Responsive image

Friday, 02 Dec 2022

Banner
LATEST NEWS

INSURANCE / ประกันภัย

...

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “MTL NEXT TO YOU” ที่มุ่งเน้นการพัฒนารอบด้านอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อก้าวเคียงคู่ดูแลทุกช่วงของชีวิต ส่งมอบความสุขและรอยยิ้มแก่ลูกค้าในทุกกลุ่ม (Democratize Insurance) รวมทั้งประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำตลาดด้านความคุ้มครองสุขภาพ (Most Trusted Health Partner)  และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Leader) ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ช่องทางการขาย และการบริการ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการ  ของลูกค้าทุก Journey ทุกไลฟ์สไตล์แบบ End to End ได้อย่างเหมาะสมในรูปแบบที่มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น และครบถ้วนในทุกมิติ พร้อมสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืนแก่ลูกค้า พนักงาน สังคม พันธมิตร และผู้ถือหุ้น รวมถึงการยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล เพื่อสามารถรับมือกับโลกยุคดิจิทัลเต็มตัว ล่าสุดบริษัทฯ จับมือร่วมกับ โรงพยาบาลในเครือ PMC คือ โรงพยาบาลพญาไท 1 โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน มอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต ที่ถือกรมธรรม์ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แบบใดก็ได้ ที่ยังมีผลบังคับใช้ โดยการมอบสิทธิพิเศษในโครงการ “MTL Health Buddy” ดูแลครบเครื่อง เรื่องสุขภาพ ป่วยน้อย ป่วยหนัก พร้อมดูแลครบวงจร โดยเป็นบริการที่พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ค้นหาศูนย์แพทย์เฉพาะทาง ค้นหาแพทย์ที่เหมาะกับโรค ทำการนัดหมายติดต่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พร้อมรับสิทธิพิเศษเหนือระดับอีกมากมาย สำหรับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตในโครงการที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลเครือ PMC สามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2565 อาทิ บริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำทางโทรศัพท์และแบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) สำหรับลูกค้ากลุ่มอาการ Long Covid  (พิเศษสำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ไม่คิดค่าใช้จ่ายค่าแพทย์*) ส่วนลดค่ายา 10% และค่าบริการพยาบาล 100 บาท สำหรับลูกค้ากลุ่มอาการ Long Covid บริการที่จอดรถยนต์ สำหรับลูกค้าโครงการ MTL Health Buddy บริการห้องรับรองพิเศษ บริการผู้ช่วยส่วนตัว (Health Coordinator  Fast Track Service) บริการขึ้นเยี่ยมและรับของที่ระลึก อัปเกรดห้องพักและส่วนลดค่าห้อง 10%   “เมืองไทยประกันชีวิต เรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการค้นหาวิธีหรือแนวทางที่จะช่วยขจัดปัญหาที่เป็น Pain Point ของลูกค้า และด้วยแนวคิดในการช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพได้อย่างครบถ้วน  ซึ่งเรามั่นใจว่าจะได้ตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และในอนาคตยังเตรียมที่จะขยายการเป็นพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าตามพันธกิจขององค์กรที่พร้อมเคียงข้างและดูแลในทุกช่วงของชีวิต ด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ (Customer Life Time Partners and Trusted Health Advisor) และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” นายสาระ กล่าว สำหรับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตที่สนใจบริการ MTL Health Buddy สามารถใช้บริการได้เพียงโทร. 0 2290 2424 กด 3  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.muangthai.co.th  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766 นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและโรงพยาบาลเปาโล เปิดเผยว่า  เครือโรงพยาบาลพญาไท และ เปาโล กล่าวว่าโรงพยาบาลพญาไท และ เปาโล  เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง ที่มีความพร้อมทางด้านศักยภาพการรักษาพยาบาลในเชิงลึก และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะให้บริการอย่างเต็มที่และดีที่สุด เพื่อเป็นหนึ่งในผู้นำด้านสุขภาพอย่างครบวงจร โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และห้องพักที่เพรียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้วิสัยทัศน์ "เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สุขภาพที่ดี เพื่อศักยภาพแห่งการใช้ชีวิต" เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาองค์กรในทุกๆ ด้าน ของการบริการสุขภาพ และรักษามาตราฐานความเป็นสากล พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น และไว้วางใจแก่ผู้รับบริการและพันธมิตร *เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต และโรงพยาบาลในเครือ กำหนด

01 Dec 2022


...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชน โสภณพนิช (ที่ 5 จากขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายอนุชา ภิงคารวัฒน์ (ที่ 6 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน จัดพิธีลงนามเซ็นสัญญาจัดตั้งสำนักงานตัวแทนประกันชีวิต 2 แห่งใหม่ โดยมีคณะผู้บริหาร นางสาวจารุวรรณ ลิ้มคุณธรรมโม (ที่ 3 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน นางอรนุช สำราญฤทธิ์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายประกันชีวิต และนายปรัชญ์ สิงหเสนี (ขวาสุด) ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและทีมงานฝ่ายขาย ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยาน การจัดตั้งสำนักงานตัวแทนประกันชีวิตทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน คุณรุ่งทิพย์ สุวรรณธนงชัย (ที่ 7 จากซ้าย) อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ และสำนักงานตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน คุณปิยวัฒน์ เลอเลิศวิชยา (ที่ 6 จากขวา) จ.ปทุมธานี นับเป็นสำนักงานตัวแทนแห่งที่ 10 และ 11 ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2565 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ด้วยแนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพของตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อการเติบโตในระยะยาว อันเป็นการรองรับการขยายตัวทางธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยลูกค้าในเขตอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และพื้นที่จังหวัดปทุมธานี หรือพื้นที่ใกล้เคียง สามารถเข้ารับบริการของ กรุงเทพประกันชีวิต ได้อย่างเต็มรูปแบบได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ กรุงเทพประกันชีวิต มีความตั้งใจที่จะเพิ่มการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เอาประกัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้บริหารตัวแทนให้มีความเป็นมืออาชีพและสนับสนุนความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งการสร้างทีมงานที่มีคุณภาพ และความพร้อมในการสร้างผลผลิตที่ดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ตามนโยบายของกรุงเทพประกันชีวิต

30 Nov 2022

...

ดร. พลรัตน์ เอกโยคยะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกลยุทธ์ คุณชัยรัตน์ วงศ์รัตนานุกูล ผู้จัดการส่วนอาวุโส ศูนย์นวัตกรรมทิพยประกันภัย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณวิศน สุนทราจารย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน คุณสมสฤษฎิ์ ตรีประเสริฐสุข ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์  และคุณวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดแคมเปญยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี “ฟรีแล้ว! ฟรีอีก!” พบกับโปรโมชันสุดแรง ทั้งลด แลก แจก แถม ด้วยโปรแรงเกินห้ามใจ ให้ลูกค้า FIT Auto และทิพยประกันภัย ได้ฟิตรถเตรียมพร้อมเดินทางแบบสบายกระเป๋า มั่นใจไปกับทีมช่างมืออาชีพที่เชี่ยวชาญ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า แบบ 2 ต่อจากทิพยประกันภัย เมื่อนำรถมาใช้บริการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ต่อที่ 1 ลงทะเบียนรับฟรี ประกันภัยอุบัติเหตุจากทิพยประกันภัย ระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท จำนวน 100,000 สิทธิ์ ต่อที่ 2 รับส่วนลดประกันภัยสูงสุด 15 % จากทิพยประกันภัย อาทิ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ ประกันอัคคีภัย และอื่นๆอีกมากมาย ให้คุณได้เดินทางได้แบบไร้กังวล นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันอื่นๆ อีกมากมายจาก FIT Auto อาทิ บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นราคาพิเศษ ส่วนลดและโปรโมชันสำหรับการซื้ออะไหล่ต่างๆ สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Blue Card รับคะแนนสะสม 2 เท่า สิทธิพิเศษส่วนลดเครื่องดื่ม Café Amazon มูลค่า 55 บาท สิทธิพิเศษบริการเช่ารถจาก Budget Car and Truck Rental และสิทธิพิเศษรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิกบนท้องถนน จาก FIXX โดยเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด พบกับโปรโมชัน ฟรีแล้ว! ฟรีอีก! ปรากฏการณ์โปรโมชันครั้งยิ่งใหญ่สุดแรงแห่งปี พร้อมแล้วติดเครื่องยนต์รีบไปฟิตรถกันเลยที่ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2565 - 15 มกราคม 2566 ทุกสาขาทั่วประเทศ สามารถค้นหาสาขา FIT Auto ได้ที่ https://www.pttfitauto.com/th/branch หรือสอบถามเพิ่มเติม Contact Center โทร. 1365 กด 17  

28 Nov 2022

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ตระหนักดีว่าในปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของผู้คนหันมาให้ความสำคัญเรื่องของการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการมองหาความคุ้มครองสุขภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง ดังนั้น OCEAN LIFE ไทยสมุทร จึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหาความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยโครงการ “OCHI SMALL HEALTH” ประกันสุขภาพไซซ์เล็ก ที่คุ้มครองครอบคลุม ทั้งความคุ้มครองชีวิตและความคุ้มครองด้านสุขภาพ จะป่วยเล็กป่วยใหญ่ก็สบายใจคลายกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ด้วยความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) เหมาจ่ายตามจริงสูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง(2) ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี และคุ้มครองค่าห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน  และหากเจ็บป่วยเล็กน้อยหาหมอโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) สูงสุด 1,000 บาทต่อครั้ง(2) ครอบคลุมค่าล้างไต เคมีบำบัด รังสีบำบัด สูงสุด 50,000 บาทต่อปี(2) และให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต 50,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยราคาสบายกระเป๋าเริ่มต้นเพียงวันละ 13 บาท(1) และไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลเครือข่าย  “OCHI SMALL HEALTH” มีแผนความคุ้มครองให้เลือกถึง 3 แผน รับประกันภัยบุคคลที่มีอายุ 16 - 70 ปี ยิ่งไปกว่านั้น เรายังให้คุณเปลี่ยนประสบการณ์การพบแพทย์ กับบริการ OCEAN LIFE TeleMed ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ได้โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล สนใจทำประกันออนไลน์ที่ www.ocean.co.th หรือคลิก http://bit.ly/3V6zzZn หรือสอบถามรายละเอียด โทร. 0 2207 8844     OCEAN LIFE ไทยสมุทร ตอกย้ำการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังความรัก OCEAN LIFE LOVE MINDSET ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ LOVE YOUR HEALTH สนับสนุนให้คนไทยรักสุขภาพ พร้อมรับมือกับโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ โดยได้เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมการประกันชีวิต พร้อมการบริการที่เหนือความคาดหมาย เพื่อทำให้การประกันชีวิตเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน สนใจสามารถทำประกันผ่านช่องทางออนไลน์ คลิก https://www.ocean.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 2207 8844   ข้อควรทราบ: (1)กรณีผู้ขอเอาประกันภัย เพศชายอายุ 16 ปี ขอทำประกันโอชิ สมอล เฮลท์ (Ochi Small Health) แผน 1 ชำระเบี้ยประกันภัยรายปี (2) กรณีขอทำประกัน โอชิ สมอล เฮลท์ (Ochi Small Health) แผน 3 โอชิ สมอล เฮลท์  (Ochi Small Health) เป็นชื่อทางการตลาดของแบบประกันโอเชี่ยนไลฟ์ สมาร์ท โพรเทคชั่น 99/99 แนบสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ สมอล เฮลท์ (Small Health) และบันทึกสลักหลังค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ สมอล เฮลท์ (Small Health) มีระยะเวลาเอาประกันภัย 1 ปี ผู้เอาประกันภัยอาจขอต่ออายุสัญญาเพิ่มเติม ได้ภายใต้เงื่อนไขสัญญาเพิ่มเติม ทั้งนี้ สำหรับปีต่ออายุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเบี้ยประกันภัย ขึ้นอยู่กับอายุ อาชีพ การเรียกร้องค่าสินไหม ของผู้เอาประกันภัย รวมถึงเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ ค่าห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน หมายถึง ค่าห้องพักเดี่ยวราคาเริ่มต้นของแต่ละโรงพยาบาล การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์ต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรม์ ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผู้ขอเอาประกันภัย/ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และทำความเข้าใจในรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม

26 Nov 2022

...

  บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH โดย ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายวิบูลย์ เฟื่องพานิชเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน (CFO) ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2565 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าในการจัดตั้งบริษัทประกันภัยดิจิทัล 100% แห่งแรกในประเทศไทยภายใต้ชื่อ InsurVerse ตั้งเป้าเริ่มขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ภายในสิ้นปีนี้ ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านทางช่องทางออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 โดยสามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านทาง YouTube Channel และเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้  https://www.youtube.com/watch?v=8VCtmfqymos และ https://classic.set.or.th/streaming/vdo/6010?title=Opp%20Day

21 Nov 2022

...

ผลการดำเนินงานของกรุงเทพประกันภัย ไตรมาส 3 ของปี 2565 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,146.2 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11.7 มีกำไรสุทธิ 981.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 210.9 ฟื้นตัวแข็งแกร่งหลังวิกฤติโควิด-19 พร้อมจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 (ก.ค.-ก.ย.) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,146.2 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 มีผลกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน 313.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 119.6 สาเหตุหลักมาจากการรับประกันภัยโควิดที่สิ้นสุดความคุ้มครองตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ส่งผลให้ค่าสินไหมทดแทนสุทธิลดลงจากปีก่อน 1,892.2 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงกว่าร้อยละ 43.0 มีกำไรสุทธิจากการลงทุน 705.5 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 426.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 279.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 65.6 ซึ่งเป็นผลมาจากการขายหลักทรัพย์ โดยมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 1,019.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 187.1 เเละเมื่อหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิ 981.7 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 9.22 บาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,867.0 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 210.9 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขาดทุนสุทธิ 885.3 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2565 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 19,496.3 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ขาดทุนสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน 6,999.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1,427.0 มีกำไรสุทธิจากการลงทุน 4,782.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 272.5 ขาดทุนก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 2,217.4 ล้านบาท เมื่อบวกรายได้ภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ 2,170.2 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 363.2 และขาดทุนต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 20.38 บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2565 แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท ในวันที่ 9 ธันวาคม 2565 กรุงเทพประกันภัยยืนยันในความแข็งแกร่งด้านเงินทุน เงินกองทุน และสินทรัพย์ที่มั่นคง พร้อมการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวให้เท่าทันทุกสถานการณ์ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเเละสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น เเละผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ทุกกลุ่ม ตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ยึดมั่นมาตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี เพื่อพัฒนาองค์กรเเละดูแลสังคมให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

21 Nov 2022

...

บมจ. ทีคิวเอ็ม อัลฟา (TQMalpha) ผลงานโดดเด่นประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2565 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว  โดยไตรมาสนี้มีรายได้รวม 925 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตที่ดีของยอดขายที่ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทสามารถสร้างยอดขายจากการเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ซึ่งเติบโตตามสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น และยอดขายจากประกันภัยบ้านที่ลูกค้าเริ่มเห็นความสำคัญจากการตระหนักในภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้นทุกปี ตลอดจนการเติบโตของยอดขายประกันสุขภาพที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องนับจากมีการเกิดโรคระบาด คาดในไตรมาส 4 ยังโตตามเป้าและทำสถิติ High Season เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันผู้บริหารเชื่อมั่นภาพรวมปี 2565 บริษัทจะสามารถทำผลงานได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 29,000 ล้านบาท         ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQMalpha เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2565 ว่า บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว มีรายได้รวม 925 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายทุกช่องทางทั้ง Tele sale และออนไลน์  โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดขายเติบโตยังคงเป็นประกันภัยรถยนต์ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท เนื่องด้วยจำนวนลูกค้าใหม่มีการขยายตัวมากขึ้นจากการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น รวมถึงประกันภัยบ้านมียอดขายเพิ่มขึ้นภายหลังที่บริษัทมีการใช้กลยุทธ์ในการสร้างการเรียนรู้ให้แก่ผู้บริโภคได้เข้าใจถึงผลประโยชน์จากความคุ้มครองของประกันภัยบ้านและการพัฒนาแพลตฟอร์มในการให้บริการที่สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในทุกปีส่งผลให้คนหันมาซื้อประกันภัยบ้านมากขึ้น ขณะที่ประกันสุขภาพเป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ยังคงทำยอดขายได้ดีจากเทรนด์ด้านสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ไร้สถานการณ์โรคระบาด ในปีนี้บริษัทฯ มีการปรับยุทธศาสตร์และโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น TQMalpha ที่เป็นมากกว่าธุรกิจนายหน้าประกัน สู่ธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ การขยายธุรกิจใหม่ก็เริ่มสร้างรายได้และกำไรได้แล้ว โดยไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอยู่ที่ 223 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัท ฯ ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้ในระดับที่ 52% ซึ่งยังใกล้เคียงกับไตรมาสที่แล้ว สำหรับในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 บริษัท ฯ ได้เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยอย่างเต็มรูปแบบในทุกช่องทาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะประกันสุขภาพที่ใช้ลดหย่อนภาษีจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมีความต้องการสูงมากในไตรมาส 4 ขณะที่ธุรกิจใหม่ทั้งธุรกิจการเงินและเทคโนโลยีแพลตฟอร์มก็ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตเพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้เท่ากับธุรกิจนายหน้าประกันภัย และเชื่อมั่นว่าภาพรวมผลประกอบการทั้งปีจะทำผลงานได้ดีตามเป้าหมายที่วางไว้ 29,000 ล้านบาท ดร.อัญชลินกล่าว          

21 Nov 2022

ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน

...

ธ.ก.ส. ร่วมธนาคารเกษตรจีน  พัฒนาศักยภาพเกษตรกรทั้งการผลิตและการตลาด พร้อมดึงเอกชนจากประเทศจีน ร่วมเจรจาการค้ากับสถาบันเกษตรกรในการเชื่อมโยงการส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจากเกษตรกรผู้ผลิตไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรง เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานการประชุม  Business Matching for BAAC and ADBC Clients ระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนาการเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Development Bank of China : ADBC) นำโดย Mr. Zhu yuan yang ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ADBC และคณะ กับ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด  สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด ผู้ประกอบกิจการรวบรวมข้าว สีข้าว จัดจำหน่ายและรับทำ OEM และ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. กำแพงเพชร จำกัด ผู้ประกอบกิจการรับซื้อมันสำปะหลังสดและแปรรูปเป็นมันเส้นเพื่อจำหน่าย โดยสถาบันเกษตรกรทั้ง 2 แห่ง ถือเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตตามมาตรฐานสากล และมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก โดยประชุมเจรจาผ่านระบบ VDO Conference           การจัดประชุมเจรจาทางการค้าครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าของ ธ.ก.ส. สามารถขยายขอบเขตการทำธุรกิจจากในประเทศเติบโตสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงให้ลูกค้าของธนาคาร ADBC สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมจากผู้ผลิตต้นน้ำโดยตรง โดยบริษัทที่ร่วมเจรจา ประกอบด้วย   1) บจก.เซียะเหมิน ฮุยเฟิง อินดัสเทรียล 2) บจก.กวงซี จินหยวน ไบโอเคมีคอล อินดัสทรี 3) บจก.จินยี่เหมิง กรุ๊ป     4) บจก.เจียงซี ไรซ์ อินดัสทรี 5) บจก. ซูโจว ว่านเซิน นู้ดเดิล โปรดักซ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าที่ธนาคาร ADBC ให้การสนับสนุน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพในด้านของเงินทุนและกำลังซื้อ โดยในส่วนของ ธ.ก.ส. จะอำนวยความสะดวกในการคัดกรองผู้ส่งออกที่มีความสามารถในการผลิตและส่งสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และดูแลในการชำระเงินระหว่างประเทศให้แก่ลูกค้าทั้งสองธนาคาร การประชุมครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือเบื้องต้นเพื่อขยายผล รวมไปถึงตลาดผลิตผลหลักทางการเกษตรประเภทอื่น ๆ ของลูกค้า ธ.ก.ส. ต่อไป ทั้งนี้ ธ.ก.ส. และ ADBC ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2548  ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพัฒนาและเสริมสร้างประสิทธิภาพของบุคลากร  การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเชี่ยวชาญในบริบทของการพัฒนาธุรกิจรายย่อยและขนาดกลาง  ต่อยอดมาถึงการพัฒนาลูกค้า ในด้านการส่งเสริมการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต  รวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดระหว่างลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคาร  ซึ่งนอกจากสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแล้ว ยังสร้างโอกาสในด้านธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย 

30 Nov 2022


...

รัฐบาลประเดิมโอนเงินงวดแรกตามมาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไปยังชาวนาทั่วประเทศ จำนวน 14,531 ล้านบาท จากเป้าหมายรวม 81,265 ล้านบาท ผ่านโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 พร้อมมาตรการคู่ขนาน โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ที่เกษตรกรไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แล้วยังได้รับเงินช่วยเหลือค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกอีก 1,500 บาทต่อตัน และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66 วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1% มุ่งเป้าหมายเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.68 ล้านครัวเรือน   เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง จังหวัดเพชรบูรณ์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในกิจกรรมส่งมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 เป็นวันแรก โดยมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ผู้บริหารและผู้แทนจากส่วนงานต่าง ๆ พร้อมด้วยเกษตรกรในเขตจังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรม   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภัยธรรมชาติ และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมอบนโยบายให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 และมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวผ่าน 4 โครงการ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่าย และพัฒนาศักยภาพในการผลิต เพื่อให้มีโอกาสขายข้าวเปลือกในราคาที่สูงขึ้น วงเงินรวม 81,265 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 4.68 ครัวเรือน ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 กันยายน 2566 ประกอบด้วย มาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่ 1) โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต และสร้างขวัญกำลังใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี ในการเพิ่มโอกาสในการขายข้าวในราคาที่สูงและมีรายได้มากขึ้น โดยสนับสนุนเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีการผลิต 2565/66 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือน วงเงินงบประมาณ 55,083 ล้านบาท โดยในส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 77,452 ราย เป็นจำนวนเงินกว่า 932 ล้านบาท 2) โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและภัยธรรมชาติ  โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตันวงเงิน วงเงินงบประมาณ 18,700 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่แจ้งวันเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการเกษตร และผ่านการประชุมของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและเกณฑ์กลางอ้างอิงฯ งวดที่ 1-6 โดยเกษตรกรสามารถถอนเงินได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 รวมทั้งสิ้น 1.68 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวนกว่า 4,516  ล้านบาท สำหรับพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการโอนเงินให้เกษตรกร จำนวน 42,008 ครัวเรือน วงเงิน 143 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile และ  A-Mobile Plus ตลอด 24 ชั่วโมงและจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสามารถใช้บริการ BAAC Connect รวมถึงสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ด้านมาตรการคู่ขนาน ที่จะช่วยดูแลและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ได้แก่ 3) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว โดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและราคาตกต่ำ วงเงินสินเชื่อรวม 25,590 ล้านบาท กรณีชำระคืนภายใน   5 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย (รัฐบาลรับภาระจ่ายแทน) ตั้งเป้ากักเก็บปริมาณข้าวเปลือกกว่า 2.5 ล้านตัน โดยคุณสมบัติข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นข้าวเปลือกที่มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 สิ่งเจือปนไม่เกินร้อยละ 2 และสีได้ต้นข้าวไม่ต่ำกว่า 20 กรัม โดยในส่วนข้าวหอมมะลิจะมีเมล็ดข้าวแดงได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 (ไม่เกิน 22 เมล็ดใน 100 กรัม) กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตัน ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิในเขต 23 จังหวัด ตั้งแต่ 10,400 –11,000 บาท/ตัน ข้าวหอมมะลินอกเขต 23 จังหวัด ตั้งแต่ 8,900 – 9,500 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 5,400 บาท/ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 7,300 บาท/ตัน และข้าวเหนียว 8,600 บาท/ตัน   โดยเกษตรกร กู้ได้รายละไม่เกิน 300,000 บาท สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท  กลุ่มเกษตรกรแห่งละไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5 ล้านบาท กรณีเกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางตนเอง จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก 1,500 บาทต่อตัน ระยะเวลาตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่     28 กุมภาพันธ์ 2566 และภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 30 กรกฎาคม 2566 วงเงินงบประมาณ 7,107 ล้านบาท 4) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66 สำหรับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชนที่ประกอบธุรกิจรวบรวมข้าวจากเกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป กำหนดวงเงินกู้สำหรับสหกรณ์การเกษตรแห่งละไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรแห่งละ ไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนแห่งละไม่เกิน 5 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งคิดจากสถาบันฯ เพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 ธันวาคม 2566 วงเงินงบประมาณ 375 ล้านบาท  

26 Nov 2022

...

ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากดิจิทัล ธ.ก.ส.” ผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus หน่วยละ 50 บาท วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.07 บาท พร้อมลุ้นรางวัลที่ 1 สูงสุด 5 ล้านบาท รางวัลพิเศษ ปีละ 2 ครั้ง เป็นเงินรางวัล 2 ล้านบาท และรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาทต่อเดือน โดยยกเว้นภาษีดอกเบี้ยสำหรับบุคคลธรรมดา เปิดรับฝาก ตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า  ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากดิจิทัล ธ.ก.ส.” ผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus เพื่อสนับสนุนการออมเงินและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากและสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป ในราคาหน่วยละ 50 บาท วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นเงินรางวัลมากมาย สูงสุด 5 ล้านบาท โดยสลากดิจิทัล ธ.ก.ส. เป็นสลากชนิดไร้ตราสาร มีอายุรับฝาก 2 ปี เมื่อฝากครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.07 บาท หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.07 ต่อปี นอกจากนี้ยังได้ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน และวันที่ 17 มกราคมของทุกปี รวม 24 ครั้ง ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มี 1 รางวัล มูลค่า 5,000,000 บาท รางวัลที่ 1 ต่างหมวด มี 59 รางวัล รางวัลละ 3,000 บาท รางวัลที่ 2 มี 180 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท รางวัลที่ 3 มี 600 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท รางวัลที่ 4 มี 1,200 รางวัล รางวัลละ 400 บาท รางวัลที่ 5 มี 6,000 รางวัล รางวัลละ 300 บาท รางวัลเลขท้าย 4 ตัว มี 60,000 รางวัล รางวัลละ 25 บาท รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มี 600,000 รางวัล รางวัลละ 10 บาท และรางวัลพิเศษปีละ 2 ครั้ง ในเดือนธันวาคม 2565 และเดือนธันวาคม 2566 ครั้งละ 2 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท รวมรางวัลสูงสุดทั้งสิ้น 668,042 รางวัล เป็นเงินรางวัลรวมสูงสุด 16,917,000 บาทต่อเดือน ออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 ธันวาคม 2565 โดยผู้ฝากต้องฝากสลากภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อรับสิทธิ์ตรวจรางวัลในเดือนนั้น ๆ และกรณีฝากไม่ครบ 3 เดือน คิดค่าธรรมเนียมในการถอนเงินจากมูลค่าสลาก 2 บาทต่อหน่วย (ต้นเงินคงเหลือ 48 บาทต่อหน่วย) ที่สำคัญดอกเบี้ยและเงินรางวัลจากการฝากสลากดิจิทัล ธ.ก.ส. จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ย และสามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงินกับ ธ.ก.ส. บนแอปพลิเคชัน A-Mobile Plus ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ลูกค้าจะได้รับ e-Slip ไว้เป็นหลักฐานในการฝากสลากบันทึกไว้ในอัลบั้มภาพในโทรศัพท์เคลื่อนที่อัตโนมัติ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลหมายเลขสลาก รายการธุรกรรมและประวัติการถูกรางวัลได้ง่าย ๆ ผ่าน แอปพลิเคชัน A-Mobile Plus และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการออกสลากดิจิทัล ธ.ก.ส. ได้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย คลื่นความถี่ AM 891 กิโลเฮิรตซ์ เว็บไซต์ www.baac.or.th Facebook Page “BAAC Thailand” Youtube Channel “BAAC Thailand” หรือตรวจผลรางวัลทาง A-Mobile Plus โดยท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสลากดิจิทัล ธ.ก.ส. ได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555

20 Nov 2022

...

SME D Bank เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ยกระดับเอสเอ็มอีสู่ BCG Model อย่างต่อเนื่อง อัดฉีดวงเงินสินเชื่อ “BCG Loan” เพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท พร้อมมอบสิทธิ์พิเศษ ยื่นกู้และทำนิติกรรมภายใน 30 ธ.ค. 65 นี้  รับอัตราดอกเบี้ยปีแรกคงที่ 3.99%  แถมฟรีค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ ช่วยเอสเอ็มอีลดภาระการเงิน  ควบคู่บริการด้านการพัฒนา “SME D Coach” ให้คำปรึกษาธุรกิจฟรี!  ติดปีกทะยานสู่ BCG Model นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาล  กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ ด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ  BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) โดยให้ความสำคัญสูงสุดยกเป็น "วาระแห่งชาติ"  พร้อมมอบนโยบายให้ทุกภาคส่วน ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว  ดังนั้น SME D Bank ขานนโยบายด้วยการออกผลิตภัณฑ์ “โครงการสินเชื่อธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “BCG Loan” วงเงิน 1,000 ล้านบาท  เมื่อเดือน มิ.ย.65  ที่ผ่านมา   สนับสนุนให้เอสเอ็มอี มีเงินทุนไปยกระดับพัฒนาสู่ “BCG Model” ผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูง  วงเงินสินเชื่อหมดอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยตื่นตัวจะยกระดับสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้น  SME D Bank จึงสนับสนุนต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มเติมวงเงินสินเชื่อ “BCG Loan” อีก 10,000 ล้านบาท พร้อมมอบสิทธิพิเศษ  ยื่นกู้พร้อมอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญา ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 65 นี้ รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ปีแรกคงที่ 3.99%   พร้อมยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front end Fee)และปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 2 ปี  ช่วยให้เอสเอ็มอีลดภาระการผ่อนชำระ สามารถบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจได้เหมาะสม  “ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยโดยรวมมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่เนื่องจาก SME D Bank มีนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีสู่ BCG Model ดังนั้น สินเชื่อ BCG Loan จึงคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนการเงินที่ต่ำ ช่วยลดภาระ สามารถปรับตัว นำ BCG Model ไปพัฒนายกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งต่อประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศด้วย” นางสาวนารถนารี กล่าวเสริม สำหรับ “BCG Loan" วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 12 ปี สามารถใช้ได้ครบวงจร เช่น ลงทุน ปรับปรุง ขยาย หรือปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ หมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง หรือ Refinance เป็นต้น   นอกจากนั้น SME D Bank ได้จัดเตรียมบริการด้านพัฒนาผ่านโครงการ “SME D Coach”  ให้คำปรึกษาธุรกิจครบวงจรจากโค้ชมืออาชีพ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  ช่วยเพิ่มศักยภาพให้เอสเอ็มอี  เติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG Model      แจ้งความประสงค์รับบริการสินเชื่อ BCG Model ได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ธนาคาร (www.smebank.co.th), LINE Official Account : SME Development Bank  และสาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

13 Nov 2022

...

SME D Bank ได้รับจัดอันดับเครดิตจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประจำปี 2565 ระดับ “AAA(tha)” และคงอันดับเครดิตระยะสั้น "F1+(tha)" นับเป็นอันดับเครดิตสูงสุดภายในประเทศ ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพ มีบทบาทสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจ ผ่านกระบวนการ “เติมทุนคู่พัฒนา” หนุนเอสเอ็มอี เพิ่มศักยภาพ รับมือสถานการณ์โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี       นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank   เปิดเผยว่า บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการจัดเครดิตของ  SME D Bank  ประจำปี 2565 โดยให้คงอันดับภายในประเทศอยู่ที่ “AAA(tha)” แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ นับเป็นอันดับสูงที่สุดสำหรับอันดับเครดิตภายในประเทศ  และคงอันดับเครดิตระยะสั้นที่ “F1+(tha)”  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 (ปี 2556-2565)  สะท้อนมุมมองของฟิทช์ฯ ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ SME D Bank จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในกรณีที่มีความจำเป็น อีกทั้ง SME D Bank  มีบทบาทสำคัญด้านการสนับสนุน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ขณะเดียวกัน ฟิทช์ฯ ยังมองว่า สถานะของ SME D Bank มีความเข้มแข็ง เพราะก่อตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติเฉพาะเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นถึง 99.4%  และยังมีหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ อีกทั้ง SME D Bank ได้แสดงบทบาทสำคัญในเชิงกลยุทธ์ต่อรัฐบาล ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และยังเป็นภาคส่วนที่สำคัญต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในระยะยาว เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ และยังทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด     นางสาวนารถนารี กล่าวเสริมว่า SME D Bank ยึดมั่นสนับสนุนเอสเอ็มอี ด้วยการ “เติมทุนคู่พัฒนา” ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัว เดินหน้าธุรกิจได้เต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน  

24 Oct 2022

...

SME D Bank เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนปี 65 ช่วยเหลือเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 51,000 ล้านบาท มากกว่าตลอดทั้งปี 64 ที่ผ่านมา เติบโตกว่า 100% ประกาศเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 66,000 ล้านบาท   นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่น ทุ่มเทของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน SME D Bank ทุกคน ที่รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ส่งผลให้การดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปีนี้  (ม.ค.-ก.ย.65) สามารถพาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนรวมกว่า 51,000 ล้านบาท  สูงกว่าตลอดทั้งปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดรวม 49,331 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 100% ยอดดังกล่าว  นับเป็นการสร้างสถิติใหม่สูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาในรอบ 20 ปี  ก่อประโยชน์ต่อประเทศ ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 233,580 ล้านบาท รักษาการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ 201,000 ราย   ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยสำคัญ  SME D Bank มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อตอบโจทย์เอสเอ็มอี  ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด รวมถึง ปรับปรุงหลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์จริง  โดยจะพิจารณาจากความสามารถในการดำเนินธุรกิจก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เอื้อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้  อีกทั้ง ขยายวงเงินให้กู้ต่อราย จากเดิมสูงสุด 15 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท ประกอบกับเมื่อโควิด-19 คลี่คลาย การจับจ่ายในประเทศฟื้นตัว นักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีต้องการเงินทุน เพื่อเดินหน้าธุรกิจเต็มที่อีกครั้ง     สำหรับช่วงไตรมาสสุดท้าย  SME D Bank ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทช่วยเหลือเอสเอ็มอีเต็มที่  ตั้งเป้าตลอดปีนี้   พาเข้าถึงแหล่งทุน รวมไม่น้อยกว่า 66,000 ล้านบาท ควบคู่กับช่วยเหลือด้านงานพัฒนาครบวงจร สนับสนุนให้เติบโตเข้มแข็งยั่งยืน     ทั้งนี้  SME D Bank สามารถสร้างสถิติใหม่ สนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนสูงสุดนับแต่ก่อตั้งธนาคาร ต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน ได้แก่  ปี 2561 จำนวน 37,171 ล้านบาท  ปี 2562 จำนวน 38,404 ล้านบาท   ปี 2563 จำนวน 42,417 ล้านบาท  ปี 2564 จำนวน 49,331 ล้านบาท และปี 2565 (9 เดือน) จำนวนกว่า 51,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนด้าน “การพัฒนา” เพิ่มขีดความสามารถให้เอสเอ็มอีควบคู่กับด้านการเงินเสมอ เช่น สัมมนาอบรมความรู้ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพิ่มช่องทางการขาย ขยายตลาด จับคู่ธุรกิจ พาเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 หน่วยงาน ให้คำปรึกษาธุรกิจฟรี ในโครงการ “SME D Coach” เป็นต้น  โดย 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงบริการและได้รับประโยชน์กว่า 16,000 ราย

15 Oct 2022

...

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2565 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้จัดงานสัมมนา “เลขาธิการพบสมาชิก กบข.” โดยมี ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เป็นผู้บรรยาย พร้อมเสริมทัพด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านลงทุน ร่วมตอบคำถามไขข้อข้องใจของสมาชิก กบข. เพื่อให้สมาชิกได้ทราบถึงแนวทางการจัดการลงทุนของ กบข. และแนวทางการรับมือภายใต้สถานการณ์ลงทุนที่ผันผวน โดยมีสมาชิกเข้าร่วมงานผ่านโปรแกรม ZOOM กว่า 300 ราย ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา สมาชิก กบข. อาจมีความกังวลต่อการผันผวนของยอดเงินสมาชิก กบข. จึงได้จัดงานสัมมนาขึ้นเพื่อหวังให้สมาชิกเข้าใจสถานการณ์การลงทุน โดย กบข. ได้มีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้อง พร้อมทั้งได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผันผวนของยอดเงินในบัญชีสมาชิก นอกจากนี้ กบข. ยังได้จัดตั้งทีมสายด่วนสื่อสารเฉพาะกิจ เพื่อให้บริการตอบคำถาม เรื่องยอดเงินของสมาชิกแบบรายบุคคลในช่วงสถานการณ์ผันผวน สมาชิกที่มีข้อสงสัยสามารถโทรติดต่อได้ที่ 02-685-4199 ทุกวันทำการ เวลา 9.00 – 17.00 น.  

15 Oct 2022

BUSINESS-MARKETING / ธุรกิจ-การตลาด-ขายตรง-SME

...

กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้, 24 พฤศจิกายน 2565 - Merz Aesthetics® ผู้นำนวัตกรรมความงามชั้นนำระดับโลก อยู่คู่ทุกความมั่นใจคุณ ได้ประกาศเปิดตัว อีมินโฮ คิมฮานึล และจอนโซมิน นักแสดงท็อปสตาร์จากประเทศเกาหลีใต้ ควบตำแหน่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งแรกสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้กับผลิตภัณฑ์ในเครืออย่าง Ultherapy® เครื่องมือยกกระชับที่ไม่อาศัยการผ่าตัดและผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ซึ่งปลอดภัยต่อผิวหนัง และออกแบบให้สามารถรักษาผิวหนังได้อย่างเฉพาะเจาะจง พร้อมช่วยให้ผิวยกกระชับและเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ          ในฐานะแอมบาสเดอร์ของ Ultherapy® อีมินโฮ คิมฮานึล และจอนโซมินพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการตอกย้ำจุดยืนมาตรฐานความงามที่โดดเด่นและหลากหลายในแบบฉบับของตนเอง อีกทั้งต้องการส่งต่อสารของแบรนด์ให้คนหันมารักและยอมรับความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้เกิความรู้สึกมั่นใจในการปรากฎตัวทั้งในสื่อสังคมออนไลน์และสังคมรอบข้าง     โดยทางด้าน ลอเรนซ์ เซียว ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Merz Aesthetics® ได้กล่าวถึงการร่วมงานกับดารานักแสดงชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้อย่าง อีมินโฮ คิมฮานึล และจอนโซมินไว้ว่า “ไม่มีใครเข้าใจถึงความกดดันจากการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ให้ตรงกับมาตรฐานความงามได้ดีกว่าดาราอีกแล้ว ไม่ง่ายเลยที่พวกเขาจะมั่นใจในภาพลักษณ์ และสามารถโอบรับตัวตนของตนเองได้ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ที่สาดส่องตลอดเวลา เราหวังว่าเรื่องราวของคนกลุ่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ลุกขึ้นมารักและภาคภูมิใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น” มร. ลอเรนซ์ เซียว ได้กล่าวอีกว่า Ultherapy® เป็นอีกตัวเลือกนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ส่งพลังงานความร้อนลงลึกถึงชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้ผิวชะลอความหย่อนคล้อย เผยผิวที่อิ่มฟูเรียบเนียนได้ในทันที ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้คนเข้าใจถึงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์เฉพาะตัวที่ได้จากการทำทรีตเมนต์ด้วยนวัตกรรม Ultherapy® ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แคมเปญ See My Skin, Lift My Way คือการถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ของ Ultherapy® พร้อมการส่งเสริมให้ผู้คนปลดล็อกเผยผิวพรรณที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างมั่นใจและดูดี

29 Nov 2022


...

ทิพยประกันภัย โดย ดร.สมพร สืบถวิลกุล (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด โดย นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ (ขวา) ประธานกรรมการ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการ “TIP Digital for Youth Talent” มอบทุนพัฒนาทักษะ Software Engineering จำนวน 10 ทุน มูลค่ารวม 3,000,000 บาท เปิดโลกการเรียนรู้และความก้าวหน้าในสายอาชีพวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ด้วยหลักสูตรของทรู ดิจิทัล อคาเดมี สถาบันการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่บุคลากรและองค์กร เพื่อสอดรับกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมโอกาสเข้าทำงานกับทิพยประกันภัยเมื่อจบหลักสูตร  ตอกย้ำความเป็นดิจิทัลอินชัวรันส์อย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบุคลากรไทยให้มีความรู้ความสามารถและมีทักษะดิจิทัล (Digital Talent) ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ     ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันภัย มุ่งพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการเป็นเลิศและผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคชาวไทย เดินหน้าเสริมทัพตอกย้ำความเป็นองค์กรยุคดิจิทัล พร้อมกับสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถและทักษะดิจิทัล ร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ล่าสุด จับมือกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จัดโครงการ “TIP Digital for Youth Talent” มอบทุนพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงทักษะด้านดิจิทัล จำนวน 10 ทุน  แก่ผู้สนใจทำงานด้านเทคโนโลยีที่ต้องการก้าวสู่สายอาชีพวิศวกรรมซอฟต์แวร์ในหลักสูตร “Software Engineering” ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าอบรมในหลักสูตรพิเศษของ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี และได้เข้าร่วมงานกับทิพยประกันภัยสำหรับธุรกิจประกันภัยและธุรกิจในอนาคต  สนับสนุนให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลอินชัวรันส์ (Digital Insurance) ระดับภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นให้แก่ประเทศไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้แข็งแกร่งทัดเทียมนานาประเทศทั่วโลก นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล ผู้นำบริการดิจิทัลครบวงจร เดินหน้านำเทคโนโลยีและระบบนิเวศดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทย รวมถึงการสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพและทักษะด้านดิจิทัล เพื่อช่วยขับเคลื่อนและทรานสฟอร์มองค์กรธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน  โดยความร่วมมือกับ ทิพยประกันภัย ในโครงการ “TIP Digital for Youth Talent” ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะสร้างผู้มีทักษะดิจิทัลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ไทย  โดย ทรู ดิจิทัล อคาเดมี สถาบันการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่บุคลากรและองค์กร เพื่อสอดรับกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ General Assembly พันธมิตรชั้นนำระดับโลก พร้อมมีทีมงานและระบบการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถเรียนรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็วและพร้อมทำงานได้ทันทีหลังจากจบหลักสูตร  ช่วยให้คนไทยมีทักษะที่สอดคล้องสายอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล  และเป็นโอกาสที่ทิพยประกันภัยจะได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตรงตามความต้องการ เข้าไปช่วยขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ๆ ด้วย   โครงการ “TIP Digital for Youth Talent”  ได้คัดเลือกผู้ที่มีความสนใจในสายอาชีพวิศวกรรมซอฟต์แวร์กว่า 400 คน โดยคณะกรรมการอย่างเข้มข้น จนได้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 คน มาเข้ารับการอบรมในหลักสูตร “Software Engineering” ของ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ซึ่งเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ 480 ชั่วโมง สอนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก General Assembly สถาบันระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนสายอาชีพคนทั่วโลกมาแล้วกว่า 80,000 คน รวมถึงอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทยและอยู่ในแวดวงสตาร์ทอัพ โดยผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้ก้าวสู่สายอาชีพโปรแกรมเมอร์อย่างเต็มตัว ด้วยองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถสร้างเว็บหรือโมบายล์แอปพลิเคชัน และพัฒนา APIs แบบต่างๆ ที่สามารถนำข้อมูลหลากหลายมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตลอดจนมีทักษะเสริมต่างๆ ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่ออาชีพโปรแกรมเมอร์  ซึ่ง ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ได้คัดสรรพิเศษจากประสบการณ์ในการจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะทางดิจิทัลมาแล้วกว่า 80 หลักสูตร มีผู้สำเร็จหลักสูตรแล้วมากกว่า 30,000 คน และส่งมอบโครงการอบรมให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยมาแล้วกว่า 60 องค์กร

21 Nov 2022

...

เคทีซีเผยแนวโน้มธุรกิจสุขภาพและความงามเติบโตสวนกระแส เห็นได้จากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี เติบโตก้าวกระโดดสูงกว่าอุตสาหกรรม เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดอย่างเข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภค ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปหลังสถานการณ์โควิด-19 เตรียมรุกขยายจับมือพันธมิตรร้านค้าครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยสิทธิพิเศษครบทุกรูปแบบ ทั้งส่วนลด เครดิตเงินคืนและการผ่อนชำระ พร้อมจัดสิทธิประโยชน์ส่งท้ายปีเอาใจสมาชิกที่ใช้บริการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล แคมเปญ “ลุ้นสวยฟรีทั้งบิล” และแคมเปญ KTC - VISA FIFA World Cup Qatar 2022™  โดยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในหมวดสุขภาพและความงามติดอันดับ 4 จากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีทั้งหมด นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้อำนวยการ-การตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีด้านสุขภาพและความงามระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน 2565 เติบโตดีมาก ด้วยแรงส่งจากหมวดโรงพยาบาล จากสถานการณ์โควิดที่ผ่อนคลายขึ้น จำนวนผู้ป่วยโควิดลดลง ทำให้โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยโรคอื่นๆ มากขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยกลับมารักษาในบริการที่เคยชะลอการรักษาในช่วงโควิดระบาดหนัก เช่น บริการผ่าตัดต่างๆ หรือบริการทันตกรรม ซึ่งส่วนมากเป็นการรักษาที่มียอดใช้จ่ายสูง หมวดความงาม คลินิกเสริมความงามมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการได้ตามปกติ ผู้บริโภคคลายกังวลและกลับไปใช้บริการมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและใช้บริการต่อเนื่อง อาทิ โปรแกรมยกกระชับและศัลยกรรมความงาม ประกอบกับเทรนด์ความงามกำลังมาแรงสำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ที่ต้องการเสริมความมั่นใจเพื่อให้ตัวเองดูดี โดยผู้บริโภคที่มีอายุน้อยยังหันมาดูแลตัวเองในด้านความงามเพิ่มมากขึ้น” “ส่วนหมวดกีฬาและฟิตเนส การใช้จ่ายในหมวดกีฬาและฟิตเนสเริ่มกลับมาคึกคัก ด้วยปัจจัยการแข่งขันกีฬาต่างๆ ที่กลับมาจัดงานได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานวิ่งหรือปั่นจักรยาน ทั้งนี้จากข้อมูลแพลตฟอร์มสมัครงานวิ่ง คาดว่าในปีนี้จะมีการจัดงานวิ่งประมาณ 600 -700 งาน ส่งผลให้สมาชิกเริ่มซื้อสินค้าอุปกรณ์กีฬาและบริการฟิตเนส สำหรับใช้ในการเตรียมตัวฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ส่วนของสปอร์ตแฟชั่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การใส่เล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดการซื้อซ้ำมากขึ้น” “เคทีซีมีจุดแข็งในการทำการตลาดแบบเข้าใจผู้บริโภค  โดยมอบสิทธิพิเศษดูแลสุขภาพแบบครบวงจร  เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้รอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยรักษา แต่ผู้บริโภคต้องการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค โดยมีการใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลเรื่องความงามเพื่อให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนั้นยังเน้นขยายการมอบสิทธิพิเศษครอบคลุมร้านค้าทุกภูมิภาคทั่วประเทศกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำ ในรูปแบบของส่วนลด เครดิตเงินคืน รวมถึงสามารถผ่อนชำระได้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงสมาชิกผู้บริโภคได้มากขึ้น หมวดโรงพยาบาล ครอบคลุมพันธมิตรทั้งโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม และร้านขายยา รวมกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ หมวดความงาม ครอบคลุมคลินิกเสริมความงาม ร้านนวดสปา ร้านทำผม ร้านทำเล็บกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ หมวดกีฬาและฟิตเนส ครอบคลุมทุกแบรนด์กีฬา และร้านค้ากีฬาชั้นนำ สตูดิโอฟิตเนสขนาดใหญ่ รวมถึงร้านค้า ฟิตเนสรายย่อยกว่า 500 ร้านค้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมี “KTC Sports Group” ซึ่งเป็น Community ของสมาชิกบัตรที่มีไลฟ์สไตล์รักการออกกำลังกาย โดยมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกายตลอดทั้งปี มีสมาชิกภายในกลุ่มมากกว่า 4,000 คน ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดสุขภาพและความงามมีมูลค่า 15,961 ล้านบาท เติบโต 39% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 และมียอดใช้จ่ายเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาด โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีเติบโตสูงกว่าตลาดทั้ง 4 หมวด ได้แก่ หมวดโรงพยาบาล หมวดความงาม หมวดกีฬาและฟิตเนส”   แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมวรรธน์ เฮลท์ จำกัด กล่าวว่า “หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เทรนด์การดูแลสุขภาพเน้นในเชิงป้องกัน (Preventive) เช่น การตรวจสุขภาพ  ทานอาหารสุขภาพ ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ให้มีสุขภาพยืนยาว (Longevity) และใส่ใจสุขภาพจิตกันมากขึ้น (Mental Health) โดยเน้นการจัดการกับความเครียด เพื่อลดภาวะซึมเศร้าและลดความเครียดในชีวิตประจำวัน ประกอบกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเติบโตขึ้น การเข้าถึงแพทย์หรือการดูแลสุขภาพก็ไม่ใช่เรื่องยาก รวมถึงมีการวางแผนรูปแบบโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยและอาการของโรคในแต่ละคน  (Personalized) ที่จะกลายเป็นเทรนด์สุขภาพในอนาคตซึ่งสามารถป้องกันได้ก่อนเกิดโรค” “ด้วยความท้าทายของธุรกิจการดูแลสุขภาพ (Healthcare)  ที่ถูกเทคโนโลยีและ COVID-19 เข้ามาเป็นตัวแปรทำให้ โรงพยาบาลต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับตัวตลอดเวลา เริ่มจากแนวคิด #เราไม่อยากให้ใครป่วย เน้นการตรวจเพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละช่วงวัย (Early Detection และ Total Health Solution) ที่ย่อมจะดีกว่าการรักษา ซึ่งสิ่งที่     สมิติเวชให้ความสำคัญมาตลอด คือมีการนำเทคโนโลยีมาร่วมกับการแพทย์ เพื่อให้คนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ง่ายยิ่งขึ้น เช่น บริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ออนไลน์ 24 ชั่วโมง (Samitivej Virtual Hospital) แอปพลิเคชันติดตามข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตแบบเรียลไทม์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง (Engage Care) ระบบติดตามสถานะการผ่าตัดแบบเรียลไทม์ (Samitivej Pace) ระบบติดตามสถานะการดูแลผู้ป่วยในวอร์ด (Samitivej Prompt) และแอปฯ พบหมอผิวหนัง ซื้อยา ช้อปดีลความงาม (SkinX)” “SkinX” คือ แพลตฟอร์มสำหรับปรึกษาแพทย์ผิวหนังออนไลน์ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นแอปพลิเคชันด้านการรักษาผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ที่รวบรวมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังไว้มากที่สุด โดยมียอดผู้ดาวน์โหลดใช้งานแล้วกว่า 400,000 ครั้ง ให้บริการตั้งแต่พบแพทย์เพื่อให้คำปรึกษา สั่งยา เก็บประวัติ ติดตามผล และมีราคายาที่เป็นธรรม พร้อมบริการจัดส่งยาตามใบสั่งแพทย์โดยเภสัชกรถึงบ้าน นอกจากนั้นยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวโดยเภสัชกร (SkinX Store) พร้อมรวมดีลแพ็กเกจความงามจากโรงพยาบาล และคลินิกที่ได้มาตรฐานไว้ในแอปฯ เดียว (SkinX Super Deal) โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ รับส่วนลด 100 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำผ่านเเอปฯ 1,000 บาท พร้อมกรอกโค้ด "KTC100" รับส่วนลด 50% เมื่อซื้อดีลความงาม (ลดสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท จำกัด 10 คน ตลอดเเคมเปญ) เพียงกรอกโค้ด  "KTC50" ในขั้นตอนสรุปค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2565 สมาชิกเคทีซีสามารถดาวน์โหลดแอปฯ SkinX ได้ที่ http://bit.ly/SkinXapp  นอกจากนั้นโรงพยาบาลสมิติเวชยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตเคทีซีระดับพรีเมี่ยมตามที่กำหนด รับสิทธิ์การเป็นสมาชิกสมิติเวช เฟิร์ส (Samitivej First) ทันทีเมื่อแสดงบัตรฯ ที่เดอะ เฟิร์ส เลาจน์ (The First Lounge) โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท หรือที่สมิติเวช เอ็กซ์คลูซีฟ เลานจ์ (Samitivej Exclusive Lounge) โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 ธันวาคม 2566”   นายแพทย์พุทธพงศ์ เหลืองรัตน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วี สแควร์ คลินิก (V Square Clinic) กล่าวว่า “สมัยก่อนคนมักยึดติดกับความสวยงามในแบบที่อยากจะเป็น และมักคิดว่าจะดูดีขึ้นได้ต้องทำศัลยกรรม แต่ปัจจุบันคนยอมรับความสวยความหล่อในแบบที่ตัวเองเป็น แล้วนำตัวตนมาพัฒนาให้ดูดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นใจในแบบของตน (Self Confidence) ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของวี สแควร์ คลินิก ที่ต้องการให้คนมีความมั่นใจมากขึ้นในแบบของตัวเอง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ กับการเน้นหัตถการที่ทำแล้วธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว เช่น ใช้โบท็อกซ์ (Botox) ฟิลเลอร์ (Filler) หรือเครื่องมือยกกระชับทดแทน (Face Lift Machine) จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนโครงหน้าของตัวเองเสมอไป เราเน้นความสำคัญของความรู้จริงในสิ่งที่นำเสนอลูกค้า มีข้อมูลที่แน่นอน ทำแล้วเห็นผล เน้นความจริงใจ ด้วยแพทย์ที่มีประสบการณ์กับผลิตภัณฑ์ที่ดีในราคาคุ้มค่า ในบรรยากาศพรีเมี่ยมและบริการที่เป็นเลิศ  ที่ผ่านมา  วี สแควร์ คลินิก และเคทีซีเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปพัฒนาการบริการของร้าน  มีลูกค้าเคทีซีไปใช้บริการที่คลินิกจำนวนมาก โดยนิยมใช้บริการ โบท็อกซ์  ฟิลเลอร์ และโปรแกรมยกกระชับ วี สแควร์ คลินิก จึงขอมอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถซื้อโปรโมชั่นโบเทอร่า ประกอบด้วยโบท็อกซ์ อัลเลอร์แกน (Allergan) ทั่วหน้า 100 ยูนิต และอัลเทอร่า เอสพีที (Ulthera SPT) 400 line ในราคาเพียง 48,000 บาท จากปกติ 58,000 บาท และยังสามารถผ่อนชำระ 0% ได้นาน 4 เดือน โดยไม่กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ พร้อมรับเครดิตเงินคืนไม่จำกัดตลอดรายการ เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมรายการที่ www.ktc.co.th/beauty (สิทธิพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 - 30 พฤศจิกายน 2565 กรุณานัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ)”   นายวีระเดช ผเด็จพล  ผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ ฟิตดี ดอท คอม (Fit-D.com) และฟิตเนส สตูดิโอ ฟิตดี สเปซ (Fit-D Space) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกความแข็งแรง และโภชนาการสำหรับนักกีฬา (Strength Training & Nutrition Specialist) กล่าวว่า “เทรนด์การออกกำลังกายตอนนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการวิ่งในสวนสาธารณะ  โยคะในสตูดิโอ หรือออกกำลังกายในยิมเท่านั้น  แต่ยังมีสตูดิโอหรือสถานที่ออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีการจัดแข่งขันวิ่งและกีฬาอื่นๆ ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ซึ่งที่ ฟิตดี สเปซ เราให้ความสำคัญกับเป้าหมายของลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง หรือกลุ่มคนที่ได้รับการบาดเจ็บต้องการฟื้นฟูร่างกาย กลุ่มคนที่ต้องการดูแลสุขภาพหรือรูปร่าง โดยมีทีมบุคลากรคุณภาพที่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์และความรู้ ช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่สำคัญต้องสามารถทำได้จริงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย” “นอกจากนี้เรื่องของโภชนาการที่ดีก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เฉพาะแค่คนที่ต้องการลดน้ำหนักเท่านั้นที่ต้องให้ความใส่ใจ แต่ควรปรับให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำ เพื่อให้การออกกำลังกายได้ประสิทธิภาพ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เต็มที่ และช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้ด้วย  สำหรับเว็บไซต์ ฟิตดี ดอทคอม เป็นคลังความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย ที่เราตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับลูกค้าและบุคคลทั่วไป สามารถเข้าไปอ่านบทความดีๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงท่าออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดต่างๆ เพื่อนำไปดูและฝึกตามที่บ้านได้เอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย” “สุดท้ายเมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพและรูปร่างที่ดีขึ้น เราจะสนุกกับการออกกำลังกาย และทำได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน ซี่งสอดคล้องกับกิจกรรม Burn & Earn Challenge และกิจกรรม Tiny Habit Challenge ใน “KTC Sports Group” ทั้งสองเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้สมาชิกได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ด้วยการส่งผลการออกกำลังกายอย่างน้อย  600 นาทีต่อเดือน สร้างเป้าหมายให้กับสมาชิก นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อใช้บริการที่ฟิตดี สเปช สามารถผ่อนชำระ 0% พร้อมรับเครดิตเงินคืนไม่จำกัดตลอดรายการอีกด้วย”   นางสาวสิรีรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับกลยุทธ์การตลาดในหมวดสุขภาพและความงามของเคทีซีจากนี้ จะเน้นทำการตลาดที่เข้าถึงแต่ละกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยศึกษาข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าที่มีกำลังซื้อ เพื่อนำเสนอสิทธิพิเศษที่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด เน้นขยายสิทธิพิเศษไปยังร้านค้าท้องถิ่นที่คนต่างจังหวัดนิยมไปใช้ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามสูงขึ้น และมีส่วนในการเร่งให้ยอดการใช้จ่ายรวมผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในปีนี้เติบโตตามที่บริษัทฯ คาดการณ์  โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงของการใช้จ่ายเพื่อเตรียมรับเทศกาลแห่งความสุขต่างๆ เคทีซีจึงได้จัดแคมเปญการตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ได้แก่ รับสิทธิพิเศษเมื่อชำระค่าแพ็คเกจตรวจสุขภาพตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมแพ็คเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษกับโรงพยาบาลที่ร่วมรายการ สำหรับหมวดความงามเคทีซีได้เตรียมแคมเปญ “ลุ้นสวยฟรีทั้งบิล” ให้สมาชิกรับสิทธิ์ลุ้นทำสวยฟรีรับปีใหม่ เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และต้องไม่พลาด  เคทีซีร่วมกับวีซ่าขอเอาใจสายกีฬากับการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup Qatar 2022™ เชียร์บอลสนุก รับของ   พรีเมี่ยมมูลค่า 600 บาทจากร้านอาดิดาส (adidas) ที่ร่วมรายการ เมื่อใช้บัตรเครดิตเคทีซี - วีซ่าช้อปชุดกีฬาและอุปกรณ์กีฬาครบ 5,000 บาทต่อเซลส์สลิป”     (ในภาพจากซ้ายไปขวา) แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมวรรธน์ เฮลท์ จำกัด นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้อำนวยการ-การตลาดบัตรเครดิต  “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นายแพทย์พุทธพงศ์ เหลืองรัตน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วี สแควร์ คลินิก และนายวีระเดช ผเด็จพล ผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ ฟิตดี ดอท คอม (Fit-D.com) และฟิตเนส สตูดิโอ ฟิตดี สเปซ (Fit-D Space) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกความแข็งแกร่ง และโภชนาการสำหรับนักกีฬา Strength Training & Nutrition Specialist ร่วมกันแถลงข่าว ณ ห้องประชุมใหญ่ “เคทีซี” อาคารสมัชชาวาณิช 2 สุขุมวิท 33  

09 Nov 2022

...

  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  โดย นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ กรรมการธนาคาร นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ร่วมเปิดบูธหมายเลข SFI8 ในงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2565  โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน ผ่านบันทึกวีดิทัศน์ พร้อมด้วยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวรายงาน รวมถึงให้เกียรติเป็นประธานเปิดบูธของ SME D Bank ที่มาให้บริการในงานดังกล่าว     ทั้งนี้ SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย จัดเต็มยกขบวน 3 โปรโมชั่นแก้ป้ญหาหนี้ครบจบในที่เดียว สนับสนุนผู้ประกอบการพลิกฟื้นธุรกิจ ได้แก่ 1.จ่ายครบ!จบเร็ว! ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระ รับสิทธิแบ่งค่างวดตัดชำระเงินต้นสูงสุด 20% 2.จ่ายหนี้!หมดลดทันที! หากลูกค้าต้องการปิดบัญชี รับสิทธิลดดอกเบี้ยค้างสูงสุด 100% หรือปรับโครงสร้างหนี้ลดสูงสุด 30% เป็นต้น 3.เติมทุนใหม่ไปต่อ! พาเข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5.5% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 12 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 24 เดือน ควบคู่บริการด้าน “การพัฒนา” โครงการ “SME D Coach” โดยโค้ชมืออาชีพ  ให้คำปรึกษาธุรกิจครบวงจรฟรี รวมถึงจำหน่ายทรัพย์ NPA คุณภาพดี ทำเลดี ในราคาที่เข้าถึงง่าย ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 5 เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2565  

08 Nov 2022

...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ช่วยเพิ่มรายได้ ขยายตลาดให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย  และกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศช่วงปลายปี  ร่วมมือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกว่า 200 รายทั่วประเทศ  จัดทำ E-Book “สุดยอดโปรดี จาก SMEs ทั่วไทย”  รวบรวมของดีของเด็ด ทั้งอุปโภคและบริโภคมากกว่าพันรายการ มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ “ลด แจก แถม” เต็มพิกัด  เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป มาเลือกซื้อหานำไปจัดกระเช้ามอบเป็นของขวัญในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2565 ต้อนรับปีใหม่ 2566  สามารถดาวน์โหลด E-Book “สุดยอดโปรดี จาก SMEs ทั่วไทย” ฟรี  โดยสแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือเว็บไซต์  https://www.smebank.co.th/   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357               

06 Nov 2022

...

เคทีซีเดินเกมรุกหลังการปลดล็อคประเทศ และการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐเพื่อกระตุ้นการบริโภค ส่งผลตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในธุรกิจหลักเป็นบวกตามเป้าหมาย โดยงบการเงินรวม 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 5,414 ล้านบาท และกำไรสุทธิไตรมาส 3/2565 อยู่ที่ 1,773 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2564 เท่ากับ 16.9% และ 34.6% ตามลำดับ มูลค่าพอร์ตสินเชื่อรวม 9 เดือนขยายตัว 11.5% อยู่ที่ 97,016 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 9 เดือนโต 22.7% อยู่ที่ 169,033 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นผ่านการขยายฐานสมาชิกใหม่เข้าพอร์ตทุกธุรกิจ และการรักษาฐานสมาชิกเดิมด้วยกิจกรรมการตลาดที่ตรงกับความต้องการ เน้นพอร์ตลูกหนี้โตอย่างมีคุณภาพเป็นสำคัญ คาดสิ้นปีพอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และมีประมาณการกำไรปี 2565 ที่สูงกว่าปีก่อนหน้า นายระเฑียร  ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการทยอยเปิดเมืองของหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งการที่ไทยเปิดประเทศสู่สภาวะปกติ ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมการตลาดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ต่อเนื่องถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขยับตัวสูงขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อและกล้าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เคทีซียังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ภาคครัวเรือนและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง” “ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลระดับอุตสาหกรรมกลับมาเติบโตดี จากยอดลูกหนี้บัตรเครดิตและปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรรวมที่เพิ่มขึ้น โดยเคทีซีมีสัดส่วนลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรม 13.9% สัดส่วนลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเทียบกับอุตสาหกรรม 3.9% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 22.3% (อุตสาหกรรมโต 24.1%) และมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 11.8%” “ไตรมาส 3 ของปีนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่ดีของเคทีซี เนื่องจากพอร์ตบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลเติบโตได้สูงกว่าประมาณการ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 สามารถขยายตัวอยู่ที่ 16.6% และ 7.9% ตามลำดับ โดยเฉพาะปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่สูงขึ้นต่อเนื่องอย่างชัดเจน โดยยอดใช้จ่าย 9 เดือนขยายตัว 22.7% อยู่ที่ 169,033 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 2565 ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีจะเติบโตมากกว่า 15% แม้ว่าจะยังคงเป้าหมายไว้ที่ 10% สำหรับธุรกิจสินเชื่อบุคคล เชื่อว่าสิ้นปีจะสามารถเติบโตได้ 7% ตามเป้าหมาย ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อ เคทีซี พี่เบิ้ม และกรุงไทยธุรกิจ ลีสซิ่ง มีกระแสตอบรับที่ดี แม้ตัวเลขจะยังไม่เป็นไปตามที่ประเมิน โดยจะเร่งประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและเพิ่มอัตราการขยายตัว โดยคาดว่าสิ้นปี 2565 มูลค่าพอร์ตลูกหนี้จะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”      “ผลการดำเนินงานของเคทีซีในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2565) เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 งบการเงินรวม มีกำไรสุทธิ 9 เดือน 5,414 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16.9%) และไตรมาส 3/2565 เท่ากับ 1,773 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 34.6%) งบการเงินเฉพาะกิจการ มีกำไรสุทธิ 9 เดือน 5,421 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17.0%) และไตรมาส 3/2565 เท่ากับ 1,800 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 35.7%) ฐานสมาชิกรวม 3,269,027 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 97,016 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.5%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) 2.0% แบ่งเป็นพอร์ตสมาชิกบัตรเครดิต 2,534,226 บัตร เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 63,558 ล้านบาท NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.2% พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 734,801 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 31,524 ล้านบาท  NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.0% และพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามูลค่า 1,934 ล้านบาท ยอดสินเชื่อลูกหนี้ใหม่ (New Booking) ของสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม” และกรุงไทยธุรกิจ ลีสซิ่ง (KTBL) เท่ากับ 804 ล้านบาท NPL ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอยู่ที่ 11.1%” “เคทีซียังคงให้ความสำคัญในการรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ โดยจะบริหารการตั้งสำรองและการตัดหนี้สูญให้เป็นไปตามลักษณะของพอร์ตที่ควรจะเป็น เมื่อมีการขยายพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทำให้ในไตรมาส 3/2565 มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นขยายตัว 22.9% จากไตรมาส 2/2565 แต่ลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2564 สำหรับรายได้รวมในไตรมาส 3/2565 เท่ากับ 5,887 ล้านบาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.7% จากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 8.5% และ 30.6% ตามลำดับ และหนี้สูญได้รับคืนจำนวน 857 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17.0%) ในขณะที่รายได้รวม 9 เดือนของปีนี้อยู่ที่ 16,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% ในส่วนของค่าใช้จ่ายรวมในไตรมาส 3/2565 เท่ากับ 3,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 11.3% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและต้นทุนทางการเงินลดลง 1.2% และ 0.5% ตามลำดับ สำหรับค่าใช้จ่ายรวม 9 เดือนของปีนี้อยู่ที่ 10,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2%” “ทั้งนี้ เคทีซีมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับ 9 เดือนเท่ากับ 12.4% และไตรมาส 3/2565 มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 13.1% เงินกู้ยืมทั้งสิ้น 57,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% เป็นโครงสร้างแหล่งเงินทุนจากเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยาวในสัดส่วน 28% ต่อ 72% โดยมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือ (Available Credit Line) จำนวน 23,899 ล้านบาท ต้นทุนการเงิน 2.4% และอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2.1 เท่า ต่ำกว่าภาระผูกพันที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า” “สำหรับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ราวต้นเดือนมกราคม 2566 โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อสำหรับรถยนต์ใหม่ ไม่เกินอัตรา 10% ต่อปี รถยนต์ใช้แล้วไม่เกินอัตรา 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ไม่เกินอัตรา 23% ต่อปี ซึ่งเป็นการควบคุมอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อให้คิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) แบบลดต้นลดดอกนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเคทีซี เนื่องจากธุรกิจสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม” เกือบทั้งหมด เป็นการปล่อยสินเชื่อในลักษณะของการจำนำทะเบียนรถ ทั้งนี้ สินเชื่อตามสัญญาเช่าในส่วนของกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง (KTBL) มีการให้สินเชื่อเช่าซื้อรายย่อยอยู่บ้างแต่มีมูลค่าน้อยมาก จึงมีผลกระทบเพียงจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตาม ด้วยผลของประกาศดังกล่าว พอร์ตเช่าซื้อในส่วนนี้คงจะเติบโตได้ช้าลง ในขณะที่ KTBL จะคงการปล่อยสินเชื่อในลักษณะของ Commercial Loan มากขึ้น ซึ่งเป็นสินเชื่อสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม” “นอกจากนี้ เคทีซียังคงดำเนินการเพื่อแบ่งเบาภาระสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในทุกสถานะตามประกาศ ธปท. ฝนส.2 ว.802/2564 คงเหลือจำนวน 2,136 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.26% ของพอร์ตลูกหนี้รวม”

06 Nov 2022

...

แกรนด์ทริปเปอร์ “GTP” มั่นใจความแข็งแกร่งขององค์กรใน 5 ดี คือ บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  พร้อมนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ มั่นใจปั้นยอดได้พันล้านในสิ้นปีนี้ เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และแข็งแรง ที่ผ่านมา นายธนพงศ์อมร ศิลป์สว่าง ประธานกรรมการบริหาร ร่วมกับนางสาวลภัสรดา เจริญวงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ได้พาบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจน แถลงข่าวทิศทางธุรกิจของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด  (GTP) ณ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง   ทั้งนี้ผู้บริหารของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ระบุว่า  แม้ต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด และปัจจัยลบรอบด้าน  แต่ธุรกิจของบริษัทฯถือว่าสวนกระแส โดยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้ามากกว่า 20 รายการ ประกอบด้วยกลุ่มหลัก ๆ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับพืช ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯได้ผ่านการคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าดีมีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด     “ก็ต้องบอกว่าเราเติบโตอย่างสวนกระแส เรามีข้อได้เปรียบคือ เรามีการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญมาเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตสินค้าของตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งเรายังรับผลิตในลักษณะของ OEM ทำให้ลดต้นทุนได้เยอะ  สินค้าที่ผลิตออกมาราคาจับต้องได้   ทำยอดขายได้ดี  แล้วเรามีทีมงานที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทัพ  นอกจากนั้นการรับสมัครเป็นสมาชิกเรารับสมัครฟรี”   “คาดว่ายอดขายในสิ้นปีนี้จะทะลุพันล้านบาท  แม้จะมีปัญหาและบททดสอบมาเป็นระยะๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ  วงการนี้ต้องบอกว่าถ้าไม่เข้มแข็งอยู่ยาก แต่เราก็ยังถือหลักจริยธรรมในการทำธุรกิจ และตั้งใจพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราทำธุรกิจอย่างมีความสุข   โดยมีจุดแข็งที่นำไปสู่ความสำเร็จใน 5 ดี คือ  บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความมั่นคง ยั่งยืน  เราได้เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แข็งแรง ซึ่งในงานจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย” ประธานกรรมการบริหาร GTP กล่าวสรุป  

10 Aug 2022

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

กบข. พร้อมด้วย Shopee, LINE MAN Wongnai และ Minor Food ร่วมกันคัดสรรสิทธิประโยชน์ เพื่อมอบให้แก่ข้าราชการตำรวจ บน “แทนใจ” แอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ มุ่งหวังพัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจไทย ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. มีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิก กบข. ที่เป็นข้าราชการตำรวจ ด้วยการเชื่อมต่อระหว่าง My GPF Application ของ กบข. และ แทนใจ แอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้เข้าถึงบริการของ กบข. ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น โดย กบข. ได้พัฒนาระบบเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล เมื่อข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. เข้าใช้งานแอปพลิเคชันแทนใจ สามารถคลิกเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน กบข. “My GPF Application” ได้อัตโนมัติ และเป็นการเพิ่มช่องทางการดูยอดเงินบัญชีของสมาชิก นอกจากนี้ กบข. ยังได้คัดสรรสิทธิประโยชน์สำหรับข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. ทั้งประกันอุบัติเหตุฟรีจากทิพยประกันภัย ส่วนลดค่าน้ำมันจากปั๊ม PT ส่วนลดค่าสินค้าจากร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เทสโก้ โลตัส เป็นต้น พร้อมทั้งได้เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ให้กับข้าราชการตำรวจในการบริหารเงินเพื่อการเกษียณและการบริหารจัดการหนี้ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งสำคัญกับ 4 องค์กรใหญ่ นำโดย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) , Shopee, LINE MAN Wongnai และ Minor Food เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ร่วมพัฒนากับแอปพลิเคชัน แทนใจ (Tanjai) เวอร์ชั่น 2.0 เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์แก่บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ ช้อปปี้ (Shopee) และ LINE MAN Wongnai รวมถึง การให้ผู้ใช้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ ของ กบข. และ Minor Food Group ผ่านแอปพลิเคชันแทนใจ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แอปพลิเคชัน แทนใจ (Tanjai) เวอร์ชั่น 2.0 ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพ เตรียมปล่อยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัพเดท ในช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2565 ทั้งทาง App Store และ Play Store ด้าน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการ Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า การร่วมมือกับแอปพลิเคชั่นแทนใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก โดยทาง ช้อปปี้ (Shopee) จะนำส่วนลดสินค้าและบริการต่างๆ มาให้กับข้าราชการตำรวจ นอกจากนี้ ยังร่วมสนับสนุนด้านความรู้และการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจผ่านหลักสูตร Shopee Bootcamp ที่จะสอนการจัดการร้านค้าบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ (Shopee) อีกด้วย ซึ่งการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าว จะช่วยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษในการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, ShopeeFood และ Shopee e-Service เป็นต้น โดยจะปรากฏอยู่ในหน้าสิทธิสวัสดิการของแอปพลิเคชัน แทนใจ ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 200,000 คน นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธาน ฝ่าย Public Affairs ของ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า ทาง LINE MAN มีความยินดีที่จะได้ร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในปัจจุบันนี้ Line Man มีให้บริการครบ 77 จังหวัดแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์ของ LINE MAN ผ่านแอปพลิเคชั่น แทนใจ และในอนาคตทาง LINE MAN จะนำบริการซื้อของ, บริการแมสเซนเจอร์ และบริการแท็กซี่ เข้ามาช่วยสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป การร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ LINE MAN จะช่วยให้บุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในการซื้ออาหารบนแพลตฟอร์ม LINE MAN และบริการอื่นอีกมากมายของ LINE MAN เพื่อมุ่งหวังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน ขณะที่ นางนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการเริ่มต้นความร่วมมือครั้งนี้ ทางไมเนอร์ ฟู้ด มีแบรนด์ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ที่เรายินดีที่จะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถใช้บริการได้ที่ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทั่วประเทศ  

02 Oct 2022


...

ธ.ก.ส. มอบนโยบายสาขาในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุโนรู จัดถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน สำรวจข้อมูลความเสียหาย พร้อมเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงิน 12,000 ล้านบาท นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุโนรู ทำให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและกำลังขยายมาในพื้นที่ภาคกลางส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้เร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรลูกค้า โดยมอบหมายให้พนักงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยออกเยี่ยมเยียนให้กำลังใจลูกค้าและนำถุงยังชีพไปมอบเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจข้อมูลความเสียหายและผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรอบการดำเนินงานที่จะเข้าไปดูแลกรณีได้รับความเสียหาย ธ.ก.ส. จะผ่อนผันการชำระหนี้ออกไปไม่เกิน 12 เดือน โดยไม่คิดดอกเบี้ยปรับ และสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2565 เมื่อดำเนินการสำรวจพื้นที่การเกษตรแล้วพบว่า มีความเสียหายเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ธ.ก.ส. จะเร่งประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชดเชยความเสียหายโดยเร็วต่อไป นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าใช้จ่ายจำเป็นฉุกเฉิน เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เดือนที่ 7 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR คือ 6.50% วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สิน ค่าซ่อมเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรรอบใหม่ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 (ปัจจุบัน MRR = 6.50) จึงขอให้เกษตรกรอย่ากังวลในช่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ธ.ก.ส. พร้อมเข้าไปดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอให้โปรดระมัดระวังมิจฉาชีพที่มักจะใช้โอกาสจากความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรเข้ามาหลอกลวง โดยแอบอ้างใช้สัญลักษณ์โลโก้  ธ.ก.ส. เพื่อสร้างความเข้าใจผิด ให้เข้ามากู้เงิน หรือหลอกให้โอนค่าธรรมเนียม เพื่อแลกกับการใช้บริการสินเชื่อ หรือโอนค่าประกันภัยจาก ธ.ก.ส. ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ไม่มีนโยบายจ่ายสินเชื่อผ่านสื่อโซเซียลหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอสินเชื่อได้ที่ ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่เท่านั้นหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555    

02 Oct 2022

...

กบข. จับมือ สตช. ลงนาม MOU เชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นระหว่างหน่วยงาน เพื่อขยายการเข้าถึงข้าราชการตำรวจ ที่เป็นสมาชิก กบข. เพิ่มมากขึ้น หวังยกระดับความมั่นคงทางการเงิน ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการเชื่อมต่อ “Tanjai Application” กับ “My GPF Application” โดยมีพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ลงนาม ซึ่งการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้เข้าถึงบริการของ กบข. ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และ กบข. ได้พัฒนาระบบเพื่อเชื่อมต่อข้อมูล เมื่อข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. เข้าใช้งานแอปพลิเคชันสวัสดิการตำรวจ “Tanjai Application” สามารถคลิกเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน กบข. “My GPF Application” ได้อัตโนมัติ ทั้งนี้ กบข. หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ข้าราชการตำรวจเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ ของ กบข. เพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับข้าราชการตำรวจ ซึ่งปัจจุบันข้าราชการตำรวจที่เป็นสมาชิก กบข. มีจำนวน 1.6 แสนราย แต่มีการเข้าถึงบริการของ กบข. อยู่ที่ 58% ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการดูยอดเงินในบัญชีสมาชิก ซึ่งระบบจะเชื่อมต่อตรงมายัง My GPF Application การรับสิทธิพิเศษส่วนลดร้านค้าต่าง ๆ มากมาย พิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. ที่สามารถกดรับสิทธิพิเศษได้ทันทีบน Tanjai Application และยังสามารถเข้าเรียนในหลักสูตร GPF e-Learning เพื่อเสริมทักษะและเพิ่มความรู้ด้านการเงินการลงทุน นอกจากนี้ จะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของ กบข. ให้ข้าราชการตำรวจได้รับทราบผ่านช่องทาง Tanjai Application ด้วย พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในยุคที่ข่าวสารเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดจากการส่งต่อข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ข้าราชการตำรวจหลายนายเกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของสิทธิและสวัสดิการของตนเอง เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลภายในองค์กรมีความรวดเร็วและความถูกต้อง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชันแทนใจ และปัจจุบันกำลังเข้าสู่การพัฒนาในเวอร์ชัน 2.0 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ หลายด้าน โดยสิ่งที่สำนักงานตำรจแห่งชาติ พยายามแก้ไขปัญหาให้กับข้าราชการตำรวจ คือ เรื่องหนี้สิน ซึ่ง กบข. เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุน มีการทำสื่อการเรียนรู้เผยแพร่เรื่องการวางแผนการเงิน การออม รวมถึงการลงทุน และ กบข. ได้ให้ความสำคัญกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการนำสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ความรู้การวางแผนด้านการเงินผ่าน GPF e-learning มอบให้แก่ข้าราชการตำรวจผ่านช่องทาง Tanjai Application เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ  ดังที่กล่าวมา นอกจากนี้ กบข. และ สตช. ยังได้ร่วมกันจัดโครงการนำร่องส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของสมาชิก กบข. ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของสมาชิก กบข. โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจถึงหลักการออมเงินและการบริหารจัดการการเงินของตนเอง ให้มีความมั่นคง ทั้งในช่วงอายุที่ยังมีรายได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยเกษียณในอนาคต

01 Oct 2022

...

ธ.ก.ส. เสริมแกร่ง Smart Farmer และผู้ประกอบการหัวขบวน เน้นเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและลดต้นทุนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลัก BCG พร้อมเติมทุนต่อยอดธุรกิจสู่มาตรฐานระดับสากลผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้าน ทั้งสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย 0.01 ต่อปี สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs เกษตร และสินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ร้อยละ 4 ต่อปี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมงานกลุ่มทักษิณ ปาล์ม ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร ตั้งแต่ต้นกล้าปาล์มจนถึงโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ มีการนำระบบบริหารที่ลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีคณะผู้บริหารและเกษตรกรสมาชิก ให้การต้อนรับ ณ บริษัท ทักษิณ ปาล์ม (2521) จำกัด ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาปัจจัยในการเติบโตจากสภาพอากาศ ธ.ก.ส. ตระหนักถึงความสำคัญในปัญหาดังกล่าว และพร้อมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพลูกค้า โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เข้าไปเติมองค์ความรู้ ทั้งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ที่เน้นสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านและกลุ่มเกษตรกรในการขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านการแปรรูปผลผลิต วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เกษตรหัวขบวนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Smart Farmer) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่พร้อมนำความรู้และประสบการณ์กลับไปพัฒนาและต่อยอดธุรกิจที่บ้านเกิดผ่านสินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพและสินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี วงเงินรวม 90,000 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการดำเนินงานและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลัก BCG ด้วยการทำเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  การใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) วงเงิน 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR – (0.5 – 1) ต่อปี เป็นต้น สำหรับกลุ่มทักษิณ ปาล์ม เป็นผู้ประกอบการหัวขบวนในโครงการการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์มครบวงจร โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต มีการจำหน่ายต้นกล้าปาล์มหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ดามี พันธุ์ไนจีเรียแบล็ค  พันธุ์โกลเด้นเทอเนอร่า และพันธุ์ลาเม่ จนถึงการสกัดน้ำมันปาล์มดิบเพื่อจำหน่ายในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และการใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิง เป็นจุดรับซื้อปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาดเพื่อนำไปสกัดและจำหน่าย ซึ่งหลังจากกระบวนการสกัดน้ำมันแล้ว มีการนำเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนั้น ยังเป็นหัวขบวนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนด้วยการสนับสนุนการรวมกลุ่มในรูปแบบของเกษตรแปลงใหญ่และบริหารจัดการแผนการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับในการจำหน่ายผลผลิต มีรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังจัดหาและจำหน่ายปุ๋ยให้กับเกษตรกรในราคาต้นทุน ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย

03 Sep 2022

...

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ 99.92 คะแนน สูงสุดตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน และ สูงที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชน และบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ผลประเมินที่ 99.92 คะแนน อยู่ในระดับ AA ถือเป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน 8,303 หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ และถือเป็นคะแนนสูงที่สุดที่ธนาคารได้รับนับตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน ITA เมื่อปี 2557 ซึ่งนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของธนาคาร ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชนรวม ถึงบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหารระดับสูง พนักงานและผู้ปฏิบัติงานทั้งองค์กรมากกว่า 5,000 คน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม อาทิ ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ความร่วมมือ ผู้ให้บริการภายนอก สังคมและชุมชน สื่อมวลชน และหน่วยงานกำกับฯ ที่มีความมั่นใจและให้การยอมรับว่า ธอส. ดำเนินงานอย่างมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ธอส. จนนำมาสู่คะแนนสูงที่สุดในปี 2565 มีทั้งสิ้น 8 Key Success Factors ประกอบด้วย 1.Leadership ผู้นำมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน บริหารงานอย่างมีธรรมมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 2.Employee Awareness &  Engagement สร้างการรับรู้ และเพิ่มขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานด้วยความทุ่มเท ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรักและผูกพันต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรเจริญก้าวหน้า 3.Digitized Communication การสื่อสารแบบดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบทิศทาง นโยบายต่าง ๆ ของธนาคาร และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 4.Participation ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของธนาคารมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.Technology นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการการทำงาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ให้สอดรับกับยุค New Normal ทำให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว และลดขั้นตอนการทำงาน 6.Learning เรียนรู้จากผลการประเมินในปีที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ โดยนำหลักการของ 3 Lines of Defense มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ 7.Agility ปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว สร้าง Mindset ใหม่เพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว และคล่องตัวลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารประสบความสำเร็จ 8.Resilience ความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากปัญหาหรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแพร่รระบาดของ COVID-19 แต่ธนาคารสามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ดีและรวดเร็วด้วยผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูง และผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ที่พร้อมรับมือกับปัญหา และหาโอกาสใหม่ในระหว่างเกิดวิกฤติ หรือหลังวิกฤติ รวมถึงความมีประสิทธิภาพของระบบการปฏิบัติงาน ที่ทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

07 Aug 2022

...

  ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยได้จำแนกหน่วยงานของรัฐออกเป็น 17 ประเภท ได้แก่ หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา ส่วนราชการระดับกรม รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กองทุน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันอุดมศึกษา จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งในการประเมิน ITA ในปีนี้ มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมรับการประเมินทั้งหมดกว่า 8,303 หน่วยงาน มีคะแนนภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 87.57 คะแนน โดยในส่วนของสำนักงาน คปภ. ได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับ AA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ด้วยคะแนน 96.51 จัดเป็นอันดับที่ 4 จาก 18 หน่วยงานในกลุ่มประเภทหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยได้รับ 100 คะแนนเต็มจากตัวชี้วัด “การเปิดเผยข้อมูล” และ “การป้องกันการทุจริต”  ทั้งนี้ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือ “การประเมิน ITA” เป็นเครื่องมือสำคัญที่สำนักงาน ป.ป.ช. ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยในการประเมิน ITA ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือการวัดประเมินผลซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และการประมวลผลคะแนนเป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน ดังนี้  ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต ส่วนที่ 2 แบบวัดการรับรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment : EIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 6 คุณภาพการดำเนินงาน ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร ตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการทำงาน ส่วนที่ 3 แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต           สำนักงาน คปภ. ได้เข้าร่วมการประเมิน ITA ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยได้นำผลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินมาปรับปรุงการดำเนินงานของสำนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ด้วยการจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ตรงตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และมีช่องทางในการติดต่อและปฏิสัมพันธ์กับประชาชน โดยข้อมูลที่เปิดเผยบนหน้าเว็บไซต์นั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับทุกสายงานขององค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงด้านของช่องทางการติดต่อผู้บริหาร การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดการข้อร้องเรียน การป้องกันการทุจริต นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล และความโปร่งใสในกระบวนการให้บริการแก่ประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคนในองค์กรที่จะร่วมกันยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทำให้ในปีนี้ สำนักงาน คปภ. ได้รับคะแนนที่ 96.51 คะแนน ในระดับ AA ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของสำนักงาน คปภ. ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแล้ว สำนักงาน คปภ. ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง การดำเนินงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ และการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของสำนักงาน คปภ. ด้วยการมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ผ่านการประกาศเจตจำนงสุจริต การกำหนดนโยบายและมาตรการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส การจัดทำแนวปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และการแต่งตั้ง ITA Agent ประจำทุกสายงาน เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

04 Aug 2022

...

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดงานประชุมใหญ่ผู้แทนสมาชิกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและการรับจ่ายเงินของกองทุนในปี 2564 แนวทางการดำเนินงานในปี 2565 ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้แทนสมาชิก โดยมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง และ ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เพื่อร่วมรายงานผลการดำเนินงาน โดยมีผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน 518 คน ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2564 กบข. มีสินทรัพย์สุทธิ 1,132,074 ล้านบาท มีกำไรหรือผลประโยชน์สุทธิจำนวน 44,013 ล้านบาท โดยผลตอบแทนแผนหลัก หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5.83% ซึ่ง กบข. สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามแผนงานได้ทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มแผนการลงทุนใหม่สำหรับสมาชิก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารเงินออมและกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นผู้นำในการประกาศเจตนารมณ์ Sustainable Thailand 2021 เพื่อขับเคลื่อนสถาบันการลงทุนและการธนาคารไทยสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้ กบข. ยังได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทวีค่าเงินออมของสมาชิก พัฒนาระบบการให้ความรู้แก่สมาชิกและการสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ส่งผลให้มีจำนวนสมาชิกใช้บริการของ กบข. เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน กว่า 70% สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2565 กบข. ได้ศึกษาทบทวนผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ถอดบทเรียนจากการดำเนินงานรวมถึงได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ กบข. มาปรับปรุงการจัดทำแผนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้ กบข. ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ไว้ 10 แผน ครอบคลุมภารกิจ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านลงทุน เป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืนในระยะยาว 2) ด้านสมาชิก เป้าหมาย ทวีค่าเงินออม ผูกพัน กบข. และ 3) ด้านองค์กร เป้าหมายผูกพันองค์กร ทุ่มเทเพื่อสมาชิก  

09 Jun 2022

SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอดนวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 23 เป้าหมายการพัฒนาสู่ความยั่งยืน เดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2561 – จนถึงปัจจุบัน เป็นการส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม กระบวนการเรียนรู้ ตามรอยพระราชา The King’s Journey และการถ่ายทอดการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ การถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  กับการเชื่อมโยงนโยบาย Sustainable Development Goals   เป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ  โดยเป็นการบูรณาการกระบวนการออกแบบกิจกรรม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถถ่ายทอด “ศาสตร์พระราชา”ที่สร้างแรงบันดาลใจ เกิดพลังการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมกับการปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู มาสู่กระบวนการถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา ด้วยบอร์ดเกม โดยสอดแทรกการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาศัยหลักภูมิปัญญาและความซื่อสัตย์สุจริตตลอดจนหลักการเดินทางสายกลาง ความสมเหตุสมผลและความรอบคอบตามแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องตามกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 “พลิกโฉมประเทศไทย สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้า อย่างยั่งยืน” (Transformation to Hi-Value and Sustainable Thailand)  โดยจัดทำกิจกรรมในรูปแบบการลงพื้นที่จริงในโครงการพระราชดำริ ที่มีอยู่มากกว่า 4,800 โครงการทั่วประเทศ และการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย ที่ประกอบด้วยครูอาจารย์ทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชน  ตลอดจนการสร้างหลักสูตร เพื่อการขยายผล และกิจกรรม สร้างวิทยากรให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สากลเป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมโลกได้  เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ และปราชญ์ชาวบ้านในแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม “ตามรอยพระราชา”  ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการทรงงานเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้มีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดี ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอดนวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ ๒๓  จึงได้จัดการลงพื้นที่ดูงาน เป็นครั้งแรก ณ ศูนย์ศิลปาชีพ สีบัวทอง จ.อ่างทอง ซึ่งให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยที่มีมาแต่โบราณที่ยังคงดำรงไว้สู่บรรพชนรุ่นลูกหลาน โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของคนไทยสามารถส่งต่อตกทอดเป็นอาชีพเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว อาทิ การทำหัวโขนจากกระดาษข่อย งานปั้นเครื่องปั้นดินเผา และงานเซรามิก ที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้วิธีการทอผ้าแบบโบราณ และการปักผ้าไหม เพื่อนำไปประกอบเป็นชุดโขน ที่จัดแสดงโขนพระราชทานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเร็วๆ นี้      เวิร์คช็อปที่เป็นที่ชื่นชมของครูอาจารย์อย่างมากคือ กิจกรรมถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เรียนรู้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 Interactive Board Game จากวิทยากร อาจารย์ อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย พร้อมการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในหัวข้อ “คุณธรรมในยุคดิจิทัล”  ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี ในหัวข้อ “ถอดรหัสพระอัจฉริยะภาพในหลวงรัชกาลที่ 9” เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่และการพัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดดสำหรับองค์กรต่อไป นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับวิถีชีวิตของเรา เป็นการดำรงชีวิตในความพอดี มีแนวทางการพัฒนาที่เน้นความสมดุล ความพอประมาณ มีเหตุผล การที่ครูอาจารย์ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ และลงมือทำกิจกรรมกับโครงการในพระราชดำริต่างๆ ช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในการพัฒนา ทิพยประกันภัยเราพร้อมที่จะร่วมสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศ ให้มีความสามารถดูแลตนเอง ดูแลสังคม และมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์  สร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้กับสังคมและประเทศชาติ  เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง”      ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า “การกำหนดทิศทางการพัฒนาบุคลากร สังคม และประเทศ บนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals: SDGs) จะเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลในระยะยาว อีกทั้งการสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อให้เป็น Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งให้ประเทศไทยสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง ช่วยให้บรรลุเป้าหมายระยะ 20 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ตามกรอบระยะเวลาที่คาดหวังไว้ได้ ” รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม องค์การมหาชน กล่าวเสริมว่า “ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ต้องมาจากคุณธรรมที่สามารถวัดและจับต้องได้   คุณธรรม คุณทำได้ เราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมของสังคมไทย และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากตัวเรา ในบริบทของการมีความพอเพียง  วินัย สุจริต จิตอาสา และ กตัญญู เพื่อประโยชน์ของเราต่อเนื่องไปถึงคนรอบข้าง องค์กร สังคม จนเกิดเป็นความยั่งยืนของประเทศชาติ”  

01 Dec 2022


...

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นตัวแทนรับรางวัล “สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง (The Most Powerful Brands of Thailand 2022)” ในหมวดประกันชีวิต ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ซึ่งจัดโดยภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้มอบรางวัลแก่สุดยอดแบรนด์ทรงพลังที่สุดของประเทศไทย โดยเอไอเอ ประเทศไทย กวาดแชมป์อันดับ 1 ได้ในทุกเซ็กเมนต์ของกลุ่มผู้บริโภค ทั้งนี้ The Most Powerful Brands of Thailand เป็นรางวัลซึ่งจัดอันดับความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านงานวิจัยที่ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Image) การรู้จักและการนึกถึงแบรนด์ โดยวัดจาก Top of mind (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) และอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์มากกว่าแบรนด์อื่น (Usage) ซึ่งภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้เก็บข้อมูลจากผู้บริโภคในช่วงอายุระหว่าง 18 - 69 ปี รวมจำนวนมากกว่า 24,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคคนไทยมีต่อแบรนด์เอไอเอ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ที่ต้องการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยพิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

30 Nov 2022

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการประกันชีวิตและประกันสุขภาพครบวงจร เข้ารับรางวัล “องค์กรต้นแบบ ความยั่งยืนในตลาดทุนไทยด้านสนับสนุนคนพิการ” ประจำปี 2565 จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จากการดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานและผู้มอบรางวัล โดยมี นางสาวจารุวรรณ ลิ้มคุณธรรมโม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับมอบ โดยรางวัลนี้มอบโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรุงเทพประกันชีวิต มุ่งหวังการสร้างความเท่าเทียมกันของทุกคนในสังคม บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างโอกาสในอาชีพและเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสเสมอมา พร้อมมุ่งสู่ Sustainable Happiness ชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืน  

30 Nov 2022

...

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบความยั่งยืนตลาดทุนไทยด้านสนับสนุนคนพิการ ประเภทดีเด่น จากงานมอบรางวัลองค์กรต้นแบบความยั่งยืนตลาดทุนไทยด้านสนับสนุนคนพิการ ปี 2565 โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีและเป็นผู้มอบรางวัลดังกล่าวให้แก่ ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โดยบริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันของพนักงานทุกคน และมีนโยบายเพิ่มโอกาสการจ้างงาน พร้อมสนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่ผู้พิการในองค์กร โดยจัดอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการทำงานและสอดคล้องต่อความต้องการของผู้พิการ ส่งผลให้กรุงเทพประกันภัยได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบดังกล่าว อันนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป ณ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565

30 Nov 2022

...

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายโยฮัน ดีทอย (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน เป็นตัวแทนรับรางวัล “บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ประจำปี 2565” หรือ “2022 AMCHAM CSR Excellence Recognition Award” ระดับ Platinum จากสภาหอการค้าอเมริกันแห่งประเทศไทย (The American Chamber of Commerce in Thailand: AMCHAM) จากนายโรเบิร์ต โกเดค (ที่ 3 จากขวา) เอกอัครราชทูตประจำสถานทูตอเมริกาในประเทศไทย และนายเจฟฟรีย์ ไนการ์ด (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ในโอกาสนี้ได้มี นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ และนายปกป้อง ยินดีผล ผู้อำนวยการฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมในพิธีรับมอบรางวัลดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ สำหรับรางวัล บริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น (AMCHAM CSR Excellence Recognition Award) เป็นรางวัลอันทรงคุณค่า ซึ่งเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับติดต่อกันต่อเนื่องมาเป็นเวลา 11 ปี จากการเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจและเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives”  

29 Nov 2022

...

นายนิพนธ์ ภัทรวังส์ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 และดร.นภัสวรรณ วิเศษสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขอน รับมอบทุนสนับสนุนการจัดสร้างห้องตัดผม จำนวน 15,000 บาท จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวรุ่งรัศมิ์ ปัญญาดี รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 (ภาคกลางและภาคตะวันตก) เป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบ ทั้งนี้การสนับสนุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงเรียนบ้านหนองขอน ภายใต้กิจกรรม “พี่เพื่อน้อง จากผองเพื่อนชาวประกันและมวลมิตรธุรกิจเพื่อสังคม ปีที่ 16” อันเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันภัย องค์กรธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกลุ่มสื่อมวลชน และอาสาสมัครในพื้นที่ ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีนิตยสารไทยแลนด์อินชัวรันส์เป็นผู้ประสานงานหลัก ณ โรงเรียนบ้านหนองขอน อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังได้นำกลุ่มวิริยะจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมวาดภาพระบายสีตกแต่งฝาผนังห้องตัดผม และร่วมออกบูธกิจกรรมเกมสร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กๆ ที่เข้าร่วมงานอีกด้วย  กิจกรรมพี่เพื่อน้องฯ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เปิดโอกาสให้องค์กรและหน่วยงานทั้งในวงการประกันภัยและธุรกิจอื่น ๆ รวมทั้งสื่อมวลชนหลายแขนง ได้บูรณาการร่วมกันจัดกิจกรรมอันเกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนและการพัฒนาพื้นที่ชุมชนที่ห่างไกล ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของชาววิริยะจิตอาสาที่มีความตระหนักในความสำคัญของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจุดมุ่งหมายอันแน่วแน่ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เพื่อร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคมอย่างยั่งยืน  

29 Nov 2022

...

อลิอันซ์ อยุธยา ผนึกพันธมิตร เรซอัพเวิร์ค และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเสา กาญจนบุรี จัดงานวิ่งครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ภายใต้แนวคิด “Run for the Healthy World” วิ่งเพื่อโลก วิ่งเพื่อสุขภาพที่ดี บนเส้นทางที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เส้นทางมาตรฐานผ่านการรองรับการวัดเส้นทางการแข่งขันตามมาตรฐานของ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีนักวิ่งทั่วไป พนักงานของ อลิอันซ์ อยุธยา บริษัทในเครือ ตัวแทนฝ่ายขาย ลูกค้า และประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ณ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ลาร์ส ไฮบุทสกี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย กล่าวว่า “การจัดกิจกรรม “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2022” ครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานวิ่งครั้งแรกหลังสถานการณ์โควิด 19 บริษัทฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายสนใจให้การตอบรับร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมได้เริ่มต้นจากการวิ่งในซีรี่ส์แรกเป็นเก็บระยะทางแบบเวอร์ชวลรัน เพื่อแข่งขันเก็บระยะทางกับทีมอลิอันซ์กว่า 72 ทีมทั่วโลก ผลปรากฎว่าทีมอลิอันซ์ อยุธยา ที่ประกอบด้วยพนักงาน ตัวแทน ลูกค้า รวมถึงเพื่อนและครอบครัว ได้ทำผลงานสะสมระยะทางการวิ่งรวมกันได้มากที่สุดในโลกคว้ารางวัลชนะเลิศติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และยังสามารถทุบสติถิสะสมระยะทางวิ่งมากถึง 283,609 กิโลเมตร และมีนักวิ่งมากที่สุด 2,236 คน ได้เงินรางวัล 20,000 ยูโร เพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิในประเทศไทย   และวันนี้เป็นการวิ่งซีรี่ย์ที่สอง เป็นการวิ่งแบบ Field Run ที่นักวิ่งทุกคนรอคอย โดยได้จัดขึ้นที่ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งการวิ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และแฟมิลี่รัน 3 กิโลเมตร และยังมีกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานไม่ว่าจะเป็นเกมการหามาสคอตเก็บแต้มชิงรางวัล การประกวดแต่งตัวแฟนซีในขบวนวิ่งในธีมสัตว์ป่า กิจกรรมถ่ายภาพที่ระลึกกับชุมชนชาวมอญ อีกทั้งในงานยังมี Food Zone ให้ได้ช้อป ชิม อิ่ม อร่อย ไฮไลท์สำคัญที่ให้ทุกคนได้สนุกไปกับมินิคอนเสิร์ตสุดชิลล์จากปาล์มมี่     ภายในงานครั้งนี้ อลิอันซ์ อยุธยา ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเหรียญผลิตจากฝาขวดพลาสติก (1 เหรียญเท่ากับ 45 ฝา) และโล่รางวัลผลิตจากกล่องเครื่องดื่มรีไซเคิล (1 โล่ใช้กล่อง 167 กล่อง)  ซึ่งเหรียญและโล่รางวัลจะมีสีสันและลวดลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุดิบกล่องที่ได้รับบริจาคมารวมในงานนี้ โดยรวมได้ใช้ฝาขวดและกล่องรวมทั้งสิ้นกว่า 180,000 ฝา และ 27,722 กล่อง ตามลำดับ     “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรม “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2022” ในปีนี้ จะช่วยสร้างความสุข ความประทับใจ ให้กับผู้ร่วมงานทุกท่าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับชาวชุมชนให้คึกคักหลังจากผ่านสถานการณ์โควิด-19 ถึงแม้กิจกรรมจะจบลง เราขอเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมดูแลสุขภาพด้วยกันต่อไป และร่วมกิจกรรมงานวิ่งกับอลิอันซ์ อยุธยา ในปีต่อๆไป” ลาร์ส กล่าวทิ้งท้าย    

28 Nov 2022

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

ธ.ก.ส. ร่วมธนาคารเกษตรจีน  พัฒนาศักยภาพเกษตรกรทั้งการผลิตและการตลาด พร้อมดึงเอกชนจากประเทศจีน ร่วมเจรจาการค้ากับสถาบันเกษตรกรในการเชื่อมโยงการส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจากเกษตรกรผู้ผลิตไปยังตลาดต่างประเทศโดยตรง เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานการประชุม  Business Matching for BAAC and ADBC Clients ระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนาการเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Development Bank of China : ADBC) นำโดย Mr. Zhu yuan yang ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ADBC และคณะ กับ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด  สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด ผู้ประกอบกิจการรวบรวมข้าว สีข้าว จัดจำหน่ายและรับทำ OEM และ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. กำแพงเพชร จำกัด ผู้ประกอบกิจการรับซื้อมันสำปะหลังสดและแปรรูปเป็นมันเส้นเพื่อจำหน่าย โดยสถาบันเกษตรกรทั้ง 2 แห่ง ถือเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตตามมาตรฐานสากล และมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก โดยประชุมเจรจาผ่านระบบ VDO Conference           การจัดประชุมเจรจาทางการค้าครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าของ ธ.ก.ส. สามารถขยายขอบเขตการทำธุรกิจจากในประเทศเติบโตสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงให้ลูกค้าของธนาคาร ADBC สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมจากผู้ผลิตต้นน้ำโดยตรง โดยบริษัทที่ร่วมเจรจา ประกอบด้วย   1) บจก.เซียะเหมิน ฮุยเฟิง อินดัสเทรียล 2) บจก.กวงซี จินหยวน ไบโอเคมีคอล อินดัสทรี 3) บจก.จินยี่เหมิง กรุ๊ป     4) บจก.เจียงซี ไรซ์ อินดัสทรี 5) บจก. ซูโจว ว่านเซิน นู้ดเดิล โปรดักซ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าที่ธนาคาร ADBC ให้การสนับสนุน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพในด้านของเงินทุนและกำลังซื้อ โดยในส่วนของ ธ.ก.ส. จะอำนวยความสะดวกในการคัดกรองผู้ส่งออกที่มีความสามารถในการผลิตและส่งสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และดูแลในการชำระเงินระหว่างประเทศให้แก่ลูกค้าทั้งสองธนาคาร การประชุมครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือเบื้องต้นเพื่อขยายผล รวมไปถึงตลาดผลิตผลหลักทางการเกษตรประเภทอื่น ๆ ของลูกค้า ธ.ก.ส. ต่อไป ทั้งนี้ ธ.ก.ส. และ ADBC ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2548  ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพัฒนาและเสริมสร้างประสิทธิภาพของบุคลากร  การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเชี่ยวชาญในบริบทของการพัฒนาธุรกิจรายย่อยและขนาดกลาง  ต่อยอดมาถึงการพัฒนาลูกค้า ในด้านการส่งเสริมการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต  รวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดระหว่างลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคาร  ซึ่งนอกจากสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแล้ว ยังสร้างโอกาสในด้านธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย 

30 Nov 2022

...

  การทำประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นหลักประกันว่า หากรถไปเกิดอุบัติเหตุผู้ประสบเหตุทุกคนจะได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นก่อนนำรถมาใช้งาน ต้องตรวจสอบการมีกรมธรรม์ประกันภัย พ.ร.บ.ก่อนทุกครั้ง เพราะหากขับรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ ก็ถือว่าผิดกฏหมาย และจะมีโทษดังนี้ เจ้าของรถไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ผู้ใดที่นำรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.มาใช้ ก็มีความผิด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท           (และถ้าเป็นเจ้าของรถไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ.และยังนำรถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ.ไปใช้จะมีความผิด 2 กระทงความผิด รวมโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท) อย่างไรก็ตามที่สำคัญ หากใช้รถที่ไม่มีประกันภัย พ.ร.บ. ไปเกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบเหตุจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ต้องไปเรียกร้องจากผู้กระทำผิดหรือเจ้าของรถเอง และหากเจ้าของรถไม่มีเงินมาชดใช้ ก็เหมือนไปซ้ำเติมผู้ประสบเหตุ เกิดความเดือนร้อนที่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามกฎหมาย ดังนั้นเจ้าของรถทุกคนต้องต่อประกันภัย พ.ร.บ. ทุกปี เพื่อเป็นหลักประกันให้มีความคุ้มครองที่ต่อเนื่อง โดยตอนนี้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ สามารถซื้อ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ออนไลน์ ของบริษัทกลางฯ ได้ด้วยตัวเอง ทั้งผ่าน ไลน์ @iRVP หรือทำผ่าน website บริษัทกลางฯ ที่ www.rvp.co.th ง่ายและสะดวกรวดเร็ว คุ้มครองทันที หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด   โทร.1791 ตลอด 24 ชั่วโมง  

16 Nov 2022

...

  ธนาคารออมสิน โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ลำดับที่ 5 จากขวา) ได้รับพระราชทานผ้าพระกฐิน เพื่อนำไปทอดถวายแด่พระสงฆ์ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพื่อการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวสุกัลยา ศุภมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเครือข่ายธุรกิจ (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) และพนักงาน เข้าร่วมพิธี ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  

13 Nov 2022

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
    เตรียมจัดงาน CEO THAILAND OF THE YEAR 2023  มอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-สุดยอดองค์กรแห่งปี 2566”  ในวันที่ 14 มกราคม 2566   เนื่องในโอกาสครบรอบ 18 ปี (ก้าวสู่ปีที่ 19) ของสื่อนิตยสาร และสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2566 สื่อ CEO THAILAND ได้เตรียมการจัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหารแห่งปี 2566” และ “สุดยอดองค์กรแห่งปี 2566” ณ ห้องบอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วิภาวดีรังสิต สำหรับรางวัลที่จัดขึ้น 2 รางวัล ประกอบด้วย 1. รางวัลสุดยอดผู้บริหารแห่งปี 2566 (CEO OF THE YEAR 2023) เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้บริหารที่มีความโดดเด่นในการบริหารองค์กร ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างผลงานการบริหารองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบหลายปีที่ผ่านมา  รวมทั้งการทำกิจกรรมและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม 2. รางวัลสุดยอดองค์กรแห่งปี 2566 (ORGANIZATION OF THE YEAR 2023) เป็นรางวัลที่มอบให้กับองคกรที่สร้างผลงาน/ผลประกอบการได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบหลายที่ผ่านมา ทั้งในแง่ยอดขาย ผลกำไร และการคืนกำไรสู่สังคม ผมในฐานะผู้บริหารสื่อ และผู้จัดงานมอบรางวัลในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะได้รับการสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้จากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดีเหมือนกับในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้ทำงานร่วมกับบริษัท ห้างร้าน และพันธมิตรธุรกิจ ที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา ในการมอบรางวัลครั้งแรก เราไม่ได้จัดงานเพราะพิษโควิด-19 โดยหวังว่าปี 2566  คงจะไม่มีอุปสรรคเรื่องโควิด-19 และการจัดงานคงจะลุล่วงไปด้วยดี และขอขอบพระคุณลูกค้าและผู้ที่สนับสนุนสื่อนิตยสาร และสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ด้วยดีอีกครั้ง สำหรับองค์กรหรือบุคคลท่านใด ที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ โทร. 081-345-8999 , ID Line 0813458999 , Email : ake_vara@hotmail.com , สื่อออนไลน์ CEO THAILAND : www.ceothailand.net   ขอแสดงความนับถือ นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner