” และ “สร้างความเข้มแข็ง” ให้กับธุรกิจ ขั้นตอนต่อไป ต้องติดตามและเฝ้าระวัง Systemic risk และความเสี่ยงทั้งในระบบประกันภัยและระบบการเงิน โดยการทำ Stress Test ด้วยพารามิเตอร์ที่เหมาะสม สะท้อนความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน เพื่อการสื่อสารที่มุ่งเน้นเรื่อง Incidental communication การให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สร้างความเชื่อมั่นและเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

มิติที่ 2 การปรับปรุงกฎเกณฑ์และมาตรการให้เท่าทันบริบทที่เปลี่ยนแปลงและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยการปรับกรอบการกำกับดูแล พัฒนาฐานข้อมูล และเครื่องมือใหม่ รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจ ซึ่งในปี 2565 จะเน้นการพัฒนาเครื่องมือการกำกับดูแล และต่อยอดระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ ติดตาม และประเมินฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของระบบประกันภัยได้ดียิ่งขึ้น โดยสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการนำ Data analysis มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ การกำกับดูแลและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัย จะต้องปรับโดยคำนึงถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงของบริษัท และความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงการนำ AI มาช่วยในกระบวนการให้ความเห็นชอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ    และความรวดเร็วในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ควบคู่กับการเพิ่มบทบาทของคณะกรรมการ product governance ของบริษัท    และสำนักงาน คปภ. กำลังจะจัดให้มีโครงการ Product Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวคิดใหม่ เพิ่มเติมจากโครงการ Insurance Regulatory Sandbox นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะมุ่งเน้น Customer-centric ทั้งผลิตภัณฑ์ประเภท tailor-made ผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่จำเป็น และผลิตภัณฑ์เฉพาะแบบ Localized products การปรับปรุงกฎหมายแม่บทต่าง ๆ และการเพิ่ม efficiency ในระบบประกันภัย ซึ่งในระยะถัดไปจะดำเนินการอีก 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนแรก การป้องกันการฉ้อฉลประกันภัย โดยต่อยอดระบบและเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้สามารถติดตาม และตรวจจับโอกาสการฉ้อฉลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่วนที่สอง แนวทางการลดต้นทุนในธุรกิจประกันภัย โดยกำหนดแนวทางลด regulatory cost และการศึกษารูปแบบ Shared service model เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนของธุรกิจประกันภัย 

มิติที่ 3 การส่งเสริม Digital Insurance System ในการ transform ธุรกิจประกันภัย โดยสำนักงาน คปภ. จะเป็น Facilitator สนับสนุนให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้บริการ เข้าถึงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมกับนำมาใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ end-to-end process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมุ่งเน้นใน 3 ส่วน คือ ส่วนแรก การปรับปรุงหลักเกณฑ์และนโยบายต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการสร้าง ecosystem ที่เหมาะสม เกิดการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ model ธุรกิจใหม่ ๆ และแนวทางการเปิดรับผู้เล่นรายใหม่ ส่วนที่สอง การพัฒนาฐานข้อมูลและ Platform รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล อาทิ ระบบ IBS ระบบข้อมูลประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ และต่อยอดการพัฒนาระบบ OIC gateway เพื่อสามารถให้บริการแก่ภาคธุรกิจ และประชาชนได้มากขึ้น รวมถึงการส่งเสริม InsurTech ให้มีบทบาทในการพัฒนาธุรกิจประกันภัยได้มากขึ้น และส่วนที่สาม  การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของธุรกิจประกันภัย โดยการต่อยอดจากเสริมสร้าง Cybersecurity สู่ cyber resilience และควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งในปี 2565 การ onsite-inspection บริษัทประกันภัยจะขยายขอบเขตไปสู่การประเมินบริษัท ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน Cybersecurity และ IT risk

มิติที่ 4 การปรับเปลี่ยนแนวทางการเข้าถึงและสร้างความตระหนัก Insurance literacy ที่มุ่งเน้นประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานและบทบาทคนกลางประกันภัย รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง   โดยจะปรับเปลี่ยนวิธีการ ช่องทาง และพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถถึงกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ทั้ง online และ on ground ตลอดจนทบทวน ปรับกรอบการกำกับดูและการกำหนดเงื่อนไขให้รองรับและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่ โดยในปี 2565  สำนักงาน คปภ. จะนำระบบ e-licensing มาใช้เป็นฐานข้อมูลของคนกลางประกันภัยอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเชื่อมโยงข้อมูลมากขึ้น นอกจากนี้ จะปรับปรุงให้กระบวนการของสำนักงานมีความรวดเร็ว ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และ real time พร้อมกับถอดบทเรียนต่าง ๆ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดการเกิดข้อพิพาทให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย  

มิติที่ 5 การพัฒนาองค์กรมุ่งสู่ SMART OIC ซึ่งสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างดำเนินงานตามแผน SMART OIC เพื่อการ transform องค์กรสู่ Digital regulators ในทุกมิติ ได้แก่ 1) ความรู้และทักษะด้านดิจิทัล รวมถึง Mindset ของบุคลากร  2) ข้อมูล ซึ่งเป็น resource สำคัญมากที่จะช่วยตัดสินใจด้านกลยุทธ์และขับเคลื่อนระบบประกันภัย 3) การพัฒนา platform หรือ tools  เพื่อช่วยยกระดับและอำนวยความสะดวกในการทำงาน

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า จากเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในไตรมาสสามของปี 2564 มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสแรก นำโดยเศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้การส่งออกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่  และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียขยายตัวในเกณฑ์สูง และสำหรับธุรกิจประกันภัยไตรมาสสาม (มกราคม-กันยายน 2564) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 631,826 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.98 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 5.30 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับจากธุรกิจประกันชีวิต 439,056 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.30 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันชีวิตรับสูงสุด ได้แก่ ประกันชีวิตประเภทสามัญ 270,072 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.31 รองลงมาเป็นประเภทกลุ่ม 30,952 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 2.28 และประกันชีวิตประเภทควบการลงทุน (Unit Linked และ Universal Life) 34,714 ล้านบาท ขยายตัวในอัตราเร่งที่ร้อยละ 88.33 นอกจากนี้ ยังมีเบี้ยประกันภัยรับจากสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ 68,297 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.97 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่มีเบี้ยประกันภัยรับของธุรกิจประกันวินาศภัย 192,770 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด ได้แก่ ประกันภัยรถ 104,416 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.94 ซึ่งแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากประกันภัยรถภาคสมัครใจ 92,552 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.46 และภาคบังคับ 13,864 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 2.40 รองลงมา คือ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด 73,641 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.49 ตามด้วยประกันอัคคีภัย 7,935 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.87  และประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 4,777 ล้านบาท ขยายตัวในอัตราเร่งที่ร้อยละ 22.51

ทั้งนี้ มีอัตราผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 39.47 โดยมีเบี้ยประกันภัยรวมต่อจำนวนประชากร 13,128 บาท จากเบี้ยประกันชีวิตต่อจำนวนประชากร 9,212 บาท และเบี้ยประกันวินาศภัยต่อจำนวนประชากร 3,906 บาท ในส่วนสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันภัยรวมทั้งสิ้น 4,215,376 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต 3,876,369 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.68 และสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัย 339,007 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.43 นอกจากนี้ ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ร้อยละ 333.78 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.16 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และธุรกิจประกันวินาศภัยมี CAR ร้อยละ 246.86 ปรับตัวลดลงร้อยละ 59.16 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด

“สำนักงาน คปภ. มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย เพื่อรองรับความต้องการและตอบโจทย์ทุกมิติความเสี่ยงของประชาชน และสร้างบรรยายกาศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตและสภาพคล่อง พัฒนาระบบการกำกับ การตรวจสอบด้านเสถียรภาพ  การตรวจสอบพฤติกรรมการปฏิบัติและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนด้านการประกันภัยแบบ proactive และ forward looking  เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพให้ระบบประกันภัยของประเทศ พัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี และฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบประกันภัยของประเทศให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่ออุตสาหกรรมประกันภัย ได้รับประโยชน์จากระบบประกันภัยอย่างเต็มที่ และสามารถนำระบบประกันภัยมาช่วยในการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ อันจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยไทยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กล่าวในตอนท้าย


Tags : คปภ. ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

“ศรพล ตุลยะเสถียร” เลขาธิการ กบข. คนที่ 8 เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมนำ กบข. ยกระดับลงทุนมืออาชีพตามมาตรฐานสากล ดูแลสมาชิกอย่างเข้าใจ และขับเคลื่อนการลงทุนยั่งยืนตามแนวทาง ESG เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สมาชิก เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต   นายศรพล ตุลยะเสถียร เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. อย่างเป็นทางการ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีผู้บริหารและพนักงาน กบข. ให้การต้อนรับในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ การเข้ารับตำแหน่งของนายศรพลนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ กบข. ในการขับเคลื่อนภารกิจดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกกว่า 1.2 ล้านราย ให้มีความมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายศรพลมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้งด้านตลาดเงิน ตลาดทุน นโยบายเศรษฐกิจ และการบริหารองค์กรการเงิน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของ กบข. สู่การลงทุนอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการผลักดันบทบาทของ กบข. ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ให้ความสำคัญกับ ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้สมาชิก และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันจะเดินหน้าต่อยอดบทบาทการดูแลสมาชิกสู่การเป็นพันธมิตรที่เข้าใจสมาชิกในแต่ละช่วงชีวิต โดยใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการสื่อสารและบริการให้ตรงความต้องการมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม และมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ ทั้งนี้ นายศรพล มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, รองโฆษกกระทรวงการคลัง รวมถึงเคยร่วมงานที่ฝ่ายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ด้านการศึกษา นายศรพล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์ จาก University of Michigan, Ann Arbor ระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of Michigan, Ann Arbor และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก Stanford University ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ การเงินและคณิตศาสตร์ประกันภัย จาก The Wharton School และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก University of Pennsylvania รวมถึงนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  

05 Jul 2026

...

OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ชวนทุกคนออกเดินทางท่องจักรวาลของความรักผ่านงาน "LOVE IN THE UNIVERSE รักที่สุดในจักรวาล" นิทรรศการ IMMERSIVE LOVE EXPERIENCE จาก OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่ชวนคุณสำรวจความรักหลายรูปแบบ ผ่านแสง สี เสียง และประสบการณ์อินเทอร์แอกทีฟ ก่อนค้นพบว่า “รักตัวเอง” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความรัก ปักหมุดความพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 – 20.00 น. ณ RCB Galleria 5 ชั้น 3 River City Bangkok ที่สำคัญ... งานนี้เข้าชมฟรี! โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ www.ocean.co.th/loveuniverse ไฮไลต์เด็ดห้ามพลาด! ใครที่เป็นสายศิลปะ นิทรรศการ สายถ่ายรูปคอนเทนต์ หรือคนที่อยากฮีลใจ บอกเลยว่าต้องมา เพราะภายในงานคุณจะได้พบกับ: - สัมผัสประสบการณ์ศิลปะ แบบ Interactive ที่สามารถตอบสนองกับตัวคุณได้แบบเรียลไทม์ - เพลิดเพลินกับพื้นที่ถ่ายภาพสุดตระการตา แสง สี และบรรยากาศที่เซ็ตมาอย่างลงตัว พร้อมเปลี่ยนทุกช็อตให้เป็นความทรงจำที่สวยงาม - หยุดพักจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน เพื่อทบทวนตัวเอง และรีชาร์จพลังใจกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกดีๆ - สำรวจโซนประสบการณ์พิเศษที่จะช่วยให้คุณเข้าใจพลังของความรักในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ยิ่งขึ้น - รับฟรี! "คู่มือ 77 วิธีรักตัวเอง ฉบับลงมือทำ" ไอเทมสุดลิมิเต็ดสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการครั้งนี้เท่านั้น! ลงทะเบียนเข้าชมฟรี ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน!  ล็อกคิววันว่างแล้วทำตามขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้เพื่อรับสิทธิ์เข้าชม: 1. เลือกวันที่สะดวก: คลิกลงทะเบียนล่วงหน้าฟรี! ผ่านเว็บไซต์ www.ocean.co.th/loveuniverse 2. รับ E-Ticket: ระบบจะส่งบัตรเข้าชม (E-ticket) ให้คุณในระบบเว็บไซต์ hellobooku.com และทางอีเมลที่คุณลงทะเบียนไว้ 3. เปิด E-Ticket ที่หน้างาน: วันจริงเพียงแค่เปิดหน้าจอให้เจ้าหน้าที่สแกน QR Code ก็พร้อม เข้าสู่จักรวาลแห่งความรัก "LOVE IN THE UNIVERSE รักที่สุดในจักรวาล" ได้ทันที! LOVE IN THE UNIVERSE เป็นพื้นที่ที่คุณจะได้เดิน ชม เลือก และทบทวน เพื่อค้นพบคำตอบลึกๆ ที่อาจไม่เคยได้ถามตัวเองเลยสักครั้งว่า ในจักรวาลของความรักทั้งหมดที่คุณดูแลมาอย่างดี ถึงเวลาหรือยัง ที่คุณจะลงมือ “รักตัวเอง” ให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ./

01 Jul 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ที่มาแรงต่อเนื่อง หลังจากได้เปิดตัวเป็นแบงก์แรกที่นำเสนอเงินฝากเพื่อเด็ก “ออมสิน ออมรัก” โดยในระยะเวลาเพียง 1 เดือนมียอดเปิดบัญชีทะลุเป้าหมายกว่า 15,000 ราย สะท้อนความตื่นตัวของพ่อแม่ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างวินัยการออมให้บุตรตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต ควบคู่กับสิทธิประโยชน์ด้านความคุ้มครอง ที่ออกแบบมาเพื่อความมั่นคงของสมาชิกครอบครัว ด้วยข้อเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากนี้เอง ธนาคารจึงประกาศขยายสิทธิประโยชน์ของเงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” ถึง 3 ต่อ เพื่อยกระดับปริมาณการออมและตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยต่อที่ 1) เพิ่มสิทธิ์ให้ผู้เป็นญาติของผู้เยาว์สามารถเปิดบัญชีเงินฝากได้ด้วย ไม่จำกัดเฉพาะผู้เป็นพ่อและแม่โดยกำเนิด ต่อที่ 2) เพิ่มวงเงินความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุกลุ่มสูงสุดเป็น 400,000 บาทต่อบัญชี และต่อที่ 3) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็น 0.35% ต่อปี ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่ปรับเพิ่มทั้งวงเงินที่คุ้มครองและอัตราดอกเบี้ยจะครอบคลุมกับลูกค้าเดิม ที่เปิดบัญชีตั้งแต่ช่วงเปิดตัวครั้งแรก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 และลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ เงินฝากของลูกค้าธนาคารออมสินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยยังมีความมั่นคงโดยได้รับการประกันเต็มจำนวนจากรัฐบาลตามกฎหมายอีกด้วย เงินฝาก “ออมสิน ออมรัก” ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ สำหรับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือพ่อแม่ตามกฎหมาย รวมถึงบุคคลที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติของผู้เยาว์ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อผู้เยาว์ที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด จนถึงไม่เกิน 10 ปีบริบูรณ์ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตัดสินใจออมตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต ด้วยสิทธิประโยชน์จูงใจด้านความคุ้มครองอุบัติเหตุกลุ่มตามเงื่อนไขของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 12 เดือนนับจากวันที่เปิดบัญชี สูงสุดไม่เกิน 400,000 บาท/บัญชี (หรือคิดเป็นวงเงิน 4 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี ณ วันก่อนประสบอุบัติเหตุ 1 วัน) ขณะที่ผู้เยาว์จะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เมื่อบัญชีมียอดเงินฝากคงเหลือตามเงื่อนไขที่กำหนด วงเงินคุ้มครองสูงสุดครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท/บัญชี/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยเริ่มต้นฝากเงินได้ตั้งแต่ 1 บาท ไม่จำกัดวงเงินรับฝาก พร้อมรับอัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อปี โดยไม่ต้องเสียภาษี สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันฯ ผู้สนใจฝากเงินกับ “ออมสิน ออมรัก” โปรดศึกษาหลักเกณฑ์ผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th ด้วยบทบาทสถาบันการเงินที่เป็นผู้นำด้านการออม ธนาคารออมสินจะสานต่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมการออมและการส่งเสริมความรู้ทางการเงินสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย โดยธนาคารสนับสนุนให้ทุกสถาบันการเงินดำเนินการเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อประโยชน์เกิดแก่คนไทยให้ได้มีวินัยการเงินที่ดีในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงบั้นปลายชีวิต  

21 Jun 2026

...

คณะกรรมการ ธ.ก.ส. โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบเดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและลงทุนในการประกอบอาชีพ โดยกำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6 ต่อปี และรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร ร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย เพียงร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด   นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธ.ก.ส. ได้มีมติในการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ตามมติ ครม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย ผ่านการสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพทางการเกษตรอย่างยั่งยืน สำหรับเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พืชที่เข้าร่วมโครงการ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ เกษตรกรต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น ต้องใช้เงินกู้ เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด เกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ย ให้ร้อยละ 3 ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 30 เมษายน 2572) ระยะเวลาโครงการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2572 ผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา ทั่วประเทศ Call Center 02 555 0555 www.baac.or.th แอปพลิเคชัน BAAC Mobile และ Line Official Account BAAC Family  

18 Jun 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner