Responsive image

Monday, 26 Oct 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


TIPH พบนักลงทุนโชว์ผลงานไตรมาส 1/2565 พร้อมเผยแผนการลงทุนใหม่ ต่อยอดธุรกิจประกันภัยทั้งในและต่างประเทศ

Sat 21/05/2565


บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH โดย ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายวิบูลย์ เฟื่องพานิชเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน (CFO) ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการประจำไตรมาส 1/2565 และเปิดเผยแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2565 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านทางช่องทางออนไลน์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 โดยสามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านทาง YouTube Channel และเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่าน  https://www.youtube.com/watch?v=DWWA_DsfUg  และ  https://www.set.or.th/streaming/vdos-oppday?_trms=f97596da6fce02cd.1645492699455


Tags : ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ TIPH ดร.สมพร สืบถวิลกุล


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

ตามที่ นางสาวเเพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานของรัฐ เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 26 กันยายน 2567 โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินดำเนินการ ธนาคารจึงออก มาตรการช่วยเหลือโดยการพักหนี้อัตโนมัติ – พักจ่ายเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 3 เดือน ช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2567 ซึ่งจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระของลูกหนี้ธนาคารออมสินในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศฯ จำนวนกว่า 110,000 บัญชี คิดเป็นเงินต้นรวมกว่า 43,000 ล้านบาท มาตรการพักหนี้อัตโนมัติ - พักจ่ายเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อพักชำระหนี้ให้กับสินเชื่อ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท และสินเชื่อรายย่อยทุกประเภทซึ่งรวมถึงสินเชื่อพัฒนากลุ่มอาชีพ และสินเชื่อสวัสดิการ (ยกเว้นสินเชื่อชีวิตสุขสันต์ และ สินเชื่อตามนโยบายรัฐ หรือ Public Service Account - PSA) โดยลูกหนี้ที่ได้รับสิทธิ์ให้เข้ามาตรการฯ ต้องมีภูมิลำเนา ที่อยู่ หรือที่ประกอบอาชีพ ในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 26 กันยายน 2567 ทั้งนี้ ธนาคารจะส่ง SMS หรือจดหมายแจ้งการพักชำระหนี้อัตโนมัติให้ลูกหนี้ทราบ ซึ่งจะมีผลในงวดเดือนตุลาคม - งวดเดือนธันวาคม 2567 หลังจากนั้นลูกหนี้จะต้องกลับมาชำระหนี้ตามปกติตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2568 เป็นต้นไป กรณีไม่ต้องการพักหนี้อัตโนมัติ สามารถชำระหนี้ได้เช่นเดิม โดยผู้เป็นลูกหนี้ปกติที่ชำระหนี้ในช่วงเวลา 3 เดือนของมาตรการฯ ธนาคารจะนำไปตัดต้นเงิน ส่วนผู้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ ลดดอกเบี้ยครึ่งหนึ่งมาแล้วก่อนหน้านี้ จะได้รับการพิจารณาเข้ามาตรการนี้โดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้เพื่อนำไปบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ สามารถยื่นขอสินเชื่อฉุกเฉิน หย่อนเกณฑ์อนุมัติ ให้กู้สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องมีหลักประกันและไม่มีผู้ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0% สำหรับ 3 เดือนแรก หลังจากนั้นเดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 0.60% หรืออาจยื่นขอสินเชื่อวงเงินสูงขึ้นเป็นรายละไม่เกิน 50,000 บาท แบบมีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ย 3 เดือนแรก 0% ต่อเดือนเช่นกัน รวมถึงมาตรการสินเชื่อเคหะสำหรับผู้ที่ต้องการซ่อมแซมฟื้นฟูที่อยู่อาศัยที่เสียหาย ธนาคารให้วงเงินกู้สูงถึง 100% ของราคาประเมิน อัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉลี่ย 3 ปีแรกอยู่ที่ 3.233% ต่อปี ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th หรือที่ GSB Contact Center โทร.1115 และติดต่อขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่สาขาธนาคารออมสิน ภายใน 30 วัน นับจากวันที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย    

30 Sep 2024

...

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (ประธาน คปภ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ ผ่านการจัดทำ “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” โดยจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อสร้างหลักประกันรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติให้แก่ประชาชน ครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องสมัครหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรมธรรม์มีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนภายหลังเกิดภัยพิบัติ ประธาน คปภ. กล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งใช้งบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจะสามารถเข้าถึงระบบการชดเชยความเสียหายภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีกลไกประกันภัยเข้ามารองรับเพิ่มเติมจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ “เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลยังคงใช้กลไกและงบประมาณตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่กำหนดไว้ แต่สำหรับเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จะมีระบบประกันภัยเข้ามาช่วยรองรับความเสียหาย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณภาครัฐ ที่ช่วยให้การดูแลประชาชนมีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ประธาน คปภ. กล่าว ด้านนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เป็นผลจากการบูรณาการ  ความร่วมมือระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน คปภ.  สมาคมประกันวินาศภัยไทย และภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อพัฒนาระบบประกันภัยที่สามารถรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติและเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชน โดยแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศจากความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ในวงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใต้วงเงินความคุ้มครองรวมของโครงการประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ 2. กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท โดยมีวงเงินความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน และกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 200,000 บาทต่อคน เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า สำหรับหลักเกณฑ์การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีที่อยู่อาศัย ผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ที่มี  ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือพื้นที่ภัยพิบัติ และได้รับความเสียหายจากภัยที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง โดยการอยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าสินไหมทดแทนทุกกรณี แต่ต้องมีความเสียหายหรือเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามที่กรมธรรม์กำหนดด้วย สำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ได้กำหนดกระบวนการเป็น 2 ระยะ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นโดยเร็ว โดยกรณีอุทกภัย จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นจำนวน 10,000 บาท ภายใน 15 วัน  เมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และได้รับข้อมูลหรือเอกสารที่จำเป็นครบถ้วน จากนั้นจะประเมินความเสียหายเพิ่มเติม โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุนการประเมิน เพื่อพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริงเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาท ภายในกรอบระยะเวลาอีก 15 วัน รวมวงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นจำนวน 5,000 บาท และพิจารณาจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายที่แท้จริงอีกไม่เกิน 95,000 บาท รวมวงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนทุกกรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุและยื่นคำขอรับค่าสินไหมทดแทนได้ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1. เว็บไซต์ www.thainatcat.org 2. LINE Official Account @ThaiNATCAT 3. Call Center โทรศัพท์ 02-012-5555 และ 4. จุดรับแจ้งเหตุในพื้นที่และสาขาของบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ มีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมรับประกันภัยตามโครงการจำนวน 11 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไอแคร์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับการแจ้งเคลมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ประชาชนควรเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ทะเบียนบ้านหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย ภาพถ่ายแสดงความเสียหาย (หากมี) และข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประกอบการตรวจสอบและพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทน อย่างไรก็ตาม สำนักงาน คปภ. ยืนยันว่า การไม่มีภาพถ่ายความเสียหายไม่ได้เป็นการตัดสิทธิในการแจ้งเคลม ประชาชนยังสามารถแจ้งความเสียหายเข้าสู่ระบบเพื่อให้มีการตรวจสอบและประเมินความเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ โดยขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวเป็นสำคัญ ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปถ่ายภาพหรือเก็บหลักฐานในพื้นที่ที่ยังมีอันตราย ทั้งนี้ โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน สะท้อนถึงการยกระดับระบบบริหารจัดการความเสี่ยงของประเทศ จากการพึ่งพางบประมาณเยียวยาภายหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว ไปสู่การนำระบบประกันภัยมาเป็นกลไกรองรับและกระจายความเสี่ยงล่วงหน้า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณภาครัฐ แต่ยังสร้างหลักประกันให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูชีวิตและที่อยู่อาศัยภายหลังประสบภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยประชาชนสามารถศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ที่เว็บไซต์ www.thainatcat.org และศูนย์ข้อมูลการประกันภัยพิบัติแห่งชาติของสำนักงาน คปภ. https://www.oic.or.th/th/disaster2026/

26 Oct 2026

...

  เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางพันทิพา ขัดงาม (กลาง) ผู้อำนวยการฝ่ายตัวแทนประกันชีวิตภาค 3 และนางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาคจำนวน 1,000,000 บาท แก่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายใต้โครงการ "เอไอเอ เพื่อก้าวใหม่ ชีวิตใหม่ – AIA New Leg New Life" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยมีนายแพทย์วิรัช พันธ์พานิช (ที่ 4 จากขวา) รองเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฝ่ายบริหาร เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อร่วมสนับสนุนมูลนิธิขาเทียมฯ สำหรับใช้จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในการผลิตขาเทียมให้แก่ผู้พิการยากไร้ทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับมูลนิธิขาเทียมฯ มอบขาเทียมให้ผู้พิการที่ต้องการขาเทียมไปแล้วกว่า 5,000 ข้าง นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและมอบโอกาสให้ประชาชนผู้พิการทางขาได้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ รวมถึงประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและตอบแทนสังคมไทย และสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา 'Healthier, Longer, Better Lives' ณ โครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 161 จังหวัดราชบุรี

24 Mar 2023

...

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขานรับนโยบายกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ออก 2 มาตรการเร่งด่วน ช่วยลูกค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 เป็นระยะเวลานาน 3 เดือน ตั้งแต่สิงหาคม-ตุลาคม 2564 ประกอบด้วย มาตรการที่ 15 พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ และ มาตรการที่ 16 พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะ NPL (ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน) หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ ลงทะเบียนผ่าน Application : GHB ALL หรือ GHB Buddy บน Application Line ได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 29 สิงหาคม 2564 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ให้จัดทำมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs และลูกหนี้รายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ธอส. จึงได้จัดทำ 2 มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ลูกค้าทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทยสร้างชาติ ปี 2564” ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางด้านรายได้จากการประกอบอาชีพ/ธุรกิจ/การค้า จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และยังไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดได้ ซึ่งมีรายละเอียดความช่วยเหลือ ประกอบด้วย มาตรการที่ 15 [M 15] : พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2564 สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ และไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้หรือสถานะกฎหมาย  มาตรการที่ 16 [M 16] : พักชำระเงินต้นและพักชำระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2564 สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะ NPL (ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน ) หรืออยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้   สำหรับดอกเบี้ยที่พักชำระเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในระหว่างการใช้มาตรการที่ 15 และ 16 ลูกค้าสามารถทยอยชำระให้เสร็จสิ้นก่อนวันครบกำหนดสัญญากู้เงิน หรือ ปิดบัญชี โดย ธอส. จะเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนแจ้ง    ความประสงค์เข้ามาตรการผ่าน Application : GHB ALL หรือ GHB Buddy บน Application Line ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 เวลา 9.00 น. – วันที่ 29 สิงหาคม 2564 เวลา 20.00 น. และจะต้อง Upload หลักฐานยืนยันการได้รับผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL หรือ GHB Buddy ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น ส่วนกรณีที่ลูกค้าไม่มีสมาร์ทโฟนสามารถกรอกข้อมูลเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการได้ที่ www.ghbank.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th, Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ  Application : GHB ALL

24 Jul 2021

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner