Responsive image

Monday, 30 Mar 2026

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


เคทีซีกำไรครึ่งปี 3,678 ล้านบาท รับแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัว มั่นใจกำไรทั้งปีเป็นไปตามเป้า

Fri 28/07/2566


เคทีซีเปิดงบการเงินรวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อยครึ่งปีแรก กำไรสุทธิ 3,678 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 1,806 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อทุกผลิตภัณฑ์เติบโตตามเป้าหมาย โดยมูลค่าพอร์ตรวมอยู่ที่ 105,589 ล้านบาท เติบโต 11.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรขยายตัวที่อัตรา 16.3% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มั่นใจสามารถทำกำไรทั้งปีได้ตามเป้าหมาย

 

 

นายระเฑียร  ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคขยายตัวดีต่อเนื่อง จากความต้องการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 เคทีซีมีสัดส่วนของลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรมเท่ากับ 14.9% ส่วนแบ่งตลาดของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีอยู่ที่ 12.2% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2565 และมีสัดส่วนของลูกหนี้สินเชื่อบุคคล (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน) เทียบกับอุตสาหกรรมเท่ากับ 6.2%”

“ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เคทีซีมีผลการดำเนินงานน่าพอใจในหลายด้าน ทั้งการเติบโตของพอร์ตรวมที่เป็นไปตามเป้าหมาย ด้วยมูลค่า 105,589 ล้านบาท เติบโต 11.1% และยังคุมระดับ NPL ได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่ 2.0% สำหรับพอร์ตบัตรเครดิตยังคงขยายตัวได้ดีด้วยอุปสงค์ในประเทศ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรดีดตัวสูงขึ้นมาก ขณะที่พอร์ตสินเชื่อบุคคลขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังเน้นการคัดกรองคุณภาพสินเชื่อบุคคลผ่านกระบวนการอนุมัติที่เข้มข้น โดยจะคัดเลือกสมาชิกที่มีความเสี่ยงเหมาะสมกับระดับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลที่กำหนดไว้ สำหรับสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” มีกระแสตอบรับดีขึ้นทุกเดือน แม้จำนวนที่เข้ามาจะช้ากว่าที่ประมาณการ แต่ได้พอร์ตที่มีคุณภาพ ทำให้มั่นใจว่า “เคทีซี  พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จะสามารถสร้างฐานรายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต”

“สำหรับครึ่งหลังของปี 2566 “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จะมีปริมาณการเพิ่มยอดลูกค้าใหม่ (New Booking) แบบทวีคูณ พิจารณาจากอัตราเร่งของการเพิ่มลูกหนี้ใหม่ในปัจจุบัน การเติบโตของพอร์ตบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับ NPL อยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล เพราะบริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการได้ ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถทำกำไรทั้งปีได้ตามเป้าหมายที่มากกว่า 7,079 ล้านบาท พอร์ตลูกหนี้สิ้นเชื่อรวมเติบโต 15% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 10% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเติบโต 7%”

 

 

“ผลการดำเนินงานของเคทีซีในช่วงครึ่งปีแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 งบการเงินรวมมีกำไรสุทธิครึ่งปีแรกและไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 3,678 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.0%) และ 1,806 ล้านบาท (ลดลง 4.6%) ตามลำดับ งบการเงินเฉพาะกิจการของเคทีซี มีกำไรสุทธิครึ่งปีแรก และไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 3,648 ล้านบาท และ 1,805 ล้านบาท ตามลำดับ ฐานสมาชิกรวม 3,358,994 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 105,589 ล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) 2.0% แบ่งเป็นพอร์ตสมาชิกบัตรเครดิต 2,605,984 บัตร เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 68,664 ล้านบาท ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรครึ่งปีแรกเท่ากับ 127,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.2% พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 753,010 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” และดอกเบี้ยค้างรับ  31,727 ล้านบาท  เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เท่ากับ 1,658 ล้านบาท NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.0% ยอดสินเชื่อลูกหนี้ใหม่ (New Booking) ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ในรอบครึ่งแรกของปี 2566 เท่ากับ 1,132 ล้านบาท โดยยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่มีกระแสตอบรับที่ดีขึ้นในทุกเดือน”

“ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2566 มีการเติบโตในรายได้รวมที่ 8.8% เท่ากับ 6,240 ล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 18.7% เท่ากับ 3,988 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจากการขยายตัวของพอร์ต ทำให้มี NPL เพิ่มขึ้นบ้าง ส่งให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) เพิ่มขึ้น รวมถึงการตัดหนี้สูญเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนของต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นเล็กน้อย ตามการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน ทั้งนี้ ข้อมูลวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เคทีซีมีวงเงินกู้ยืมทั้งสิ้นเท่ากับ 35,371 ล้านบาท เป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 29,371 ล้านบาท (รวมวงเงินจากธนาคารกรุงไทย 19,061 ล้านบาท) และวงเงินกู้ยืมระยาวจากธนาคารกรุงไทย 6,000 ล้านบาท โดยมีวงเงินคงเหลือ (Available Credit Line) จำนวน 20,480 ล้านบาท ต้นทุนการเงิน 2.6% และอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2.18 เท่า ต่ำกว่าภาระผูกพันซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 เท่า”

“เคทีซียังได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางการบริหารจัดการด้านการให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในทุกสถานะตามประกาศ ธปท. ฝคง.ว.951/2564 จำนวน 1,876 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.9% ของพอร์ตลูกหนี้รวม”

“สืบเนื่องจากวันนี้ (21 กรกฎาคม 2566) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่ “มาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว โดยอันดับแรกธปท. จะออกมาตรการกำหนดเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending: RL) สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทันเวลา มีคุณภาพและเพียงพอ ในส่วนของลูกหนี้ใหม่ต้องไม่โฆษณากระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมอย่างเกินตัว ซึ่งธปท. จะบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2567”

“สำหรับหนี้ปกติที่เป็นหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt: PD) จะสร้างทางเลือกให้ลูกหนี้สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ปิดจบการเป็นหนี้ได้ ซึ่งธปท. มุ่งให้ความสำคัญกับลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน และมีเกณฑ์การบ่งชี้ว่าลูกหนี้ดังกล่าวมีการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งธปท. จะให้มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2567 นั้น เคทีซีจะให้ทางเลือกแก่ลูกหนี้ที่สนใจ สามารถเปลี่ยนสินเชื่อหมุนเวียนมาเป็นแบบมีระยะเวลา (Term Loan) และให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี โดยจะกำหนดให้การผ่อนชำระสามารถปิดจบภายใน 5 ปี ซึ่งลูกหนี้ต้องสมัครใจเข้าร่วมโครงการด้วยตนเองและปิดวงเงินเดิมที่มีอยู่ โดยเคทีซีได้ประเมินผลกระทบต่อมาตรการดังกล่าว หากลูกหนี้เคทีซีที่เข้าเกณฑ์ทุกรายเข้าร่วมโครงการฯ จะมีผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยลดลงประมาณ 18 ล้านบาทต่อเดือน”


Tags : เคทีซี KTC บัตรกรุงไทย ระเฑียร ศรีมงคล เคทีซีกำไรครึ่งปี 2566 ผลประกอบการเคทีซี


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ 7-Eleven และเคาน์เตอร์เซอร์วิส เปิดตัวแคมเปญ “พ.ร.บ.สุดคุ้ม สุดคิวต์” ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 555 บาทต่อปี พร้อมมอบความคุ้มครอง สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ ผ่านช่องทางบริการร้าน 7-Eleven ที่สะดวกและครอบคลุม 15,500 สาขาทั่วประเทศ  แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวกสบาย สามารถซื้อหรือต่ออายุ พ.ร.บ. คุ้มครองและรับกรมธรรม์ทันที พร้อมบริการต่อภาษีรถยนต์ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ ในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่กับความสะดวกครบจบในจุดเดียว ตอกย้ำแนวคิด “ประกันภัยใกล้ตัว เข้าถึงง่าย” นอกจากนี้ สมาชิก ALL Member ที่ซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัย จะได้รับได้สิทธิ์แลกซื้อกระบอกน้ำลายลิขสิทธิ์ Butterbear & Hello Kitty ในราคาเพียง 1 บาท (จากราคาปกติ 199 บาท) จำกัดจำนวน 5,000 สิทธิ์ และยังได้รับคะแนนสะสมจากทุกยอดบิล เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดหรือแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัยได้แล้ววันนี้ ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.counterservice.co.th หรือ 7-Eleven Application โดยจะได้รับกรมธรรม์และความคุ้มครองที่มีผลทันทีตามวันเริ่มกรมธรรม์ และสามารถซื้อได้ล่วงหน้าสูงสุด 90 วันก่อนกรมธรรม์ปัจจุบันหมดอายุ ให้ทุกการเดินทางของคุณมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น สะดวก ครบ จบในที่เดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 23 เมษายน 2569

29 Mar 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เร่งออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการประหยัดพลังงานที่สำคัญของธนาคารออมสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้รถยนต์ตามความจำเป็น และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ 2) ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 3) แนวทางการแต่งกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี งดสวมสูท แจ็กเกต หรือผูกเนกไท เพื่อลดความจำเป็นในการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำเกินไป และ 4) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ตามความเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการลูกค้า   ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคาร ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งมี นายพลจักร นิ่มวัฒนา ประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสิน ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย  นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ได้เริ่มใช้แนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" ในที่ประชุมทันที เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านพลังงาน ธนาคารออมสิน จึงขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปด้วยกัน    

18 Mar 2026

...

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง มุ่งลดอุบัติเหตุและส่งเสริมความปลอดภัยทางการเดินทาง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นฟรี 20 รายการ พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” เป็นของที่ระลึกฟรี ! เมื่อนำรถมาใช้บริการ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 31 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก การตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม วิริยะประกันภัย จึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย”  ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ทั้งนี้ ลูกค้าของวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป สามารถนำรถยนต์เข้ารับการตรวจเช็กสภาพฟรีเบื้องต้น จำนวน 20 รายการ อาทิ ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ ตรวจเช็กสภาพการทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ตรวจสอบคันเร่ง ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมัน ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ตรวจสอบเบรก ตรวจสอบไส้กรองอากาศ ตรวจสอบคลัตซ์ ตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยว ตรวจสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” ฟรีทันที ! เมื่อลงทะเบียนตอบแบบสอบถามผ่าน QR CODE (ของมีจำนวนจำกัด) โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจรถฟรีได้ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ช่วงเวลาตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 สำหรับศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการให้บริการตรวจรถฟรี จำนวน 31 แห่ง ได้แก่ 1) อู่ร่วมมิตรการาจ 2) บจ.นิวเพื่อนยนต์ 3) บจ.ไทยรัตน์ยานยนต์ 4) หจก. งามวงศ์วาน คาร์แคร์  5) บจ.อู่นำชัย รัตนาธิเบศร์ 6) บจ.เซอร์กิต ติวานนท์ 7) บจ.อู่นำชัย เตาปูน (สาขาติวานนท์) 8) บจ.เจริญกิจ ราชพฤกษ์ 9) บจ.เจริญกิจ ออโต้ เซอร์วิส 10) บจ. คุงการาจ 11) บจ.เซอร์กิตบริการ 12) บจ.อู่กังวานชัยการช่าง 13) บจ.อู่วิชัยยนต์ 14) บจ.เทวินทร์ คาร์เซ็นเตอร์ 15) อู่บอส 888 การาจ 16) บจ.ธนพัฒน์ ออโต้ เซ็นเตอร์ 17) บจ.เพอร์เฟคท์ สปีด ไลน์ 18) บจ.เอส ซี ซี 65 การาจ 19) หจก. เจดีย์ออโต้เซอร์วิส 20) หจก.เป้งการาจ 21) บจ. อู่ เอส.เอส. อินเตอร์กรุ๊ป 22) บจ.รุ่งเจริญ บอดี้ คลีนิค 23) บจ.สุขุมวิท เอ.ที. เซอร์วิส 24) หจก.สุทินคาร์เซอร์วิส 25) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 26) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 27) บจ.วงษ์ศิริเลิศ คาร์ เซอร์วิส (1997) 28) บจ.เจริญภัณฑ์ยนตรกิจ เซอร์วิส 29) บจ.นที อินเตอร์เซอร์วิส สาขา 1 30) บจ.อู่แม่กลอง 31) บจ.อ.พิพัฒน์ยนต์ (1989)  

14 Mar 2026

...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จับมือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่อยากเริ่มต้นส่งออก และรายที่ต้องการขยายตลาดส่งออกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เข้าร่วมโครงการ “I SME D Together : ปั้น Smart SMEs จาก Local สู่ Global” โดยจะได้รับการยกระดับเพิ่มศักยภาพ เตรียมความพร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างแท้จริง  ผ่าน “โปรแกรม 3T” ส่งเสริมครบวงจร ประกอบด้วย Training เตรียมความพร้อม วางแผนการเงิน สู่การขยายตลาดโลก Technology  สนับสนุนเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ  และ Trade เปิดโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ สนับสนุนให้เกิดการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ เปิดรับสมัครแล้ว  รุ่นที่ 1 สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการขยาย “ตลาด Halal” (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และซาอุดีอาระเบีย) เปิดอบรมระหว่างวันที่ 30–31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมกราฟ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ  และรุ่น 2  สำหรับกลุ่มต้องการขยาย “ตลาด CLMV”  (ลาว เวียดนาม และเมียนมา) ระหว่างวันที่ 23-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี นครปฐม จ.นครปฐม   นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการ ยังได้การสนับสนุนจาก SME D Bank พาเข้าถึงแหล่งทุนอัตราต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปลงทุน หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง พร้อมขยายตลาดส่งออก ควบคู่กับช่วยพัฒนาผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” เช่น หลักสูตร E-Learning และที่ปรึกษาธุรกิจจากโค้ชมืออาชีพ เป็นต้น พิเศษ สิทธิประโยชน์สำหรับ 20 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและมีสินค้าพร้อมจำหน่าย จะได้รับโอกาสเข้าร่วม Showcase สินค้าในวันงาน เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Networking) และต่อยอดโอกาสทางการค้าในอนาคต เป็นต้น รวมทั้ง ได้รับการเชิญร่วมออกงานแสดงสินค้าตามความสมัครใจ ที่มีให้เลือกมากกว่า 15 งาน ทั้งในและต่างประเทศ สนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย  รับจำนวนจำกัด รุ่นละ 100 กิจการเท่านั้น สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ 02-265-4494 หรือ Call Center 1357

14 Mar 2026

Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner