Responsive image

Tuesday, 03 Mar 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


เอไอเอ ประเทศไทย จับมือธนาคารกรุงเทพ ครั้งแรกกับการนำเสนอแบบประกันชีวิตและสุขภาพ ผ่านโมบายแบงค์กิ้ง ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล

Wed 13/04/2565


เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ผ่ายพันธมิตรธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์เชิงกลยุทธ์ (ที่ 2 จากขวา) และ ดร. คริสเตียน โรแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และดิจิทัล จับมือกับธนาคารกรุงเทพ นำโดย นางปรัศนี อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (ซ้ายสุด) และ นางสาวพรพิมล ตรงเที่ยงธรรม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่

 

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตออนไลน์ Be Together For you มุ่งขยายฐานลูกค้าแบงค์แอสชัวรันซ์และผู้ใช้งานโมบายแอปพลิเคชันของธนาคาร โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะแต่ละบุคคล (Personalized Individual Needs) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในวงการประกันชีวิต โดยเอไอเอ ประเทศไทย ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มเซกเมนต์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก สามารถนำมาช่วยในการออกแบบและนำเสนอแบบประกันชีวิตและสุขภาพที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมกับตนเอง และยังได้รับความสะดวกสบาย ง่ายเพียงปลายนิ้ว ไม่ต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร ช่วยลดความเสี่ยงจากการเดินทางในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อีกด้วย โดยลูกค้าที่ซื้อแบบประกันชีวิตออนไลน์ Be Together For you ผ่านโมบายแอปพลิเคชัน ของธนาคารกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2565 จะมีสิทธิได้รับโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะคุณ

นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ผ่ายพันธมิตรธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์เชิงกลยุทธ์ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า  “เอไอเอ เข้าใจ และคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก จึงได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัล ด้วยแบบประกันชีวิตออนไลน์ Be Together For You  ให้ลูกค้าสามารถซื้อแบบประกันผ่านโมบายแบงค์กิ้งของธนาคารกรุงเทพได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใดก็สามารถเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมได้ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต Be Together For You ประกอบด้วยแบบประกันชีวิต เอไอเอ คุ้มครองถึงอายุ 80 ปี (ไม่มีเงินปันผล) และสัญญาเพิ่มเติม เอไอเอ ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ (ADB) โดยสามารถจัดแพ็กเกจที่เหมาะสมกับตามความต้องการของลูกค้า ด้วยการเพิ่มความคุ้มครองจากสัญญาเพิ่มเติม เอไอเอ ซีไอ พลัส (AIA CI Plus) สัญญาเพิ่มเติม เอไอเอ เอชบี เอ็กซ์ตร้า (AIA HB Extra) หรือสัญญาเพิ่มเติม เอไอเอ ผลประโยชน์กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (AIA TPD) ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ในช่วงอายุ 25-55 ปี ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละรายจะได้รับการนำเสนอแพ็กเกจ และค่าเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกันตามความต้องการและความจำเป็นของแต่ละช่วงวัย สำหรับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเอไอเอผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงเทพในครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงความคุ้มครองด้านการประกันชีวิตและสุขภาพได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป อีกทั้งลูกค้ายังสามารถศึกษาข้อมูลและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง”

ดร. คริสเตียน โรแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และดิจิทัล เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า “การนำเสนอแบบประกันออนไลน์ Be Together For You จากความร่วมมือระหว่างเอไอเอ และธนาคารกรุงเทพในครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมประกันชีวิตของเอไอเอ ประเทศไทย ที่ได้มุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และการวิเคราะห์ (TDA) นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าและคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้ได้รับการบริการและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลได้อย่างแท้จริง ซึ่งเรายังคงไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า ตามคำมั่นสัญญาของเรา ‘Healthier, Longer, Better Lives - เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’

นางปรัศนี อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารยังคงเดินหน้าพัฒนา ‘โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ’ (Bangkok Bank Mobile Banking) ให้เป็นแพลตฟอร์มที่มีความเป็นมิตร เข้าถึง และเข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม เข้าใจคุณมากกว่าเดิม” โดยล่าสุด ได้พัฒนาความร่วมมือกับ เอไอเอ ประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตออนไลน์ ‘Be Together For You’ เน้นการศึกษาและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด เพื่อสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในรูปแบบและจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมกับความต้องการลูกค้าเฉพาะแต่ละบุคคล รวมถึงตอบโจทย์ความสะดวกในการซื้อประกันชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องไปสาขา

“สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ คนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ ต้องการความสะดวกสบาย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่นิยมการใช้บริการที่สาขา  การผนวกการซื้อประกันมาไว้บนโมบายแบงก์กิ้งเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบความคุ้มครองที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงอายุ โดยลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อและทำรายการได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก ค่าเบี้ยไม่สูงมาก ขณะเดียวกันก็ต้องมีช่องทางช่วยเหลือ เช่น Live Call และ Live Chat ไว้คอยสนับสนุนหากลูกค้ามีข้อสงสัยหรือมีปัญหาในการทำรายการ รวมถึงช่องทางชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว จะเป็นตัวเร่งในการตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้น”

นางสาวพรพิมล ตรงเที่ยงธรรม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำให้ธนาคารสามารถสร้างจุดเด่นของบริการประกันชีวิต Be Together For You ขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ทั้งการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม โดยภายในแต่ละกลุ่มเอง ก็มีแนวโน้มที่จะต้องการประกันชีวิตรวมถึงความคุ้มครองสุขภาพที่แตกต่างกันไป หรืออาจกล่าวได้ว่า ‘Be Together For You’ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป้าหมายแต่ละบุคคลในลักษณะ Personalized Individual Need ที่สำคัญคือ ออกแบบขั้นตอนการซื้อที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก และเมื่อซื้อแล้วจะได้รับความคุ้มครองทันที”

ในโอกาสเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ธนาคารกรุงเทพได้เพิ่มความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วยโปรโมชั่นพิเศษ! เมื่อลูกค้าที่ได้รับการนำเสนอ เลือกซื้อแบบประกัน ‘Be Together For You’ ในระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2565 ลูกค้าจะได้รับเพิ่มฟรี! ประกันคุ้มครองการแพ้วัคซีนโควิด

ทั้งนี้ลูกค้าที่ได้รับการนำเสนอประกันชีวิตออนไลน์ ‘Be Together For You’ สามารถเลือกซื้อประกันผ่าน ‘โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ’ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บัวหลวงโฟน 1333 หรือติดต่อเอไอเอ คอลเซ็นเตอร์ 02-353-8855 ทุกวัน เวลา 8.00-22.00 น.


Tags : เอไอเอประเทศไทย AIA เอไอเอ ธนาคารกรุงเทพ แบบประกันชีวิตและสุขภาพผ่านโมบายแบงค์กิ้ง


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%    เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี  และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี     มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป    ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2568  สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”  มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ “SME Green Productivity” ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

01 Mar 2026

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. (ผู้บริหารสูงสุด) มีวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คราวละไม่เกิน 4 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569  โดยผู้สมัครต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารและการเงิน การคลัง การลงทุน หรือการธนาคาร มีประวัติดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป องค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนขององค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท คุณสมบัติโดยละเอียดเป็นไปตามประกาศ กบข. เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ผู้บริหารสูงสุด) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th หรือสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “สายงานทรัพยากรบุคคล กบข.” โทร 0 2636 1000 ต่อ 152 ระหว่างเวลา 9.00 น. - 17.00 น. เว้นวันหยุดทำการของ กบข.  

27 Feb 2026

...

บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ประกาศแต่งตั้ง คุณมนต์นิดา มุสิกบุตร ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตัวแทน เพื่อสอดรับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการยกระดับช่องทางตัวแทนให้เป็นอีกหนึ่งกลไกหลักในการเติบโต และเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายขายช่องทางตัวแทน โดยคุณมนต์นิดา จะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนงาน พัฒนาศักยภาพของฝ่ายขายทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คุณมนต์นิดา มุสิกบุตร จะรายงานตรงต่อ คุณชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายจัดจำหน่าย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ทั้งนี้คุณมนต์นิดา เคยดำรงตำแหน่งและบริหารงานทั้งด้านกลยุทธ์ และ Chief Partnership Officer โดยมีส่วนสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจประกันกลุ่ม รวมถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรของบริษัทฯ อย่างแข็งแกร่ง  และมีประสบการณ์หลากหลายทั้งในธุรกิจประกัน ธนาคาร ดังนั้นบริษัทฯ จึงเชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้กับฝ่ายขายช่องทางตัวแทน เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่พร้อมเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป

25 Feb 2026

...

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนา ผนึกกำลัง กรมสรรพากร และ บสย. ลุยโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” ปูพรมเสริมแกร่งเอสเอ็มอีให้ก้าวทันการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผ่านการจัดงานในรูปแบบ ONE Stop Service เติมเต็มความรู้การเงิน ใช้ประโยชน์จากภาษี  เพิ่มทักษะขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ และผลักดันเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. 2569 นี้  เปิดกว้างเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมสรรพากร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce”  สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล  ด้วยการเติมความรู้ด้านบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้ประโยชน์ด้านภาษีที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถต่อยอดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ  ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมอย่างสูง ที่สำคัญ สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME D Bank นำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนธุรกิจได้ตามเป้าหมาย สำหรับโครงการดังกล่าว จัดในรูปแบบ  ONE Stop Service มางานเดียวได้ครบทุกความต้องการ ประกอบด้วย ความรู้บริหารธุรกิจ เช่น Workshop สร้างคลิปวิดีโอสั้น ปั้นแบรนด์สินค้า เพิ่มยอดขายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการวางแผนทางการเงิน  จัดทำบัญชีคุณภาพ เป็นต้น  ความรู้ทางภาษี  เช่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน E-Filing การจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษี เป็นต้น และ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี จาก SME D Bank เช่น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ “สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียวเติบโตยั่งยืน วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เป็นต้น โดยสามารถใช้กลไก บสย. สนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนั้น ผู้ร่วมงานได้สิทธิพิเศษทดลองใช้ระบบบัญชีดิจิทัล มูลค่ากว่า 20,000 บาท ฟรีสูงสุด 3 เดือน  อีกทั้ง ภายในงานยังมีการออกบูธให้คำแนะนำปรึกษาธุรกิจ และบริการจากบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM  แนะนำทรัพย์ดี สำหรับขยายช่องทางธุรกิจ       โครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัด  ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ครั้งที่ 1 : วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จ.อุดรธานี , ครั้งที่ 2 : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จ.ขอนแก่น ,  ครั้งที่ 3 : วันที่ 23 มีนาคม 2569 จ.ยโสธร , ครั้งที่ 4 : วันที่ 25 มีนาคม 2569 จ.นครราชสีมา , ครั้งที่ 5 : วันที่ 22 เมษายน 2569 จ.พังงา , ครั้งที่ 6 : วันที่ 24 เมษายน 2569 จ.กระบี่ , ครั้งที่ 7 : วันที่ 17 มิถุนายน 2569 จ.พะเยา , ครั้งที่ 8 : วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จ.แพร่ , ครั้งที่ 9 : วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จ.นครนายก และ ครั้งที่ 10 : วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จ.สมุทรปราการ คาดจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 800 ราย   ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ฝ่ายส่งเสริมการตลาด โทร.02-265-4598 , 02-265-4961 และ 02-265-4064 หรือ Call Center 1357

17 Feb 2026

Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner