Responsive image

Tuesday, 17 Feb 2026

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


กรุงศรี – MUFG ลงนาม MOU กับกระทรวงการค้า-อุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ และเครือข่ายพันธมิตร ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน

Tue 17/02/2569


กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ร่วมมือกับมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Department of Trade and Industry: DTI) ของประเทศฟิลิปปินส์ และ Security Bank ธนาคารชั้นนำในประเทศฟิลิปปินส์ ลงนามบันทึกข้อตกลงและความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าเสริมสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ MUFG Innovation Partners (MUIP) บริษัทร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital: CVC) ในเครือ MUFG และ กรุงศรี ฟินโนเวต บริษัทร่วมลงทุนในเครือกรุงศรี

นายบุนเซอิ โอคุโบะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีมุ่งมั่นสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นและไทยในภูมิภาคอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 1,600 แห่งดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมแนวโน้มการเข้ามาของสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน รวมถึงการลงทุนจากภาคธุรกิจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจาก “Krungsri ASEAN LINK” บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน และการจัดงาน Japan-ASEAN Startup Business Matching Fair อย่างต่อเนื่องแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกรุงศรีและพันธมิตรที่จะช่วยพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของฟิลิปปินส์ และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

นายมาซามิ โยชิทาเกะ, Managing Director, Country Head of Philippines, MUFG Bank, Ltd. กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นในการผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน คือรากฐานของการเติบโตในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไทยในการร่วมกันสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงตลาด ความรู้ และเครือข่ายระดับภูมิภาค โดย MUFG พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของระบบนิเวศผู้ประกอบการในอาเซียน และทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงทุน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จร่วมกันในอนาคต”

นายฮิโรฟุมิ อุเมโนะ, Board Director, Executive Vice President and Alliance Segment Head, Security Bank กล่าวว่า ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงพันธสัญญา BetterBanking ของ Security Bank ในการสร้างคุณค่า มอบประสบการณ์ที่มีความหมาย และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เป้าหมายร่วมกันของเราคือการเปลี่ยนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวทั้งในภูมิภาคเอเชียและในระดับโลก”

นายจอห์น แครี่ อ็อง, Executive Vice President and Wholesale Banking Segment Head, Security Bank กล่าวว่า “Security Bank ภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DTI) รวมถึงพันธมิตรทางการเงินระดับภูมิภาคและระดับโลกจากญี่ปุ่นและไทย ซึ่งแต่ละองค์กรต่างมีจุดแข็งเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความเป็นผู้นำเชิงนโยบาย เครือข่ายระดับโลก ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในธุรกิจฟินเทค เมื่อร่วมมือกันจุดแข็งเหล่านี้ยิ่งทวีคูณ นอกจากนี้ ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับพันธสัญญาของธนาคาร BetterBanking ที่มุ่งสร้างคุณค่าและเปิดโอกาสสู่การเติบโต ภายใต้ความร่วมมือนี้ Security Bank มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับองค์กรขนาดใหญ่ สนับสนุนโครงการ ความร่วมมือ และการลงทุน เพื่อนำไปสู่การขยายผลและสนับสนุนการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”

ผู้ช่วยรัฐมนตรี ไนลา ริซซา โบทิสตา, Supervising Head of Competitiveness and Innovation Group, Department of Trade and Industry (DTI) of the Philippines กล่าวว่า “MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านสตาร์ทอัพระหว่างฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน กระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DTI) และพันธมิตรจะสนับสนุนการเข้าถึงตลาด การแลกเปลี่ยนสตาร์ทอัพ โครงการส่งเสริมการเติบโต (Accelerator programs) และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ พร้อมทั้งเสริมบทบาทของ AI and Startup Center ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค ข้อตกลงนี้จึงเป็นเวทีความร่วมมือระยะยาว ที่จะเชื่อมตลาด ขยายโอกาส และผลักดันนวัตกรรมทั่วทั้งภูมิภาค”

นายอัตซึชิ อิชิฮารา, Deputy CEO of MUFG Innovation Partners (MUIP) กล่าวว่า “MUIP มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมแบบเปิดและส่งเสริมความร่วมมือที่มีความหมายระหว่างสตาร์ทอัพและกลุ่มธุรกิจของ MUFG ในระดับโลก ภายใต้ MOU ฉบับนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมสร้างเรื่องราวความสำเร็จใหม่ๆ ระหว่างฟิลิปปินส์ ไทย และญี่ปุ่น เพื่อเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ เร่งการสร้างนวัตกรรม และร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ยั่งยืนทั่วเอเชียและในระดับโลก”

ด้านนางสาวปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “Krungsri Finnovate เชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง ต้องเริ่มจากการเชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับโอกาสทางธุรกิจจริง ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเปิดประตูให้สตาร์ทอัพจากฟิลิปปินส์ ไทย และอาเซียน สามารถเข้าถึงตลาด เงินทุน และเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อขยายธุรกิจและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ การลงนามในข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดย มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมสตาร์ทอัพฟิลิปปินส์ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่งของกรุงศรีและ MUFG (2) การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการ Accelerator Program และ Exchange Program เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืน และ (3) การจัดกิจกรรม Business Matching ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสด้านการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพทั้งในฟิลิปปินส์และภูมิภาคอาเซียน

 


Tags : กรุงศรี ธนาคารกรุงศรี กรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บุนเซอิ โอคุโบะ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มาซามิ โยชิทาเกะ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนา ผนึกกำลัง กรมสรรพากร และ บสย. ลุยโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” ปูพรมเสริมแกร่งเอสเอ็มอีให้ก้าวทันการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผ่านการจัดงานในรูปแบบ ONE Stop Service เติมเต็มความรู้การเงิน ใช้ประโยชน์จากภาษี  เพิ่มทักษะขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ และผลักดันเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. 2569 นี้  เปิดกว้างเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมสรรพากร และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดโครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce”  สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล  ด้วยการเติมความรู้ด้านบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้ประโยชน์ด้านภาษีที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถต่อยอดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซ  ซึ่งกำลังเติบโตและได้รับความนิยมอย่างสูง ที่สำคัญ สร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME D Bank นำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนธุรกิจได้ตามเป้าหมาย สำหรับโครงการดังกล่าว จัดในรูปแบบ  ONE Stop Service มางานเดียวได้ครบทุกความต้องการ ประกอบด้วย ความรู้บริหารธุรกิจ เช่น Workshop สร้างคลิปวิดีโอสั้น ปั้นแบรนด์สินค้า เพิ่มยอดขายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการวางแผนทางการเงิน  จัดทำบัญชีคุณภาพ เป็นต้น  ความรู้ทางภาษี  เช่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน E-Filing การจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาษี เป็นต้น และ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี จาก SME D Bank เช่น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ “สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียวเติบโตยั่งยืน วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เป็นต้น โดยสามารถใช้กลไก บสย. สนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนั้น ผู้ร่วมงานได้สิทธิพิเศษทดลองใช้ระบบบัญชีดิจิทัล มูลค่ากว่า 20,000 บาท ฟรีสูงสุด 3 เดือน  อีกทั้ง ภายในงานยังมีการออกบูธให้คำแนะนำปรึกษาธุรกิจ และบริการจากบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM  แนะนำทรัพย์ดี สำหรับขยายช่องทางธุรกิจ       โครงการ “ทุนก็มี ภาษีก็รู้ ก้าวสู่ E-Commerce” กำหนดจัด 10 ครั้ง ใน 10 จังหวัด  ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2569 ได้แก่ ครั้งที่ 1 : วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จ.อุดรธานี , ครั้งที่ 2 : วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จ.ขอนแก่น ,  ครั้งที่ 3 : วันที่ 23 มีนาคม 2569 จ.ยโสธร , ครั้งที่ 4 : วันที่ 25 มีนาคม 2569 จ.นครราชสีมา , ครั้งที่ 5 : วันที่ 22 เมษายน 2569 จ.พังงา , ครั้งที่ 6 : วันที่ 24 เมษายน 2569 จ.กระบี่ , ครั้งที่ 7 : วันที่ 17 มิถุนายน 2569 จ.พะเยา , ครั้งที่ 8 : วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จ.แพร่ , ครั้งที่ 9 : วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จ.นครนายก และ ครั้งที่ 10 : วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จ.สมุทรปราการ คาดจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 800 ราย   ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ฝ่ายส่งเสริมการตลาด โทร.02-265-4598 , 02-265-4961 และ 02-265-4064 หรือ Call Center 1357

17 Feb 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดกิจกรรม CI 123 Roadshow พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพพื้นฐานฟรีแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงลูกค้าของบริษัทฯ ด้วยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลในเครือข่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ ภายในงานอีกมากมาย อาทิ ภารกิจพิชิตโรคร้าย และคลาสออกกำลังกายจากผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดี คือรากฐานของชีวิตที่มั่นคง บริษัทฯ จึงมุ่งมั่น ทุ่มเท มอบความห่วงใย และสุขภาพที่ดีให้คนไทย โดยรายละเอียดวัน และสถานที่ จัดกิจกรรม มีดังนี้ วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล โคราช วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ สำหรับโครงการคาราวานตรวจสุขภาพทั่วไทย ได้ให้บริการคนไทยทั่วประเทศแล้ว มากกว่า 620,000 ราย และโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่อยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป ทั้งนี้ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม การบริการ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.krungthai-axa.co.th และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1159

13 Feb 2026

...

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมพิธีทำบุญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2490 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่องค์กร และส่งต่อกำลังใจให้กับผู้บริหารและพนักงานทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารความเสี่ยงให้กับสังคมไทย ภายใต้หลัก “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” อันเปรียบเสมือนหัวใจหลักของการดำเนินงาน และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พร้อมกับ สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนของวิริยะประกันภัยทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมใจจัดพิธีทำบุญในช่วงเวลาเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง     ในวาระก้าวสู่ปีที่ 79 ของวิริยะประกันภัย นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งขององค์กรที่สามารถยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการประกันวินาศภัยให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคและบริบทความเสี่ยงภัยในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการบริหารงานตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ “มากกว่าความคุ้มครอง คือ ความคุ้มค่า” #ใช้ทุกวิให้คุ้มค่า ที่มุ่งยกระดับการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้าน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมในระยะยาว  

12 Feb 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวาระครบรอบ 100 วัน แห่งการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง   ภายในพิธี คณะผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมกันถวายภัตตาหารเช้าและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พร้อมประกอบพิธีสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์  เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน ณ กรุงเทพประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

09 Feb 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner