Responsive image

Wednesday, 21 Oct 2026

หน้าแรก > TECHNOLOGY - AUTO - PROPERTY


ชี้ชัด ควบรวมทรู ดีแทค ผู้บริโภคได้ประโยชน์อะไรบ้าง ตามรอยโทรคมนาคมทั่วโลกแห่ปรับโครงสร้างรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล

Fri 15/04/2565


แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคมไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จะต้องเรียนรู้จากบทเรียนในโลกนี้ ที่ผู้ประกอบการทั่วโลกล้วนปรับตัว ให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คนไทยได้ยินข่าวการปรับตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาโดยตลอด อาทิเช่น (7 มกราคม 2564) องค์การโทรศัพท์ (TOT) ควบรวมกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT) หลังจากการควบรวมเป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  (NT) จะเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรมากที่สุดมูลค่าสินทรัพย์มากถึง 300,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นเสาโทรคมนาคมกว่า 25,000 ต้นทั่้วประเทศ เคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศเชื่อมต่อไปยังทุกทวีป ถือครองคลื่นความถี่หลักเพื่อให้บริการรวม 6 ย่านมีปริมาณ 600 เมกะเฮิรตซ์ ท่อร้อยสายใต้ดินมีระยะทางรวม 4,600 กิโลเมตร สายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง 4 ล้านคอร์กิโลเมตร Data Center 13 แห่งทั่วประเทศ และ ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่เข้าถึงจากทุกประเทศในโลก ทั้งนี้ก็เป็นการปรับตัวเพื่อการแข่งขัน ซึ่งได้ควบรวมเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี

ในขณะที่ 6 สิงหาคม 2564 เอไอเอส (AIS) ก็มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  (GULF) ทุ่ม 4.86 หมื่นล้าน ปิดเกมซื้อ INTUCH ครองหุ้น 42.25% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้บริหารของกัลฟ์ ให้เหตุผลกับนักลงทุนรายย่อย สื่อมวลชน และสังคม ว่า ต้องการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงาน สนามบิน และท่าเรือของกัลฟ์ให้ดำเนินไปสู่ธุรกิจยุคใหม่ที่เป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์มอย่างแท้จริง ดังนั้นการที่ AIS มีผู้ลงทุนที่แข็งแกร่งอย่าง GULF ทำให้มีความพร้อมในการแข่งขันสู่ยุคดิจิทัล ในขณะที่ตลาดโทรคมนาคมต่างประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีการควบรวม เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น Celcom Axiata ควบรวม Digi.Com ขอองมาเลเซีย หรือประเทศอินโดนีเซีย ที่บริษัท Indosat ควบรวม PT Hutchison ก็เพื่อให้ทำธุรกิจแข่งขันกันได้ทุกราย ในอิตาลีมีการควบรวมกิจการระหว่าง Wind และ H3G เป็น Wind Tre ปรับตัวพร้อมสู่การแข่งขันใหม่ ที่มีผู้เล่นดิจิทัลมาแข่งขัน ดังนั้น บทบาท กสทช. คือ การส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้

กรณีการควบรวม ทรู ดีแทค ถือเป็นกลุ่มสุดท้าย ที่เป็นการร่วมธุรกิจแบบเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครซื้อใครอย่างที่มีการเข้าใจผิด เป็นการเดินหน้าสู่การปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมที่มีการแข่งขันหนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง และการขยายโครงข่าย รวมถึงลงทุนเรื่องเทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ เป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นเมื่อร่วมมือกัน เงินลงทุนย่อมมากขึ้น และทำเรื่องทั้งหมดข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคด้วยบริการที่ดีขึ้น ตัวอย่างเงินลงทุนที่น่าสนใจคือ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรู มีแผนลงทุนโครงข่าย 5G พ.ศ. 2563-2565 กว่า 40,000-60,000 ล้านบาท ส่วน บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค พ.ศ. 2563 ลงทุน 8,000-10,000 ล้านบาท ขยายโครงข่าย 5G แต่เม็ดเงินเหล่านี้ไม่รวมค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่หลายหมื่นล้านบาท การควบรวมจะทำให้การลงทุนต่อเนื่อง ไม่สะดุด ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และต้องลงทุนเพิ่มในการนำเสนอบริการดิจิทัล ปรับองค์กรสู่การเป็นเทคโนโลยี ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับคือ

1. การเข้าถึงสัญญาณเครือข่ายดีขึ้น เสาสัญญาณเพิ่มมากขึ้น  สัญญาเร็ว แรง และครอบคลุมพื้นที่ใช้งานมากขึ้น เมื่อรวมจำนวนเสาสัญญาณของทรูและดีแทคแล้ว คาดว่าจะมีมากกว่า 49,800 สถานีฐาน ทำให้ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่พื้นที่ไหนในประเทศไทยก็สามารถใช้บริการได้อย่างครอบคลุม ลูกค้าดีแทคก็จะได้ใช้สัญญาณ 5G ของทรู ได้อีกด้วย

2. คลื่นที่ครบถ้วนในทุกย่านความถี่ ทำให้ลูกค้าสามารถใช้มือถือได้ทุกรุ่น รองรับทุกย่านความถี่ เริ่มตั้งแต่คลื่น 700 MHz มีทั้ง 2 ค่าย คลื่น 850 MHz ดีแทคสามารถใช้ของทรูได้ คลื่น 900, 1800, 2100 MHz มีทั้ง 2 ค่าย และลูกค้าทรูก็สามารถใช้คลื่นที่ทรูไม่มีเช่นคลื่น 2300 MHz ในขณะที่ดีแทคสามารถมาใช้คลื่น 2600 MHz 5G ของทรูได้ ดังนั้นลูกค้าจะได้ประโยชน์อย่างมากจากจำนวนคลื่นและแบนด์วิธที่มากขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถโทรโดยใช้มือถือได้ทุกรุ่น รองรับได้ทุกย่านความถี่

3. เพิ่มความสะดวกมากขึ้น โดยมีศูนย์ให้บริษัทหลังการควบรวมเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริการหลังการขายสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น จำนวนร้าน สาขา ของทรู และ ดีแทค ทั่วประเทศ จะให้บริการลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ และ นำมาต่อยอดบริการรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้ามีความสะดวก และมี call center รวมสองค่ายมากกว่า 5,200 คน พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง

4. ลูกค้าทั้ง 2 ค่ายจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีและสิทธิพิเศษที่เพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น ลูกค้าดีแทคสามารถใช้บริการห้องรับรอง VIP (True Sphere) และสิทธิประโยชน์จาก True Point ได้ ในขณะที่ลูกค้าทั้งทรูและดีแทค ได้รับสิทธิ์ทั้ง dtac reward และ True Privilege และที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้าดีแทคคือ สามารถใช้บริการ convergence อินเทอร์เน็ตบ้าน และ content ดี ๆ จาก TrueID และ TrueVisions

4. เมื่อทรูควบรวมกับดีแทค จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกันกับเอไอเอส เมื่อผู้แข่งขันสองรายมีขีดความสามารถใกล้เคียงกัน จะทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าได้โปรโมชั่นที่ถูกลง และมีข้อเสนอทางการตลาดที่ลูกค้าได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

5. ลูกค้าไร้กังวลว่าหลังการควบรวมแล้วราคาจะสูงขึ้น แพคเกจที่ใช้อยู่สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว และที่ผ่านมา กสทช. ก็ทำได้ดี ทำให้ไม่มีผู้เล่นรายใด สามารถปรับราคาได้เกินกว่าที่ กสทช. กำหนดไว้ และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราค่าบริการต่ำสุดในโลก

6. การบริการต้นทุนของผู้ให้บริการหลังการควบรวมจะลดลง ทำให้ลูกค้าได้รับประโยขน์จากความคุ้มค่าของบริการที่ได้รับ จะทำให้มีเงินทุนไปพัฒนาบริการใหม่ ๆ รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาเช่น ดาวเทียม, Metaverse, Quantum รวมถึงรถยนต์ EV และ Smart City

7. ผู้เล่นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทุกรายปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ เช่น CAT+ TOT = NT และการที่ AIS มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยมีการลงทุนใหม่โดยกัลฟ์ GULF เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ ลงทุนเพิ่มในอนาคต ทำให้หลังการควบรวม TRUEและ DTAC ทำให้ผู้ประกอบการทุกรายมีความพร้อมในการแข่งขัน และ รัฐมีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียม มิใช่กีดกันรายใดรายหนึ่ง

8. ผู้บริโภคสามารถใช้บริการของผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างไม่สะดุด เช่น Facebook, Line, Netflix และอื่น ๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้เครือข่ายโทรคมนาคมเดิม ซึ่งต้องใช้ดาต้า เพิ่มขึ้นมหาศาล ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าทุกปี เพื่อให้บริการจากผู้เล่นดิจิทัลมีความต่อเนื่อง การควบรวมจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งในการพัฒนาคุณภาพเครือข่าย รองรับการเติบโตของผู้ใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

9. ผู้บริโภคสามารถใช้บริการของผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างไม่สะดุด เช่น Facebook, Line, Netflix และอื่น ๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้เครือข่ายโทรคมนาคมเดิม ซึ่งต้องใช้ดาต้า เพิ่มขึ้นมหาศาล ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าทุกปี เพื่อให้บริการจากผู้เล่นดิจิทัลมีความต่อเนื่อง การควบรวมจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งในการพัฒนาคุณภาพเครือข่าย รองรับการเติบโตของผู้ใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

10. หลังการควบรวม ผู้เล่นทุกรายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย พร้อมปรับตัวเข้าสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถที่จะแข่งกับผู้ประกอบการระดับโลก และสนับสนุนการลงทุนของ Tech Startup รุ่นใหม่ บริษัทจะมีความสามารถในการลงทุนเพิ่ม รองรับเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการดิจิทัลมากขึ้น เช่น บริการแพทย์ทางไกล การประชุมทางไกล การเข้าถึงคอนเทนต์ เพลง หนัง ระดับโลก ในราคาลดลง

 


Tags : ทรู ดีแทค ควบรวมทรู ดีแทค


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ประสบอุทกภัยขยายเป็นวงกว้าง จึงมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ธนาคารขอแจ้งผู้ที่อยู่ระหว่างรอรับเงิน โปรดตรวจสอบความพร้อมของบัญชีพร้อมเพย์ (Promptpay) ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ผ่านแอปพลิเคชันหรือช่องทางบริการของธนาคารที่ผูกบัญชีไว้ เพื่อให้สามารถรับเงินโอนได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการโอนเงินตามข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยังคงเร่งดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ธนาคารโอนจ่ายเงินแล้วกว่า 3 แสนราย รวมวงเงินกว่า 2.4 พันล้านบาท จากกรอบวงเงินช่วยเหลือรวม 4,700 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 สามารถโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบอุทกภัยได้อีก 146,015 ราย วงเงิน 1,124 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดโอนสูงสุดในวันเดียวนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเร่งดำเนินการโอนเงินเยียวยาตามข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นฟูการดำรงชีวิตได้โดยเร็ว

16 Oct 2026

...

เอไอเอ ประเทศไทย ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังลูกค้าและครอบครัวคนไทยทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องและอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ด้วยการออก 3 มาตรการช่วยเหลือพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงิน ได้แก่ 1) ยกเว้นการตรวจสุขภาพ/หนังสือรับรองสุขภาพ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการขอต่ออายุกรมธรรม์ สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่มีวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 และสิ้นผลบังคับ โดย เอไอเอ จะยกเว้นการตรวจสุขภาพหรือหนังสือรับรองสุขภาพ รวมถึงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง หากผู้เอาประกันภัยดำเนินการขอต่ออายุกรมธรรม์หรือขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ภายใน 6 เดือนนับจากวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย 2)ยกเว้นดอกเบี้ยสำหรับกรมธรรม์ที่มีการกู้ชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติ สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่มีวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 และมีการนำมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์มาใช้ชำระเบี้ยประกันภัยในรูปแบบการกู้อัตโนมัติ เอไอเอ จะยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว หากผู้เอาประกันภัยชำระคืนเงินกู้เต็มจำนวนภายใน 6 เดือนนับจากงวดที่มีการกู้อัตโนมัติ 3) ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์ฉบับใหม่ สำหรับผู้เอาประกันภัยที่กรมธรรม์สูญหายหรือได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย และมีความประสงค์ขอออกกรมธรรม์ฉบับใหม่ทดแทนฉบับเดิม เอไอเอ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกกรมธรรม์ใหม่ โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 มกราคม 2570   สำหรับมาตรการดังกล่าวครอบคลุมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัย ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อจังหวัดเพิ่มเติมได้จากรายงานสถานการณ์สาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยที่ชำระภายใต้มาตรการดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีที่มีการชำระเบี้ยจริง ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ หรือติดต่อขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ผ่านตัวแทนประกันชีวิตของท่าน ศูนย์บริการลูกค้าเอไอเอ โทร. 1581 หรือผ่านแอปพลิเคชัน AIA+

09 Oct 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด* สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างอาคารทดแทน รวมถึง ซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งจำเป็นอื่นที่ได้รับความเสียหาย วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย แบบมีหลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นใน 6 เดือนแรกและดอกเบี้ย 0% ใน 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 – 3 = MRR – 2.865% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.750% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 15 ปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท 5.สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 – 12 = MLR – 2.65% ต่อปี และปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR ต่อปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 1 ปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด   ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน ธนาคารออมสินยังเดินหน้าลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” บรรจุอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็น โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิประชาร่วมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังเผชิญระดับน้ำสูงและเดินทางลำบาก โดยเฉพาะบริเวณรอบนอกกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ชุมชนร่มเกล้า 24 ชุมชนลำลูกกา คลอง 2 และชุมชนร่มเย็น รวมถึงขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พร้อมสนับสนุนเรือสำหรับใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันธนาคารส่งมอบถุงออมสินห่วงใยแล้วกว่า 10,000 ชุด คิดเป็นงบประมาณช่วยเหลือรวมกว่า 4.5 ล้านบาท และเตรียมแผนเข้าช่วยฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนกลับมาตั้งหลักและดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถาม GSB Contact Center โทร. 1115 *หมายเหตุ : - มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft Loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด - อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 MLR = 6.025% ต่อปี และ MRR = 6.045% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของธนาคาร  

09 Oct 2026

...

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ และนครราชสีมา โดยมาตรการช่วยเหลือมี 3 ข้อ ดังนี้ 1. ขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย  ครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันชำระเบี้ย ระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2569 - 31 ธันวาคม 2569 (ขยายเพิ่มอีก 60 วัน) 2. ยกเว้นดอกเบี้ย เบี้ยประกันภัย 6 เดือน  กรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยโดยอัตโนมัติหรือต่ออายุกรมธรรม์ ระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2569 - 31 ธันวาคม 2569 3. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์  ที่ชำรุดหรือสูญหาย ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายเหตุ ยกเว้นประกันชีวิตควบการลงทุน คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทฯ ห่วงใยและขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ความเดือดร้อนของลูกค้าคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ จึงออกมาตรการดังกล่าว เพื่อช่วยให้ลูกค้าคลายกังวล บรรเทาผลกระทบ และช่วยเหลือให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ สำหรับลูกค้าผู้เอาประกันภัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ OCEAN LIFE Contact Center โทร. 1503 อีเมล info@ocean.co.th หรือสาขา OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต นอกจากนี้ยังตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ออนไลน์ผ่านบริการ Ocean Connect ได้ที่ LINE: @oceanlife หรือ Ocean Club Application ./

06 Oct 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner