Responsive image

Wednesday, 18 Feb 2026

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


สำนักวิจัย CIMB Thai ห่วง อย่าให้สงครามค่าเงินเป็นคำตอบ

Fri 23/02/2567


ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า นับเป็นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่น่าติดตาม ระหว่างรัฐบาลที่คาดหวังการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจกับแบงก์ชาติที่ยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ความขัดแย้งด้านทิศทางดอกเบี้ยมีส่วนกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงสัปดาห์การประชุมกนง. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค และโดยเฉพาะหลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2566 ขยายตัวต่ำจากปีก่อนหน้า และหดตัวเทียบไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งย้ำถึงแรงกดดันในการลดดอกเบี้ยในวันที่ 10 เมษายนนี้ มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค หากหวังพึ่งพาดอกเบี้ยนโยบาย การลดดอกเบี้ยเพียง 0.25 หรือ 0.50% ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องลดลงถึง 1.25% จึงจะมากพอ ซึ่งเป็นการปรับลดในระดับวิกฤติการเงิน และเป็นระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤติโควิด ผลข้างเคียงของการลดดอกเบี้ยเช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และอาจเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้าน เพราะบาทที่อ่อนจะแย่งชิงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง

“ผมมองว่า หนทางแก้เกมที่ดีที่สุด คือ ประสานนโยบายการเงินและการคลัง ตอนนี้เหมือนเรากำลังดูทีมฟุตบอลที่กองหน้าเขี่ยบอลให้กองหลังวิ่งขึ้นมาทำประตู อาจเพราะมีผู้เล่นบาดเจ็บ (งบประมาณยังไม่ออกจนเดือนพฤษภาคม) แต่กองหลังก็ไม่ขยับมาเล่นกองกลาง ยังเตะบอลให้กองหน้า เพราะห่วงรักษาประตู (เน้นดูแลเสถียรภาพของตลาดเงินและเศรษฐกิจ) คนดูก็เชียร์กันไปคนละข้าง เศรษฐกิจไทยก็ยากที่จะเดินหน้าได้ คงต้องหาทางแก้เกมกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อประสานผู้เล่นในทีมนี้” ดร. อมรเทพ กล่าว

ทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย

หากพิจารณาถ้อยแถลงและการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะพบหลากหลายปัจจัยที่บ่งบอกว่าทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย ผมลองตีความได้สามปัจจัยดังนี้

1. เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้มาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป

ปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการขาดความเชื่อมโยงของภาคการผลิตไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก การส่งออกขยายตัวต่ำแม้อุปสงค์ตลาดโลกกำลังฟื้นตัวได้ดี การขาดความสามารถในการแข่งขันหรือขาดสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ยกตัวอย่าง ไทยเป็นแหล่งผลิต Hard Disk Drive (HDD) แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้ Solid State Drive (SSD) หรือ การนำเข้าสินค้าจากจีนทำให้ SME ไทยต้องทยอยปิดกิจการไป ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐก็น้อยและล่าช้า กระทบเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา

2. อัตราเงินเฟ้อต่ำ ไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ

อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาครัฐ ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศปรับลดลง แต่เป็นการบรรเทาปัญหาชั่วคราว และไม่ได้มาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ (อันนี้ผมเห็นต่าง ผมว่ามีส่วนบ้างที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอทำให้การปรับราคาขึ้นทำได้ยาก) ทางแบงก์ชาติยังย้ำว่าระดับราคาสินค้าและบริการที่ปรับลดลงมาแต่ยังสูงเมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด และมองว่าหากอุปสงค์ในประเทศยังดี การใช้นโยบายการเงินมากระตุ้นก็อาจไม่ตรงจุด น่าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตและการส่งออกมากกว่า

3. ผลข้างเคียงจากการลดดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป

การลดดอกเบี้ยช่วงที่อุปสงค์ในประเทศยังแข็งแรง การบริโภคยังเติบโตได้ อาจส่งผลข้างเคียงให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวขึ้นมารวดเร็วช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือเก็บ policy space ไว้ใช้ยามจำเป็น

ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค

ต่อให้ลดดอกเบี้ยลง ก็ทำได้เพียงพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเหนือ 4% และการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25-0.50% ก็ไม่ช่วยลดรายจ่ายด้านดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยะสำคัญ อาจพอลดความตึงเครียดได้บ้าง สร้างแรงจูงใจให้คนมาใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น แต่การส่งผ่านของการลดอัตราดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจจริงอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน ต่างกับมาตรการทางการคลังที่อัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าคนเพื่อนำไปใช้จ่ายได้ทันที และสามารถดูแลผู้เดือดร้อนได้ตรงกลุ่ม มากกว่านโยบายการเงินที่หว่านแหในวงกว้าง และการลดดอกเบี้ยก็มีผลข้างเคียงที่เปรียบเหมือนยา อาจทำให้เกิดอาการหนี้ครัวเรือนที่เพิ่ม สินทรัพย์ไทยขาดความน่าสนใจจนต่างชาติเทขาย ทำเงินบาทอ่อนค่า กระทบสินค้านำเข้าให้มีราคาสูงขึ้นได้

อย่าให้สงครามค่าเงินเป็นคำตอบ

ผมกังวลว่า ผู้กำหนดนโยบายจะเห็นว่าหนทางที่เร็วที่สุด (quick win) อาจจะเป็นการปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การลดดอกเบี้ยในระด้บมากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อ การลงทุน และทำให้บาทอ่อนค่าแรงพอจะสร้างความสามารถการแข่งขัน แต่ต้องระวังผลข้างเคียง ต้นทุนนำเข้าเพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน หรือกลุ่มที่มีสัดส่วนการนำเข้าเพื่อการผลิตสูง เช่น อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องมือแพทย์ แต่ก็พอจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน เช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และกลุ่มส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตรอื่นๆ ยานยนต์และส่วนประกอบ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และนิคมอุตสาหกรรม การลดดอกเบี้ยของไทย จะเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้านหรือไม่ และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง แม้ไม่ได้รุนแรงเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่หากเงินบาทวิ่งไปที่ระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ

“ผมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและปราศจากมาตรการทางการคลังในการสนับสนุนเช่นนี้ คงต้องอาศัยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เสริมสภาพคล่อง และกดดันเงินบาทให้อ่อนค่า แต่ก็หวังว่า แบงก์ชาติยังมีหนทางอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงินอื่นๆ มาเสริมได้อีก เช่น การลดข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ ลดวงเงิน LTV และยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหา อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ก็ทำได้เพียงประคองเศรษฐกิจให้มีความหวังว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เหนือระดับ 2% แต่จะกระตุ้นให้ถึง 3% ได้หรือไม่ก็คงต้องรอดูมาตรการต่างๆ จากรัฐบาลอีกที” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

           

 


Tags : สำนักวิจัย CIMB Thai ซีไอเอ็มบี ไทย ดร.อมรเทพ จาวะลา ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์เศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนา ผนึกกำลัง กรมสรรพากร และ บสย. ลุยโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” ปูพรมเสริมแกร่งเอสเอ็มอีให้ก้าวทันการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผ่านการจัดงานในรูปแบบ ONE Stop Service เติมเต็มความรู้การเงิน ใช้ประโยชน์จากภาษี  เพิ่มทักษะขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ และผลักดันเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. 2569 นี้  เปิดกว้างเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมสรรพากร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce”  สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล  ด้วยการเติมความรู้ด้านบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้ประโยชน์ด้านภาษีที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถต่อยอดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ  ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมอย่างสูง ที่สำคัญ สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME D Bank นำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนธุรกิจได้ตามเป้าหมาย สำหรับโครงการดังกล่าว จัดในรูปแบบ  ONE Stop Service มางานเดียวได้ครบทุกความต้องการ ประกอบด้วย ความรู้บริหารธุรกิจ เช่น Workshop สร้างคลิปวิดีโอสั้น ปั้นแบรนด์สินค้า เพิ่มยอดขายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการวางแผนทางการเงิน  จัดทำบัญชีคุณภาพ เป็นต้น  ความรู้ทางภาษี  เช่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน E-Filing การจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษี เป็นต้น และ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี จาก SME D Bank เช่น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ “สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียวเติบโตยั่งยืน วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เป็นต้น โดยสามารถใช้กลไก บสย. สนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนั้น ผู้ร่วมงานได้สิทธิพิเศษทดลองใช้ระบบบัญชีดิจิทัล มูลค่ากว่า 20,000 บาท ฟรีสูงสุด 3 เดือน  อีกทั้ง ภายในงานยังมีการออกบูธให้คำแนะนำปรึกษาธุรกิจ และบริการจากบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM  แนะนำทรัพย์ดี สำหรับขยายช่องทางธุรกิจ       โครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัด  ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ครั้งที่ 1 : วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จ.อุดรธานี , ครั้งที่ 2 : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จ.ขอนแก่น ,  ครั้งที่ 3 : วันที่ 23 มีนาคม 2569 จ.ยโสธร , ครั้งที่ 4 : วันที่ 25 มีนาคม 2569 จ.นครราชสีมา , ครั้งที่ 5 : วันที่ 22 เมษายน 2569 จ.พังงา , ครั้งที่ 6 : วันที่ 24 เมษายน 2569 จ.กระบี่ , ครั้งที่ 7 : วันที่ 17 มิถุนายน 2569 จ.พะเยา , ครั้งที่ 8 : วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จ.แพร่ , ครั้งที่ 9 : วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จ.นครนายก และ ครั้งที่ 10 : วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จ.สมุทรปราการ คาดจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 800 ราย   ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ฝ่ายส่งเสริมการตลาด โทร.02-265-4598 , 02-265-4961 และ 02-265-4064 หรือ Call Center 1357

17 Feb 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดกิจกรรม CI 123 Roadshow พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพพื้นฐานฟรีแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงลูกค้าของบริษัทฯ ด้วยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลในเครือข่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ ภายในงานอีกมากมาย อาทิ ภารกิจพิชิตโรคร้าย และคลาสออกกำลังกายจากผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดี คือรากฐานของชีวิตที่มั่นคง บริษัทฯ จึงมุ่งมั่น ทุ่มเท มอบความห่วงใย และสุขภาพที่ดีให้คนไทย โดยรายละเอียดวัน และสถานที่ จัดกิจกรรม มีดังนี้ วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล โคราช วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ สำหรับโครงการคาราวานตรวจสุขภาพทั่วไทย ได้ให้บริการคนไทยทั่วประเทศแล้ว มากกว่า 620,000 ราย และโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่อยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป ทั้งนี้ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม การบริการ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.krungthai-axa.co.th และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1159

13 Feb 2026

...

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2490 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่องค์กร และส่งต่อกำลังใจให้กับผู้บริหารและพนักงานทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารความเสี่ยงให้กับสังคมไทย ภายใต้หลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” อันเปรียบเสมือนหัวใจหลักของการดำเนินงาน และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พร้อมกับ สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของวิริยะประกันภัยทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมใจจัดพิธีทำบุญในช่วงเวลาเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง     ในวาระก้าวสู่ปีที่ 79 ของวิริยะประกันภัย นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งขององค์กรที่สามารถยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการประกันวินาศภัยให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคและบริบทความเสี่ยงภัยในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการบริหารงานตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ “มากกว่าความคุ้มครอง คือ ความคุ้มค่า” #ใช้ทุกวิให้คุ้มค่า ที่มุ่งยกระดับการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้าน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมในระยะยาว  

12 Feb 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวาระครบรอบ 100 วัน แห่งการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง   ภายในพิธี คณะผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมกันถวายภัตตาหารเช้าและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมประกอบพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์  เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน ณ กรุงเทพประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

09 Feb 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner