Responsive image

Monday, 03 Oct 2022

Banner
LATEST NEWS

INSURANCE / ประกันภัย

...

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายฮิว เท็ด เชียน (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน นายโยฮัน  ดีทอย (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน นายพาร์ค ลี (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มบริษัทเอไอเอ นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ นายปกป้อง ยินดีผล ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ (ขวาสุด) และนางสาวจุฑามาส สุทธิศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย (ซ้ายสุด) ร่วมกับผู้บริหารจากบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ และ นายศรุต  วีรกุล (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการแผนกพื้นที่สำนักงาน ประกาศความสำเร็จในพิธีเทคอนกรีตปิดงานโครงสร้างอาคาร (Topping Off Ceremony) "เอไอเอ อีสต์ เกตเวย์" (AIA East Gateway) อาคารสำนักงานให้เช่าระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิดใหม่ในคอนเซปต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น โดยคำนึงถึงสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้เช่าเป็นหลัก สอดคล้องตามคำมั่นสัญญาของเอไอเอ “Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพครบครัน ทั้ง AIA Vitality Zone พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ Urban Farming สวนผักออร์แกนิก ฟิตเนสเซ็นเตอร์ครบวงจร Trail Network Rooftop Running Track สระว่ายน้ำระบบเกลือ และ Co-Working Area ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน บนทำเลที่ดีที่สุดย่านบางนา โดยการก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนด เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างราบรื่น จุดเด่นของโครงการ คือการออกแบบตัวอาคารสูง 33 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่า 70,000 ตารางเมตร ซึ่งเน้นดีไซน์ที่สวยงามล้ำสมัยควบคู่ไปกับความสะดวกสบายของผู้เช่า ตามเกณฑ์มาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) และ WELL Building Standard ในระดับโกลด์ โดยเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานตามมาตรฐานสากล เช่น กระจกอนุรักษ์พลังงาน การติดตั้งบันไดเชื่อมระหว่างชั้นในสำนักงาน ฯลฯ ตลอดจนมีพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์เพื่อทำกิจกรรมด้านสุขภาพอย่างครบวงจร พร้อมด้วยพื้นที่ร้านค้าปลีก 5 ชั้น ที่จอดรถกว่า 1,500 คัน และระบบควบคุมความปลอดภัยทั่วทุกจุด เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้อาคารมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระดับเวิลด์คลาส   สามารถเยี่ยมชมโครงการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ร้านค้าปลีกได้ที่ 02-119-1500 วันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทเอไอเอ กลุ่มบริษัทเอไอเอ และบริษัทในเครือ (รวมเรียกว่า “เอไอเอ” หรือ “กลุ่มบริษัทเอไอเอ”) เป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีการบริหารจัดการอย่างอิสระ มีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 18 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ทั้งในประเทศจีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมาร์ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน (จีน) เวียดนาม บรูไน และเขตปกครองพิเศษมาเก๊า และเป็นผู้ถือหุ้นร่วมทุน 49% ในประเทศอินเดีย  เอไอเอเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อศตวรรษที่ผ่านมาในปี 2462 โดยเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) ในด้านเบี้ยประกันภัยรับจากธุรกิจประกันชีวิตและเป็นผู้นำตลาดโดยส่วนใหญ่ในภูมิภาคโดยมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 302 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 กลุ่มบริษัทเอไอเอ นำเสนอผลิตภัณฑ์ในการออมเงินระยะยาวและความคุ้มครองชีวิตแก่ลูกค้าบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายทั้งการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเอไอเอยังให้บริการลูกค้าองค์กรผ่านผลิตภัณฑ์สวัสดิการพนักงาน ประกันสินเชื่อ และให้บริการเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผ่านเครือข่ายตัวแทน พันธมิตรและพนักงานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเอไอเอมีลูกค้าที่ถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลที่มีผลบังคับมากกว่า 40 ล้านกรมธรรม์และเป็นสมาชิกกรมธรรม์ประกันกลุ่มมากกว่า17 ล้านคน กลุ่มบริษัทเอไอเอจดทะเบียนในกระดานหุ้นหลักของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ภายใต้รหัสหลักทรัพย์ “1299” สำหรับ American Depositary Receipts (ระดับ 1) มีการซื้อขายหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ (Over-the-Counter) ภายใต้สัญลักษณ์ AAGIY

03 Oct 2022


...

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาอนุญาโตตุลาการ สำนักงาน คปภ. ประจำปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนความรู้ทางวิชาการอันเกี่ยวกับกฎหมายด้านการประกันภัยที่มีการแก้ไขปรับปรุง ตลอดจนเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ อีกทั้งเพื่อให้อนุญาโตตุลาการและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสพบปะหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัยให้มีประสิทธิภาพ โดยมีอนุญาโตตุลาการ พนักงานสำนักงาน คปภ. ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมสัมมนากว่า 107 คน เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้นำกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการมาใช้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชน ใช้ในการระงับข้อพิพาทกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทจากสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นระหว่างประชาชน ผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ต้องนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการนี้ได้ถูกกำหนดไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ทั้งนี้จากสถิติการดำเนินการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงเดือนสิงหาคม 2565) มีข้อพิพาทที่เข้าสู่กระบวนงานการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการที่สำนักงาน คปภ. ดำเนินการ เป็นจำนวน 7,222 เรื่อง ยุติแล้ว 6,859 เรื่อง ทุนทรัพย์ที่ยุติ 8,533,390,959 บาท จากการดำเนินชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมประกันภัย (InsurTech) เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการอื่น ๆ เช่น การส่งมอบกรมธรรม์ e – Policy การใช้เทคโนโลยี Block chain ในการเก็บข้อมูลการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล (RegTech) โดยเฉพาะระบบฐานข้อมูลการประกันภัย  IBS (Insurance Bureau System) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางของข้อมูลประกันภัยเพื่อการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยและเพื่อยกระดับการดำเนินกิจการของอุตสาหกรรมประกันภัย เพิ่มศักยภาพของบริษัทประกันภัยในการแข่งขันในระดับสากลและเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลประกันภัยที่ถูกต้องอย่างเท่าเทียมกัน สำนักงาน คปภ. จึงได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ เช่น การให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ www.oic.or.th การใช้ Line Application และอีเมล เป็นเครื่องมือในการนัดหมาย ส่งข้อความ ส่งคำร้อง ส่งบันทึกแบบคำพยานส่งพยานเอกสาร คำเสนอข้อพิพาท และคำคัดค้าน รวมทั้งการสั่งคำร้องต่าง ๆ ของอนุญาโตตุลาการควบคู่ไปกับการประสานงานผ่านช่องทางอื่น และที่สำคัญได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับการดำเนินงานในกระบวนการตั้งอนุญาโตตุลาการและการสืบพยานผ่านจอภาพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้ Video Conference,  Video Call, Chat Room, Microsoft Teams เป็นต้น ตามความตกลงหรือความประสงค์ของคู่พิพาท ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี และได้รับความพึงพอใจจากทุกฝ่าย และมีแนวโน้มว่าจะมีข้อพิพาทที่คู่พิพาทประสงค์จะให้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่าเพื่อเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนและผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้เปิดให้บริการระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนงานคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย (PPMS) โดยระบบดังกล่าวสามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเรื่องร้องเรียนหรือข้อพิพาทต่าง ๆ รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนตั้งแต่กระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ การไกล่เกลี่ยโดยผู้ชำนาญการ และการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ โดยผู้เสนอข้อพิพาทสามารถยื่นคำเสนอข้อพิพาท การวางเงินเป็นหลักประกันค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณา การส่งเอกสารต่าง ๆ การติดตามสถานะการดำเนินงานของแต่ละข้อพิพาท ผ่านระบบ PPMS ได้ ซึ่งระบบดังกล่าวนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทแล้ว ยังสามารถประมวลผลข้อมูลเรื่องร้องเรียนหรือข้อพิพาทต่าง ๆ ที่ยื่นต่อสำนักงาน คปภ. เพื่อให้สำนักงาน คปภ. สามารถนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องร้องเรียนหรือข้อพิพาทต่าง ๆ ก่อนนำไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อลดจำนวนเรื่องร้องเรียนหรือข้อพิพาทด้านประกันภัย นอกจากนี้ในการใช้งานระบบ PPMS ในระยะเริ่มแรก พบว่า ระบบดังกล่าวที่เกี่ยวกับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการยังไม่รองรับการให้บริการทางฝั่งบริษัทประกันภัย ซึ่งอยู่ในสถานะเป็นผู้คัดค้านในข้อพิพาทที่เกิดขึ้น สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดทำโครงการที่พัฒนาต่อยอดจากระบบ PPMS ที่มีอยู่ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนงานระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ (E - Arbitration) ซึ่งจะรองรับการให้บริการอย่างครบวงจรทั้งในส่วนอนุญาโตตุลาการ บริษัทประกันภัย และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. เช่น การยื่นคำคัดค้าน การวางเงินเป็นหลักประกัน การติดตามสถานะคดี การส่งคำร้อง การยื่นเอกสารต่าง ๆ การสั่งคำร้องของอนุญาโตตุลาการ การนัดหมายแจ้งเตือนอนุญาโตตุลาการ คู่พิพาท และพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาผ่านระบบดังกล่าวได้ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันการดำเนินการโครงการ E - Arbitration มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยในขณะนี้ผู้พัฒนาระบบได้ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ผู้เสนอข้อพิพาท ผู้คัดค้าน รวมทั้งอนุญาโตตุลาการ เข้าทดสอบการใช้งานและให้ข้อคิดเห็นต่อการใช้งานของระบบดังกล่าว โดยผู้พัฒนาระบบมีแผนงานที่จะส่งมอบระบบที่สมบูรณ์ได้ภายในปีนี้ ทั้งนี้ ผลการสัมมนาอนุญาโตตุลาการ ทั้งในวันที่ 28 และวันที่ 29 กันยายน 2565 ได้ข้อสรุปในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย ให้เป็นที่ไว้วางใจและสร้างความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ประเด็นแรก เพิ่มเติมการขึ้นทะเบียนรายชื่ออนุญาโตตุลาการที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ณ ที่ทำการอนุญาโตตุลาการ สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) และภาค 9 (สงขลา) เพื่อให้คู่พิพาทมีทางเลือกในการตั้งอนุญาโตตุลาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมหรือสนับสนุนให้คู่พิพาทใช้ระบบประชุมทางจอภาพ (Video Conference) ตลอดจนการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในกระบวนการพิจารณาทุกขั้นตอน ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายของคู่พิพาท  ประเด็นที่ 2 จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานในกระบวนการระงับข้อพิพาท ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเป็นไปด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน    ประเด็นที่ 3 สนับสนุนและจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้านการประกันภัย เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง บทคัดย่อ และแนวทางการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่ผ่านมา รวมทั้งความเป็นไปได้ในการตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประกอบการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและแนวทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น              ประเด็นที่ 4 ประสานงานกับกองทุนประกันวินาศภัย ในฐานะผู้ชำระบัญชีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณากรณีผู้คัดค้านเป็นบริษัทประกันภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย สามารถดำเนินการกระบวนการพิจารณาต่อไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และเกิดความเป็นธรรม  นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้จัดให้มีการบรรยายและสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการแก่อนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วยเงื่อนไขกรมธรรมประกันภัยรถยนต์ทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่และเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การยื่นข้อพิพาทต่อสำนักงาน คปภ. เช่น เงื่อนไขความคุ้มครอง กรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย รวมถึงกรณีทุพพลภาพอย่างถาวรและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง การชดใช้ดอกเบี้ยผิดนัด ตลอดจนข้อยกเว้นความคุ้มครองต่าง ๆ เป็นต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่ออนุญาตโตตุลาการในการนำไปประกอบการพิจารณาและจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาด  “การจัดสัมมนาประจำปีอนุญาโตตุลาการในครั้งนี้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้รับทราบปัญหา และมีการบูรณาการความคิดในการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ. ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสำนักงาน คปภ. เดินมาถูกทางในการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคู่พิพาท อนุญาโตตุลาการ และสำนักงาน คปภ. อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้กับประชาชนผู้เอาประกันภัย ตลอดทั้งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการให้บริการประชาชนต่อไปในอนาคต” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

02 Oct 2022

...

บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ประกาศความสำเร็จสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในตลาดยูนิตลิงค์ ใช้โอกาสช่วงวิกฤติเดินหน้าสร้างที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เจาะตลาดลูกค้าผู้สนใจการลงทุนควบคู่ประกัน โดยในช่วงสิงหาคม 2565 สร้างเบี้ยเติบโตแล้วกว่า 83% พร้อมเดินหน้าต่อด้วยแคมเปญยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใคร The Master Financial Advisor หวังสร้างการเติบโตแบบดับเบิ้ลภายในสิ้นปีนี้ นายวิรงค์ พัฒนกำจร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารตัวแทน บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และมีการคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุอาจมีสินทรัพย์ไม่เพียงพอต่อการดูแลชีวิตในยามเกษียณ ทำให้ในปัจจุบันผู้ใหญ่และวัยทำงานต่างให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินซึ่งถือเป็นเมกาเทรนด์ของเศรษฐกิจไทย อลิอันซ์  อยุธยา ในฐานะผู้นำในธุรกิจประกันชีวิตของไทย มองเห็นถึงโอกาสในการพัฒนายกระดับตัวแทนให้เป็น “ที่ปรึกษาทางการเงิน” เพื่อสามารถให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนให้กับลูกค้าของเราในสถานการณ์นี้ได้ผ่านการเสนอขายประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ ยูนิต ลิงค์ โดยใน 8 เดือนที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในการเพิ่มจำนวน “ที่ปรึกษาทางการเงิน” ปัจจุบันเรามีผู้ที่สามารถให้คำปรึกษาทางการเงิน และนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อการวางแผนการเงิน ให้กับลูกค้าได้กว่า 900 ท่าน อีกทั้ง ที่ปรึกษาทางการเงินกลุ่มนี้ ยังสามารถสร้างผลงานเบี้ยประกันภัยปีแรก (ANP) ในส่วนของยูนิตลิงค์ โดยจากตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม  2565 เติบโตกว่า 83% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ความสำเร็จทั้งหมดดังกล่าว สะท้อนถึงการฝึกอบรมที่มีคุณภาพของบริษัทรวมถึงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาตัวแทนไปสู่ที่ปรึกษาทางการเงิน อาทิ Road to Financial Advisor กิจกรรมเพื่อการแชร์ประสบการณ์ เส้นทางการเป็นที่ปรึกษาการเงิน จาก GM/AVP/AL ที่เป็นวิทยากรของบริษัท Open House กิจกรรมเตรียมความพร้อม และก้าวสู่การมีใบอนุญาต IC และ Active Unit Link Club กิจกรรมเพื่อพร้อมลงสนามการขาย Unit-linked สำหรับผู้มีใบอนุญาตใหม่ ขณะเดียวกัน ในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ บริษัทฯยังได้คัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจ หลากหลายประเภท ตั้งแต่ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน และอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยง ล่าสุดได้คัดเลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมการลงทุนในหุ้นทั่วโลกและตลาดเกิดใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ในการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ ทั้งยังมีกองทุนที่เน้นด้าน ESG เพื่อสอดรับกับเทรนด์ของโลกและนโนบายหลักด้านความยั่งยืนของอลิอันซ์ นอกจากการพัฒนาตัวแทนและผลิตภัณฑ์เพื่อรุกตลาดยูนิตลิงค์ แล้ว ในด้านการตลาดเอง ยังได้ทำแคมเปญเพื่อส่งเสริมและสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้า อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า “ในส่วนของด้านการตลาดเอง เราก็มีการส่งเสริมด้วยแคมเปญออนไลน์ ในแนวคิด “ให้เงินดูแลสุขภาพคุณ” เพื่อให้ลูกค้าเล็งเห็นความสำคัญของการวางแผนการเงินควบคู่กับค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ ซึ่งที่ผ่านมา แคมเปญได้รับเสียงตอบรับที่ดี มียอดเข้าถึงผู้ชม (reach) ถึงกว่า 2.9 ล้าน หลังจากเปิดตัวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อีกความพิเศษของปีนี้ คือ การที่เราร่วมมือกับทางฝ่ายตัวแทนในการหันมาทำแคมเปญเพื่อกระตุ้นทางฝั่งผู้ขาย ซึ่งก็คือเหล่าที่ปรึกษาทางการเงิน จากการทดลองไอเดียในช่วงไตรมาสสอง ด้วยการทำโครงการ 12x12 UL League ซึ่งประสบความสำเร็จ ล่าสุด บริษัทฯจึงเดินหน้าเปิดตัวแคมเปญใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ภายใต้ชื่อ The Master Financial Advisor ภารกิจพิชิตเงินล้าน กิจกรรมแข่งขันการสร้างผลงานรูปแบบเรียลลิตี้โชว์ เพื่อพิชิตภารกิจเงินรางวัลรวมกว่า 1.4 ล้านบาท โดยมีการแบ่งทีมที่ปรึกษาทางการเงินเป็น 28 ทีม เพื่อมาแข่งขันชาเลนจ์พิเศษแต่ละเดือน ควบคู่กับการสร้างผลงานตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อคว้ารางวัลใหญ่ไปครอง เรียกได้ว่าเป็นการปลุกกระแส และเป็นอีกแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตของยูนิตลิงค์ ในปีนี้  “อลิอันซ์ อยุธยา ภาคภูมิใจกับความสำเร็จในการขับเคลื่อนและผลักดันความสำเร็จในผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ เป็นอย่างมากเพราะถือเป็นตลาดที่แข่งขันสูง แต่เราก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนายกระดับตัวแทนสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินได้สำเร็จ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้วางแผนการเงินเพื่ออนาคตให้กับพวกเขาได้ เรายังคงเดินหน้าต่อทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ เพิ่มทางเลือกด้วยกองทุนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ครบวงจร และด้วยศักยภาพทั้งหมดดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้อลิอันซ์ อยุธยา สามารถเพิ่มเบี้ยประกันจากผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ ได้เป็น 2 เท่าภายในสิ้นปีนี้”  วิรงค์ กล่าวสรุป

02 Oct 2022

...

ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH โชว์ความแข็งแกร่งทางการเงิน หลังทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กร หรือ Credit Rating ที่ “AA” สูงที่สุดในกลุ่มบริษัทโฮลดิ้งส์ในประเทศไทยที่จัดอันดับโดยทริสเรทติ้ง พร้อมแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” ขณะที่ศักยภาพที่โดดเด่นของบริษัทในกลุ่ม (Group Credit Profile : GCP) ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งในที่นี้คือ ทิพยประกันภัย หรือ TIP ได้รับการจัดระดับสูงที่สุดเช่นกันที่ “aaa” ช่วยสนับสนุนความน่าเชื่อถือของกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดภายใต้เกณฑ์ในการประเมินของทริสเรทติ้ง สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจภายใต้ TIPH ซึ่งมี TIP เป็นบริษัทแกน มีการจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดีเยี่ยม และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก ประกอบกับมีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต่ำ นอกจากนี้ทริสเรทติ้งยังพิจารณาถึงกรอบธรรมาภิบาล และสภาพคล่องทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของ TIPH และ TIP ประกอบการจัดอันดับ Credit Rating ในครั้งนี้ โดย ดร. สมพร เชื่อมั่นว่าการได้รับการจัดอันดับเครดิตในครั้งนี้จะเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้น และลูกค้าของบริษัทฯ ที่มีสูงอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก รวมทั้งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อธุรกิจประกันภัยในภาพรวมของไทยด้วย หลังจากที่เพิ่งผ่านสถานการณ์โควิดมา นอกจากนี้จะช่วยให้การจัดหาเงินทุนของทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ในอนาคตมีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคตได้ ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH เปิดเผยว่า “การได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากสถาบันชั้นนำของประเทศไทยอย่างทริสเรทติ้งในครั้งนี้ นอกจากจะสามารถช่วยให้ TIPH สามารถดำเนินการตามแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต ผ่านการจัดหาเงินทุนที่จะนำมาใช้สนับสนุนการลงทุน และประกอบธุรกิจในต้นทุนที่ต่ำลงแล้ว ยังจะสามารถช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสถานะทางการเงิน และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจของ TIPH ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การได้รับสถานะทางเครดิตของบริษัทในกลุ่ม ซึ่งมี ทิพยประกันภัย หรือ TIP เป็นบริษัทแกนของกลุ่ม ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ TIP โดยเฉพาะการที่ทริสเรทติ้งระบุในรายงานถึงความแข็งแกร่งของ TIP จากสถานะความเสี่ยงทางธุรกิจที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ผลกำไรจากการรับประกันภัยที่เป็นเลิศ เงินกองทุนที่แข็งแกร่ง การบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ รวมถึงสภาพคล่องที่เพียงพอ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดของ TIPH และ TIP ที่มีสูงอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก” ทั้งนี้จากรายงานของทริสเรทติ้งระบุว่าการจัดอันดับเครดิตองค์กรของ TIPH ในครั้งนี้ส่วนใหญ่สะท้อนถึงสถานะทางเครดิตของ TIP อันเป็นบริษัทหลักของกลุ่ม โดยทริสเรทติ้งคาดว่า TIP จะคงสถานะทางการแข่งขันในฐานะหนึ่งในบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของประเทศไทย โดยปัจจุบัน TIP เป็นบริษัทที่ให้บริการรับประกันภัย Non Motor ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยที่ในมุมมองของทริสเรทติ้ง TIP สามารถปรับตัวต่อสภาวะทางธุรกิจและปัจจัยภายนอกที่ไม่พึงประสงค์ได้ จากการรับประกันภัยที่มีความหลากหลาย การรับประกันภัยอย่างระมัดระวัง และการประกันภัยต่ออย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดี ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TIPH ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย อีกทั้งการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับ TIP ได้ด้วย นอกจากนี้ การลงทุนในอนาคตของ TIPH ในนวัตกรรมทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการจัดจำหน่ายของ TIP ได้อีกทางหนึ่ง จุดเด่นที่สำคัญของ TIP ในมุมมองของทริสเรทติ้ง คือความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยมีผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (Return On Average Equity – ROAE) อยู่ที่ระดับ 20%-25% ในช่วงปี 2559-2564 และความแข็งแกร่งของเงินกองทุน โดยที่ทริสเรทติ้งประเมินว่า TIP น่าจะคงอัตราส่วนเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR) ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และคาดว่าความผันผวนต่อเงินกองทุนของ TIP จะลดต่ำลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีการจัดการที่ดีต่อความเสี่ยงจากการรับประกันภัย มีการใช้ประกันภัยต่ออย่างมีประสิทธิภาพ และมีกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นที่รายได้ที่มั่นคง สุดท้ายคาดว่า TIP จะสามารถรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอได้จากพอร์ตเงินลงทุนที่มีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเมื่อเทียบกับสำรองค่าสินไหมทดแทนของบริษัท

02 Oct 2022

...

บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” จัดทำหมวกนิรภัยสีเหลืองเต็มใบรูปแบบพิเศษ จำนวน 10,000 ใบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้สวมใส่เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึงยังได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะได้ทำความดีด้วยการขับขี่อย่างปลอดภัย ปฎิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และได้ร่วมทำบุญอีกด้วย เงินรายได้ทั้งหมด บริษัทกลางฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเสด็จพระราชกุศลไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ    เนื่องในปีพุทธศักราช 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ใน   หลวง”มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ประชาชนได้รับรู้และร่วม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า โครงการฯ นี้ยังสร้างความปลอดภัยในการขับขี่  หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ รวมถึงกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุจราจร โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร ผ่านการถวายคำปณิธานในโครงการฯ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์     บริษัทกลางฯ ได้ดำเนินการจัดทำหมวกนิรภัยรูปแบบพิเศษแบบเต็มใบสีเหลือง จำนวน 10,000 ใบ โดยหมวกนิรภัยทุกใบได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ราคาที่จำหน่ายต่ำกว่าต้นทุนโรงงาน ประชาชนสามารถจองได้ผ่านทางออนไลน์ และทาง onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี โครงการ“รัฐ-ราษฎร์ รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” เปิดให้จองหมวก ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00 – 16.00 น. ท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมจองหมวกนิรภัยในโครงการได้ทั้งแบบ Online และแบบ Onsite ดังนี้ 1.จองแบบ Online ผ่านไลน์ @iRVP (ราคา 120 บาท) (รวมค่าจัดส่ง) เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) เพียงแค่แอดไลน์เป็นเพื่อนกับบริษัทกลางฯ ที่ไลน์ @iRVP ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 7-9 ตุลาคม2565 บริษัทกลางฯ จะใส่ลิงค์จองหมวกไว้ที่หน้าไทม์ไลน์ (Line Voom) โดยท่านที่สนใจสามารถจองหมวกนิรภัยได้ 1 คนต่อ 1 ใบ ขั้นตอนการจองหมวกนิรภัยในโครงการ แอดไลน์ @iRVP เข้าไปดูลิงค์การจองหมวกในวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ที่ timeline ของไลน์ @iRVP เวลา 10.00-16.00 น. ผู้จองหมวกในโครงการ ร่วมถวายปณิธาน "จะขับขี่อย่างปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎจราจร รวมถึงสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ทุกครั้ง ระบุชื่อ-นามสกุล / เลขบัตรประชาชน 13 หลัก (เพื่อยืนยันตัวตน) ระบุที่อยู่ในการจัดส่งหมวกนิรภัย ทางบริษัทจะจัดส่งหมวกนิรภัยให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับหมวกนิรภัยภายใน 15 วัน ชำระเงินผ่าน QR code จำนวน 120 บาท ติดตาม สถานะจัดส่งหมวกนิรภัยได้ที่ เมนู “หมวกกันน็อกของฉัน” 2.จองแบบ Onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair (ราคา 100 บาท) ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี รับหมวกภายในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) โครงการนี้เป็นการรวมพลังทำความดีด้วยหัวใจ ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ให้เกิดในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมโครงการในการได้มีส่วนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่บริษัทกลางฯ Call Center 1791 หรือติดตามข่าวสารได้ที่  line @iRVP หรือ www.facebook.com/RVPHeadOffice/    

01 Oct 2022

...

  บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณหนึ่งฤทัย  นิ่มจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดประกันชีวิตกลุ่ม และคุณกษิรา สุทธิวัชรโภคิน รองผู้อำนวยการ Medical Center นำทีมผู้บริหารฝ่ายขายช่องทางตัวแทน และการตลาดประกันชีวิตกลุ่ม พร้อมผู้บริหารสำนักงานสาขา ร่วมงาน Hospital Tour โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน  โดยมีคุณนรจันทร์ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เปิดบ้านให้การต้อนรับ โดยได้แนะนำโรงพยาบาล และบริการด้านทางการแพทย์ รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ศักยภาพสูง พร้อมการบรรยาย “มะเร็งสำไส้...ภัยเงียบ” จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ นายแพทย์ ดวงสว่าง ลิ้มมธุรสกุล โอกาสเดียวกันนี้ทีม OCEAN LIFE ไทยสมุทร ได้เยี่ยมชมศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ผ่าตัดผ่านกล้องขั้นสูง (ALS) สถาบันกระดูกและข้อ และห้องรับรองลูกค้า Platinum Lounge   ซึ่งกิจกรรม Hospital Tour ครั้งนี้ นอกจากเป็นการสานสัมพันธ์อันดีกับทางโรงพยาบาลเครือข่ายแล้ว ยังเป็นการพูดคุยเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ การใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ยกระดับการดูแลลูกค้าให้ได้รับการรักษาและการบริการอย่างดีที่สุด OCEAN LIFE ไทยสมุทร เดินหน้าส่งมอบสุขภาพที่ดีให้คนไทยภายใต้แนวคิด OCEAN LIFE LOVE MINDSET ที่เรายึดมั่น และหนึ่งในนั้นคือ “Love your Health” การส่งเสริมให้คนไทยรักสุขภาพเพื่อให้ทุกคนพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต โดยได้สร้างสรรค์นวัตกรรมการประกันชีวิต พร้อมการบริการที่เหนือความคาดหมาย ทำให้การประกันชีวิตเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0 2207 8888

29 Sep 2022

...

คปภ. ผนึกกำลังครั้งใหญ่เตรียมเปิด...! มหกรรมเทคโนโลยีประกันภัยแห่งปี “Thailand InsurTech Fair 2022” มาก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัยด้วยกัน พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย มางานเดียว ทั้งคุ้ม ทั้งครบ จบเรื่องประกันภัย ระหว่าง 7-9 ตุลาคม 2565 อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 จังหวัดนนทบุรี   ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.)เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมประกันภัยมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมความเข้มแข็งมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยรวมทั้ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในครอบครัว การประกอบธุรกิจการค้า การลงทุนและการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน สำนักงาน คปภ. โดยศูนย์ Center of InsurTech Thailand (CIT) จึงได้ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย และสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน จัดงาน “มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 (TIF 2022) สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้ concept “ก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัย เพื่อโลกใหม่ไร้ขีดจำกัด” Reshaping Insurance to the Multiverse of InsurTech for the Future ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ณ อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของบริษัทประกันภัยชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย และบุคลากรผู้คร่ำหวอดในวงการประกันภัยทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพันธมิตรประกันภัยจากทั่วทุกมุมโลกที่จะมาสร้างเครือข่ายร่วมกัน   ด้าน นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า งานนี้ Thailand InsurTech Fair 2022 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทยแล้ว เรียกว่างานนี้เป็นศูนย์รวมของภาคธุรกิจประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันวินาศภัย โบรกเกอร์ รวมถึงทางด้านของผู้กำกับดูแลก็คือสำนักงาน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย และอีกหลาย ๆ หน่วยงาน ผมอยากจะเชิญชวนว่าในงานนี้ท่านจะได้เข้าถึงเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางด้านของการประกันชีวิตเรื่องของการดูแลทางด้านของประกันสุขภาพ เชิญชวนให้ไปร่วมงานโดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 9 ตุลาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี อย่าพลาดนะครับ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน เราสามารถที่จะไปร่วมงานแบบชนิดที่ว่าเจอตัวต่อตัวได้ หรือจะผ่านทางด้านแพลตฟอร์ม หรือในรูปแบบ Hybrid ได้ด้วยทาง www.tif2022.com อย่าพลาด ขอให้มาในงานนี้   ด้าน นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า งานปีนี้มีบริษัทประกันภัยหลายแห่งเข้าร่วมงานแล้วก็มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ ที่จะมาโชว์ในงาน โดยเฉพาะส่วนลดที่ประชาชนทั้งหลายรอคอยว่าบริษัทจะสามารถให้ส่วนลดกับประชาชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยในงานได้สูงสุดถึง 30% และสำหรับการซื้อออนไลน์ได้ถึง 35% โดยปีนี้ก็เป็นปีที่พิเศษก็จัดงานแบบ Hybrid ทั้ง Onsite และ Online สำหรับประชาชนที่สนใจและมีเวลาก็อยากให้มาเยี่ยมชมในวันที่ 7 -9 ตุลาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี ประชาชนที่มาในงานจะได้รับประโยชน์เต็มที่ ส่วนท่านที่ไม่มีเวลา สามารถเข้าเยี่ยมชมงาน หรือว่าซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ได้โดยเข้าไปที่ www.tif2022.com ไม่อยากให้ท่านพลาดในงานนี้ เพราะว่าปีหนึ่งมีครั้งเดียวแล้วคราวนี้การจัดงานห่างหายไปสองปีจากสถานการณ์โควิด มาเยี่ยมชมกันครับ   ด้าน นายจิตวุฒิ ศศิบุตร นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย กล่าวว่า ภายในงานจะมีการโชว์เทคโนโลยี การนำแพลตฟอร์มให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความตรงต้องการของลูกค้า ให้ส่วนลดอย่างเต็มที่ รวมไปถึงนายหน้าต่างชาติจะนำเอานวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในต่างประเทศมาจัดแสดง เรื่องของ Parametric เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การดูเรื่องภัยพิบัติ M&A จะนำมาจัดแสดงภายในงาน เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เร็ว ๆ นี้ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต นายหน้า หรือทุกคนก็ควรมา เพราะถือว่าเป็นงานประกันภัยแห่งปี ทุกคนอยากมาแสดงร่วมโชว์ผลงาน โดยทำส่วนลด แลก แจก แถม ที่สำคัญมีการจับฉลาก รถยนต์เป็นรางวัลใหญ่ โดยประชาชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยในงานนี้ก็จะได้มีโอกาสได้รับรถยนต์หรือมีของรางวัลอีกมากมาย อยากให้ทุกคนไปร่วมงานเพราะว่าได้ของดีที่เตรียมไว้แล้ว หรือหากใครมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของประกันภัย หรือประกันชีวิต สามารถเข้าไปปรึกษาในงานได้ด้วย อยากจะปรึกษาอะไรเกี่ยวกับเรื่องของประกันภัยเข้าไปได้ หรือการหาพาร์ทเนอร์ชิพ ระหว่างธุรกิจเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนทัศนคติและก็ไปคุยกันในงานนี้ได้เช่นกัน ขอเชิญชวนพลาดไม่ได้งานนี้วันที่ 7 - 9 ตุลาคม 2565 ที่อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 หรือเข้าไปเช็คข้อมูลที่ www.tif2022.com   ด้าน นายฐิติ ยศอนันตกุล นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน กล่าวว่า งานปีนี้จะมีการนำที่ปรึกษาด้านการเงินมานั่งที่บูธจัดแสดงภายในงาน โดยเป็นการเชิญชวนลูกค้ามานั่งปรึกษาการเงิน โดยอย่างน้อย ท่านจะได้ทราบอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งการเข้าใจในเรื่องอัตราส่วนจะสามารถทำประโยชน์ได้โดยใช้เงินในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งในงานเราจัดบูธพร้อมมีที่ปรึกษาทางการเงินมีประจำอยู่ที่บูธ ในฝั่งตัวแทนประกันชีวิตที่มาร่วมงาน จะได้ประโยชน์คือ หลักสูตรที่ปรึกษาทางด้านการเงินซึ่งเป็นหลักสูตรลิขสิทธิ์จากทางสิงคโปร์ โดยพัฒนาจากการเป็นตัวแทนเข้าสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก และพร้อมปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสถานการณ์โลก การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินจะตอบโจทย์ให้ตรงกับลูกค้ามากที่สุด และมารับความรู้ด้านการประกันภัยจากวิทยากรชั้นนำ โดยเฉพาะตัวแทนประกันชีวิตมาเก็บเกี่ยวความรู้และที่สำคัญท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับว่าเทคโนโลยีด้านการประกันภัยที่ทันสมัย ผมเชิญชวนสำหรับประชาชนทั่วไปมาร่วมงานประกันภัยที่สำคัญแห่งปี สามารถมาซื้อผลิตภัณฑ์ในงานนี้แล้วมีโอกาสได้รับรถยนต์ไฟฟ้าที่หาซื้อไม่ได้เพราะว่าไม่มีในท้องตลาด แต่ผู้จัดงานสามารถจัดหามาได้ สนุกสนานกับทางของรางวัลเตรียมไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะที่บูธของสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินของเรามีที่ปรึกษาทางด้านการเงินรอต้อนรับทุกท่านอยู่ครับ   เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า งาน “มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 หรือ TIF 2022 ปีนี้มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ 10 ไฮไลท์ด้วยกัน คือ ไฮไลท์แรก การนำเสนอนวัตกรรมประกันภัยต่าง ๆ จากบูธบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทนายหน้าประกันภัย InsurTech and Startups Firms และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนมากกว่า 70 หน่วยงาน ไฮไลท์ที่ 2 การลงทะเบียนในรูปแบบของการสร้าง Avatar ที่จะช่วยค้นหาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ในแต่ละวัย และตรงตามความต้องการของแต่ละช่วงวัยมากที่สุด ค้นหาและซื้อประกันภัยที่เหมาะสม ในราคาลดกระหน่ำที่สุดแห่งปี และตรงกับ Lifestyle ของผู้เข้าร่วมงานอย่างแท้จริง ไฮไลท์ที่ 3 การสัมมนาทางวิชาการด้านการประกันภัย ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ 4 Pillar หลักประกอบด้วย Pillar 1 Creating Digital Ecosystem for Insurance Industry ว่าด้วยบทบาท และมุมมองของ Regulator ในการ Facilitate Digital Ecosystem ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจประกันภัยอย่างยั่งยืน โดยเปิดฉากกิจกรรมทางวิชาการด้วยการบรรยายพิเศษ โดย ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. Pillar 2 Mastering Technologies and Capitalizing on Mega Trends เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์จากโอกาสและเทรนด์ใหม่ Pillar 3 Improving Endlessly Using InsurTech เปิดโลกสู่เทคโนโลยีประกันภัยเพื่อพลิกโฉมวงการประกันภัย พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันอย่างไร้ขีดจำกัด Pillar 4 Revolutionizing the New Intermediaries การปรับตัวของคนกลางประกันภัย และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงและให้บริการลูกค้าในยุคดิจิทัล ไฮไลท์ที่ 4 การนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ แบบใหม่โดนใจนักช็อปความคุ้มครองให้กับตัวเองและครอบครัว ด้วยโปรโมชั่นลดเบี้ยประกันภัยแบบกระหน่ำสูงสุด 30% ไฮไลท์ที่ 5 การจัดประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2022” เพื่อเฟ้นหาสุดยอด InsurTech ของประเทศไทยที่เสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัยที่เป็นเลิศ ซึ่งขณะนี้มีทีมที่ให้ความสนใจสมัครร่วมประกวดเป็นจำนวนมากกว่า 167 ทีม โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา และประเภทบุคคลทั่วไป โดยมี 10 รางวัล รวมเงินรางวัล 500,000 บาท พร้อมโล่ สำหรับรางวัลประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา มี 5 รางวัลดังนี้ (รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 70,000 บาท รางวันที่ 3 เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 15,000 บาท) และประเภทบุคคลทั่วไป มี 5 รางวัล ดังนี้ (รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 70,000 บาท รางวันที่ 3 เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 15,000 บาท) ซึ่งจะมีการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นถึง 3 รอบ และไปคัดเลือกรอบสุดท้ายในวันที่ 8 ตุลาคม 2565 ที่บูธของสำนักงาน คปภ. ในงาน “Thailand InsurTech Fair 2022” ไฮไลท์ที่ 6 การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ต่อยอด และจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้บริหารจากบริษัทประกันภัย บริษัทเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไฮไลท์ 7 InsurVerse Zone พื้นที่แสดงศักยภาพของบรรดา InsurTech & Tech Startup Firms จากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่จะมาอวดโฉมนวัตกรรมทาง InsurTech เพื่ออนาคตการประกันภัยยุคใหม่ไร้ขีดจำกัด เพื่อร่วมกันเปิดโลกจักรวาลความรู้เทคโนโลยีประกันภัย   ไฮไลท์ที่ 8 ขายผลิตภัณฑ์ออนไลน์ Mini shopping และกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น กิจกรรมให้ความรู้ Interactive wall, Interactive floor ในระบบ Touchless Sensor ให้ผู้ร่วมงานได้เล่นสนุกเพลิดเพลินกับเกมส์ประกันภัย โดยกิจกรรมเหล่านี้สามารถสะสมเพื่อแลกรับของรางวัลต่าง ๆ ของที่ระลึกหรือ eVoucher จากร้านค้าชั้นนำได้ และ Photobooth ที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถถ่ายรูปคู่กับตัว Avartar ของตนเองเพื่อ share ใน Social Media ได้อีกด้วย ไฮไลท์ที่ 9 ตื่นตาตื่นใจไปกับความบันเทิงจากศิลปิน ดารามากมาย ที่ร่วมสร้างสีสันจากทั่วฟ้าเมืองไทย ไฮไลท์ที่ 10 ผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินภายในงานครบ มูลค่าตั้งแต่ 500 - 3,999 บาท รับ 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล มูลค่าตั้งแต่ 4000 - 5,000 บาท รับเพิ่มอีก 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล และทุก ๆ  5,000 บาท ต่อไป รับเพิ่มอีก 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล โดยจับรางวัลทุกวัน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี Exhibition Hall 6 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีทาง www.tif2022.com พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่สุดอลังการอย่างรถยนต์ไฟฟ้า EV - Ora Good Cat รวมทั้ง IT Gadget iPhone 14 , Samsung flip 4 , iPad Gen 9 2021 , iPad mini 2021 , Samsung Galaxy Tab S8 , Samsung Galaxy Tab A7 Lite , Smart Watch , คอมพิวเตอร์ Laptop อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท “ผมขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวงาน“มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 หรือ TIF 2022 ภายใต้ธีม “ก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัย เพื่อโลกใหม่ไร้ขีดจำกัด” Reshaping Insurance to the Multiverse of InsurTech for the Future” ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ณ ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประกันภัยและนวัตกรรมต่าง ๆ ด้านการประกันภัย และเทคโนโลยีด้านประกันภัยแล้วยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยราคาพิเศษลดสูงสุด 30% พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ทั้งนี้งาน “Thailand InsurTech Fair 2022 จะจัดขึ้นในลักษณะ Hybrid ทั้งรูปแบบ Online สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.tif2022.com หรือในรูปแบบ Onsite โดยติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง tif@oic.or.th หรือทาง Facebook Page : Center of InsurTech Thailand ...ขอย้ำผู้สนใจเข้าร่วมงานนี้..! ควรเตรียมความพร้อมในทุกมิติ..แล้วพบกันครับ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

23 Sep 2022

ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน

...

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ครอบรอบวันสถาปนา 69 ปี ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4 ล้านครอบครัว ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2565 ปล่อยสินเชื่อได้สูงถึง 198,080 ล้านบาท คิดเป็น 87.48% ของเป้าหมายสินเชื่อใหม่ปี 2565 คาดถึงสิ้นเดือนกันยายนปล่อยสินเชื่อเกิน 2 แสนล้านบาท และยืนยันพร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านไว้ให้นานที่สุดอย่างน้อยถึงสิ้นปี 2565 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า วันที่ 24 กันยายน 2565  เป็นวันครบรอบ 69 ปีในการดำเนินงานของ ธอส. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” และมีบทบาทในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการปล่อยสินเชื่อให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4 ล้านครอบครัว เช่นเดียวกับในปี 2565 ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ธอส.ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย ณ วันที่ 21 กันยายน 2565 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วกว่า 198,080 ล้านบาท จำนวน 154,783 บัญชี คิดเป็น 87.48% ของเป้าหมายสินเชื่อใหม่ ในปี 2565 ที่ตั้งไว้ที่ 226,423 ล้านบาท และคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้เกิน 200,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Social Solution) และกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง (Business Solution) ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลาย ขณะที่ยอดสินเชื่อรวม ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565 อยู่ที่ 1,548,451 ล้านบาท  มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คิดเป็น 4.41% ของสินเชื่อรวม ปัจจุบัน ธอส. ยังมีสภาพคล่องเพียงพอเพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อย่างต่อเนื่องโดยคาดว่า ณ สิ้นปี 2565 จะปล่อยได้ไม่น้อยกว่า 280,000 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% สู่ระดับ 3.00%-3.25% ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ก.ย. 65) นั้น ธอส. ยังยืนยันว่า พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านไว้ให้นานที่สุดอย่างน้อยถึงสิ้นปี 2565 เพื่อแบ่งเบาภาระและให้เวลาลูกค้าในการปรับตัว ซึ่งจะทำให้กระทบต่อต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธอส. ยังมีการปรับปรุงรูปแบบธุรกิจรองรับพฤติกรรมลูกค้าหลังสถานการณ์ COVID-19 ด้วยการพัฒนาการให้บริการด้านดิจิทัล เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็น Digital Bank อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2565 ไม่ว่าจะเป็น Application : GHB ALL GEN : Generation ไหนก็ใช้ได้ แอปเดียวครบ จบทุกเรื่อง!! Application ใหม่ของ ธอส. ที่พัฒนาต่อยอดจาก  Application : GHB ALL เพื่อให้มีความทันสมัย ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ Lifestyle แบบ New Normal ของลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย รวบรวมบริการสำคัญสำหรับลูกค้า ธอส. อาทิ การยื่นขอสินเชื่อ ชำระหนี้เงินกู้ ดูใบเสร็จ โอนเงิน เปิดบัญชี และซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. เป็นต้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานจริงภายในเฟสที่ 1 กับพนักงานของธนาคารทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเริ่มเปิดให้ลูกค้าประชาชนสามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป โครงการจัดเก็บ Electronic File แทนเอกสารสิทธิ์ต้นฉบับ (ธนาคารไม่เก็บโฉนด) : โดยลูกค้าสามารถรับโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดฉบับจริงกลับบ้านได้ทันทีในวันที่ทำนิติกรรมการโอนและจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการเก็บโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ฉบับจริงไว้กับตัวเองด้วยความภูมิใจและความสุขที่ได้มีบ้าน โดย ธอส. ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่จัดเก็บโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสารสิทธิ์ต้นฉบับ ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มสวัสดิการที่ทำนิติกรรมหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ได้รับโฉนดตัวจริงกลับบ้านแล้วจำนวน 26,766 ราย และจะขยายสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วไปที่ทำนิติกรรมกับธนาคารตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2565 เป็นต้นไป    บริการโอนเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากผู้ประกอบการแทนการจัดทำแคชเชียร์เช็ค : บริการที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า โดยช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาให้กับผู้ขายสามารถรับเงินผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีแทน โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขาของธนาคารเพื่อนำแคชเชียร์เช็คที่ได้รับจากธนาคารไปขึ้นเงินเหมือนที่ผ่านมา โดยเริ่มดำเนินการเฟสแรกแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2565 โดยมีผู้กระกอบการอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมเพื่อรับเงินด้วยการโอนเงินแล้วจำนวน 22 บริษัท 76 โครงการทั่วประเทศ และในโอกาสครบรอบ 69 ปี ธอส. ยังได้เปิดตัว “พี่โฮม” ในฐานะ Virtual Influencer คนแรกของ ธอส. ชายหนุ่มอารมณ์ดี อบอุ่น ยิ้มง่าย ชอบศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะในเรื่องที่อยู่อาศัย การลงทุน และการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน พร้อมที่จะให้คำปรึกษา และมอบความช่วยเหลือให้กับทุกคนที่อยากมีบ้านด้วยความเต็มใจ เพราะเค้ารู้ดีว่าการมีบ้านคือความสุขของคนทุกคน โดยสามารถติดตาม “พี่โฮม” ได้ที่ช่องทางออนไลน์ของธนาคารสำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Mobile Application : GHB ALL และ www.ghbank.co.th

03 Oct 2022


...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยนางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคาร เข้าร่วมงานแถลงข่าว “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” จัดโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้สามารถกลับมาพลิกฟื้น และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน       โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานและเป็นประธานในพิธี รวมถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.   พร้อมด้วยผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงิน เข้าร่วมในพิธี จัด ณ ห้องประชุม @BOT ชั้น 5 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธปท. เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2565   สำหรับ “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” จะจัดในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 ก.ย. 65 – 30 พ.ย. 65 ผ่านทางเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (bot.or.th)  และจัดรูปแบบสัญจร ระหว่างเดือน พ.ย.65 - ม.ค.66  กระจายในแต่ละภูมิภาค ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และชลบุรี โดยมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำแก้ปัญหาการชำระหนี้จากผู้เชี่ยวชาญของสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 60 หน่วยงาน     ทั้งนี้ SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ผ่านกระบวนการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนตามแนวทางของ ธปท.  รวมทั้ง ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ “SME D Coach”  ด้วยบริการ “เติมทุนคู่พัฒนา” ให้คำปรึกษาธุรกิจครบวงจร โดยโค้ชมืออาชีพฟรี ช่วยเพิ่มศักยภาพ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคง  และยั่งยืน  

29 Sep 2022

...

  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “” รับดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดเป็นรายเดือนแบบจัดเต็มสูงสุดถึง 3.10% ต่อปี สำหรับคนรักการออมที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เพียงเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 - 31 ตุลาคม 2567 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 3.10% ต่อปี รับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยรวมสูงถึง 2.125% ต่อปี (คำนวณจากวันสุดท้ายของการรับเปิดบัญชีและรับฝากเพิ่ม) พิเศษ!! ไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Freshy 55 Plus และรับฝากเพิ่มได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่เว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th

15 Sep 2022

...

EXIM BANK ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ "สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดา" เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ทั้งที่เป็นผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการแก่ผู้ส่งออก หรือผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการส่งออก วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.75% ต่อปี สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2566 ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า โลกการค้ายุค Next Normal สร้างโอกาสให้บุคคลธรรมดาเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ และการรับจ้างผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมในห่วงโซ่การส่งออก (Supply Chain) ให้กับผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดย่อมไปจนถึงขนาดกลางและขนาดใหญ่ จากสถิติพบว่าใน 3 ปีแรกของ SMEs ที่ส่งออกส่วนใหญ่จะเริ่มต้นอยู่ในห่วงโซ่ Supply Chain เริ่มทำธุรกิจจนคุ้นชินจึงเริ่มสร้างแบรนด์ของตนเอง เมื่อผันตัวจากผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่น (Original Equipment Manufacturer : OEM) เป็นผู้ผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของตัวเอง (Original Brand Manufacturer : OBM) ทำให้มีความต้องการเงินทุนเสริมสภาพคล่องมากขึ้น "สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดา" จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ EXIM BANK พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปลดล็อกให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ใน Supply Chain การส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออกไทยปี 2565 กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยในขณะนี้คือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนหรือขาดสภาพคล่องในการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจยังไม่ได้เริ่มต้นหรือเพิ่งเริ่มต้น จึงเต็มไปด้วยปัจจัยลบที่เป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและไม่ได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายนัก ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นขาขึ้น EXIM BANK จึงได้ "สานพลัง" ความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ค้ำประกันสินเชื่อแก่บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้กู้สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดาในสัดส่วน 100% โดยสามารถใช้บุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกันร่วมด้วยได้ ผู้กู้ต้องเป็นผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ส่งออก หรือผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี เริ่มต้นบวก 2% สูงสุดไม่เกินบวก 6%) สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2566 ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ "เกมเปลี่ยนประเทศไทย" ที่ EXIM BANK ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกไทยมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคส่งออก และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ทั้งนี้ SMEs ไทยในปัจจุบันยังมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพียง 34% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ส่วนใหญ่มีสัดส่วน 50% ขึ้นไป EXIM BANK จึงเดินหน้าสานพลังความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตของ SMEs ในระดับฐานรากให้พร้อมเข้าสู่ Supply Chain การส่งออกของไทย ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain ของโลกได้ในที่สุด อาทิ การสร้าง EXIM Thailand Pavilion ให้เป็นทางเลือก E-Commerce ของ SMEs ไทยที่สนใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใน 1 ปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ และการจัดให้มี SMEs Export Studio พัฒนาดีไซน์บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออกของ SMEs ไทย เป็นต้น นอกจากสินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดาแล้ว EXIM BANK ยังมีสินเชื่อสำหรับนิติบุคคลยื่นขอกู้ได้อีกคือ สินเชื่อผู้ส่งออกป้ายแดง สินเชื่อหมุนเวียนเพื่อการส่งออกและนำเข้า สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ Start-up และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เริ่มต้นส่งออก โดยเน้นกลุ่มลูกค้าสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงินกู้สูงสุดสำหรับลูกค้าใหม่ 2 ล้านบาท และลูกค้าปัจจุบัน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5% ต่อปี และสินเชื่อ EXIM Biz Transformation Loan สินเชื่อเพื่อปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักร หรือซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าส่งออกซึ่งขยายระยะเวลาให้กู้ถึง 30 มิถุนายน 2566 วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2% ต่อปี ผ่อนชำระนาน 7 ปี "EXIM BANK ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจ ควบคู่กับสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ชุมชนและธุรกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดนักรบเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งในตลาดโลกจำนวนมากขึ้น อันจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รับกับเทรนด์การค้าของโลกยุคใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและโอกาสของผู้ที่เข้าถึงได้ด้วย 'ความกล้า' และ 'ความพร้อม' เพื่อความเป็นอยู่ของชุมชน สังคม และโลกที่ดีขึ้นในระยะยาว" ดร.รักษ์ กล่าว  

03 Sep 2022

...

ธ.ก.ส. ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการทางการเกษตร เพื่อลดภาระในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น พร้อมออกมาตรการดูแลภาระหนี้สินผ่านคลินิกหมอหนี้ การเติมสินเชื่อใหม่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและการลงทุน ควบคู่การเติมศักยภาพการประกอบอาชีพทั้งการลดต้นทุนและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า   ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% เป็น 0.75% ต่อปี ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลภาคการเกษตรและการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็ง พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง อัตราดอกเบี้ยลูกค้าสถาบันชั้นดี (MLR) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ไว้ให้นานที่สุด ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาขึ้น ให้กับเกษตรกรลูกค้า สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตร  ให้มีกำลังในการฟื้นตัวจากผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าในทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่การดูแลภาระหนี้สิน เพื่อลดความกังวลใจในเรื่องหนี้ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ให้ลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้ตามศักยภาพ การจัดทำคลินิกหมอหนี้ เพื่อลดหนี้ครัวเรือน การไกล่เกลี่ยหนี้ และให้คำปรึกษาด้านการจัดการหนี้ ทั้งหนี้ในและนอกระบบ รวมถึงแนวทางการประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ การเติมสินเชื่อใหม่ ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายและการลงทุน เช่น สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 สินเชื่อแฟรนไชส์ สินเชื่อ Green Credit สินเชื่อ Contract Farming อัตราดอกเบี้ย MRR สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 เป็นต้น  และการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เช่น การปรับเปลี่ยนการผลิตไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต รวมถึง สนับสนุนแนวทางการประกอบอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน

13 Aug 2022

...

  ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) “TIPH” และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ คุณอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์  และคณะผู้บริหาร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีกับ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เนื่องในโอกาสที่หุ้น  TIPH ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี SET100 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2565) โดยคาดว่าการเข้าคำนวณในดัชนี SET 100 จะเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสให้กับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นภาพรวมในระยะยาวต่อไป    

13 Aug 2022

...

เชื่อมั่นสร้างปรากฏการณ์พลิกวงการการเงินไทย จากการผนึกกำลัง 2 ผู้นำจาก 2 ธุรกิจ “XSpring” กลุ่มผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และ “KTC” ผู้นำด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคของไทย เล็งปล่อยสินเชื่อผ่าน KTC โดยสามารถนำสินทรัพย์ทุกประเภทมาเป็นหลักประกัน ประเดิมเฟสแรกด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยนักลงทุนคริปโท-โทเคนที่ต้องการสภาพคล่องผ่าน บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) มั่นใจเป็นหมัดเด็ดเติบโตสวนกระแสตลาด พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลาย ส.ค.นี้ นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในเครือ XSpring กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้และทำให้ประชาชนบางส่วนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ทำให้แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยังคงขยายตัวได้ดีในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะกลุ่มธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจรที่ต่อยอดความเชี่ยวชาญโลกการเงินปัจจุบัน สู่โลกบริการทางการเงินดิจิทัลหรือ Digital Financial Service เล็งเห็นโอกาสขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางหารายได้ จึงได้ผนึกกำลังกับ “เคทีซี” ผู้นำสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคของไทย สร้างปรากฏการณ์พลิกโลกธุรกิจสินเชื่อ ด้วยการเตรียมปล่อยสินเชื่อเงินสดที่รองรับสินทรัพย์ทุกประเภทเป็นหลักประกัน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเพิ่มสภาพคล่อง และเงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น   อีกทั้ง ปีนี้นับเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จากสถานการณ์ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีแนวโน้มลดลง เอ็กซ์สปริง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทเอ็กซ์สปริง อัลไลแอนส์ จำกัด จึงได้ประเดิมเฟสแรกของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจปล่อยสินเชื่อเงินสดด้วยการเปิดให้บริการเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นวงเงินสดพร้อมใช้ ร่วมกับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกบัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลายเดือนสิงหาคมนี้ “เราเชื่อว่าการจับมือกับเคทีซีครั้งนี้ จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเงินไทยและปฏิวัติวงการสินเชื่อ เพราะเป็นการเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นวงเงินสดพร้อมใช้ โดยที่ XSpring เป็นรายแรก และรายเดียวในเมืองไทยที่สามารถให้บริการนี้ได้ ซึ่งเรามองว่าเคทีซีเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปล่อยสินเชื่อรายย่อย ขณะที่ XSpring เองก็มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ประกอบกับภาพรวมของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ในภาวะผันผวน ขณะที่ตลาดสินเชื่อรายย่อยยังคงมีการเติบโตได้ดี จึงมั่นใจว่าการผนึกกำลังกันครั้งนี้ จะทำให้การก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อร่วมกันประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” นางสาววรางคณากล่าว ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริง ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 5 – 7 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี พร้อมคาดว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้านักลงทุนได้ถึง 5 - 10% จากทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จึงมั่นใจว่าจะสร้างรายได้ให้แก่บริษัท เอ็กซ์สปริง อัลไลแอนซ์ จำกัด อีกทั้งยังเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมด้วยโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ในการเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการจะเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นวงเงินสดพร้อมใช้จากบัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) จะต้องมีบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับบริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด อยู่ก่อนการใช้บริการเพื่อนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองถือครองอยู่มาเป็นหลักประกัน ทั้งยังวางแผนที่จะเปิดรับเหรียญคริปโทฯ สกุลยอดนิยมและโทเคนมาใช้เป็นหลักประกัน พร้อมวางแผนที่จะปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นๆ ในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกด้วย “เอ็กซ์สปริงคาดว่า ความร่วมมือกับเคทีซีในการรุกธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งนับเป็นธุรกิจใหม่ในปีนี้ รวมกับแผนการดำเนินงานที่แข็งแกร่งภายใต้บริษัทในเครือของเอ็กซ์สปริงในครึ่งปีหลัง จะส่งผลให้กลุ่มเอ็กซ์สปริง มีรายได้ที่เติบโตในปีนี้อย่างแน่นอน” นางสาววรางคณากล่าว นางสาวพิชามน  จิตรเป็นธรรม  ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ XSpring ในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ของวงการสินเชื่อ-การเงินดิจิทัล ที่จะเป็นโอกาสให้เคทีซีได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ด้วยการนำเสนอ บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) ซึ่งเป็นวงเงินสินเชื่อพร้อมใช้ที่มีความยืดหยุ่น สามารถเบิกใช้วงเงิน และชำระคืนได้ตามความประสงค์ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ช่วยให้สมาชิกได้ใช้ชีวิตเต็มที่แบบไม่มีสะดุด กับบัตรกดเงินสดดีไซน์แนวตั้งแบบโมเดิร์นรับกับยุคดิจิทัล พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่มาครบทั้งรูด-โอน-กด และเหนือกว่าด้วยจุดแข็งของมาสเตอร์การ์ด ซึ่งมีเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่กระจายอยู่กว่า 80  ล้าน ร้านค้าทั่วโลก ทำให้สมาชิกสามารถใช้ บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) ได้สะดวกขึ้น และเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่ต้องการความสะดวก ปลอดภัย ไร้สัมผัส สมาชิกบัตรฯ สามารถช้อปออนไลน์ได้ทุกร้านค้า ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งสามารถโอนเงินเรียลไทม์ผ่านแอปฯ “KTC Mobile” เข้าบัญชีธนาคารได้ถึง 15 ธนาคาร และกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียมอีกด้วย โดยเคทีซีคาดหวังว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มยอดสมาชิกสินเชื่อรายใหม่ และสร้างการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรายย่อย รวมถึง ส่วนแบ่งทางการตลาดสินเชื่อบุคคลที่สูงขึ้นได้

13 Aug 2022

BUSINESS-MARKETING / ธุรกิจ-การตลาด-ขายตรง-SME

...

แกรนด์ทริปเปอร์ “GTP” มั่นใจความแข็งแกร่งขององค์กรใน 5 ดี คือ บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  พร้อมนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ มั่นใจปั้นยอดได้พันล้านในสิ้นปีนี้ เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และแข็งแรง ที่ผ่านมา นายธนพงศ์อมร ศิลป์สว่าง ประธานกรรมการบริหาร ร่วมกับนางสาวลภัสรดา เจริญวงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ได้พาบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจน แถลงข่าวทิศทางธุรกิจของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด  (GTP) ณ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง   ทั้งนี้ผู้บริหารของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ระบุว่า  แม้ต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด และปัจจัยลบรอบด้าน  แต่ธุรกิจของบริษัทฯถือว่าสวนกระแส โดยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้ามากกว่า 20 รายการ ประกอบด้วยกลุ่มหลัก ๆ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับพืช ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯได้ผ่านการคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าดีมีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด     “ก็ต้องบอกว่าเราเติบโตอย่างสวนกระแส เรามีข้อได้เปรียบคือ เรามีการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญมาเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตสินค้าของตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งเรายังรับผลิตในลักษณะของ OEM ทำให้ลดต้นทุนได้เยอะ  สินค้าที่ผลิตออกมาราคาจับต้องได้   ทำยอดขายได้ดี  แล้วเรามีทีมงานที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทัพ  นอกจากนั้นการรับสมัครเป็นสมาชิกเรารับสมัครฟรี”   “คาดว่ายอดขายในสิ้นปีนี้จะทะลุพันล้านบาท  แม้จะมีปัญหาและบททดสอบมาเป็นระยะๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ  วงการนี้ต้องบอกว่าถ้าไม่เข้มแข็งอยู่ยาก แต่เราก็ยังถือหลักจริยธรรมในการทำธุรกิจ และตั้งใจพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราทำธุรกิจอย่างมีความสุข   โดยมีจุดแข็งที่นำไปสู่ความสำเร็จใน 5 ดี คือ  บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความมั่นคง ยั่งยืน  เราได้เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แข็งแรง ซึ่งในงานจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย” ประธานกรรมการบริหาร GTP กล่าวสรุป  

10 Aug 2022


...

  นายชลัช รัตนบุญนิธิ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การต้อนรับนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ทวีสันต์ วิชัยวงษ์ (ขวา) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และนายชาญณรงค์ บุริสตระกูล (ซ้าย) ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ในพิธีเปิดโครงการ "New Gen Exporter" จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าของ EXIM BANK (EXIM Excellence Academy : EXAC) เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศ สร้างชุมชนผู้ส่งออกรุ่นใหม่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการให้คำปรึกษาและกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจส่งออก เช่น การค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อจับคู่กับผู้ซื้อต่างประเทศ การตลาด โลจิสติกส์ สิทธิประโยชน์ทางการค้า พิธีการศุลกากร และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 130 ราย ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

09 Aug 2022

...

การท่องเที่ยวปีนังร่วมกับเคทีซีจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวปีนังที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางทั่วโลกที่แสวงหากิจกรรมสุดท้าทาย กับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในปีนัง ประกอบด้วย  1) สไลเดอร์น้ำกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก 2) เขตรักษาพันธุ์ผีเสื้อและแมลงเขตร้อนแห่งแรกของโลก 3) สะพานเชือกแขวนท่ามกลางป่าฝนที่สูงที่สุดในโลก 4) สไลเดอร์แนวตั้งแบบลอยตัวแห่งแรกของโลก 5) กิจกรรมโหนสลิงที่สูงที่สุดในโลก 6) ทางเดินลอยฟ้าแบบโค้งแห่งแรกของโลก และ 7) เส้นทางรถรางผ่านอุโมงค์ที่ชันที่สุดในโลก ทั้งนี้ ปีนังพร้อมเปิดรัฐต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยให้เดินทางไปปีนังได้อย่างสะดวกสบาย โดยมี “เคทีซี” พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่มอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรฯ บินตรงกับไทยสมายล์ในราคาพิเศษและให้การสนับสนุนเรื่องบริการตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทาง KTC World Travel Service นายโยว ซุน ฮิน มนตรีแห่งรัฐปีนังด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “หลังวิกฤตโควิด 19   เทรนด์การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไป โดยเน้นความเป็นส่วนตัวและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและความรับผิดชอบมากขึ้น ปีนังจึงได้มีการปรับกลยุทธ์ดังนี้ 1) ปรับวิสัยทัศน์ใหม่: ปีนังในปี 2030 จะเปรียบเสมือนครอบครัวที่พร้อมต้อนรับทุกคน โดยยังยึดถือความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และนำเสนอการท่องเที่ยวที่ทั้งเป็นส่วนตัวและปลอดภัย 2) ปลดล็อกมาตรการการเดินทางเข้าประเทศ: นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่บริเวณนอกอาคาร (Outdoor) ไม่ต้องขอวีซ่า และไม่ต้องตรวจ RC-PCR ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการเดินทาง 3) มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว: ปีนังได้จัดเตรียมแหล่งท่องเที่ยวซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายด้านวัฒนธรรมที่ต่างกันไปตามความต้องการของแต่ละกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความรู้สึกประทับใจและประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน และ 4) สานสัมพันธ์กับผู้ประกอบการและพันธมิตร: ปีนังได้สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสมาคม สายการบิน ตัวแทนท่องเที่ยว และสื่อมวลชนในประเทศไทย รวมถึงได้ร่วมมือกับ “เคทีซี” ซึ่งถือเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการ เพื่อนำเสนอแพ็คเกจและโปรโมชันต่างๆ ให้กับสมาชิกบัตรอีกด้วย”   นายอุย ชอค เยียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการท่องเที่ยวปีนัง กล่าวว่า “แนวโน้มการท่องเที่ยวได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยนักท่องเที่ยวจะเน้นความเป็นส่วนตัว และพยายามค้นหาเป้าหมายในชีวิตเนื่องจากได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตระหว่างช่วงแพร่ระบาดของโควิดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวปีนังจึงใช้หลักจากเทรนด์ดังกล่าว ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าใจความต้องการของตัวเองมากขึ้นผ่านความท้าทายที่จะช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้ กับแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย สนุกสนานและน่าสนใจ  ซึ่งประกอบด้วย    1) “Escape Penang” สไลเดอร์น้ำกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records โดยมีท่อน้ำสไลด์ที่ยาวถึง 1,111 เมตร 2) “Entopia by Penang Butterfly Farm” เขตรักษาพันธุ์ผีเสื้อและแมลงเขตร้อนแห่งแรกของโลก แหล่งรวมสายพันธุ์ผีเสื้อเขตร้อนที่บินอย่างเป็นอิสระมากกว่า 15,000 ตัว 3) “The Habitat Penang Hill” สะพานเชือกแขวนที่สูงที่สุดในโลก รองรับด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้สะพานความยาว 230 เมตรท่ามกลางป่าฝนอายุ 130 ล้านปีนี้มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด 4) “Tech Dome Penang” สไลด์เดอร์แนวตั้งแบบลอยตัวแห่งแรกของโลก จากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องแรงและการเคลื่อนไหว 5) “The Gravityz” กิจกรรมโหนสลิงที่สูงที่สุดในโลก จากชั้นที่ 65 ของตึก KOMTAR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของปีนัง 6) “The TOP’s Rainbow Skywalk” ทางเดินลอยฟ้าแบบโค้งแห่งแรกของโลก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 816 ฟุต และ 7) “Penang Hill” เส้นทางรถรางผ่านอุโมงค์ที่ชันที่สุดในโลก เพื่อชื่นชมความงดงามทางธรรมชาติ” นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ - การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นปกติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้จ่ายของสมาชิกผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เคทีซีได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความสนใจที่จะใช้บริการกับบริษัทนำเที่ยวมากขึ้น พร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย รวมถึงความสนใจการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนและการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกระแสที่มาแรง ปีนังจึงถือเป็นจุดหมายที่มีความน่าสนใจและตอบโจทย์ตามความต้องการของนักท่องเที่ยว เพราะขั้นตอนการเดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องทำวีซ่าและมีไฟลท์บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ปีนัง อีกทั้งเมื่อปีนังได้เปิดตัวแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” ก็จะยิ่งเสริมให้นักท่องเที่ยวสนใจเพราะจะได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร” “เคทีซีได้รับความไว้วางใจจากการท่องเที่ยวปีนังให้เป็นพันธมิตรหลักเพื่อช่วยสนับสนุนด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เคทีซีจึงได้ร่วมกับสายการบินไทยสมายล์มอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีเมื่อบินตรงสู่ปีนังกับสายการบินไทยสมายล์ ดังนี้ 1) ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปีนัง ในราคาเริ่มต้นเพียง 6,965 บาท โดยสามารถเดินได้ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 29 ตุลาคม 2565  2) เมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินเป็นคู่รับส่วนลดเพิ่มทันที 1,000 บาท และ 3) สมาชิกสามารถนำคะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แลกรับส่วนลด 130 บาท ในการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 31 ตุลาคม 2565 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KTC WORLD Travel Service (บริการตลอด 24 ชั่วโมง) โทรศัพท์ 02 123 5050 และไลน์ @KTCWORLD โดย KTC World Travel Service พร้อมจะอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า และบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ ในปีนังอย่างครบวงจร” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC WORLD โทรศัพท์ 02 123 5050 ไลน์ @KTCWORLD  หรือเว็บไซต์: www.ktcworld.co.th

31 Jul 2022

...

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ “ท็อตเลอร์” ผลิตภัณฑ์สำหรับ      คุณแม่ในการดูแลลูกน้อย อาทิ ถุงเก็บน้ำนม ถุงซิปล็อกอเนกประสงค์ ถุงเก็บอาหาร สำลีแผ่น ถุงไมโครเวฟ ซึ่งผ่านการรับรองด้วยมาตรฐานญี่ปุ่น JSFL ที่ใส่ใจด้านความปลอดภัย จัดโปรโมชันมอบส่วนลด 150 บาท พร้อมฟรีถุงซิปอเนกประสงค์สำหรับใส่ของขนาดเล็กลายหมีท็อตเลอร์ FDA – Food Grade (ขนาด 5.8 x 8.3 ซม.) จำนวน 30 ใบ เมื่อช้อปออนไลน์ครบ 1,500 บาทขึ้นไปต่อยอดซื้อ ผ่านเว็บไซต์ www.toddlersmile.com หรือร้านค้าอย่างเป็นทางการผ่าน https://www.lazada.co.th/shop/toddler หรือ https://shopee.co.th/toddlerfamily โดยระบุรหัสส่วนลด TODDXKTC ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 – 31 ตุลาคม 2565  รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://ktc.today/Toddler-Shoponline พิเศษ แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ากับยอดค่าใช้จ่ายออนไลน์ต่อรายการ และรับคะแนน KTC FOREVER สูงสุด x10 เท่า ลงทะเบียน  www.ktc.co.th/shoponline  ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 - 31 กรกฎาคม 2565 สนใจสมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทคลิก https://ktc.today/apply-card  หรือติดต่อ KTC Phone โทร. 0-2123-5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ  

07 Jul 2022

...

นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับ งาน เฉลิมฉลองครบรอบ 23 ปี บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม จำกัด   ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ณ SHOW DC HALL พระราม 9 งานนี้ คุณสุกิจ สัตย์เพริศพราย ผู้บริหารรุ่นแรก ได้กล่าวว่า “สามปีที่แล้วผมได้ส่งมอบ “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” เพชรเม็ดงามให้แก่ generation ที่สอง และ ceo ทั้งสองท่านก็ได้พิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่าสามารถนำพาองค์กรแห่งนี้ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ มาได้ เป็นบทพิสูจน์ว่า “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่พวกเราทุกคนสามารถฝากชีวิตและอนาคตไว้ได้ คุณณพวิทย์  สัตย์เพริศพราย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)  กล่าวว่า  “23ปี เป็นเวลาที่พิสูจน์ความมั่นคงและความยั่งยืน สำหรับผม 23 ปีคือบทพิสูจน์ เป็นบทพิสูจน์ว่า“แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ได้ฝ่าฟันทุกวิกฤต ในอนาคตข้างหน้าเราคงยังจะเจอวิกฤตและปัญหามากมาย แต่ผมสัญญาว่า เราทั้งจะเรียนรู้จากปัญหา และวิกฤตที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาพัฒนา “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็มให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผมขอยืนยันว่าท่านสามารถจะฝากชีวิตและอนาคตไว้กับบ้านหลังนี้ได้ ผมจะดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด และผมจะทำให้ได้” คุณณพวัฒน์ สัตย์เพริศพราย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเราได้ยึดหลักคำสอนของคุณพ่อมาตลอด คือ การนึกถึงสมาชิกก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่ที่เราจะทำอะไร   อะไรก็ตามที่เป็นการส่งเสริมสมาชิก ส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมาชิก  ให้มุ่งมั่นทำทันที เพราะสำหรับ “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ความมั่นคงของสมาชิกคือความมั่นคงของบริษัท สำหรับตัวผมเองคำว่าดีที่สุด ยังไม่เพียงพอต่อความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมกับ “แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม” จำเป็นต้องพัฒนาระบบปฏิบัติการในองค์กรให้มีความแข็งแกร่งในทุกด้าน ผมขอสัญญาว่าจะดูแลสมาชิกให้ดีที่สุด จะทำให้ทุกทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิก จะนำพาทุกคนในองค์กรเดินไปข้างหน้า เพราะสำหรับ“แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ที่นี่ไม่ใช่แค่เป็นสังคมแห่งการทำธุรกิจ แต่ที่นี่คือครอบครัวแห่งความสุขที่ยั่งยืนของทุกคน  และที่นี่ คำว่าคุณธรรมนำธุรกิจจะอยู่ควบคู่กับครอบครัว  “แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม”  ตลอดไป” สำหรับกิจกรรมในงาน ได้จัดให้มี  - การเปิดตัวผลิตภัณฑ์สุขภาพส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ที่วิจัยและพัฒนาสารสกัดจาก สารสกัดจากละอองเกสร ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ “พอลลิติน” - มีพิธีเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจ WINNER STAR กว่า 250 ท่าน - รวมถึงการมอบโชคให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเพื่อเป็นของขวัญพิเศษครบรอบ 23 ปี โดยมีมูลค่าของรางวัล 5 แสนบาท - มินิคอนเสิร์ตของ “ลำไย ไหทองคำ” แบบเต็มวง สนุกสุดมันส์  งานนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า ผู้บริหารรุ่นที่สอง พร้อมนำพาองค์กรครอบครัวแห่งความสุข แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม เคียงคู่ไปกับคณะกรรมการบริหาร และนักธุรกิจอย่างมั่งคง บนพันธกิจสู่ความยั่งยืน   “ธุรกิจที่ดีกว่า...เพื่อชีวิตที่ดีที่สุด  

27 Jun 2022

...

นางประณยา  นิถานานนท์  ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – การตลาดบัตรเครดิต  “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “เคทีซีได้ร่วมกับมาสเตอร์การ์ดและเจดีเซ็นทรัล ผู้นำเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย สินค้าของแท้ 100% เชื่อถือได้ พร้อมบริการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จัดแคมเปญมอบสิทธิพิเศษเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-มาสเตอร์การ์ด เมื่อช้อปสินค้ากับเจดีเซ็นทรัล (JD CENTRAL) ผ่านเว็บไซต์ www.jd.co.th  หรือแอปพลิเคชัน “JD CENTRAL” รับส่วนลด 7% มูลค่าสูงสุด 400 บาท เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต่อการสั่งซื้อ ตลอดเดือนมิถุนายน กันยายน พฤศจิกายน และ ธันวาคม 2565  รับส่วนลด 5% มูลค่าสูงสุด 300 บาท เมื่อช้อปตั้งแต่ 3,500 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 - 31 ธันวาคม 2565  พิเศษ แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ากับยอดค่าใช้จ่ายออนไลน์ต่อรายการ และรับคะแนน KTC FOREVER สูงสุด x10 เท่า ลงทะเบียน  www.ktc.co.th/shoponline  ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 – 31 กรกฎาคม 2565 สนใจสมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทคลิก https://ktc.today/apply-card  หรือติดต่อ KTC Phone โทร. 0-2123-5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

20 Jun 2022

...

 เคทีซีจัดงานเสวนา “Start and Smart Tourism” จุดเริ่มความท้าทายใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวโดยมีพันธมิตรผู้นำธุรกิจท่องเที่ยวและองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าร่วมพูดคุยถึงทิศทางและการเตรียมความพร้อมของธุรกิจท่องเที่ยวรองรับการเปิดประเทศต้อนรับนักเดินทาง นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ - การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นปกติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้จ่ายของสมาชิกผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในหมวดดังกล่าวปรับตัวขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 5 ของพอร์ตการใช้จ่ายโดยรวม (จากอันดับที่ 11 ในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19) ทั้งนี้ เคทีซีได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความสนใจที่จะใช้บริการกับบริษัทนำเที่ยวมากขึ้น พร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย / กระแสการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน ไม่นิยมท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนพลุกพล่าน และการท่องเที่ยวแบบครอบครัวหรือการท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะปนกับบุคคลอื่นๆ โดยจะพักอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ ไม่เปลี่ยนที่พัก หรือสถานที่บ่อยๆ เคทีซีจึงได้ปรับกลยุทธ์การตลาด จับมือพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังจะกลับมา ดังนี้ การมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรในการเดินทางท่องเที่ยวผ่านบัตรเครดิตเคทีซี – บางกอกแอร์เวย์ส และบัตรเครดิตเคทีซี - อโกด้า มาสเตอร์การ์ด การชูจุดแข็งแกร่งของคะแนน KTC FOREVER สมาชิกสามารถใช้คะแนนแลกรับเป็นส่วนลดในการเดินทางท่องเที่ยวกับพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ สายการบิน บัตรเข้าชมสถานที่ และรถเช่า การเปิดแพลตฟอร์ม Travel Hub ภายใต้คอนเซ็ปต์ “หา เรื่อง เที่ยว” เพื่อเป็นแหล่งรวมโปรโมชันด้านการท่องเที่ยว โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง รวมถึงชุมชนต่างๆ กว่า 252 แห่งทั่วประเทศไทย ในส่วนของพันธมิตรธุรกิจ เคทีซีได้จัดแคมเปญ “เที่ยว อยู่ ได้” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยทางเคทีซีให้การสนับสนุนด้านสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงสิทธิประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการขาย การให้บริการด้านการท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบริการ KTC World Travel Service เพื่อเป็นทางเลือกให้พันธมิตรได้ขยายช่องทางในการจัดจำหน่าย รวมถึงดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สำหรับการจองตั๋วเครื่องบิน แพ็คเกจท่องเที่ยว รถเช่า บัตรเข้าชมสถานที่ รวมถึงการให้บริการรับทำวีซ่า   นางสาวอรินทร์ชยา บรรเจิดศิริ​ กรรมการกลาง​ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​  กล่าวว่า “สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิด ภาครัฐจึงได้ออกโครงการ “ทัวร์เที่ยวไทย” เพื่อส่งเสริมและให้การสนับสนุนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบรับกับการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อาทิ การเดินทางที่เสรียิ่งขึ้น รวมถึงการอนุญาตให้ธุรกิจบริการกลับมาเปิดกิจการได้มากขึ้นด้วย”          นายโชติช่วง ศูรางกูร Vice President สมาคมบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า "นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจในการเดินทางเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่ไทยปิดประเทศมาสองปีครึ่ง แต่คงยังไม่ได้กลับมาท่องเที่ยวแบบทะลักทลาย เนื่องจากประเทศที่เป็นที่นิยมของคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบ ถึงแม้จะไม่มีมาตรการกักตัว แต่ก็มีเรื่องอื่นๆ เช่น การขอวีซ่า การตรวจโควิด การซื้อประกันการเดินทาง และการลงทะเบียนเข้าประเทศก่อนเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวไทยยังไม่ตัดสินใจเดินทาง ประกอบกับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น จากเดิมที่สูงอยู่แล้วจากสภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก การพุ่งขึ้นของค่าน้ำมันและอาหารจากสภาวะสงคราม ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นเพราะจำนวนไฟลท์ที่น้อยลงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะที่การแพร่ระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก ส่งผลให้คนจำนวนมากมีปริมาณเงินในกระเป๋าลดน้อยลง  ทางสมาคมฯ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้ประมาณ 1.2 ล้านคน จากเดิมที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 11.2 ล้านคนในปี 2562 สำหรับช่วงไตรมาสที่ 3 ของงทุกปีเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าไตรมาสอื่นๆ อยู่แล้ว จึงต้องรอติดตามผลในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งหลายๆ ประเทศมีนโยบายที่จะเปิดเมืองมากขึ้นพร้อมกับผ่อนคลายมาตรการต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยวลง" นางสาวจารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ผู้จัดการโครงการ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ กล่าวว่า “นักเรียนไทยสามารถทำวีซ่าไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป นับเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ที่รัฐบาลนิวซีแลนด์จะเปิดรับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม 2565 นักศึกษาต่างชาติทุกคนที่ผ่านเกณฑ์การรับเข้าเรียนต่อสามารถสมัครเรียนต่อและทำวีซ่านักเรียนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยทางหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ได้ทำโปรโมชันพิเศษต้อนรับการเปิดประเทศด้วยการจ่ายค่าเล่าเรียนผ่านบัตรเครดิตเคทีซี รับคะแนน KTC FOREVER พิเศษ 4 เท่า และยังสามารถใช้คะแนนแลกจ่ายค่าเล่าเรียนได้อีกด้วย”  นางสาวศิริพร บัณฑิตย์จิรกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นมีความยินดีต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกครั้ง โดยสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ศกนี้ เป็นต้นไป โดยทาง JNTO พร้อมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นต่างให้ความสำคัญกับตลาดท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก ด้วยการโปรโมทให้ชาวไทยเดินทางเที่ยวชมเสน่ห์มุมมองใหม่ของญี่ปุ่นอีกครั้ง”              นางสาวอริญชยา เลิศวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า “อสท.เกาหลี เตรียมความพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชูจุดเด่นสถานที่ท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe Travels Destinations) ทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ “Travel to Korea, Begins Again” จัดกิจกรรมพิเศษ อาทิ กิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวและรับของที่ระลึกพิเศษที่สนามบินอินชอน รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน มอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ ตั๋วเครื่องบิน สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า และ อื่นๆ อีกมากมาย” นายนิโคลัส ลิม ผู้จัดการสำนักงานการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ประจำประเทศมาเลเซียและบรูไน  กล่าวว่า “การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) เดินหน้าเผยแผนสร้างความเชื่อมั่น เปิดรับนักเดินทางที่ได้รับวัคซีนครบโดสจากทั่วโลก มาพบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้นิยามใหม่ ‘SingapoReimagine’ ให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางมาสัมผัสสิงคโปร์ในมุมมองใหม่เหนือจินตนาการ  พร้อมชู 4 หัวใจหลัก “ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน-สุขภาพดี-ประสบการณ์อาหารที่หลากหลาย-สถานที่เที่ยวอันน่าตื่นตาตื่นใจ” นางสาวณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ตัวแทนการท่องเที่ยวปีนังประจำประเทศไทย กล่าวว่า “มาเลเซียเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เมื่อวันที่1 เมษายน 2565 การท่องเที่ยวปีนังกำลังเจรจากับสายการบินและภาคธุรกิจเพื่อเปิดเส้นทางการเดินทางเข้าสู่ปีนังให้มากขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม 2565 การท่องเที่ยวปีนังจะจัดโรดโชว์ที่กรุงเทพฯ และหาดใหญ่ภายใต้ธีม “Experience Penang” เพื่อโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก เช่น ปีนังฮิลล์ ป่าฝนปฐมภูมิอันเขียวชอุ่มที่มีอายุ 130 ล้านปี ที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลกจากยูเนสโก (UNESCO) รวมถึงสตรีทอาร์ท และแหล่งรวมอาหารท้องถิ่นชื่อดัง จนทำให้ CNN จัดอันดับให้ปีนังเป็น หนึ่งใน 22 สถานที่ดีที่สุดที่ควรไปเยือนในปี 2565

18 Jun 2022

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

กบข. พร้อมด้วย Shopee, LINE MAN Wongnai และ Minor Food ร่วมกันคัดสรรสิทธิประโยชน์ เพื่อมอบให้แก่ข้าราชการตำรวจ บน “แทนใจ” แอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ มุ่งหวังพัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจไทย ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. มีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิก กบข. ที่เป็นข้าราชการตำรวจ ด้วยการเชื่อมต่อระหว่าง My GPF Application ของ กบข. และ แทนใจ แอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้เข้าถึงบริการของ กบข. ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น โดย กบข. ได้พัฒนาระบบเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล เมื่อข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. เข้าใช้งานแอปพลิเคชันแทนใจ สามารถคลิกเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน กบข. “My GPF Application” ได้อัตโนมัติ และเป็นการเพิ่มช่องทางการดูยอดเงินบัญชีของสมาชิก นอกจากนี้ กบข. ยังได้คัดสรรสิทธิประโยชน์สำหรับข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. ทั้งประกันอุบัติเหตุฟรีจากทิพยประกันภัย ส่วนลดค่าน้ำมันจากปั๊ม PT ส่วนลดค่าสินค้าจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เทสโก้ โลตัส เป็นต้น พร้อมทั้งได้เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ให้กับข้าราชการตำรวจในการบริหารเงินเพื่อการเกษียณและการบริหารจัดการหนี้ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งสำคัญกับ 4 องค์กรใหญ่ นำโดย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) , Shopee, LINE MAN Wongnai และ Minor Food เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ร่วมพัฒนากับแอปพลิเคชัน แทนใจ (Tanjai) เวอร์ชั่น 2.0 เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์แก่บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ ช้อปปี้ (Shopee) และ LINE MAN Wongnai รวมถึง การให้ผู้ใช้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ ของ กบข. และ Minor Food Group ผ่านแอปพลิเคชันแทนใจ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แอปพลิเคชัน แทนใจ (Tanjai) เวอร์ชั่น 2.0 ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพ เตรียมปล่อยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัพเดท ในช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2565 ทั้งทาง App Store และ Play Store ด้าน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการ Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า การร่วมมือกับแอปพลิเคชั่นแทนใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก โดยทาง ช้อปปี้ (Shopee) จะนำส่วนลดสินค้าและบริการต่างๆ มาให้กับข้าราชการตำรวจ นอกจากนี้ ยังร่วมสนับสนุนด้านความรู้และการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจผ่านหลักสูตร Shopee Bootcamp ที่จะสอนการจัดการร้านค้าบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ (Shopee) อีกด้วย ซึ่งการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าว จะช่วยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษในการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, ShopeeFood และ Shopee e-Service เป็นต้น โดยจะปรากฏอยู่ในหน้าสิทธิสวัสดิการของแอปพลิเคชัน แทนใจ ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 200,000 คน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธาน ฝ่าย Public Affairs ของ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า ทาง LINE MAN มีความยินดีที่จะได้ร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในปัจจุบันนี้ Line Man มีให้บริการครบ 77 จังหวัดแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์ของ LINE MAN ผ่านแอปพลิเคชั่น แทนใจ และในอนาคตทาง LINE MAN จะนำบริการซื้อของ, บริการแมสเซนเจอร์ และบริการแท็กซี่ เข้ามาช่วยสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป การร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ LINE MAN จะช่วยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในการซื้ออาหารบนแพลตฟอร์ม LINE MAN และบริการอื่นอีกมากมายของ LINE MAN เพื่อมุ่งหวังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน ขณะที่ นางนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการเริ่มต้นความร่วมมือครั้งนี้ ทางไมเนอร์ ฟู้ด มีแบรนด์ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ที่เรายินดีที่จะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถใช้บริการได้ที่ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทั่วประเทศ  

02 Oct 2022


...

ธ.ก.ส. มอบนโยบายสาขาในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโนรู จัดถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน สำรวจข้อมูลความเสียหาย พร้อมเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงิน 12,000 ล้านบาท นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุโนรู ทำให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและกำลังขยายมาในพื้นที่ภาคกลางส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้เร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรลูกค้า โดยมอบหมายให้พนักงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยออกเยี่ยมเยียนให้กำลังใจลูกค้าและนำถุงยังชีพไปมอบเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจข้อมูลความเสียหายและผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรอบการดำเนินงานที่จะเข้าไปดูแลกรณีได้รับความเสียหาย ธ.ก.ส. จะผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปไม่เกิน 12 เดือน โดยไม่คิดดอกเบี้ยปรับ และสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 เมื่อดำเนินการสำรวจพื้นที่การเกษตรแล้วพบว่า มีความเสียหายเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ธ.ก.ส. จะเร่งประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชดเชยความเสียหายโดยเร็วต่อไป นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าใช้จ่ายจำเป็นฉุกเฉิน เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เดือนที่ 7 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR คือ 6.50% วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ค่าซ่อมเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรรอบใหม่ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 (ปัจจุบัน MRR = 6.50) จึงขอให้เกษตรกรอย่ากังวลในช่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ธ.ก.ส. พร้อมเข้าไปดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอให้โปรดระมัดระวังมิจฉาชีพที่มักจะใช้โอกาสจากความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรเข้ามาหลอกลวง โดยแอบอ้างใช้สัญลักษณ์โลโก้  ธ.ก.ส. เพื่อสร้างความเข้าใจผิด ให้เข้ามากู้เงิน หรือหลอกให้โอนค่าธรรมเนียม เพื่อแลกกับการใช้บริการสินเชื่อ หรือโอนค่าประกันภัยจาก ธ.ก.ส. ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ไม่มีนโยบายจ่ายสินเชื่อผ่านสื่อโซเซียลหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่เท่านั้นหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555    

02 Oct 2022

...

กบข. จับมือ สตช. ลงนาม MOU เชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นระหว่างหน่วยงาน เพื่อขยายการเข้าถึงข้าราชการตำรวจ ที่เป็นสมาชิก กบข. เพิ่มมากขึ้น หวังยกระดับความมั่นคงทางการเงิน ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการเชื่อมต่อ “Tanjai Application” กับ “My GPF Application” โดยมีพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ลงนาม ซึ่งการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้เข้าถึงบริการของ กบข. ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และ กบข. ได้พัฒนาระบบเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล เมื่อข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. เข้าใช้งานแอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ “Tanjai Application” สามารถคลิกเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน กบข. “My GPF Application” ได้อัตโนมัติ ทั้งนี้ กบข. หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ข้าราชการตำรวจเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ ของ กบข. เพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับข้าราชการตำรวจ ซึ่งปัจจุบันข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. มีจำนวน 1.6 แสนราย แต่มีการเข้าถึงบริการของ กบข. อยู่ที่ 58% ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการดูยอดเงินในบัญชีสมาชิก ซึ่งระบบจะเชื่อมต่อตรงมายัง My GPF Application การรับสิทธิพิเศษส่วนลดร้านค้าต่าง ๆ มากมาย พิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. ที่สามารถกดรับสิทธิพิเศษได้ทันทีบน Tanjai Application และยังสามารถเข้าเรียนในหลักสูตร GPF e-Learning เพื่อเสริมทักษะและเพิ่มความรู้ด้านการเงินการลงทุน นอกจากนี้ จะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของ กบข. ให้ข้าราชการตำรวจได้รับทราบผ่านช่องทาง Tanjai Application ด้วย พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในยุคที่ข่าวสารเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดจากการส่งต่อข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ข้าราชการตำรวจหลายนายเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของสิทธิและสวัสดิการของตนเอง เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลภายในองค์กรมีความรวดเร็วและความถูกต้อง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชันแทนใจ และปัจจุบันกำลังเข้าสู่การพัฒนาในเวอร์ชัน 2.0 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ หลายด้าน โดยสิ่งที่สำนักงานตำรจแห่งชาติ พยายามแก้ไขปัญหาให้กับข้าราชการตำรวจ คือ เรื่องหนี้สิน ซึ่ง กบข. เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุน มีการทำสื่อการเรียนรู้เผยแพร่เรื่องการวางแผนการเงิน การออม รวมถึงการลงทุน และ กบข. ได้ให้ความสำคัญกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการนำสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ความรู้การวางแผนด้านการเงินผ่าน GPF e-learning มอบให้แก่ข้าราชการตำรวจผ่านช่องทาง Tanjai Application เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ  ดังที่กล่าวมา นอกจากนี้ กบข. และ สตช. ยังได้ร่วมกันจัดโครงการนำร่องส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของสมาชิก กบข. ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของสมาชิก กบข. โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจถึงหลักการออมเงินและการบริหารจัดการการเงินของตนเอง ให้มีความมั่นคง ทั้งในช่วงอายุที่ยังมีรายได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยเกษียณในอนาคต

01 Oct 2022

...

ธ.ก.ส. เสริมแกร่ง Smart Farmer และผู้ประกอบการหัวขบวน เน้นเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและลดต้นทุนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลัก BCG พร้อมเติมทุนต่อยอดธุรกิจสู่มาตรฐานระดับสากลผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้าน ทั้งสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย 0.01 ต่อปี สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs เกษตร และสินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ร้อยละ 4 ต่อปี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมงานกลุ่มทักษิณ ปาล์ม ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร ตั้งแต่ต้นกล้าปาล์มจนถึงโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ มีการนำระบบบริหารที่ลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีคณะผู้บริหารและเกษตรกรสมาชิก ให้การต้อนรับ ณ บริษัท ทักษิณ ปาล์ม (2521) จำกัด ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาปัจจัยในการเติบโตจากสภาพอากาศ ธ.ก.ส. ตระหนักถึงความสำคัญในปัญหาดังกล่าว และพร้อมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพลูกค้า โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เข้าไปเติมองค์ความรู้ ทั้งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ที่เน้นสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านและกลุ่มเกษตรกรในการขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านการแปรรูปผลผลิต วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เกษตรหัวขบวนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Smart Farmer) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่พร้อมนำความรู้และประสบการณ์กลับไปพัฒนาและต่อยอดธุรกิจที่บ้านเกิดผ่านสินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพและสินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี วงเงินรวม 90,000 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการดำเนินงานและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลัก BCG ด้วยการทำเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  การใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) วงเงิน 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR – (0.5 – 1) ต่อปี เป็นต้น สำหรับกลุ่มทักษิณ ปาล์ม เป็นผู้ประกอบการหัวขบวนในโครงการการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์มครบวงจร โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต มีการจำหน่ายต้นกล้าปาล์มหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ดามี พันธุ์ไนจีเรียแบล็ค  พันธุ์โกลเด้นเทอเนอร่า และพันธุ์ลาเม่ จนถึงการสกัดน้ำมันปาล์มดิบเพื่อจำหน่ายในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และการใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิง เป็นจุดรับซื้อปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาดเพื่อนำไปสกัดและจำหน่าย ซึ่งหลังจากกระบวนการสกัดน้ำมันแล้ว มีการนำเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนั้น ยังเป็นหัวขบวนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนด้วยการสนับสนุนการรวมกลุ่มในรูปแบบของเกษตรแปลงใหญ่และบริหารจัดการแผนการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับในการจำหน่ายผลผลิต มีรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังจัดหาและจำหน่ายปุ๋ยให้กับเกษตรกรในราคาต้นทุน ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย

03 Sep 2022

...

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ 99.92 คะแนน สูงสุดตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน และ สูงที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชน และบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ผลประเมินที่ 99.92 คะแนน อยู่ในระดับ AA ถือเป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน 8,303 หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ และถือเป็นคะแนนสูงที่สุดที่ธนาคารได้รับนับตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน ITA เมื่อปี 2557 ซึ่งนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของธนาคาร ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชนรวม ถึงบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหารระดับสูง พนักงานและผู้ปฏิบัติงานทั้งองค์กรมากกว่า 5,000 คน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม อาทิ ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ความร่วมมือ ผู้ให้บริการภายนอก สังคมและชุมชน สื่อมวลชน และหน่วยงานกำกับฯ ที่มีความมั่นใจและให้การยอมรับว่า ธอส. ดำเนินงานอย่างมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ธอส. จนนำมาสู่คะแนนสูงที่สุดในปี 2565 มีทั้งสิ้น 8 Key Success Factors ประกอบด้วย 1.Leadership ผู้นำมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน บริหารงานอย่างมีธรรมมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 2.Employee Awareness &  Engagement สร้างการรับรู้ และเพิ่มขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานด้วยความทุ่มเท ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรักและผูกพันต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรเจริญก้าวหน้า 3.Digitized Communication การสื่อสารแบบดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบทิศทาง นโยบายต่าง ๆ ของธนาคาร และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 4.Participation ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของธนาคารมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.Technology นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการการทำงาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ให้สอดรับกับยุค New Normal ทำให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว และลดขั้นตอนการทำงาน 6.Learning เรียนรู้จากผลการประเมินในปีที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ โดยนำหลักการของ 3 Lines of Defense มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ 7.Agility ปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว สร้าง Mindset ใหม่เพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว และคล่องตัวลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารประสบความสำเร็จ 8.Resilience ความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากปัญหาหรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแพร่รระบาดของ COVID-19 แต่ธนาคารสามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ดีและรวดเร็วด้วยผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูง และผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ที่พร้อมรับมือกับปัญหา และหาโอกาสใหม่ในระหว่างเกิดวิกฤติ หรือหลังวิกฤติ รวมถึงความมีประสิทธิภาพของระบบการปฏิบัติงาน ที่ทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

07 Aug 2022

...

  ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยได้จำแนกหน่วยงานของรัฐออกเป็น 17 ประเภท ได้แก่ หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา ส่วนราชการระดับกรม รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กองทุน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันอุดมศึกษา จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งในการประเมิน ITA ในปีนี้ มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมรับการประเมินทั้งหมดกว่า 8,303 หน่วยงาน มีคะแนนภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 87.57 คะแนน โดยในส่วนของสำนักงาน คปภ. ได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับ AA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ด้วยคะแนน 96.51 จัดเป็นอันดับที่ 4 จาก 18 หน่วยงานในกลุ่มประเภทหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยได้รับ 100 คะแนนเต็มจากตัวชี้วัด “การเปิดเผยข้อมูล” และ “การป้องกันการทุจริต”  ทั้งนี้ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือ “การประเมิน ITA” เป็นเครื่องมือสำคัญที่สำนักงาน ป.ป.ช. ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยในการประเมิน ITA ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือการวัดประเมินผลซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และการประมวลผลคะแนนเป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน ดังนี้  ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต ส่วนที่ 2 แบบวัดการรับรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment : EIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 6 คุณภาพการดำเนินงาน ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร ตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการทำงาน ส่วนที่ 3 แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต           สำนักงาน คปภ. ได้เข้าร่วมการประเมิน ITA ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยได้นำผลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินมาปรับปรุงการดำเนินงานของสำนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ด้วยการจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ตรงตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และมีช่องทางในการติดต่อและปฏิสัมพันธ์กับประชาชน โดยข้อมูลที่เปิดเผยบนหน้าเว็บไซต์นั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับทุกสายงานขององค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงด้านของช่องทางการติดต่อผู้บริหาร การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดการข้อร้องเรียน การป้องกันการทุจริต นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล และความโปร่งใสในกระบวนการให้บริการแก่ประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคนในองค์กรที่จะร่วมกันยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทำให้ในปีนี้ สำนักงาน คปภ. ได้รับคะแนนที่ 96.51 คะแนน ในระดับ AA ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของสำนักงาน คปภ. ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแล้ว สำนักงาน คปภ. ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง การดำเนินงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ และการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของสำนักงาน คปภ. ด้วยการมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ผ่านการประกาศเจตจำนงสุจริต การกำหนดนโยบายและมาตรการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส การจัดทำแนวปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และการแต่งตั้ง ITA Agent ประจำทุกสายงาน เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

04 Aug 2022

...

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดงานประชุมใหญ่ผู้แทนสมาชิกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและการรับจ่ายเงินของกองทุนในปี 2564 แนวทางการดำเนินงานในปี 2565 ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้แทนสมาชิก โดยมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง และ ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เพื่อร่วมรายงานผลการดำเนินงาน โดยมีผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน 518 คน ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2564 กบข. มีสินทรัพย์สุทธิ 1,132,074 ล้านบาท มีกำไรหรือผลประโยชน์สุทธิจำนวน 44,013 ล้านบาท โดยผลตอบแทนแผนหลัก หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5.83% ซึ่ง กบข. สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามแผนงานได้ทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มแผนการลงทุนใหม่สำหรับสมาชิก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารเงินออมและกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นผู้นำในการประกาศเจตนารมณ์ Sustainable Thailand 2021 เพื่อขับเคลื่อนสถาบันการลงทุนและการธนาคารไทยสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้ กบข. ยังได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทวีค่าเงินออมของสมาชิก พัฒนาระบบการให้ความรู้แก่สมาชิกและการสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ส่งผลให้มีจำนวนสมาชิกใช้บริการของ กบข. เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน กว่า 70% สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2565 กบข. ได้ศึกษาทบทวนผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ถอดบทเรียนจากการดำเนินงานรวมถึงได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ กบข. มาปรับปรุงการจัดทำแผนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้ กบข. ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ไว้ 10 แผน ครอบคลุมภารกิจ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านลงทุน เป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืนในระยะยาว 2) ด้านสมาชิก เป้าหมาย ทวีค่าเงินออม ผูกพัน กบข. และ 3) ด้านองค์กร เป้าหมายผูกพันองค์กร ทุ่มเทเพื่อสมาชิก  

09 Jun 2022

SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีการรวมกลุ่มเกษตรกรในการทำนา ปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ โดยนำปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ในชุมชน โดยมีนายสำรวย เกษกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ และพนักงานในพื้นที่เข้าร่วม ณ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2565  

03 Oct 2022


...

  จากสถานการณ์อุทกภัยหลายจังหวัดที่ประสบอยู่และเตรียมรับมือกับอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ขอแสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ประสบภัยน้ำท่วม บริษัทฯ พร้อมให้คำปรึกษา และสามารถติดต่อแจ้งเคลมสินไหมทดแทนได้ ดังนี้ แจ้งเคลมสินไหมทดแทนรถยนต์ โทร. 1620 (สายด่วน 24 ชั่วโมง) แจ้งเคลมสินไหมทดแทนทั่วไป โทร. 0 2285 8417 แจ้งเคลมหรือติดต่อสาขาในพื้นที่ต่างๆ โดยดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทฯbangkokinsurance.com/contact/branch  

02 Oct 2022

...

อลิอันซ์ อยุธยา นำโดย มร.โทมัส วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต และ มร. ลาร์ส ไฮบุทสกี้ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย รับรางวัลสุดยอดองค์กรที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในเอเชียประจำปี 2565  HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2022 อลิอันซ์ อยุธยา ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่มีการบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีเยี่ยม การรับความคิดเห็นข้อเสนอแนะของพนักงาน การสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน และการมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี จัดโดย HR Asia นิตยสารชั้นนำด้านทรัพยากรบุคคลของภูมิภาค โดยการตัดสินพิจารณาจากการสำรวจความคิดเห็นของตัวแทนพนักงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันขององค์กรในหลายแง่มุม ณ แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เมื่อเร็ว ๆ นี้

01 Oct 2022

...

TIP Society โดย ทิพยประกันภัย  เอาใจลูกค้า TIP PET Lover  ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต MAJOR DEVELOPMENT presents RAINING CATS & DOGS ซึ่งจัดโดย MAJOR DEVELOPMENT โดยการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของแฟนเพลงยุค 80s และ 90s  กับ 2 วงดังแห่งยุค MODERNDOG (ทีมหมา) x POLYCAT (ทีมแมว) เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวผ่านทางเพจทูนหัวของบ่าว และมูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) ที่คอยช่วยเหลือหมาจรแมวจร ณ BCC Hall เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งสามารถติดตามสิทธิพิเศษและกิจกรรมดีๆต่อไปได้ที่ https://tipsociety.dhipaya.co.th    

29 Sep 2022

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง” ของกรุงเทพมหานคร โดยได้จัด Kick Off กิจกรรมแรก OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว 2,000 ต้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นกิจกรรมดี ๆ ภายใต้นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Sustainable with Love หรือ รักคือพลังสร้างความยั่งยืน อันประกอบด้วยความยั่งยืนด้านสุขภาพ ความยั่งยืนด้านการเงิน และความยั่งยืนของโลก ที่ต้องดูแลทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดมั่นในคุณธรรม(ESG)  โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้พลังความรักสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ศักยภาพทั้งด้านการประกันชีวิตที่มุ่งใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้ประกันเป็นเรื่องง่าย และการใช้ความรักดูแลสุขภาพ การเงิน และความสุขของทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  

21 Sep 2022

...

ภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนบนโลกใบนี้ควรเริ่มตระหนัก และเข้าใจถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ มาจากหลายสาเหตุทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ หรือจากการกระทำของมนุษย์  มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 พื้นที่ 40% ของกรุงเทพมหานคร จะถูกน้ำท่วมเสียหาย ทั้งจากฝนที่ตกหนักและน้ำหนักของตึกระฟ้าที่ยิ่งส่งผลให้เมืองกรุงเทพฯต้องจมลงในอัตรา 0.8 นิ้วต่อปี (ข้อมูลจาก https://www.carethebear.com ) การที่โลกเรามีอุณหูมิสูงขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง หรือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ปัญหาภาวะโลกร้อนนี้ ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งซึ่งหากทุกคนมีความรับผิดชอบช่วยกันแก้ไขก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาให้เบาบางลงได้   โครงการทิพยสืบสาน รักษาต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 21 ณ โครงการสาธิตการปลูกพืชในพื้นที่ดินเค็มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครราชสีมา คัดเลือกครูอาจารย์จากทั่วประเทศ และผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมในโครงการ เป็นการสอดแทรกความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และร่วมมือกันในการป้องกันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติ รวมถึงตอกย้ำความเข้าใจในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ทั้งนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงพื้นที่เรียนรู้การแก้ปัญหาดินและน้ำ ที่เป็นสาเหตุหลักในการทำให้ผืนดินเสื่อมโทรมเพาะปลูกพืชไม่ได้และเมื่อเกิดฝนตก ดินไม่อุ้มน้ำเพราะมีต้นไม้ช่วยชะลอน้ำ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้น ซึ่งเมื่อทุกคนเกิดความเข้าใจจะสามารถช่วยกันเผยแพร่เพื่อป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนผืนแผ่นดินนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการทำปุ๋ยหมักแห้งสูตรพระราชทานเพื่อการเสริมสร้างอาชีพ  และเข้าร่วมฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop ถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เรียนรู้นวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 Interactive Board Game จากวิทยากร อาจารย์ อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่และการพัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดดสำหรับองค์กรต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกิจกรรม “ธรรมดีช่วยเพื่อน” การปล่อยปลานิลกินพืชจำนวน 590 กิโล และมอบพันธุ์โคจำนวน 12 ตัว 20 ชีวิตให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองบัวทุ่ง ที่มีความขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และชาวบ้านในตำบลตาจั่น อำเภอคง จ.นครราชสีมา ที่มีฐานะยากจน จำนวน 11 ครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวของนักเรียนมีอาชีพ  และส่งเสริมการประกอบอาชีพของครอบครัวด้วยการนำไปขยายพันธุ์โคต่อไปเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน  และสร้างวิถีชีวิตตามแนวคุณธรรม 5 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู   นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เราไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องความร่วมมือกับครูอาจารย์เท่านั้น เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ชุมชนในท้องถิ่นให้พึ่งตนเองได้มากขึ้น ด้วยการสร้างโอกาสและเสริมเครื่องมือในการประกอบอาชีพ”     “การไถ่ชีวิตและมอบโคจำนวน 12  ตัว 20 ชีวิต นับว่าเป็นกุศโลบายในการสร้างมหาบุญ ถึง 3 ต่อ คือ1) เราได้ร่วมบุญไถ่ชีวิตโคที่เป็นแม่ลูกอ่อนให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า 2) เราได้ช่วยให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับครอบครัวของนักเรียนที่มีความประพฤติดี ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และ3) เงินทำบุญจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลยังต่อไปยังโรงเรียน 590 แห่งทั่วประเทศในรูปแบบของชุดหนังสือมรดกแห่งแผ่นดินเป็นการส่งต่อแสงสว่างแห่งปัญญาเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์แผ่นดินเพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้าของประเทศไทย   ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเองในชุมชน   และเรามีความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของชุมชนจากการที่เราเข้ามาร่วมทำกิจกรรมในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเยาวชนและครอบครัวที่มีความต้องการสร้างอาชีพเพื่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชุมชนต่อไปในอนาคต” นางวิชชุดา กล่าวเพิ่มเติม   ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า  “โครงการนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN SDGs ภายในปี 2030 ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กร  บุคคล ต้องตระหนักและเตรียมการ ซึ่งการสร้างความรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดการพัฒนาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ต้องมีการวางแผนดำเนินการและสื่อสารอย่างทั่วถึง  รวมถึงการสร้างความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เกิดการพัฒนาจากระดับตน ขยายผลไปสู่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่จะช่วยให้คนไทยได้เข้าใจวิถีความยั่งยืนและนำพาให้พึ่งพาตนเองได้” รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 2 วันได้ปฏิบัติด้วยการลงมือทำเพื่อให้เข้าใจในบริบทของคุณธรรม 5 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู ได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า คุณธรรม สร้างได้  เพราะคุณธรรมคือ “วิถีชีวิต” และสามารถเริ่มได้จากตนเอง เพื่อช่วยให้คนดีมีพื้นที่ยืน และความดีมีพื้นที่ในสังคม”   โครงการ ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา  จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD)  มูลนิธิธรรมดี  กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในการทรงงานเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้มีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดี อีกทั้งยังเพื่อสนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”    

21 Sep 2022

...

  บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI โดยนายรักเกียรติ โคตรทุม (ขวา) ผู้จัดการสาขาขอนแก่น เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับโล่ประกาศเกียรติคุณการสนับสนุนทุนการศึกษาเนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ครบรอบ 7 ปี จากศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (ซ้าย) นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในฐานะที่บริษัทฯ สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการมอบโอกาสทางการศึกษาของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

16 Sep 2022

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” จัดทำหมวกนิรภัยสีเหลืองเต็มใบรูปแบบพิเศษ จำนวน 10,000 ใบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้สวมใส่เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึงยังได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะได้ทำความดีด้วยการขับขี่อย่างปลอดภัย ปฎิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และได้ร่วมทำบุญอีกด้วย เงินรายได้ทั้งหมด บริษัทกลางฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเสด็จพระราชกุศลไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ    เนื่องในปีพุทธศักราช 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ใน   หลวง”มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ประชาชนได้รับรู้และร่วม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า โครงการฯ นี้ยังสร้างความปลอดภัยในการขับขี่  หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ รวมถึงกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุจราจร โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร ผ่านการถวายคำปณิธานในโครงการฯ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์     บริษัทกลางฯ ได้ดำเนินการจัดทำหมวกนิรภัยรูปแบบพิเศษแบบเต็มใบสีเหลือง จำนวน 10,000 ใบ โดยหมวกนิรภัยทุกใบได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ราคาที่จำหน่ายต่ำกว่าต้นทุนโรงงาน ประชาชนสามารถจองได้ผ่านทางออนไลน์ และทาง onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี โครงการ“รัฐ-ราษฎร์ รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” เปิดให้จองหมวก ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00 – 16.00 น. ท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมจองหมวกนิรภัยในโครงการได้ทั้งแบบ Online และแบบ Onsite ดังนี้ 1.จองแบบ Online ผ่านไลน์ @iRVP (ราคา 120 บาท) (รวมค่าจัดส่ง) เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) เพียงแค่แอดไลน์เป็นเพื่อนกับบริษัทกลางฯ ที่ไลน์ @iRVP ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 7-9 ตุลาคม2565 บริษัทกลางฯ จะใส่ลิงค์จองหมวกไว้ที่หน้าไทม์ไลน์ (Line Voom) โดยท่านที่สนใจสามารถจองหมวกนิรภัยได้ 1 คนต่อ 1 ใบ ขั้นตอนการจองหมวกนิรภัยในโครงการ แอดไลน์ @iRVP เข้าไปดูลิงค์การจองหมวกในวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ที่ timeline ของไลน์ @iRVP เวลา 10.00-16.00 น. ผู้จองหมวกในโครงการ ร่วมถวายปณิธาน "จะขับขี่อย่างปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎจราจร รวมถึงสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ทุกครั้ง ระบุชื่อ-นามสกุล / เลขบัตรประชาชน 13 หลัก (เพื่อยืนยันตัวตน) ระบุที่อยู่ในการจัดส่งหมวกนิรภัย ทางบริษัทจะจัดส่งหมวกนิรภัยให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับหมวกนิรภัยภายใน 15 วัน ชำระเงินผ่าน QR code จำนวน 120 บาท ติดตาม สถานะจัดส่งหมวกนิรภัยได้ที่ เมนู “หมวกกันน็อกของฉัน” 2.จองแบบ Onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair (ราคา 100 บาท) ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี รับหมวกภายในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) โครงการนี้เป็นการรวมพลังทำความดีด้วยหัวใจ ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ให้เกิดในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมโครงการในการได้มีส่วนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่บริษัทกลางฯ Call Center 1791 หรือติดตามข่าวสารได้ที่  line @iRVP หรือ www.facebook.com/RVPHeadOffice/    

01 Oct 2022

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง” ของกรุงเทพมหานคร โดยได้จัด Kick Off กิจกรรมแรก OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว 2,000 ต้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นกิจกรรมดี ๆ ภายใต้นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Sustainable with Love หรือ รักคือพลังสร้างความยั่งยืน อันประกอบด้วยความยั่งยืนด้านสุขภาพ ความยั่งยืนด้านการเงิน และความยั่งยืนของโลก ที่ต้องดูแลทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดมั่นในคุณธรรม(ESG)  โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้พลังความรักสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ศักยภาพทั้งด้านการประกันชีวิตที่มุ่งใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้ประกันเป็นเรื่องง่าย และการใช้ความรักดูแลสุขภาพ การเงิน และความสุขของทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  

21 Sep 2022

...

พร้อมบูรณาการความร่วมมือด้านประกันภัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร-ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยระบบประกันภัย ก่อนขยายกิจกรรมรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) และ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่องเพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” ภายใต้ชื่องาน “คปภ. ปลุกพลังนักบิด เปิดโลกใหม่ให้คุ้มครองด้วยประกันภัย พ.ร.บ.” (วันนี้) 13 กันยายน 2565 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือ ประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันทุกประเภทต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินเท้า ถ้ารถทำประกันภัย พ.ร.บ. นอกจากจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดแล้ว ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาทต่อคน กรณีบาดเจ็บสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000-500,000 บาทต่อคน กรณีทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน และกรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน นอกจากนี้ จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ามีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงร้อยละ 65 ของรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสม ทำให้เมื่อเกิดเหตุจากรถที่ไม่จัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และจากสถิติในปี 2564 มีผู้ประสบภัยจากรถที่มาขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำนวน 9,112 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 180 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติพบว่า 70% เป็นผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจในการกำกับดูแล พัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่อง เพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. สำนักงาน คปภ. จึงผนึกกำลังกับกทม. เพื่อปลุกพลังผู้ขับขี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก ซึ่งมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตสำหรับประชาชน รวมทั้งเป็นไปตามนโยบาย “ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์” (Zero Accident) ของกรุงเทพมหานครและรัฐบาล โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมพี่น้องประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้รถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และจากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ณ 10 กันยายน 2565 พบว่า กรุงเทพมหานครมีประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยมีผู้บาดเจ็บ 77,093 ราย เสียชีวิต 657 ราย คิดเป็นร้อยละ 89.50 ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ โดยที่มีสัดส่วนการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียง 70% ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการที่กรุงเทพมหานครแล้ว สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้ารุกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรม Road Show และกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับประชาชนผู้ใช้รถ สร้างการเข้าถึงประกันภัย พ.ร.บ. และการมีส่วนร่วมในการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก และมีความจำเป็นต่อการเดินทางของคนกรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่รถจักรยานยนต์ก็มีความเสี่ยง ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ได้ทำประกันภัยก็จะกระทบกับชีวิตครอบครัว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าผลกระทบที่จะได้รับหลังจากเกิดอุบัติเหตุจะมีค่าใช้จ่ายตามมาหากไม่ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ.  ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถเจาะผ่านผู้นำชุมชนให้ช่วยรณรงค์ภายในชุมชน หรือจะเป็นกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มไรเดอร์ GRAB  ซึ่ง กทม. สามารถช่วยรณรงค์ได้ทันที โดยเน้นให้ความร่วมมือรณรงค์ประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ โดยรณรงค์เป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องอุบัติเหตุในการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย และให้ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่กันไปด้วย ในโอกาสนี้ กทม. ขอขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่มอบกรมธรรม์ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ จำนวน 500 ฉบับ ให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ กทม. ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ ตกปีละกว่า 300 บาท หรือเก็บเงินวันละบาทเท่านั้น จำเป็นจะต้องสื่อสารในเรื่องนี้ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น แต่จะต้องทำเป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องการรณรงค์ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่ไปกับการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย การรณรงค์ไม่ขับรถเร็ว การรณรงค์รักษากฎจราจร เป็นต้น           เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ สำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานคร จะต่อยอดการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทั้งในการรณรงค์ให้ชาวกทม.ทำประกันภัย พ.ร.บ. และร่วมมือในการนำระบบประกันภัยมาช่วยบริหารความเสี่ยง ตลอดจนช่วยให้ชาวกทม. และบุคลากรในสังกัดกทม. สามารถเข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมในเรื่องประกันภัยอย่างเต็มที่  “ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัย หรือต้องการข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย  

15 Sep 2022

Banner Banner Banner Banner

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
  จับตาธุรกิจประกันภัย และการเงินในช่วงโควิด   สวัสดีครับเพื่อนๆ เฟซบุ๊กและสมาชิกสื่อ CEO THAILAND ทุกท่าน ในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิดระบาดอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ไม่เฉพาะคนหาเช้ากินค่ำหรือพนักงานกินเงินเดือนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบเงินในกระเป๋าเหือดแห้ง จะว่าไปแล้วภาคธุรกิจเองก็ได้รับผลกระทบทางยอดขายและรายได้เช่นเดียวกัน เพราะผู้บริโภคไม่มีเงินซื้อกินซื้อใช้ รวมทั้งบริษัทหรือธุรกิจที่หยุดหรือเลิกกิจการเพราะพิษโควิด-19 แม้ว่าทุกธุรกิจจะประสบปัญหา แต่สำหรับผมยังคิดว่ามี 2 ธุรกิจที่ยังคงรักษาตัวเองในเรื่องยอดขายและผลประกอบการได้อยู่ ซึ่งธุรกิจทั้งสองสาขานี้แข็งแกร่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดและทำข่าวด้านการเงินและประกันภัยมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองธุรกิจนี้ ถือว่ามีความแข็งแกร่งและมั่นคง รวมทั้งมีผลประกอบการที่ดีมาตลอด ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ธุรกิจไทยล้มระเนระนาด ยอดขายตกฮวบ ต้องหยุดหรือเลิกกิจการ รวมทั้งเสียหายอย่างมากเพราะไวรัสโควิด แต่สำหรับธุรกิจประกันภัยยังคงสร้างยอดขายได้ต่อเนื่องด้วยการคลอดกรมธรรม์ป้องกันโควิดรายปีที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนมาตั้งแต่การระบาดรอบที่ 1  รอบที่ 2  และรอบที่ 3 (ล่าสุด) รอบล่าสุดคนไทยรู้ว่าพิษร้ายโควิดรุนแรงแค่ไหน เป็นโควิดแล้วเสี่ยงตาย ตายเร็วด้วย แนวทางเดียวในการป้องกันโควิด คือฉีดวัคซีน แต่ก็กลัวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ประกันภัยก็คลอดกรมธรรม์ ที่มีความคุ้มครองแพ้วัคซีน รวมทั้งการทำดีเพื่อชาติ แจกกรมธรรม์คุ้มครองผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอีก 8 ล้านกรมธรรม์ฟรี ส่วนธุรกิจการเงินนั้นก็ได้รับผลบวกจากวิกฤติโควิด ทางบวก คือลูกค้ามาใช้บริการขอสินเชื่อมากขึ้นเพื่อเสริมเพื่อกอบกู้ธุรกิจ แต่ทางด้านลบ เมื่อปล่อยสินเชื่อก็มีความเสี่ยงหนี้สูญมากขึ้นเช่นกัน  แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนธนาคารหรือสถาบันการเงินภาครัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ฯลฯ ย่อมมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือสองธุรกิจที่ผมคิดว่าน่าจะยังไปได้สวยรวมทั้งจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นในช่วงนี้และช่วงหลังโควิด-19 โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐบาลที่จะต้องมีบทบาทเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจมากขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมประกันภัยนั้นแน่นอนว่าผลพวงจากพิษโควิด-19 ทำให้กรมธรรม์ประกันภัยโควิดขายดีขึ้น รวมทั้งผมอยากจะฝากการบ้านพวกท่านต่ออีกว่า ภาคธุรกิจประกันภัยท่านลองศึกษาลองเปิดขายกรมธรรม์โควิดขึ้นมาที่มีระยะความคุ้มครอง ที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งดูแลรักษาพยาบาล มีทุนประกันชีวิต มีค่าชดเชย ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่าโลกนี้ต้องอยู่กับโควิด เพราะแม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังติดโควิด-19 ได้ ดังนั้นประกันภัยโควิดมีความจำเป็นต่อชีวิตคนไทย สามารถติดตามงานเขียนผมได้ที่ www.ceothailand.net  รวมทั้งเฟซบุ๊ก นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  เฟซบุ๊ก เอก-วราพงษ์ รวมทั้งเพจ อ.เอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  หรือที่อีเมล ake_vara@hotmail.com, akevorapong.ceo@gmail.com , akevaraceo@gmail.com   โทรศัพท์มือถือ 081-345-8999, 081-347-8999  Line : 0813458999   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND
อ่านต่อ...
Banner
Banner