Responsive image

Monday, 17 Aug 2026

Banner

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


สำนักวิจัย CIMB Thai ห่วง อย่าให้สงครามค่าเงินเป็นคำตอบ

Fri 23/02/2567


ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า นับเป็นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่น่าติดตาม ระหว่างรัฐบาลที่คาดหวังการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจกับแบงก์ชาติที่ยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ความขัดแย้งด้านทิศทางดอกเบี้ยมีส่วนกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงสัปดาห์การประชุมกนง. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค และโดยเฉพาะหลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2566 ขยายตัวต่ำจากปีก่อนหน้า และหดตัวเทียบไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งย้ำถึงแรงกดดันในการลดดอกเบี้ยในวันที่ 10 เมษายนนี้ มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค หากหวังพึ่งพาดอกเบี้ยนโยบาย การลดดอกเบี้ยเพียง 0.25 หรือ 0.50% ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องลดลงถึง 1.25% จึงจะมากพอ ซึ่งเป็นการปรับลดในระดับวิกฤติการเงิน และเป็นระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤติโควิด ผลข้างเคียงของการลดดอกเบี้ยเช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และอาจเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้าน เพราะบาทที่อ่อนจะแย่งชิงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง

“ผมมองว่า หนทางแก้เกมที่ดีที่สุด คือ ประสานนโยบายการเงินและการคลัง ตอนนี้เหมือนเรากำลังดูทีมฟุตบอลที่กองหน้าเขี่ยบอลให้กองหลังวิ่งขึ้นมาทำประตู อาจเพราะมีผู้เล่นบาดเจ็บ (งบประมาณยังไม่ออกจนเดือนพฤษภาคม) แต่กองหลังก็ไม่ขยับมาเล่นกองกลาง ยังเตะบอลให้กองหน้า เพราะห่วงรักษาประตู (เน้นดูแลเสถียรภาพของตลาดเงินและเศรษฐกิจ) คนดูก็เชียร์กันไปคนละข้าง เศรษฐกิจไทยก็ยากที่จะเดินหน้าได้ คงต้องหาทางแก้เกมกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อประสานผู้เล่นในทีมนี้” ดร. อมรเทพ กล่าว

ทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย

หากพิจารณาถ้อยแถลงและการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะพบหลากหลายปัจจัยที่บ่งบอกว่าทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย ผมลองตีความได้สามปัจจัยดังนี้

1. เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้มาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป

ปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการขาดความเชื่อมโยงของภาคการผลิตไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก การส่งออกขยายตัวต่ำแม้อุปสงค์ตลาดโลกกำลังฟื้นตัวได้ดี การขาดความสามารถในการแข่งขันหรือขาดสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ยกตัวอย่าง ไทยเป็นแหล่งผลิต Hard Disk Drive (HDD) แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้ Solid State Drive (SSD) หรือ การนำเข้าสินค้าจากจีนทำให้ SME ไทยต้องทยอยปิดกิจการไป ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐก็น้อยและล่าช้า กระทบเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา

2. อัตราเงินเฟ้อต่ำ ไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ

อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาครัฐ ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศปรับลดลง แต่เป็นการบรรเทาปัญหาชั่วคราว และไม่ได้มาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ (อันนี้ผมเห็นต่าง ผมว่ามีส่วนบ้างที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอทำให้การปรับราคาขึ้นทำได้ยาก) ทางแบงก์ชาติยังย้ำว่าระดับราคาสินค้าและบริการที่ปรับลดลงมาแต่ยังสูงเมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด และมองว่าหากอุปสงค์ในประเทศยังดี การใช้นโยบายการเงินมากระตุ้นก็อาจไม่ตรงจุด น่าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตและการส่งออกมากกว่า

3. ผลข้างเคียงจากการลดดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป

การลดดอกเบี้ยช่วงที่อุปสงค์ในประเทศยังแข็งแรง การบริโภคยังเติบโตได้ อาจส่งผลข้างเคียงให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวขึ้นมารวดเร็วช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือเก็บ policy space ไว้ใช้ยามจำเป็น

ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค

ต่อให้ลดดอกเบี้ยลง ก็ทำได้เพียงพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเหนือ 4% และการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25-0.50% ก็ไม่ช่วยลดรายจ่ายด้านดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยะสำคัญ อาจพอลดความตึงเครียดได้บ้าง สร้างแรงจูงใจให้คนมาใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น แต่การส่งผ่านของการลดอัตราดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจจริงอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน ต่างกับมาตรการทางการคลังที่อัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าคนเพื่อนำไปใช้จ่ายได้ทันที และสามารถดูแลผู้เดือดร้อนได้ตรงกลุ่ม มากกว่านโยบายการเงินที่หว่านแหในวงกว้าง และการลดดอกเบี้ยก็มีผลข้างเคียงที่เปรียบเหมือนยา อาจทำให้เกิดอาการหนี้ครัวเรือนที่เพิ่ม สินทรัพย์ไทยขาดความน่าสนใจจนต่างชาติเทขาย ทำเงินบาทอ่อนค่า กระทบสินค้านำเข้าให้มีราคาสูงขึ้นได้

อย่าให้สงครามค่าเงินเป็นคำตอบ

ผมกังวลว่า ผู้กำหนดนโยบายจะเห็นว่าหนทางที่เร็วที่สุด (quick win) อาจจะเป็นการปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การลดดอกเบี้ยในระด้บมากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อ การลงทุน และทำให้บาทอ่อนค่าแรงพอจะสร้างความสามารถการแข่งขัน แต่ต้องระวังผลข้างเคียง ต้นทุนนำเข้าเพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน หรือกลุ่มที่มีสัดส่วนการนำเข้าเพื่อการผลิตสูง เช่น อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องมือแพทย์ แต่ก็พอจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน เช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และกลุ่มส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตรอื่นๆ ยานยนต์และส่วนประกอบ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และนิคมอุตสาหกรรม การลดดอกเบี้ยของไทย จะเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้านหรือไม่ และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง แม้ไม่ได้รุนแรงเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่หากเงินบาทวิ่งไปที่ระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ

“ผมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและปราศจากมาตรการทางการคลังในการสนับสนุนเช่นนี้ คงต้องอาศัยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เสริมสภาพคล่อง และกดดันเงินบาทให้อ่อนค่า แต่ก็หวังว่า แบงก์ชาติยังมีหนทางอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงินอื่นๆ มาเสริมได้อีก เช่น การลดข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ ลดวงเงิน LTV และยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหา อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ก็ทำได้เพียงประคองเศรษฐกิจให้มีความหวังว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เหนือระดับ 2% แต่จะกระตุ้นให้ถึง 3% ได้หรือไม่ก็คงต้องรอดูมาตรการต่างๆ จากรัฐบาลอีกที” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

           

 


Tags : สำนักวิจัย CIMB Thai ซีไอเอ็มบี ไทย ดร.อมรเทพ จาวะลา ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์เศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนธุรกิจ ทำให้ SMEs หลายรายประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด ธนาคารออมสินจึงขานรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่ เปิดตัวสินเชื่อ “ออมสิน เติมตังค์ เสริมสภาพคล่อง” วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ของธนาคารให้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการได้นานสูงสุด 12 เดือน ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี และให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 100% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเติมทุนก้อนใหม่ให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอในการประคับประคองกิจการ รองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และรักษาการจ้างงานในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เพื่อสนับสนุน SMEs ให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคง สินเชื่อ “ออมสิน เติมตังค์ เสริมสภาพคล่อง” เปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อธุรกิจของธนาคารออมสินมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีสถานะบัญชีปกติ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่มีประวัติค้างชำระเกิน 90 วัน หรือไม่มีประวัติปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ณ วันที่ยื่นขอสินเชื่อ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ลงทุนในทรัพย์สิน หรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการไถ่ถอนจำนอง โดยวงเงินกู้จะพิจารณาตามความจำเป็นของวัตถุประสงค์การขอกู้และความสามารถในการชำระคืน มีให้เลือกทั้งแบบระยะสั้น (ทบทวนวงเงินรายปี) และระยะยาว ที่ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี (รวมระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี) อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามหลักเกณฑ์สินเชื่อธุรกิจและ SMEs ของธนาคาร และใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกค้าที่เข้าหลักเกณฑ์และต้องการเงินทุนเพื่อเสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ณ ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สาขาธนาคารออมสินเจ้าของบัญชี, GSB Contact Center โทร. 1115 หรือเว็บไซต์ www.gsb.or.th

08 Aug 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดแคมเปญใหญ่ “คุ้มครองอุ่นใจ ลุ้นรับโชคใหญ่ 6 เดือน 6 คัน” ในโอกาสฉลองครบรอบ 29 ปี ของบริษัทฯ  และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน  โดยแคมเปญนี้เป็นการเชิญชวนลูกค้าร่วมสนุกและลุ้นรางวัลใหญ่ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3, รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin Standard Range,รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Sleek Type S และรางวัลอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท โดยแคมเปญเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 31 ธันวาคม 2569 วิธีการรับสิทธิ์เพื่อร่วมลุ้นรับของรางวัล ลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นรับรางวัล จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขด้านล่างภายในระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับการซื้อกรมธรรม์ใหม่ การชำระเบี้ยประกันชีวิตประเภทสามัญ (เบี้ยฯปีต่ออายุ) ผ่านวิธีการและ/ หรือช่องทางการชำระเบี้ยที่กำหนด ดังนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน* เมื่อซื้อกรมธรรรม์ฉบับใหม่เพิ่ม รับ 3 สิทธิ์ /1 กรมธรรม์ โดยลูกค้าปัจจุบันจะต้องเป็นผู้ถือกรมธรรม์รายบุคคล (insured) ที่มีผลบังคับอย่างน้อย 1 กรมธรรม์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 สำหรับลูกค้าใหม่ที่ซื้อกรมธรรม์เป็นฉบับแรก รับ 2 สิทธิ์ /1 กรมธรรม์ เมื่อแนบสัญญาเพิ่มเติมกลุ่มสุขภาพ หรือโรคร้ายแรง ในกรมธรรม์ฉบับเดิมหรือฉบับใหม่ รับ 1 สิทธิ์ /1 กรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกันภัยปีต่อ รับ 1 สิทธิ์ / 1 กรมธรรม์ สมัครบริการชำระเบี้ยประกันแบบหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีเงินฝาก (DA) หรือ ผ่านบัตรเครดิต (CCPA) รับ 1 สิทธิ์ / 1 กรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกันชีวิตผ่านบัตรเครดิต VISA รับ 1 สิทธิ์ /1 กรมธรรม์ สมัครบริการรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ผ่านบัญชีธนาคาร (DCA) รับ 1 สิทธิ์ / 1 กรมธรรม์ สำหรับการแนะนำเพื่อน (ผู้มุ่งหวัง) (กรณีกรอกข้อมูลผู้มุ่งหวังถูกต้องและสมบูรณ์) รับ 1 สิทธิ์ /  1 รายชื่อผู้มุ่งหวัง ขอสงวนสิทธิ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุนไม่เข้าร่วมรายการ จำนวนสิทธิ์ในการลุ้นรับของรางวัล ลูกค้าผู้ที่จะใช้สิทธิ์จะต้องดาวน์โหลด ลงทะเบียน และเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Emma by AXA จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมรายการ การแนะนำผู้มุ่งหวัง ผู้แนะนำต้องเป็นลูกค้าปัจจุบันของบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) “บริษัท ฯ” ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ขอสงวนสิทธิ์ยกเว้นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท ฯ) และผู้ถูกแนะนำต้องไม่เคยมีกรมธรรม์ประกันชีวิตกับบริษัท ฯ มาก่อนเท่านั้น โดยผู้แนะนำต้องกรอกชื่อ-นามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ พร้อมระบุความสัมพันธ์ในลิงค์ที่ทางตัวแทนนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน กรมธรรม์จะต้องมีผลบังคับอยู่ ณ วันที่จับรางวัลและจัดส่งของรางวัล สงวนสิทธิ์รางวัล 1 รางวัลต่อลูกค้า 1 ท่าน ตลอดระยะเวลาโครงการ สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลไปแล้วจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในการจับรางวัลในรอบอื่นของโครงการนี้ได้อีก พนักงานของบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), ตัวแทนประกันชีวิต และ คณะกรรมการดำเนินการจับรางวัล และ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม ไม่สามารถเข้าร่วมรายการจับรางวัลนี้ได้ สำหรับแคมเปญ “คุ้มครองอุ่นใจ ลุ้นรับโชคใหญ่ 6 เดือน 6 คัน” เปิดโอกาสให้ลูกค้าสะสมสิทธิ์และลุ้นรับรางวัลใหญ่จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยมีกำหนดการจับรางวัล ทั้งหมด 4 รอบ เริ่มจับรางวัลตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ไปจนถึง เดือนมกราคม 2570 ดังนี้: ครั้งที่ 1: จับรางวัลในวันที่ 24 กันยายน 2569                ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครั้งที่ 2: จับรางวัลในวันที่ 29 ตุลาคม 2569                  ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ครั้งที่ 3: จับรางวัลในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2569           ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 1 ธันวาคม 2569 ครั้งที่ 4: จับรางวัลในวันที่ 28 มกราคม 2570                ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 1 กุมภาพันธ์  2570 หมายเหตุ: ชิ้นส่วนที่เหลือจากการจับรางวัลในแต่ละครั้ง จะถูกนำมารวบรวมเพื่อจับรางวัลในรอบถัดไป สำหรับช่องทางการประกาศรายชื่อผู้โชคดี ประกาศผลรายชื่อผู้โชคดี ผ่านช่องทาง Facebook Official Fanpage “Krungthai-AXA Life” และ Website https://www.krungthai-axa.co.th โดยจะประกาศเลขที่กรมธรรม์ และชื่อ-นามสกุลผู้เอาประกันภัยของกรมธรรม์ที่ได้รับรางวัล ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล จะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ 1159 ในเวลา 9.00 – 19.00 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยการติดต่อจะเป็นไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้โชคดีได้ระบุไว้ในขั้นตอนการสมัครทำประกันชีวิต เพื่อนัดหมายเข้ารับของรางวัล ณ บริษัท เฟเวอร์ลี่ จำกัด สำนักงานใหญ่  ที่อยู่ เลขที่ 43 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ ห้องเลขที่ 270 ชั้นที่ 27 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ 02 673 9335 ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม การบริการ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.krungthai-axa.co.th หรือ โทร.1159 ทั้งนี้อ่านรายละเอียดข่าวนี้เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Promote-Lucky-Draw-29-Anniversary

08 Aug 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า การออมเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางการเงิน สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีวินัยการออม สามารถออมได้ต่อเนื่อง และต่อยอดเงินออมให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ธนาคารออมสินจึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การออมที่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินก้อนและกำลังมองหาทางเลือกในการบริหารเงินออมให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ควบคู่กับการรักษาเงินต้นอย่างมั่นคงและปลอดภัย ล่าสุด เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ “สลากออมสินพิเศษ 5 ปี” ที่ให้ออมเงินพร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลสูงสุด 20 ล้านบาททุกเดือนตลอดอายุสลาก และ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ “ออมสิน ออมสุข” ซึ่งเป็นครั้งแรกของธนาคารออมสิน ที่ให้ผู้ฝากรับดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราเทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.52% ต่อปี โดยไม่ต้องเสียภาษี ที่สำคัญ เงินฝากและดอกเบี้ยของลูกค้าธนาคารออมสินยังได้รับการประกันเต็มจำนวนจากรัฐบาลตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดเงินออมอย่างมั่นใจ สะท้อนบทบาทของออมสินในฐานะ “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” ที่พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนมีความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน โดยทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์มีรายละเอียดดังนี้ - ออมพร้อมลุ้นโชคสูงสุด 20 ล้านบาททุกเดือน กับ “สลากออมสินพิเศษ 5 ปี” เปิดรับฝากทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ราคาหน่วยละ 500 บาท ระยะเวลารับฝาก 5 ปี ซื้อขั้นต่ำแบบใบสลาก 500 บาท และแบบดิจิทัล 1,000 บาท เมื่อฝากครบกำหนดได้รับดอกเบี้ย 5 บาท/หน่วย คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.20% ต่อปี พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัล เดือนละ 2 รอบ รวม 120 รอบตลอดอายุสลาก กรณีถอนก่อนครบกำหนดได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลสำหรับบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษี ซื้อสลากได้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้ออย่างสะดวกด้วยตนเองผ่านแอป MyMo   - ออมแบบรับดอกเบี้ยทุกเดือน กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ “ออมสิน ออมสุข” สำหรับบุคคลธรรมดาอายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด ระยะเวลาฝาก 3 ปี รับอัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี หรือเทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.52% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบวันชนวัน โดยไม่ต้องเสียภาษี และกรณีถอนก่อนครบกำหนด ธนาคารจะไม่เรียกคืนดอกเบี้ยที่ได้รับไปแล้ว เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2569 ณ ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออมทั้ง 2 รูปแบบ ช่วยให้ผู้มีเงินก้อนสามารถเลือกวางแผนการออมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการออมพร้อมโอกาสลุ้นรับรางวัล หรือการรับผลตอบแทนสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

04 Aug 2026

...

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร ในวาระครบ 50 วันแห่งการสิ้นพระชนม์ อุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น โดยมีนายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้แทนธนาคารเข้าร่วมพิธี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องกำปั่นเงิน ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง    

02 Aug 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner