Responsive image

Sunday, 05 Apr 2026

หน้าแรก > ECONOMY- FINANCE / เศรษฐกิจ - การเงิน


กรุงศรี – MUFG ลงนาม MOU กับกระทรวงการค้า-อุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ และเครือข่ายพันธมิตร ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน

Tue 17/02/2569


กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ร่วมมือกับมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Department of Trade and Industry: DTI) ของประเทศฟิลิปปินส์ และ Security Bank ธนาคารชั้นนำในประเทศฟิลิปปินส์ ลงนามบันทึกข้อตกลงและความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าเสริมสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ MUFG Innovation Partners (MUIP) บริษัทร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital: CVC) ในเครือ MUFG และ กรุงศรี ฟินโนเวต บริษัทร่วมลงทุนในเครือกรุงศรี

นายบุนเซอิ โอคุโบะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีมุ่งมั่นสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นและไทยในภูมิภาคอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 1,600 แห่งดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมแนวโน้มการเข้ามาของสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน รวมถึงการลงทุนจากภาคธุรกิจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจาก “Krungsri ASEAN LINK” บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน และการจัดงาน Japan-ASEAN Startup Business Matching Fair อย่างต่อเนื่องแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกรุงศรีและพันธมิตรที่จะช่วยพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพระดับอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของฟิลิปปินส์ และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

นายมาซามิ โยชิทาเกะ, Managing Director, Country Head of Philippines, MUFG Bank, Ltd. กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นในการผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน คือรากฐานของการเติบโตในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไทยในการร่วมกันสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงตลาด ความรู้ และเครือข่ายระดับภูมิภาค โดย MUFG พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของระบบนิเวศผู้ประกอบการในอาเซียน และทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงทุน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จร่วมกันในอนาคต”

นายฮิโรฟุมิ อุเมโนะ, Board Director, Executive Vice President and Alliance Segment Head, Security Bank กล่าวว่า ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนถึงพันธสัญญา BetterBanking ของ Security Bank ในการสร้างคุณค่า มอบประสบการณ์ที่มีความหมาย และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เป้าหมายร่วมกันของเราคือการเปลี่ยนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวทั้งในภูมิภาคเอเชียและในระดับโลก”

นายจอห์น แครี่ อ็อง, Executive Vice President and Wholesale Banking Segment Head, Security Bank กล่าวว่า “Security Bank ภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DTI) รวมถึงพันธมิตรทางการเงินระดับภูมิภาคและระดับโลกจากญี่ปุ่นและไทย ซึ่งแต่ละองค์กรต่างมีจุดแข็งเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความเป็นผู้นำเชิงนโยบาย เครือข่ายระดับโลก ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในธุรกิจฟินเทค เมื่อร่วมมือกันจุดแข็งเหล่านี้ยิ่งทวีคูณ นอกจากนี้ ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับพันธสัญญาของธนาคาร BetterBanking ที่มุ่งสร้างคุณค่าและเปิดโอกาสสู่การเติบโต ภายใต้ความร่วมมือนี้ Security Bank มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับองค์กรขนาดใหญ่ สนับสนุนโครงการ ความร่วมมือ และการลงทุน เพื่อนำไปสู่การขยายผลและสนับสนุนการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”

ผู้ช่วยรัฐมนตรี ไนลา ริซซา โบทิสตา, Supervising Head of Competitiveness and Innovation Group, Department of Trade and Industry (DTI) of the Philippines กล่าวว่า “MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านสตาร์ทอัพระหว่างฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน กระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DTI) และพันธมิตรจะสนับสนุนการเข้าถึงตลาด การแลกเปลี่ยนสตาร์ทอัพ โครงการส่งเสริมการเติบโต (Accelerator programs) และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ พร้อมทั้งเสริมบทบาทของ AI and Startup Center ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค ข้อตกลงนี้จึงเป็นเวทีความร่วมมือระยะยาว ที่จะเชื่อมตลาด ขยายโอกาส และผลักดันนวัตกรรมทั่วทั้งภูมิภาค”

นายอัตซึชิ อิชิฮารา, Deputy CEO of MUFG Innovation Partners (MUIP) กล่าวว่า “MUIP มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมแบบเปิดและส่งเสริมความร่วมมือที่มีความหมายระหว่างสตาร์ทอัพและกลุ่มธุรกิจของ MUFG ในระดับโลก ภายใต้ MOU ฉบับนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมสร้างเรื่องราวความสำเร็จใหม่ๆ ระหว่างฟิลิปปินส์ ไทย และญี่ปุ่น เพื่อเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ เร่งการสร้างนวัตกรรม และร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ยั่งยืนทั่วเอเชียและในระดับโลก”

ด้านนางสาวปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “Krungsri Finnovate เชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง ต้องเริ่มจากการเชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับโอกาสทางธุรกิจจริง ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเปิดประตูให้สตาร์ทอัพจากฟิลิปปินส์ ไทย และอาเซียน สามารถเข้าถึงตลาด เงินทุน และเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อขยายธุรกิจและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ การลงนามในข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดย มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมสตาร์ทอัพฟิลิปปินส์ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่งของกรุงศรีและ MUFG (2) การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการ Accelerator Program และ Exchange Program เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืน และ (3) การจัดกิจกรรม Business Matching ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสด้านการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพทั้งในฟิลิปปินส์และภูมิภาคอาเซียน

 


Tags : กรุงศรี ธนาคารกรุงศรี กรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บุนเซอิ โอคุโบะ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มาซามิ โยชิทาเกะ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาธนาคารออมสิน ครบรอบ 113 ปี ธนาคารมีความตั้งใจส่งมอบความสุขและกำลังใจ ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่ มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษมากถึง 3 ครั้ง โดยยิ่งซื้อสลากมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นรางวัลจำนวนมากถึง 63 รางวัล ตลอดระยะเวลากิจกรรม ได้แก่ ครั้งที่ 1 - วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 13 ล้านบาท จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท ครั้งที่ 2 - วันที่ 16 มิถุนายน 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 30 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท ครั้งที่ 3 - วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 70 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 10 ล้านบาท รวมเงินรางวัลพิเศษทั้งสิ้น 113 ล้านบาท           ทั้งนี้ ผู้ซื้อสลากยังมีสิทธิ์ได้ลุ้นรางวัลที่ 1 และรางวัลอื่น ๆ ซึ่งเป็นรางวัลปกติประจำแต่ละงวด โดยสลากออมสินนับเป็นทางเลือกการออมที่นอกจากจะให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ธนาคารกำหนดแล้ว ผู้ซื้อสลากยังมีโอกาสได้ลุ้นรับเงินรางวัลพิเศษ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย          ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อร่วมกิจกรรม “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อด้วยตนเองทางแอปพลิเคชัน MyMo ศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ GSB Contact Center โทร. 1115  

01 Apr 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะผู้นำบริษัทประกันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือ Green Insurer ด้วยความสำเร็จที่ภาคภูมิใจจากการคว้าอันดับ 1 ในเอเชียอาคเนย์ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน และอันดับ 2 ใน AXA International Market ด้านความรับผิดชอบต่อองค์กร จากการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านความรับผิดชอบต่อองค์กรของกลุ่มแอกซ่า (AXA Sustainability Index 2025) ด้วยคะแนนสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ 87.62 คะแนน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นการตอกย้ำจุดยืนของบริษัทฯ ในการสนับสนุนให้ทุกคนร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ และความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ผ่านโครงการระยะยาวต่างๆ อาทิ โครงการ Commit To Climate ที่มุ่งมั่นในการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทุกมิติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการ Save Our Sea ที่สนับสนุนการอนุบาลเต่าทะเล ปลูกป่าชายเลน และการให้ความรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลกับเยาวชนไทย บริษัทฯ มุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดมา พร้อมอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ สอบถามได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1159  และท่านสามารถอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/CR-No-1

31 Mar 2026

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ 7-Eleven และเคาน์เตอร์เซอร์วิส เปิดตัวแคมเปญ “พ.ร.บ.สุดคุ้ม สุดคิวต์” ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 555 บาทต่อปี พร้อมมอบความคุ้มครอง สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ ผ่านช่องทางบริการร้าน 7-Eleven ที่สะดวกและครอบคลุม 15,500 สาขาทั่วประเทศ  แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวกสบาย สามารถซื้อหรือต่ออายุ พ.ร.บ. คุ้มครองและรับกรมธรรม์ทันที พร้อมบริการต่อภาษีรถยนต์ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ ในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่กับความสะดวกครบจบในจุดเดียว ตอกย้ำแนวคิด “ประกันภัยใกล้ตัว เข้าถึงง่าย” นอกจากนี้ สมาชิก ALL Member ที่ซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัย จะได้รับได้สิทธิ์แลกซื้อกระบอกน้ำลายลิขสิทธิ์ Butterbear & Hello Kitty ในราคาเพียง 1 บาท (จากราคาปกติ 199 บาท) จำกัดจำนวน 5,000 สิทธิ์ และยังได้รับคะแนนสะสมจากทุกยอดบิล เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดหรือแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัยได้แล้ววันนี้ ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.counterservice.co.th หรือ 7-Eleven Application โดยจะได้รับกรมธรรม์และความคุ้มครองที่มีผลทันทีตามวันเริ่มกรมธรรม์ และสามารถซื้อได้ล่วงหน้าสูงสุด 90 วันก่อนกรมธรรม์ปัจจุบันหมดอายุ ให้ทุกการเดินทางของคุณมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น สะดวก ครบ จบในที่เดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 23 เมษายน 2569

29 Mar 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เร่งออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการประหยัดพลังงานที่สำคัญของธนาคารออมสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้รถยนต์ตามความจำเป็น และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ 2) ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 3) แนวทางการแต่งกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี งดสวมสูท แจ็กเกต หรือผูกเนกไท เพื่อลดความจำเป็นในการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำเกินไป และ 4) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ตามความเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการลูกค้า   ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคาร ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งมี นายพลจักร นิ่มวัฒนา ประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสิน ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย  นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ได้เริ่มใช้แนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" ในที่ประชุมทันที เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านพลังงาน ธนาคารออมสิน จึงขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปด้วยกัน    

18 Mar 2026

Banner Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner