Responsive image

Wednesday, 19 Jun 2024

LATEST NEWS

INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต

...

คุณสยม โรหิตเสถียร และคุณดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดงาน "ประชุมตัวแทนประกันวินาศภัย และศูนย์ซ่อมมาตรฐาน” ในสังกัดฝ่ายปฏิบัติการ ภาค 5 (ภาคใต้) เพื่อพูดคุยถึงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายตัวแทนและศูนย์ซ่อมฯ เกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุนงานสินไหมทดแทน และการสนับสนุนงานขายให้สามารถบริการลูกค้าได้เต็มประสิทธิภาพ โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงานในสังกัดฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) และจากส่วนกลาง เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ณ โรงแรมพูลแมน ภูเก็ต อาเคเดีย กะรนบีช รีสอร์ต     สำหรับการจัดการประชุมดังกล่าว บริษัทฯ จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเชื่อมโยงบริการด้านสินไหมทดแทนระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อส่งมอบคุณค่าและบริการด้านประกันภัยที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า   

18 Jun 2024


...

ตามที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “BKI”) ได้มีการจัดตั้งบริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยได้ประกาศทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) แลกเปลี่ยนหุ้นจาก BKI เป็น BKIH ในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ BKI ต่อ 1 หุ้นสามัญของ BKIH ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดผู้ถือหุ้นของ BKI ได้ทำการตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการแล้วกว่า 97.72% ดังนั้น หลังจากกระบวนการแลกเปลี่ยนหุ้นตามแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทฯ สำเร็จลุล่วงด้วยดี BKIH จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเริ่มทำการซื้อขายในวันที่ 18 มิถุนายน 2567 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า BKIH ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน โดยมีจำนวนหุ้นจดทะเบียน 106,471,000 หุ้น จำนวนหุ้นชำระแล้ว 104,045,168 หุ้น ราคาพาร์ 10 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ หุ้น BKI จะถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ในวันเดียวกันที่หุ้นของ BKIH เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ BKIH พร้อมดำเนินธุรกิจตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มุ่งสร้างผลประกอบการที่ดี ผ่านการลงทุนในธุรกิจหลักด้านการประกันภัยและธุรกิจอื่นที่หลากหลายและมีศักยภาพ ขยายการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยยังคงยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล สร้างประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน

18 Jun 2024

...

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. เล็งเห็นความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการให้บริการออกใบอนุญาตตัวแทนนายหน้าประกันภัยและผู้ประเมินวินาศภัย สำนักงาน คปภ. จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบการให้บริการการออกใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกันภัยและผู้ประเมินวินาศภัย ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Licensing) แบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สามารถเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของสำนักงาน คปภ. ที่เกี่ยวข้องกับคนกลางประกันภัยเข้าด้วยกัน เช่น ข้อมูลการอบรม ข้อมูลการสอบ ระบบการเงิน และเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลภายนอกของภาครัฐอื่น ๆ เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับกรมการปกครอง ข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อลดขั้นตอนและเป็นการเพิ่มความคล่องตัวและความถูกต้องแม่นยำในกระบวนการทำงานระหว่างหน่วยงานมากขึ้น E-Licensing เป็นการพัฒนากระบวนการทำงานตั้งแต่การให้บริการข้อมูล การขอรับใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต การนำส่งข้อมูลตามที่สำนักงาน คปภ. กำหนดให้มีความรวดเร็ว รวมถึงการชำระค่าธรรมเนียมที่มีความสะดวกยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตของคนกลางประกันภัย และเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนกลางประกันภัยสามารถยื่นคำขอและ/หรือเอกสารต่าง ๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบบ E-Licensing สามารถให้บริการผ่านรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน (Mobile Application) นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของคนกลางประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และสะดวกรวดเร็ว โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลคนกลางประกันภัยผ่านทางเว็บไซต์ (Website) ได้ด้วยตนเอง เช่น ข้อมูลใบอนุญาตของคนกลางประกันภัย สถานะใบอนุญาต ชื่อต้นสังกัดผู้เสนอขาย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการเปิดใช้งานระบบ E-Licensing เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567 ในส่วนของวิธีการใช้งานและช่องทางการใช้งานผ่านระบบ E-Licensing ดังกล่าว คนกลางประกันภัย บริษัทประกันภัย และประชาชนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากคู่มือการใช้งานและคลิปวิดีโอแนะนำการใช้งานต่าง ๆ ตลอดจนเอกสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน คปภ. (www.oic.or.th) Facebook สำนักงาน คปภ. (oicthailand) Mobile Application (OIC คนกลาง For Sure) Line Official (@oicconnect) และสายด่วน คปภ. 1186 สำนักงาน คปภ. มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาการให้บริการด้านประกันภัยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับและอำนวยความสะดวกในการทำงาน รวมถึงการวิเคราะห์การดำเนินธุรกิจของคนกลางประกันภัยเพื่อกำหนดแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคนกลางประกันภัย ตลอดจนวางแผนในการพัฒนาการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยสำนักงาน คปภ. จะติดตามการใช้งานระบบ E-Licensing อย่างต่อเนื่อง พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อแนะนำจากผู้ใช้งานเพื่อนำมาปรับปรุงระบบงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง 

17 Jun 2024

...

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการเดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ เพื่อสร้างความอุ่นใจและเติมเต็มชีวิตให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี  ตอกย้ำนโยบาย “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง…ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง” ในฐานะคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No. 1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning)   ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต โดยโครงการ “MTL Health Buddy” จับมือ โรงพยาบาลไทยนครินทร์  ร่วมเติมเต็มความอุ่นใจด้วยการมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าในโครงการ MTL Health Buddy  ประกอบด้วย  บริการให้คำแนะนำและปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทางโทรศัพท์ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคกระดูกและข้อ การส่องกล้อง และการปลูกถ่ายไต รับส่วนลดกรณีจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ดังนี้ อัตราค่าห้องเหมาจ่ายราคาพิเศษ (รวมค่าห้อง, ค่าอาหาร, ค่าบริการพยาบาล, ค่าบริการทั่วไป) รับส่วนลดค่ายา 10% (ยกเว้นยาพิเศษเฉพาะโรค) บริการขึ้นเยี่ยม และรับของที่ระลึกจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล สำหรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน บริการรถส่งกลับบ้าน โดยต้องแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลล่วงหน้า 1 วัน (ฟรีภายในระยะทางไม่เกิน      10 ก.ม.แรกจากโรงพยาบาล ) บริการสำรองที่จอดรถ สำหรับลูกค้า MTL Health Buddy โดยต้องแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลล่วงหน้า. โดยสิทธิประโยชน์ข้างต้น สามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 ทั้งนี้ ลูกค้าในโครงการ MTL Health Buddy ที่สนใจใช้บริการดังกล่าวเพียงโทร. 0 2290 2424 กด 3 หรือผ่าน MTL Click Application ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.00 น. ยกเว้นวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ MTL Health Buddy แจ้งความประสงค์ในการใช้บริการและรับบริการตามสิทธิประโยชน์พิเศษต่อไป ทั้งนี้ โครงการ MTL Health Buddy ดูแลครบเครื่อง เรื่องสุขภาพ ผู้ช่วยด้านสุขภาพครบวงจร เป็นบริการพิเศษเฉพาะลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตทุกท่าน ทั้งประกันรายบุคคล และประกันกลุ่ม สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์อายุรกรรมผู้เชี่ยวชาญ แพทย์เฉพาะทาง ค้นหาแพทย์ที่เหมาะกับโรค พร้อมกับสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ  เพียงโทร. 0 2290 2424 กด 3 หรือผ่าน MTL Click Application และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่  www.muangthai.co.th  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1766   หมายเหตุ :  เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต  และโรงพยาบาลไทยนครินทร์ กำหนด #MTLNEXTtoYou #Healthbuddy #เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife  

17 Jun 2024

...

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา Planning Health Planning Wealth จัดสัมมนา Planning Health Planning Wealth “รู้ทันโรคมะเร็ง - หลอดเลือดสมอง - หัวใจ กับ 3 อาจารย์แพทย์ รพ.ชั้นนำ” ให้แก่ลูกค้าและผู้ที่สนใจ ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ ตอกย้ำความสำเร็จจากคอนเซ็ปต์ “Megatrend Retirement Planning” ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และยังคงมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2567  โดยมี นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (ที่สี่จากทางซ้าย) ให้การต้อนรับ นายพิชา รัตนธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจธนบดี-ธนกิจและบริการธนาคาร ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (ที่หกจากซ้าย) กล่าวเปิดงาน และ นายวทานีย์ ทองรุ่ง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการขายช่องทางพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (ที่หนึ่งจากซ้าย) กล่าวต้อนรับ ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์ โรคหลอดเลือดสมองศิริราช ให้ข้อมูลเรื่องนวัตกรรมการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ศาสตราจารย์ สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเรื่องนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็ง และ รศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชมน์เจริญ สาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเรื่องนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจ ในช่วง Wealth Planning “วางแผนเพื่อสุขภาพการเงิน” นายสรัฐพงศ์ เบญจชินาภรณ์ AFPTTM ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายฝึกอบรมช่องทางการขาย ส่วนฝึกอบรมพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลความจำเป็นของการมีประกันโรคร้ายแรงและเทคนิคการเลือกประกันให้คุ้มค่า ขณะที่นายยศรวี จงแสงทอง AFPTTM Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเรื่องธีมการลงทุนเฮลธ์แคร์ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในช่วงนี้  

12 Jun 2024

...

บจก. ทีคิวเอ็ม อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ (TQM) เปิดตัว “โครงการประกันรถยนต์ EV ” สอดรับกับแบบประกันภัยรถยนต์สำหรับรถไฟฟ้า ฉบับใหม่ของ คปภ. เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้ขับขี่ได้อย่างสบายใจ กับประกันรถยนต์ไฟฟ้าดูแลครอบคลุมทั้งตัวรถและผู้ขับขี่ พร้อมบริการสุดพิเศษ 3 บริการพี่หมีใจดีจาก TQM  ที่ส่งมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอนการบริการ ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัท บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “แนวโน้มกระแสความนิยมรถยนต์ EV ของไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพราะรถยนต์ EV ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใช้ยานยนต์จากพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงกันมากขึ้น และส่วนนึงมาจากมาตรการการลดภาษีนำเข้าที่ทำให้ราคารถยนต์ EV ถูกลง ทั้งนี้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 จำนวน 22,289 คัน ซึ่งส่งผลให้ประกันรถ EV ขยายตัวตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งประกันรถ EV มีเบี้ยประกันสูงกว่ารถสันดาปค่อนข้างมากเมื่อเทียบในทุนประกันเท่ากัน TQM จึงมุ่งเน้นสรรหาแผนประกัน บริการ และสิทธิประโยชน์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งในความคุ้มครองและราคา โดย TQM ร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันกว่า 10 บริษัท เพื่อนำเสนอประกันที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า “เมื่อจะมีการปรับเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. TQM ได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า มีการหารือกับพันธมิตรบริษัทประกันในการจัดทำระบบและแผนความคุ้มครอง เพื่อสรรหากรมธรรม์ที่ตอบโจทย์ตลาดให้คลอบคลุมทุก Segment เพื่อให้ลูกค้าได้วางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกซื้อประกันรถไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม” ประกันรถ EV ที่ TQM ขายในทุกช่องทางทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ มีให้เลือก 2 ประเภท ได้แก่ ประกันรถยนต์ไฟฟ้าชั้น 1 และชั้น 3 โดยประเภทรถหรือลักษณะการใช้รถประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะคุ้มครองเฉพาะรถยนต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจาก Battery เท่านั้น (BEV)  โดยกรมธรรม์ฉบับใหม่นี้ จำเป็นจะต้องมีการระบุผู้ขับขี่ อย่างน้อย 1 คนและสามารถระบุผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 5 คน เพื่อบริษัทประกันภัยจะได้นำข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ นำมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันในปีต่ออายุ แทนการใช้ช่วงอายุของผู้ขับขี่ตามแบบกรมธรรม์ฉบับเดิม รวมถึงการระบุสัดส่วนของค่าชดเชย ความเสียหายต่อตัวแบตเตอรี ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อลดข้อโต้แย้งเมื่อเกิดการเรียกร้องค่าสินไหมต่อตัวแบตเตอรี  โดยทั้งนี้รายละเอียดความคุ้มครองอื่นๆจะเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ตามประกาศของ คปภ.   และเพื่อส่งมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากที่สุด TQM จัดเต็ม 3 บริการพี่หมีใจดีสุดพิเศษแก่ลูกค้า  โดยเน้นความสะดวกสบายและการช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ได้แก่ 1. พี่หมีใจดีชาร์จให้ มอบคูปองชาร์จไฟฟรีสูงสุด 500 บาท ตามเบี้ยประกันที่ซื้อ สำหรับผู้ที่ทำประกันกับ TQM ภายใน 31 กรกฎาคม 2567 2. พี่หมีใจดีช่วยยก มอบส่วนลดบริการช่วยยกรถ ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดหรือรถเสีย ไปช่วยยกและเคลื่อนย้ายรถของลูกค้าเพื่อให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและสะดวก 3. พี่หมีใจดีให้ยืม บริการรถใช้ระหว่างซ่อมเมื่อรถชนต้องนำรถเข้าอู่ซ่อมและเป็นฝ่ายถูก เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีรถใช้ ประกันรถ EV ของ TQMสามารถซื้อได้ทุกช่องทางของ TQM ทั้งทาง TeleSale สาขา 95 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่ www.tqm.co.th และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ แอปพลิเคชัน TQM24 รวมถึงทีมงาน chat center และ call center โทร 1737 ที่พร้อมบริการ 24 ชั่วโมง รวมถึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : TQM Insurance Broker และ Line Official : TQM Insurance Broker              

11 Jun 2024

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) เล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยี HealthTech และ InsurTech พัฒนาอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งในปัจจุบันผู้คนใช้แอปพลิเคชันในการสนองความต้องการในเรื่องต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และด้วยความมุ่งหวังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ช่วยให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน OCEAN LIFE ไทยสมุทร จึงได้ร่วมมือกับ BeDee แอปพลิเคชัน บริการปรึกษาแพทย์และเภสัชกรออนไลน์  โดย ดร.สริตา บุณย์ศุภา Managing Director บริษัท เฮลท์ พลาซ่า จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน BeDee อันอยู่ภายใต้มาตรฐาน BDMS เครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ประกอบไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 58 แห่ง ร่วมให้บริการการเคลม OPD โดยไม่ต้องสำรองจ่ายผ่านบริการ OCEAN LIFE TELEMED x BeDee by BDMS บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ และบริการ OCEAN LIFE TELEPHARMACY x BeDee by BDMS บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ ได้เป็นผลสำเร็จ สำหรับลูกค้า OCEAN LIFE ไทยสมุทร ที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) สามารถใช้บริการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรออนไลน์ จากแอป BeDee โดยไม่ต้องสำรองจ่ายภายใต้วงเงินความคุ้มครอง OPD ตามกรมธรรม์ เมื่อปรึกษาเสร็จเรียบร้อย สามารถรับยาส่งตรงถึงบ้าน ฟรี!! ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567  นับว่าเป็นอีกหนึ่งในบริการ OCEAN LIFE DIGITAL HEALTHCARE SERVICES ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพของลูกค้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็ว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือวิธีการใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ https://www.ocean.co.th/services/digital-healthcare/telemedxbedee หรือบริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ ได้ทางเว็บไซต์ https://www.ocean.co.th/services/digital-healthcare/telepharmacyxbedee OCEAN LIFE ไทยสมุทร ใช้ความรักเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรมายาวนาน 75 ปี โดยไม่หยุดพัฒนาในทุกมิติ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตได้มากที่สุด พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและสังคม เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้ ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง LIFE CONTACT CENTER  1503   *เงื่อนไข - สำหรับลูกค้าประกันชีวิตกลุ่มที่กรมธรรม์มีความคุ้มครอง OPD หรือลูกค้ารายเดี่ยวที่กรมธรรม์มีความคุ้มครอง OPD และกรมธรรม์มีผลบังคับมาแล้วไม่น้อยกว่า 120 วัน - ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์ต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ - เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

06 Jun 2024

ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน

...

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.50% ต่อปี จากถ้อยแถลงระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวอยู่ที่ 2.6% ในปีนี้ และ 3.0% ในปี 2568 โดยได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่สูงกว่าคาดในไตรมาสที่ 1 การขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 ขณะที่ภาคการส่งออกจะยังขยายตัวในระดับต่ำ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและความท้าทายจากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 0.6% และ 1.3% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กนง. แสดงความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ดังนั้นจึงมุ่งสนับสนุนการใช้มาตรการที่ตรงจุด หลังการประกาศคงอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเล็กน้อยอยู่ระดับ 36.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยภาพรวมในปีนี้ค่าเงินบาทได้อ่อนตัวลง 7.3% ซึ่ง กนง. ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากความคาดหวังต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด และปัจจัยภายในประเทศ สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นวันที่ 21 สิงหาคม 2567 โดยจากท่าทีของการประชุมรอบนี้ คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ขณะที่จะจับตาอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการฟื้นตัวจากของภาคส่งออกและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ตอกย้ำการดำเนินนโยบายการเงินลักษณะ Outlook Dependent ซึ่งสนับสนุนมุมมองของกรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ว่า กนง. จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้อยู่ที่ 2.50% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากแนวโน้มต่างๆไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ  

17 Jun 2024


...

ธ.ก.ส. เปิดรับฝากสลาก ธ.ก.ส. ชุดถุงเงิน เพียงหน่วยละ 100 บาท วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท ลุ้นโชครางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 900 รางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง และรางวัลพิเศษ 1 ล้านบาททุกปี รวมมูลค่ารางวัล 3,243 ล้านบาท ฝากครบ 3 ปี รับดอกเบี้ยทันที หน่วยละ 1.90 บาท เปิดรับฝากผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile 17 มิ.ย. และที่เคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. ทุกสาขา 1 ก.ค. นี้ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดถุงเงิน” รองรับเงินฝากที่ครบกำหนด โดยเพิ่มโอกาสในการออมและการลุ้นโชค แบบรวยถ้วนหน้ากับสลากถุงเงิน จำหน่ายในราคาหน่วยละ 100 บาท จำนวน 1,000 ล้านหน่วย แบ่งเป็น 100 หมวด หมวดละ 10 ล้านหน่วย วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท อายุการรับฝาก 3 ปี เมื่อฝากครบกำหนด จะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 1.90 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.633 ต่อปี พร้อมลุ้นรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 900 รางวัล ทุกเดือน จำนวน 36 ครั้ง เมื่อรับฝากสลากเต็มวงเงิน และยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษ มูลค่ารางวัลละ 1,000,000 บาท ปีละ 1 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน รวมทั้งหมด 3 ครั้ง รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้น 3,243 ล้านบาท จับรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน ยกเว้นเดือนมกราคม ออกรางวัลในวันที่ 17 มกราคม ผู้สนใจสามารถเปิดบัญชีเงินฝาก และขึ้นทะเบียนสลากได้ที่เคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. ทุกสาขา เพื่อป้องกันมิจฉาชีพและเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อสลากครั้งต่อไปแบบง่ายๆ บน มือถือ โดยจะเปิดรับฝากสลากผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายนนี้ และเปิดรับฝากผ่านเคาน์เตอร์  ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป และออกรางวัลครั้งแรกวันที่ 16 กรกฎาคมนี้   ทั้งนี้ สามารถตรวจผลการออกรางวัลและรับชมการถ่ายทอดสดการออกสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ได้ทางเว็บไซต์ www.baac.or.th Facebook Page ธกส BAAC Thailand และ ธกส บริการด้วยใจ Youtube Channel “BAAC Thailand” และแอปพลิเคชัน BAAC Mobile โดยธนาคารจะโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่เป็นบัญชีคู่โอนของลูกค้าทันทีในวันถัดไป หลังจากวันออกรางวัลในแต่ละงวด ที่สำคัญดอกเบี้ยและเงินรางวัลจากการฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยสำหรับบุคคลธรรมดา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา ทั่วประเทศ www.baac.or.th หรือ Call Center 02 555 0555  

12 Jun 2024

...

กรุงศรี  (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เตรียมออกและเสนอขายตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทด้อยสิทธิ และไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือตราสารเงินกองทุน และผู้ออกตราสารเงินกองทุนมีสิทธิไถ่ถอนตราสารเงินกองทุนก่อนกำหนด หรือ   “ตราสารเงินกองทุน” อายุ 10 ปี ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยกำหนดระยะเวลาเสนอขาย 2 ช่วง ช่วงที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ (ไม่รวมถึงนิติบุคคลที่เป็นสหกรณ์) ที่ถือตราสารเงินกองทุนรุ่น BAY296A เสนอขายระหว่างวันที่ 4-6 มิ.ย. 2567 และช่วงที่ 2 สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ทั่วไป ระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย. 2567 โดยธนาคารได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA(tha) แนวโน้ม Stable และตราสารเงินกองทุนนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA(tha) จาก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะกลุ่มธุรกิจการเงินในเครือ MUFG ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มั่นใจได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างมากเช่นเคย   การเสนอขายจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่ (ไม่รวมถึงนิติบุคคลที่เป็นสหกรณ์) ซึ่งเป็นผู้ถือตราสารเงินกองทุนรุ่น BAY296A โดยจะเสนอขายได้ในระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2567 (โดยจะให้สิทธิ BAY296A 1 หน่วยตราสารเงินกองทุน ต่อ 0.55 ตราสารเงินกองทุน BAY346A) และช่วงที่ 2 เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ (ซึ่งรวมถึงผู้ถือตราสารเงินกองทุนรุ่น BAY296A ไม่ว่าจะได้ใช้สิทธิในช่วงที่ 1 แล้วหรือไม่ก็ตาม) โดยจะเสนอขายในระหว่างวันที่ 11-13 มิถุนายน 2567 ทั้งนี้ ธนาคารได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA(tha) แนวโน้ม Stable และตราสารเงินกองทุนชุดดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA(tha) จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 สะท้อนความแข็งแกร่งของธนาคาร ในฐานะกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) โดย ณ สิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2567 ธนาคารมีสินเชื่อรวม 2 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 2 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.86 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 310.29 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 18.08% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น 13.44% ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามแนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรมโดยเคร่งครัด ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังคงเติบโตที่ 2.7% ในไตรมาสแรกของปี 2567 นอกจากนี้ สินเชื่ออาเซียนของกรุงศรียังคงเติบโตที่ 4.0% ในไตรมาสแรกปี 2567 จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในตลาดภูมิภาคอีกด้วย ล่าสุด กรุงศรี ยังคว้ารางวัลใหญ่ด้านความยั่งยืน “Best Bank for Sustainable Finance” จาก The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2024 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และยังคว้ารางวัล “Best Sustainable Bank” จาก FinanceAsia Awards 2024 ในฐานะธนาคารที่ให้ความสำคัญและมีบทบาทในการสนับสนุนภาคธุรกิจในเรื่องของการเงินเพื่อความยั่งยืน และมีผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม พร้อมรางวัลด้านความยั่งยืนจากเวทีระดับประเทศและระดับสากล ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย ผู้ให้คำปรึกษา ผู้สนับสนุนทางการเงิน และผู้จัดการเงินกู้ร่วมให้กับลูกค้าธุรกิจต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรี ในฐานะพันธมิตรที่ลูกค้าธุรกิจไว้วางใจ เพื่อมอบโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ช่วยส่งเสริมลูกค้าในการเปลี่ยนผ่าน ให้พร้อมก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สนใจจองซื้อตราสารเงินกองทุน จะเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และ ทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือ โทร. 1572 คำเตือน: โปรดทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th   หมายเหตุ: บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ      

08 Jun 2024

...

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นประธาน และสักขีพยานในพิธีลงนามการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC เพื่อแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบของรัฐบาล ระหว่างธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดยมี นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ลงนามการร่วมทุนดังกล่าว พร้อมด้วยนายธีรัชย์ อัตนวานิช ประธานกรรมการธนาคารออมสิน และนางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่   นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศ เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs และประชาชนจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ จนกลายเป็นหนี้เสีย (NPLs) รัฐบาล ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีนโยบายช่วยเหลือประชาชนลดภาระหนี้และประกาศเป็นนโยบายแก้ไขหนี้ทั้งระบบ โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ในรูปแบบกิจการร่วมทุน (Joint Venture Asset Management Company : JV AMC) เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) โดยเพิ่มความคล่องตัวให้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้ได้มากขึ้น เนื่องจากสามารถโอนหนี้บางส่วนของ SFIs ไปยังบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการหนี้โดยเฉพาะ ธนาคารออมสินจึงได้ร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC มีวัตถุประสงค์หลักเป็นธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีกำไรในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งที่เป็น NPLs และ NPA ได้เข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หรือไกล่เกลี่ยหนี้ มีโอกาสหลุดพ้นจากการเป็นผู้เสียประวัติทางเครดิตได้เร็วขึ้น กลับมาเป็นสถานะหนี้ผ่อนปกติหรือหนี้ปิดบัญชีจะทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้ ทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมให้มีเสถียรภาพและช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป   บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท มีสัดส่วนการร่วมทุนเท่ากัน ที่ร้อยละ 50 และมีระยะเวลาดำเนินการไม่เกินกว่า 15 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มดำเนินการ โดยดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ในระยะแรกจะรับซื้อและรับโอนหนี้จากธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียวก่อน เป็นการรับซื้อหนี้สินเชื่อทั่วไปทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน เป็นกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย SMEs รวมถึงหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่มีสถานะ NPLs หนี้สูญ รวมถึง NPA ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ที่ยังไม่ดำเนินคดี และดำเนินคดีแล้ว ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ บริษัทจะมีการรับซื้อหนี้ในราคายุติธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับสอดคล้องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นและหลากหลาย อาทิ การปรับลดเงินต้น ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือการตัดหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ เป็นต้น โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2567 จะสามารถเริ่มรับซื้อและรับโอนหนี้จากธนาคารออมสิน และจะมีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือจำนวนกว่า 500,000 บัญชี หรือคิดเป็นมูลหนี้เงินต้นกว่า 45,000 ล้านบาท และในอนาคตจะขยายการดำเนินการให้ครอบคลุมการรับซื้อหนี้ประเภทอื่น รวมถึงหนี้ของ SFIs อื่น ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง   นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า BAM ดำรงบทบาทหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงิน และบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขายตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา จนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ให้ได้ข้อยุติมากกว่า 155,000 ราย คิดเป็นภาระหนี้กว่า 480,000 ล้านบาท และยังสามารถจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายไปกว่า 52,000 รายการ คิดเป็นราคาประเมินกว่า 122,000 ล้านบาท จากการรับซื้อรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาบริหารจัดการนั้น BAM ตระหนักดีว่ายังมีแนวทางอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา NPLs และ NPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็เป็นที่มาของความร่วมมือในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสิน และ BAM ในวันนี้ โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวคือบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนที่กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง BAM จะให้การสนับสนุนบริษัทร่วมทุนโดยให้บริการเกี่ยวกับการรับบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่บริษัทร่วมทุนจะรับซื้อ หรือรับโอนจากธนาคารออมสิน ตลอดจนการให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทร่วมทุน   ทั้งสององค์กรมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการสานต่อนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน โดยจะร่วมกันวางแผนบริหารกิจการร่วมทุน วางแนวทางในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ อย่างดีที่สุด มุ่งมั่นช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตให้ผ่านพ้นปัญหาหนี้สินไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะส่งผลให้หนี้เสียได้รับการแก้ไขให้กลายเป็นหนี้ดีกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจปกติต่อไป และทำให้ BAM ดำรงบทบาทหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ขององค์กร นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า BAM เชื่อมั่นว่าเรามีความพร้อมทั้งในด้านประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ตลอดจนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การให้บริการลูกค้าในทุกช่องทางอย่างครบวงจร และการมีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ จะช่วยให้ความร่วมมือในการผลักดันการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนลุล่วงไปได้ด้วยดี อีกทั้งทำให้บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้น สามารถตอบโจทย์การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม โดยที่ยังสามารถบริหารจัดการให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี ช่วยแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือน รวมถึงสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้รองรับการดำเนินงานตามพันธกิจและนโยบายของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

05 Jun 2024

...

บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH โดย ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายถิรเจตน์ ศุภวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานกลยุทธ์และการลงทุน ร่วมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านทางช่องทางออนไลน์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 โดยในไตรมาส 1/2567 TIPH มีรายได้รวมที่ 3,991 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 574 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 14.5% และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 17.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผลมาจากความสามารถในการครองอันดับ1 อย่างต่อเนื่องในธุรกิจประกันวินาศภัยประเภท Non-motor ของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทหลักในกลุ่ม TIPH และการเติบโตขึ้นของบริษัทอื่นๆ ที่ TIPH เข้าลงทุน สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างยั่งยืนของ TIPH ทั้งนี้ สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านทาง YouTube Channel และเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ดังนี้ https://www.youtube.com/live/5pgieYWsYHE?feature=shared และ https://listed-company-presentation.setgroup.or.th/vdo/6851    

05 Jun 2024

...

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในพื้นที่จังหวัดตราด ได้แก่ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดตราด สาขาตราด สาขาเกาะช้าง และสาขาแสนตุ้ง โดยได้พบปะพูดคุยกับพนักงานในการดำเนินงานตามมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล อาทิ มาตรการพักชำระหนี้สำหรับลูกค้ารายย่อย การฟื้นฟูศักยภาพในการประกอบอาชีพ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ในเฟสที่ 1 และร่วมพูดคุยกับลูกค้าที่มาใช้บริการ เพื่อสอบถามความเห็นในการใช้บริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ โครงการสินเชื่อเงินด่วนคนดี ที่สนับสนุนให้กลุ่มสมาชิก อสม. และ อสส. ได้เงินทุน นำไปใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระของครอบครัวแทนการกู้เงิน นอกระบบ รายละไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.67 ต่อเดือน ผ่อนชำระเพียงเดือนละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 48 เดือนสลากขวัญถุง ผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ที่ให้ทั้งเงินออมและโอกาสในการลุ้นรางวัล สำหรับเยาวชนอายุ 7-18 ปี หน่วยละ 20 บาท จำนวน 100 ล้านหน่วย วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท อายุรับฝาก 6 ปีเมื่อฝากครบกำหนดรับดอกเบี้ยทันที 2.50% ต่อปี พร้อมลุ้นรับทุนการศึกษาทุกงวด มูลค่า 10,000 บาท จำนวน 100 รางวัล และรางวัลพิเศษ ปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมกราคมและเดือนกันยายน มูลค่ารางวัลละ 100,000 บาท จำนวน 12 รางวัล เปิดรับฝากแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปผ่านเคาน์เตอร์ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และแอปพลิเคชัน BAAC Mobile จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของลูกค้า ธ.ก.ส. ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทุเรียนแปลงใหญ่ท่ากุ่ม-เนินทราย ที่ผลิตทุเรียนหมอนทองหรือทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด ของดีจังหวัดตราด ที่มีการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้ผลทุเรียนที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ตรงตามความต้องการของตลาด และผู้บริโภคที่ได้รับการจดทะเบียน GI อันเป็นการแสดงถึงผลผลิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ที่สามารถเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ต้นฤดูและส่งจำหน่ายสู่ตลาดในประเทศ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านธรรมชาติล่าง ที่รวมกลุ่มกันจัดตั้งชุมชนท่องเที่ยวเพื่อร่วมแก้ปัญหาขยะในพื้นที่ มีการใช้วัสดุเหลือใช้ เช่น ใบไม้ สมุนไพร และวัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในชุมชน มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แปรเปลี่ยนเป็นรายได้ ด้วยการผลิตเป็นผ้า 3 ป่า โดยใช้แนวคิด จากภูผาสู่มหานที เนื่องจากใช้สีจากดอกไม้ใบหญ้าและพืชพรรณไม้ในชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ป่า 3 ชนิด มาย้อมสีผ้าได้แก่ ป่าชุมชน ป่าชายเลนและป่าสมุนไพร ทำให้ผ้า 3 ป่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงของชุมชน     ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และวิสาหกิจชุมชนอาหารทะเลแปรรูปเชื่อมโยงการท่องเที่ยว กลุ่มชาวประมงที่ดำเนินธุรกิจโฮมสเตย์ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสประสบการณ์วิถีชาวประมง โดยมีการนำวัตถุดิบในพื้นที่ที่หาได้มาประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารทะเลแห้ง ทะเลแดดเดียว หรือทะเลแช่แข็ง เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนความรู้ในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การแปรรูป และการตลาด ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนาและต่อยอดการดำเนินงาน รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนและต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. ในพื้นที่ให้การต้อนรับ ระหว่างวันที่ 20 - 21 พฤษภาคม 2567    

26 May 2024

...

EXIM BANK ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2567 ส่งสัญญาณฟื้นตัว เครื่องยนต์สำคัญขยายตัวพร้อมกันในรอบ 6 ปี ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน การท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งออกซึ่งมีโอกาสขยายตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ในบ้าน อุปกรณ์ Gadgets และสินค้ารักษ์โลก ที่มีมูลค่าเพิ่มและผู้บริโภคทั่วโลกยินดีจับจ่าย EXIM BANK ในฐานะ Green Development Bank เสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเงิน (Greenovation) เป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับ Suppliers ผู้ผลิต และผู้ซื้อ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอด Supply Chain การส่งออกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศและสังคมคาร์บอนต่ำ   ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2-3% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญกลับมาขยายตัวพร้อมกันในรอบ 6 ปี ได้แก่ การบริโภคและการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การท่องเที่ยว ตลอดจนเครื่องยนต์สำคัญอย่างการส่งออกซึ่งหดตัวในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มขยายตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวช้าของภาคการผลิต และหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทั้งนี้ เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกและการค้าโลกในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัว 3.2% และ 2.8% ตามลำดับ ราคาน้ำมันโลกและราคาโภคภัณฑ์ต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าส่งออกปรับตัวสูงขึ้นตาม กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดโลก โดยยกระดับคุณภาพและมูลค่าสินค้าเพื่อเจาะตลาดที่มีความต้องการสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ในบ้าน อุปกรณ์ Gadgets และสินค้ารักษ์โลก ขณะเดียวกันต้องติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมในการส่งออกไปตลาดสำคัญของโลก เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (EU) จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งคิดเป็น 51% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทยในปี 2566 ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ในปี 2564 สัดส่วนการส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของไทยอยู่ที่ 7.6% ของมูลค่าส่งออกรวม ต่ำกว่าหลายประเทศ อาทิ เยอรมนี (15.4%) ญี่ปุ่น (15%) จีน (10.4%) และเกาหลีใต้ (10.2%) EXIM BANK จึงได้พัฒนา Greenovation ที่มุ่งยกระดับสินค้าส่งออกของไทยเป็นสินค้ารักษ์โลกหรือ Green Products ควบคู่กับการสร้าง Green Export Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยมลภาวะ บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ และการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น นับเป็นธนาคารแรก ๆ (Lead Bank) ที่มี Solution ทางการเงินช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ครบทุก Scope ทั้ง 1-2-3 กล่าวคือ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้สะอาดขึ้น การใช้พลังงานหมุนเวียน และการช่วยให้ Suppliers ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย EXIM BANK สนับสนุนสินเชื่อให้แก่ Green Export Supply Chain  อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นที่ 3.85% ต่อปี ให้แก่ Suppliers และผู้ซื้อปลายทางของผู้ประกอบการตลอด Supply Chain ที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำได้ โดยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ (Sponsors) ได้รับ สำหรับผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในเดือนมกราคม-มีนาคม 2567 EXIM BANK สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและขยายการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับธุรกิจไทยให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน • สนับสนุนธุรกิจไทยสู่เวทีโลก : มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อใหม่ 5,853 ล้านบาท มีสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพัน 174,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,474 ล้านบาท หรือ 7.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   • ส่งต่อความยั่งยืนเพื่อสังคม : มีสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันที่เป็น ESG 67,310 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 38.64% ของยอดทั้งหมด และเพิ่มขึ้นถึง 55.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็น SMEs จำนวน 12,475 ล้านบาท • สร้างโอกาสการลงทุน : มีสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันเพื่อการลงทุน 127,516 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันในโครงการระหว่างประเทศทั้งสิ้น 50,210 ล้านบาท เมื่อจำแนกเป็นรายตลาดที่สำคัญ EXIM BANK สนับสนุนธุรกิจไทยให้ขยายไปกลุ่มประเทศ CLMV และ New Frontiers ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันในกลุ่ม CLMV และ New Frontiers จำนวน 43,257 ล้านบาท • เสริมเกราะป้องกันความเสี่ยง : EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจบริการประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 54,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 EXIM BANK มีจำนวนลูกค้า 5,607 ราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้า SMEs มากถึง 81.15% นอกจากนี้ EXIM BANK ยังสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ผ่านการบ่มเพาะ/ให้ความรู้ จับคู่ทางธุรกิจ และให้คำปรึกษาทางการเงิน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 EXIM BANK ได้ส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการสะสมประมาณ 19,840 ราย ขณะเดียวกัน EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จำนวน 8,600 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 เท่ากับ 4.99% และมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 15,972 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) 185.72% ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 EXIM BANK มีกำไรจากการดำเนินงาน 805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 132 ล้านบาท “ปี 2567 EXIM BANK เดินหน้า Go the Extra Mile ชูบทบาท Green Development Bank สร้าง Greenovationช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยทุกขนาดธุรกิจใน Green Export Supply Chain ให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษโดยอ้างอิงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ พัฒนาสินค้ารักษ์โลกของไทยสู่ตลาดโลก เร่งเครื่องภาคส่งออกของไทยขยายตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาลปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate เทียบเท่า MRR รวม 0.40% ต่อปีนับแต่ต้นปีนี้ เหลือ 6.35% ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่ต่ำที่สุดในระบบธนาคาร ช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs อีกทั้งยังพัฒนา Greenovation อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับชุมชน ประเทศชาติ และโลกโดยรวม” ดร.รักษ์ กล่าว               

18 May 2024

SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามความร่วมมือการสนับสนุนโครงการ KKU Volleyball Academy กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 นำโดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเสรณี (กลาง) นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ. นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล (ที่ 3 จากขวา) อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ. เพียรศักดิ์ ภักดี รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ และ รศ. ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนจำนวน 1.5 ล้านบาท เพื่อมุ่งส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน-นักศึกษาหญิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความชื่นชอบและมีความสามารถด้านกีฬาวอลเลย์บอล ให้มีโอกาสฝึกซ้อมกีฬาด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการกีฬาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะ และเพิ่มขีดศักยภาพให้สูงขึ้นจนสามารถต่อยอดก้าวสู่การเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพทั้งในระดับชาติและระดับโลกในอนาคต   ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพันธกิจของเอไอเอในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมไทย ตลอดจนสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยมีนายกฤช ธีรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต ภูมิภาค 4 และนายนครินทร์ ทองเฟื่อง ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เขต 15 เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามฯ ณ ห้องรับขวัญ โรงแรมบายาสิตา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา    

17 Jun 2024


...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank คว้ารางวัล Money & Banking Awards 2024 ประเภท “ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีแห่งปี 2567” (Best Service Provider of the Year 2024 – SME Loan) จากวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ สวนดุสิตโพล ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าชมงาน “มหกรรมการเงิน Money Expo” ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2566-2567 รวม 7 งาน ซึ่งมีสถาบันการเงินต่าง ๆ มาออกบูธให้บริการสินเชื่อเอสเอ็มอีในงานจำนวนมาก โดย SME D Bank ได้รับผลสำรวจเป็นอันดับหนึ่งของการเป็นธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเหมาะสมครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ และตรงความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับเจ้าหน้าที่มอบบริการอย่างดีเยี่ยม ให้ข้อมูลครบถ้วน ดูแลอย่างใกล้ชิด จนสามารถพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างความประทับใจ และช่วยยกระดับพัฒนาธุรกิจ เดินหน้าสู่ความสำเร็จ

17 Jun 2024

...

พัชรา ทวีชัยวัฒนะ (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้า บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดตัวแคมเปญ Get Fit challenge ชวนคนไทยร่วมภารกิจออกกำลัง 90 วัน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Healthy Living ร่วมกับ ซุนโต้ (Suunto) โดย สุขพงศ์ สหัสนันท์ (ซ้าย)  ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์ซุนโต้ และ แอ็บโซลูท บูทีค ฟิตเนส สตูดิโอ โดย วิภาวดี โหง้วเส็ง (ขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ตัวแทนจาก แอ็บโซลูท บูทีค ฟิตเนส สตูดิโอ จัดเต็มกิจกรรม ด้านสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกาย แนวคาร์ดิโอ โยคะ พิลาทิส และการปั่นจักรยาน เวิร์คช้อป และชาเล้นจ์ภารกิจชิงรางวัล หวังเป็นกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดี เพิ่มความฟิต พร้อมรับทุกเกมพลิกของชีวิต ณ อาคารเพลินจิตทาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม GET FIT สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://allianzth.co/Get-Fit  

17 Jun 2024

...

รายงานข่าวจากธนาคารออมสินแจ้งว่า ตามที่มีการเผยแพร่จดหมายปลอม แอบอ้างใช้โลโก้ และชื่อธนาคาร ส่งไปยังลูกค้าโดยระบุว่า ผู้กู้มีวงเงินที่ขอสินเชื่อค่อนข้างสูง อีกทั้งไม่เคยมีประวัติในการชำระกับทางธนาคาร และอ้างว่าข้อมูลผู้กู้เข้าข่ายบุคคลต้องสงสัย จึงต้องการให้ทำการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ธนาคารขอยืนยันว่า “ไม่มีนโยบายอนุมัติสินเชื่อผ่านการสแกนใบหน้า , SMS หรือ LINE และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ระบุในจดหมายแอบอ้างดังกล่าว รวมถึงไม่มีนโยบายให้พนักงานโทรศัพท์สอบถามข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขที่สมุดบัญชีเงินฝาก เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน รหัสผ่าน MyMo หรือแม้แต่รหัส ATM รหัสผ่าน OTP รวมถึงการขอให้มอบอำนาจทำธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์ LINE หรือ Social Media ทุกกรณี” โดยขณะนี้ ธนาคารอยู่ในระหว่างการติดตามสถานการณ์ และดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างและกระทำการข้างต้น ธนาคารออมสิน จึงขอแจ้งเตือนลูกค้าและประชาชน ที่ได้รับจดหมายในลักษณะดังกล่าวนี้ หรือได้รับการติดต่อจากบุคคลที่แอบอ้างเป็นพนักงานของธนาคาร อย่าหลงเชื่อให้ข้อมูล ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารออมสิน อาทิ เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th , แอปพลิเคชัน MyMo , Social Media ช่องทาง GSB Society , GSB NOW หากผู้ใดพบเห็นพฤติกรรมเป็นที่น่าสงสัย เข้าข่ายแอบอ้างหรือทุจริตหลอกลวง ให้รีบแจ้งธนาคารที่ GSB Contact Center 1115 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ทันที      

12 Jun 2024

...

ดร.สมพร  สืบถวิลกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านการมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ในพิธีมอบโล่รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นและโล่เกียรติยศสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) ของสถาบันพระปกเกล้า ประจำปี 2567 ณ ห้องบอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตริช คอนเวนชั่น  

11 Jun 2024

...

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย ซึ่งมีการจัดแสดงโบราณวัตถุในยุคสมัยต่างๆ มากกว่า 1,000 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคล้านนา และยุคสุโขทัย เครื่องประดับสถาปัตยกรรม เครื่องมือเครื่องใช้ยุคสำริด ประติมากรรมหินแกะสลัก และลูกชั่ง โดยมีนายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ โอกาสนี้ นายชัย โสภณพนิช ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567     ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย ชั้น 32 เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับโบราณวัตถุของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เข้าชมได้ตระหนักถึงคุณค่าของโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การสืบสานและรักษาไว้ให้ยั่งยืน

11 Jun 2024

...

มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และ เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมด้วย โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ร่วมสร้างโอกาสในการมองเห็น ให้แก่ผู้สูงอายุบ้านพักคนชราบุรีรัมย์ กรมกิจการผู้สูงอายุในโครงการ “แสงแก้ว” การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงอายุที่ขาดแคลน มุ่งเน้นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุข สร้างโอกาสในการมองเห็นให้แก่ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา  ขานรับนโยบายการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (ESG) นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้มและโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว  พร้อมด้วยศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบุรีรัมย์ กรมกิจการผู้สูงอายุ  สานต่อโครงการ “แสงแก้ว”  การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงอายุที่ขาดแคลน  โดยดำเนินการเชิงรุกคัดกรองผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราบ้านบุรีรัมย์    ที่มีการมองเห็นเลือนลางและมีความเสี่ยงของดวงตาจากโรคต้อกระจก ให้เข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม โดยทีมจักษุแพทย์โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นโรงพยาบาลที่ได้ผ่านการรับรองคุณภาพขั้นมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรคต้อกระจก จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)   ซึ่งครั้งนี้เป็นการทำงานหน่วยผ่าตัดเคลื่อนที่เชิงรุก  เพื่อการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงสิทธิบริการสาธารณสุข เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง     สำหรับโครงการ “แสงแก้ว” การผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงอายุที่ขาดแคลน จุดมุ่งหมายตลอดระยะ 8 ปีของการดำเนินโครงการ เพื่อมอบการมองเห็นและมอบความสุขให้แก่ผู้สูงอายุโดยเฉพาะปัญหาเรื่องดวงตา ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดูแลตนเอง ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่ใช้ป้องกันและรักษาต้อกระจกให้หายได้ แต่การรักษาต้อกระจกทำได้โดยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปทดแทน โดยเลนส์แก้วตาเทียมเป็นวัสดุที่สามารถใช้งานได้เป็นการถาวรไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งมีความปลอดภัยสูง  “โครงการแสงแก้ว เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกด้าน พร้อมให้ความสำคัญต่อการก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและแผนปฏิบัติงานของมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งรอยยิ้ม มุ่งสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพให้ผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสิทธิการรักษาแบบเร่งด่วน  โดยบริษัทฯ และมูลนิธิฯ ยังคงร่วมสร้างคุณภาพของสังคมไทยในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพของสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป” นายสาระกล่าวสรุป.    

11 Jun 2024

BUSINESS - MARKETING / ธุรกิจ - การตลาด - ขายตรง - SME

...

  บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR นำโดย นายกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ เป็นตัวแทนชาวเงินติดล้อต้อนรับคณะผู้บริหารและพนักงานจาก บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) จำนวน 34 ท่าน ร่วมกิจกรรม TIDLOR Culture Wow เพื่อบอกเล่า แนะนำ และแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการทำงานของฝ่ายต่างๆ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ Work Smart อีกทั้งยังมีช่วงถาม-ตอบ (Q&A) อย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารและทีม Culture Gangster เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไปยังองค์กรต่างๆ ให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.เงินติดล้อ อาคารอารีย์ ฮิลล์ เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้หลักสูตร TIDLOR Culture Wow และ TIDLOR Culture Camp ภายใต้โครงการ TIDLOR Academy จัดขึ้นสำหรับบุคคลและบริษัทภายนอกที่สนใจการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผ่านแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับเงินติดล้อ เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์กชอปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990  

01 Jun 2024


...

  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยนายชยงการ ภมรมาศ ประธานกรรมการบริหาร นายประสิชฌ์ วีระศิลป์ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ และนายพิชิต มิทราวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ นำทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เดินหน้าโครงการ “มหกรรมปูพรมแก้หนี้เพื่อเอสเอ็มอีไทย” ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับโอกาสธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งอย่างยั่งยืน  โดยโครงการดังกล่าว  SME D Bank กระจายจัดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง    ซึ่งครั้งนี้ จัดระหว่างวันที่ 23-24 พ.ค. 67 ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank อาคาร SME Bank Tower เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2567     สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมฯ จะได้รับสิทธิพิเศษ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด เหลือในระดับไม่เกิน MLR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 7.50% ต่อปี) 2. ลดค่างวดเหลือชำระตามความสามารถเท่าที่ผ่อนไหว และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคาร หรือปิดบัญชี ลดดอกเบี้ยค้างให้ทั้งหมด 100% รวมทั้ง ยังได้รับสิทธิ์ “เติมทุนคู่พัฒนา” พาเข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยพิเศษ และเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” (dx.smebank.co.th) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357    

26 May 2024

...

เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง (บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด) และ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการนำนวัตกรรมของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ผสานกับความเป็นผู้นำภาคการเงินเพื่อความยั่งยืนของกรุงศรี เร่งดำเนินการสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Green House Gas Emissions) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือระหว่างสององค์กรในครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะศึกษา พัฒนา สรรหา และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero Building Materials ของวัสดุก่อสร้าง และโซลูชันต่างๆ ตลอดจน Construction Platform ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ทั้งในแง่ของการ Decarbonization ของวัสดุก่อสร้าง และการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็น Carbon Sink Based Product ตลอดจนการพัฒนาระบบการก่อสร้างที่จะทำให้มี Carbon Footprint ในองค์รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะได้นำผลของการดำเนินการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการให้ครบทั้ง Ecosystem เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับการอยู่อาศัยของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น   นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง กล่าวว่า “สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ ESG ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีโดยตรง ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิงมุ่งเสาะหา และพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ โซลูชันการอยู่อาศัยที่ทำให้เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของโครงการลดการใช้พลังงาน รวมถึงกระบวนการก่อสร้างทางเลือกที่ทำให้การก่อสร้างในอนาคตลดการปล่อยคาร์บอนได้มากขึ้น” “การลงนามในวันนี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ กรุงศรี ในการใช้จุดแข็งของทั้ง 2 ธุรกิจมาพัฒนาต่อยอดสู่เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นพันธกิจของสังคมโลก เราหวังว่าแผนงานสำคัญที่ได้จากโครงการนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ ยกระดับศาสตร์การใช้วัสดุก่อสร้างเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น และสนับสนุนให้เกิดการผลิตวัสดุคาร์บอนต่ำมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการผลักดันให้เกิดนโยบาย หรือแผนงานที่มุ่งสู่ความเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญเพื่อโลกที่ยั่งยืนให้กับหลายๆ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ต่อไปในอนาคต” นายวิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย ด้านนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของกรุงศรีสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย กรุงศรี ยินดีอย่างยิ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมกระบวนการสร้างสรรค์โซลูชันรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างชัดเจนและยั่งยืน” “กรุงศรีในฐานะผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ESG Finance) จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสภาวะวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองบริษัทให้คำแนะนำแบบครบวงจรเกี่ยวกับโซลูชันด้านการก่อสร้างและการเงินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับบุคคลทั่วไป และผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจ การสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ผ่านเครือข่าย MUFG เพื่อขยายโอกาสในการทำธุรกิจ และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ รวมไปถึงการร่วมแสวงหาโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน เพื่อช่วยสนับสนุนความสำเร็จในการลดการปล่อยคาร์บอนทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป”

14 May 2024

...

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” ผู้ให้บริการหนังสือและสื่อความรู้ทั่วประเทศไทย นำโดย นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ เปิดตัวสาขาใหม่รูปแบบ STAND ALONE ในภาคตะวันออก “ซีเอ็ด สาขาตราด” เพื่อเป็นแหล่งความรู้ของชาวตราด และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้แก่สถานศึกษา โรงพยาบาล และหน่วยงานราชการ จังหวัดตราด จำนวนรวมทั้งสิ้น 10 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสรพงษ์ ขันทอง รองนายกเทศมนตรีเมืองตราด ทพญ.วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด นพ.วินัย บรรจงการ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลตราด นายวรรณวิจักษณ์ กุศล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดตราด นายจิรพงค์ ร่มเงิน ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคตราด นายปรีดี โสโป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด ดร.พิจิตร พรหมจารีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด เขต1 ร่วมมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้แก่สถานศึกษา และองค์กรในท้องถิ่น จังหวัดตราดในครั้งนี้อีกด้วย     ซีเอ็ดเอาใจชาวตราดในโอกาสเฉลิมฉลองเปิดร้านใหม่ เพียงแวะ CHECK-IN ที่ร้านซีเอ็ด สาขาตราด รับหนังสือฟรีท่านละ 1 เล่ม พร้อมด้วยโปรโมชั่นช้อปสินค้าครบ 300 บาทขึ้นไป รับฟรี! บัตรสมาชิก SE-ED x SESAME STREET คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยโปรโมชั่น ซื้อครบรับฟรี! ของพรีเมียมสุดชิค     ร้านหนังสือซีเอ็ด สาขาตราด ตั้งอยู่เลขที่ 75-77 ถนนตัดใหม่ ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 23000 ติดกับห้างทองสมประสงค์ เยื้องกับตลาดสดเทศบาล เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. 039-510-915

27 Apr 2024

...

นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม  ผู้บริหารสูงสุด – สายงานสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเป็นช่วงของเทศกาลวันหยุดยาว และใกล้เปิดเทอม ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจมีความต้องการเงินสดเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น     เคทีซีจึงได้จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้สมัครขอสินเชื่อบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” และได้รับการอนุมัติระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2567 – 31 สิงหาคม 2567 จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 19.99% ต่อปี สำหรับเงินกู้ก้อนแรกที่โอนเข้าบัญชี 50,000 บาทขึ้นไป และเลือกผ่อนชำระรายเดือน (ตั้งแต่ 12 เดือนถึง 60 เดือน) สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” จะต้องมีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเป็นพนักงานประจำของบริษัทเอกชน หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีรายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาทต่อเดือน โดยสามารถสมัครสมาชิกสินเชื่อบัตรกดเงิน “เคทีซี พราว” ได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” และธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิก https://ktc.today/KTC-PROUD  ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว”    “บัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” โดดเด่นด้วยฟังก์ชันครบทั้งรูด-โอน-กด-ผ่อน โดยสามารถช้อปออนไลน์ได้ทุกร้านค้า ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งสามารถโอนเงินเรียลไทม์ผ่านแอปฯ “KTC Mobile” เข้าบัญชีธนาคารได้ถึง 13 ธนาคาร และกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงิน  นอกจากนี้ยังใช้ผ่อนสินค้า 0% ได้นานสูงสุดถึง 24 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ”  

21 Apr 2024

...

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ซูเลียน (Zhulian) ผู้ดำเนินธุรกิจตลาดเครือข่าย (Multi-Level Marketing) ประกาศจุดยืนความตั้งใจเป็นที่หนึ่งธุรกิจตลาดเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นไปได้มากที่สุด วางทิศทางการทำงานปี 2024 ปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ให้ผู้จัดจำหน่ายของซูเลียน บรรลุถึงผลสำเร็จ สามารถขยายเครือข่ายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว มีรากฐานที่มั่นคง พร้อมมุ่งรักษาคุณภาพสินค้า และพัฒนาสินค้าใหม่ตอบโจทย์สุขภาพ เดินหน้าสร้างฐานสมาชิกใหม่เสริมเทคโนโลยี นำช่องทางการขาย “Zhulian Shopping Online”เชื่อมต่อการทำธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อยกระดับชีวิตที่มีคุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจให้ก้าวอย่างไม่หยุดยั้ง ก้าวสู่ปีที่ 27 พร้อมการเติบโตอย่างยั่งยืน   ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจตลาดเครือข่าย (Multi-Level Marketing) ของ ‘ซูเลียน’ ว่า เกิดจากความตั้งใจในการเสริมสร้างสังคมให้มีสุขภาพแข็งแรง ด้วยสินค้าดี มีคุณภาพ และตอบโจทย์กับชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ทั้งยังมุ่งมั่นสร้างโอกาสสร้างงาน และกระจายรายได้ผ่านการจัดจำหน่ายสินค้าโดยผู้จัดจำหน่ายซูเลียน ปัจจุบัน ซูเลียนประสบความสำเร็จจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจขายตรง ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 5 ล้านรหัส และตัวแทนจำหน่ายร่วม 100 กว่าแห่งทั่วประเทศ   “ตลอดระยะเวลาการทำงานเข้าสู่ปีที่ 27 นี้ บุคลากรของซูเลียนทุกคนดำเนินงานภายใต้คำขวัญเดียวกัน นั่นคือ ‘ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม’ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า เราให้ความสำคัญ และจริงใจต่อทุกผลิตภัณฑ์ มีการคัดสรร สรรพคุณอันเป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสุขภาพที่ดีที่สุดภายใต้เครื่องหมายการค้าซูเลียน”   ดร.ปิยะวัฒน์  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในปัจจุบัน ซูเลียนมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤติโควิด ขณะนี้บริษัทมียอดขายโดยรวมอยู่ที่กว่า 4 พันล้านบาทต่อปี  และคาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  โดยซูเลียนได้ขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว , กัมพูชา และเมียนมาร์   ซึ่ง นายณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวสนับสนุนหลักคิดดังกล่าวว่า ซูเลียนวางทิศทางการทำธุรกิจในปี 2024 ไว้หลายด้าน ประการแรกเรายังมุ่งรักษาคุณภาพสินค้าด้วยมาตรฐานระดับสูง ไปพร้อมกับการพัฒนาสินค้าใหม่ อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Product) จากส่วนประกอบธรรมชาติ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้คนในปัจจุบันควบคู่กับสินค้าที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มบ้านและที่อยู่อาศัย (Home Care), ผลิตภัณฑ์เพื่อร่างกาย (Personal Care), เข็มขัด M-belt ส่วนในด้านการสนับสนุนผู้จัดจำหน่ายซูเลียน ยังคงรักษาระบบการสร้างคุณค่าด้วยมูลค่าจากผลลัพธ์ของการทำงาน โดยมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อสรรสร้างผู้จัดจำหน่ายที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น มีการจัดฝึกอบรมในด้านทักษะการเป็นผู้นำ เพื่อยกระดับชีวิตที่มีคุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจให้ก้าวอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้ และโอกาสทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปอย่างยุติธรรม การันตีได้ว่าการเป็นผู้จัดจำหน่ายของซูเลียน คือโอกาสทางธุรกิจที่ให้หลักประกันความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว   “ซูเลียนมีการวางรากฐานระบบเครือข่ายที่แข็งแกร่งมาร่วม 2 ทศวรรษ ด้วยการกระจายความมั่นคงผ่านฐานผู้บริโภคที่มีตัวตนจริงในพื้นที่ดูแลของเอเจนซี่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน เราได้ให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในปัจจุบันเช่นกัน โดยมีโจทย์เพิ่มฐานนักธุรกิจรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อการเติบโตในอนาคต เป้าหมายที่เราวางไว้ มีทั้งสิทธิในการส่งต่อธุรกิจไปยังรุ่นลูก รวมถึงมีการปรับภาพลักษณ์ การลงทุนใหม่ ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กร เช่น ลงทุนพัฒนาคนผ่านการอบรมทางวิชาชีพ การเสริมประสิทธิภาพระบบจัดส่งสินค้าที่ทันสมัย “หรือแม้แต่การนำเครื่องมือออนไลน์มาใช้ขับเคลื่อนให้นักธุรกิจทำงานง่ายและเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y เปลี่ยนมุมมองว่างานขายตรงเป็นอีกแขนงอาชีพที่มีคุณค่า และช่วยให้ประสบความสำเร็จได้จริง” นายณัฐชานนท์ กล่าว   ซึ่งด้านของ นางสาวอรวรางค์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า ปัจจุบัน ซูเลียน ได้พัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายทางออนไลน์ หรือ ‘Zhulian shopping Online’ เพื่อรองรับกับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ทำให้นักธุรกิจของเราสามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดาย สะดวกสบาย ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยการจัดส่งที่ได้มาตรฐาน และยังเป็นโครงสร้างสำคัญที่ต่อยอดความมั่นคงของบริษัทฯ ให้พร้อมกับการทำตลาดในปี 2024 นี้ ผ่านเทรนด์การเชื่อมต่อธุรกิจแบบออฟไลน์และออนไลน์ “วิธีคิดของซูเลียนคือมองเป้าหมายว่าจะผลักดันองค์กรอย่างไร ให้การขายตรงสามารถเดินหน้าสอดคล้องไปกับโลกในยุคใหม่ เราจึงมีทั้งการประยุกต์นำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถให้นักธุรกิจใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่ว เพื่อโอกาส และประโยชน์สูงสุดของการทำงาน ก็คือเทคโนโลยีจะเข้าไปแทรกในหลาย ๆ กระบวนการทำงานของนักธุรกิจ สั่งของได้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น วางแผนง่ายขึ้น แต่การขายไปถึงมือของ End-user จะยังเป็นลักษณะของการเผชิญหน้าเพื่อให้คำแนะนำ-บอกข้อดีของสินค้าโดยตรงอยู่เช่นเดิม”     ทั้งนี้ ปัจจุบันภาพรวมของ ซูเลียน (ประเทศไทย) ยังคงมีการเติบโตในตลาดขายตรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบบชงดื่มเพื่อสุขภาพ ‘คอฟฟี่พลัส กาแฟผสมโสม’ สินค้าอันดับ 1 ของบริษัทฯ ที่มียอดขายมากกว่า 10 ล้านซองต่อปี และมียอดขายผลิตภัณฑ์รวม 2,000 ล้านบาทต่อปี มีการเดินหน้าขยายการเติบโตครอบคลุมในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรองรับการเติบโตเป็นเครือข่ายที่สร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นไปได้มากที่สุด   เพื่อสร้างสินค้าและสังคมที่มีคุณภาพ พร้อมสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ทรงคุณค่าและดำรงอยู่ตลอดไป ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ  

12 Mar 2024

...

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ดังนั้น SME D Bank  พร้อมเคียงข้างสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย คว้าโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง โดยร่วมกับ บริษัท ไบรท์สกาย เอวิเอชั่น จำกัด หรือ “Sky Vibe”  ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์บนเครื่องบินและจัดจำหน่ายสินค้าบนเครื่องบิน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยนำสินค้าวางจำหน่ายบนสายการบิน “ไทยเวียตเจ็ท แอร์” ในเส้นทางบินระหว่างประเทศ จากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิสู่ประเทศจีน รวม 9 เส้นทาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวจีน และต่างชาติ  ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มรายได้ ขยายตลาด คว้ากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และยังเป็นการขยายการรับรู้ Soft Power ไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยด้วย      ทั้งนี้ SME D Bank จะส่งเสริมมอบความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าขายบนสายการบิน “ไทยเวียตเจ็ท แอร์”  ด้วยการจัดสัมมนาโครงการ “ติดปีกสินค้า SMEs ไทย สู่การขายบนสายการบิน” ในวันอังคารที่ 5 มีนาคม 2567 เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องประชุมแก้ววิเชียร ชั้น 11 อาคาร SME Bank Tower สำนักงานใหญ่ SME D Bank เช่น แนะนำขั้นตอนการนำสินค้าจำหน่ายบนสายการบิน เทคนิคการทำตลาดโดยใช้ AI ผ่าน Chat GPT และ Google Bard  รวมถึง การเตรียมพร้อมเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจเข้างานโครงการ หรือใช้บริการด้านการพัฒนายกระดับกิจการ สามารถดูรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ และสมัครแจ้งความประสงค์ได้ที่แพลตฟอร์ม DX (dx.smebank.co.th) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357  

29 Feb 2024

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงินต่าง ๆ รวม 13 แห่ง ซึ่งนายสุจินดา สุขุม ผู้ช่วยเลขาธิการกลุ่มงานบริหาร เป็นตัวแทน กบข. เข้าร่วมในครั้งนี้ โดยมีพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนาม ณ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ในปี 2567 กบข. พร้อมให้การสนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ด้วยการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ให้ข้าราชการครูใส่ใจการออมและการวางแผนทางการเงิน เผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวกับแผนการส่งเสริมการออมและการลงทุน ให้คำปรึกษาแนะนำการบริหารจัดการทางการเงิน บูรณาการประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ  ในโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป โดยที่ผ่านมา กบข. ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ข้าราชการครูโดยเฉพาะ รวมถึงเปิดหลักสูตรออนไลน์ โดยมีเป้าหมายให้ข้าราชการครูมีความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน และสามารถนำไปวางแผนการเงินในชีวิตได้ จัดทำรายการ กบข.ใกล้ครู ที่มีเนื้อหาการเงินการลงทุน เหตุและสิทธิสมาชิก กบข. ที่ได้เผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์การศึกษาขั้นพื้นฐาน (OBEC Chanal) เป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง  

12 Jun 2024


...

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของโครงการบัตรเงินฝากสีเขียว (Green Certificate of Deposit) ซึ่งธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) มีแผนเสนอขายภายในปี 2567 เป็นครั้งแรก มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงประเทศชาติและโลกโดยรวม นับเป็นครั้งแรกของการพัฒนาผลิตภัณฑ์บัตรเงินฝากสีเขียวภายใต้ Sustainable Finance Framework ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลโดย DNV (Thailand) Co., Ltd. เพื่อระดมทุนไปใช้สนับสนุนธุรกิจการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยทั้งในและต่างประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต่างออกมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นถึงราว 18,000 มาตรการ เฉลี่ยปีละ 16% ในช่วงปี 2556-2565 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดส่งออกสำคัญของไทย อาทิ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 51% ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 2566 ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยยังส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจำนวนไม่มากนัก ในปี 2564 มีสัดส่วนอยู่ที่ 7.6% ของมูลค่าส่งออกรวม เทียบกับสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงในประเทศอื่น เช่น เยอรมนี 15.4% ญี่ปุ่น 15% จีน 10.4% และเกาหลีใต้ 10.2% จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวและปฏิบัติตาม เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดการค้าโลก ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต้องเร่งขยายบทบาทช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับปรับตัวดังกล่าว ซึ่งทั่วโลกยังต้องการการสนับสนุนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) อีกมาก จากข้อมูลพบว่า Climate Finance ของโลกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าตัวเลขประเมินความต้องการทางการเงินเพื่อป้องกัน Climate Change เฉลี่ย 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือต่ำกว่าอยู่ราว 6 เท่าตัว โดยความต้องการทางการเงินดังกล่าวเป็นการประเมินการลงทุนด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่า การลงทุนของโลกเพื่อป้องกัน Climate Change ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมาย ดร.เผ่าภูมิ กล่าวว่า โครงการบัตรเงินฝากสีเขียวของ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง นับเป็นการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวเพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ บรรลุเป้าหมายของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 โดยนับจากนี้ เราจะเริ่มเห็นความสำเร็จเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้นของการสร้าง Green Export Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นับตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาเงินทุน วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และส่งมอบสินค้า ตลอดจนโลจิสติกส์ที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวและยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น   ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมทางการเงินสีเขียว (Greenovation) ภายใต้บทบาท Green Development Bank เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน EXIM BANK มีแผนจะเสนอขายบัตรเงินฝากสีเขียวภายใต้ Sustainable Finance Framework ที่รับรองโดย DNV (Thailand) Co., Ltd. เป็นครั้งแรกในประเทศไทย วงเงินรวม 5,000 ล้านบาทภายในปี 2567 โดยเริ่มออกเสนอขายรุ่นแรกในเดือนเมษายนที่ผ่านมาจำนวน 1,300 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ ประกอบด้วย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปน.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค โลจิสติกส์ และที่สำคัญคือ Climate Finance ที่จะนำไปสู่การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจรายย่อยจากระดับชุมชนเชื่อมโยงกับ Supply Chain การส่งออกสู่ตลาดโลกได้ เงินที่ได้จากการออกบัตรเงินฝากสีเขียวในครั้งนี้ EXIM BANK จะนำไปใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจสีเขียว รวมถึงกิจการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิต ผ่านบริการต่างๆอาทิ EXIM Green Start, Solar D-Carbon Financing และ Green Guarantee เพื่อตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทั้ง Ecosystem มากที่สุด

11 Jun 2024

...

นางสาวปภากร รัตนเศรษฐ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าบทบาทธนาคารเพื่อสังคม บนเส้นทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจที่คำนึงถึงผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด (Green Finance) ซึ่งเป็นครั้งแรกของธุรกิจธนาคารที่มีการนำเอา ESG Score มาประกอบการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ โดยเริ่มต้นดำเนินการสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อพร้อมเงื่อนไขพิเศษลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับกิจการที่มีคะแนน ESG ดี มีการทำธุรกิจอย่างใส่ใจและคำนึงถึงสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่อด้วยการใช้ ESG Score แล้วกว่า 48,600 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีกิจการที่มีคะแนนดีเยี่ยม ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ คิดเป็นวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว และ Thailand Green Taxonomy ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เปลี่ยนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตามนโยบายของรัฐบาล     โดยล่าสุด ธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี จำนวน 4 ราย วงเงินรวม 7,850 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น และปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลตามมาตรฐานยูโร 5 ที่จะช่วยลดปัญหามลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นไปตามนโยบายสู่การเป็นโรงงานสีเขียว (Eco Factory) บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด วงเงิน 1,300 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการติดตั้งระบบ Solar ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Private PPA) มุ่งเน้นการจัดการพลังงานให้กับลูกค้าในเครือซีพีเป็นหลัก เป็นการยกระดับศักยภาพการแข่งขันและพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงลดการปล่อยคาร์บอน และสร้างโอกาสคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด      บริษัท เอ็นพีเอส โซลาร์ จำกัด วงเงิน 900 ล้านบาท ลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในสวนอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี สนับสนุนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียวแก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม และ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด วงเงิน 650 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินลงทุนในโครงการติดตั้งระบบโซลาร์ของบริษัท หรือบริษัทในเครือ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Private PPA) มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050  

28 May 2024

...

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เผยผลการดำเนินงาน 4 เดือนแรกของปี 2567 ปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วยเหลือคนไทยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ถึง 37,282 บัญชี คิดเป็นวงเงิน 47,784 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,716,015 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 1,808,118 ล้านบาท เงินฝากรวม 1,557,356 ล้านบาทหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 5.63% ของยอดสินเชื่อรวม คาดว่าสิ้นปี 2567 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 242,544 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้น และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรสร้างความแข็งแกร่งของระบบ Ecosystem เพื่อพัฒนาองค์กรมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า  ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย ณ วันที่ 30 เมษายน 2567 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 37,282 บัญชี คิดเป็นวงเงิน  47,784 ล้านบาท หรือ  20% ของเป้าหมาย ในปี 2567 ที่ตั้งไว้ 242,544 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับลูกค้าที่ต้องการวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางถึง 24,476 ราย โดยมีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,716,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.14% เมื่อเทียบ ณ สิ้นปี 2566 สินทรัพย์รวม 1,808,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26% เงินฝากรวม 1,557,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.08% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 5.63% ของยอดสินเชื่อรวม โดยมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ จำนวน 153,182 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL สูงถึง 158.55% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ระดับแข็งแกร่งที่ 15.30% สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.5%  “ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วง 4 เดือนแรกได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวประกอบกับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ในการลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01%  และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% เหลือ 0.01% รวมถึงการจัดทำผลิตภัณฑ์ 9,523  ล้านบาท  (2) สินเชื่อบ้าน Happy Life มียอดนิติกรรมสูงถึง 7,607  ล้านบาท และ (3) โครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2567 สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคาร ทำให้ลูกค้าตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีลูกค้าเลือกใช้บริการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) สินเชื่อบ้านลูกค้าสวัสดิการ ธอส. มียอดนิติกรรมสูงถึง  4,101 ล้านบาท ดังนั้น จึงคาดว่าสิ้นปี 2567 ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าหมาย 242,544 ล้านบาท” นายกมลภพ กล่าว   ขณะเดียวกันธนาคารได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการสนับสนุนคนไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ขาดโอกาสในด้านต่าง ๆ ให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้น ด้วยการจัดทำสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่อง อาทิ สินเชื่อบ้าน Happy Home สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5 ปีแรก เท่ากับ 3.00%  ต่อปี ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้ารับรหัสเข้าร่วมโครงการ ผ่าน Mobile Application : GHB ALL GEN แล้ว จำนวน 11,923 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 21,461 ล้านบาท และได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 4,741 ล้านบาท, สินเชื่อบ้าน Happy Life สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคาตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 คงที่ เท่ากับ 1.95% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 2.98%) โดยธนาคารได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อแล้ว 10,250 ล้านบาท, สินเชื่อบ้าน Mild Home สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีราคามากกว่า 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรกเพียง 1.90% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 2.90%) มีลูกค้าได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 710 ล้านบาท, โครงการสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ อาทิ โครงการสินเชื่อ Senior Home 2U ปี 2567 สำหรับการซื้อ ที่อยู่อาศัยจากผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 3.00% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 3.42%) และโครงการสินเชื่อ Senior Home 4U ปี 2567 สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อัตราดอกเบี้ยปีแรกเท่ากับ 2.90% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.30%) ขณะเดียวกัน ธอส. ยังให้ความสำคัญในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ให้ยังคงรักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป ด้วยการจัดทำมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน ปี 2567 ประกอบด้วย มาตรการ HD1 : สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1-3 จำนวน 1,000 บาท  อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี มาตรการ HD2 : สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1 - 3 คำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90% +100 บาท และ มาตรการ HD3 สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ NPL ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1 – 4 จำนวน 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี โดยปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการแล้ว จำนวน 25,798 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 29,966 ล้านบาท สำหรับในปี 2567 ธอส. ได้ขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรของธนาคาร เพื่อร่วมกันสร้างระบบ Ecosystem ตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร ในปี 2567 ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น อาทิ โครงการ Resale Home Ecosystem : การร่วมมือกับพันธมิตรในการขยายฐานสินเชื่อ มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าบ้านมือสอง, โครงการ Green Loan ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในการขยายฐานสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล และกระทรวงการคลังในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ โครงการสนับสนุนผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย และโครงการ สนับสนุนตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์กรมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน

26 May 2024

...

“ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” เลขาธิการ กบข. พร้อมขับเคลื่อนกองทุนให้มั่นคง หวังสร้างผลตอบแทนที่ดีให้สมาชิก เพื่อให้สมาชิกมี “Freedom for Living” เกษียณมีสุข ไร้ความกังวล ภารกิจแรกทบทวนความเพียงพอของเงินเกษียณ และศึกษาทางเลือกรับผลตอบแทน วางรากฐานการบริหารกองทุนให้มั่นคง   นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. ได้กำหนดแผนงานวางรากฐานการบริหารกองทุน ในการขับเคลื่อน กบข. ให้เป็นกองทุนที่มีความมั่นคง สร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระยะยาว มากกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2% ต่อปี และเพิ่มระดับความไว้วางใจของสมาชิกที่มีต่อ กบข. เพื่อให้สมาชิกมุ่งสู่การมี “Freedom for Living เกษียณมีสุข” โดยภารกิจแรกที่จะดำเนินงาน คือ การทบทวนความเพียงพอของเงิน ณ วันเกษียณ โดยเพิ่มตัวแปรหนี้สิน การมีอายุยืนยาวของคนไทย และระดับความเพียงพอของสมาชิกแต่ละกลุ่มอาชีพเข้ามาศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ระดับความเพียงพอมีค่าเป็นปัจจุบันมากที่สุด และนำผลศึกษามาปรับปรุงแผนการจัดสรรการลงทุนของ กบข.   ภารกิจที่สอง คือ การศึกษาเพิ่มทางเลือกในการรับผลตอบแทนรูปแบบอื่นให้กับสมาชิก โดยทางเลือกในการรับผลตอบแทนรูปแบบอื่นออกแบบสำหรับส่วนเพิ่มเงินออมที่สมาชิกเพิ่มเติมจากภาคบังคับ เนื่องจากความต้องการของสมาชิกในการออมเพิ่มนั้นอาจมีลักษณะผลตอบแทน อาทิ ต้องการรับเงินปันผลระหว่างทาง ต้องการทางเลือกในการออมเพิ่มเติม และอาจรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น สิทธิ์ในการใช้บริการ Retirement Home & Care เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ และอาจต้องมีการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ นอกจากนี้ เนื่องด้วยการเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรสูงวัย (Aging Society) จะมีส่วนในการปรับปรุงการลงทุนในอนาคตด้วย  สำหรับผลการดำเนินงานปี 2566 กบข. สามารถสร้างผลตอบแทนแผนหลักได้ 1.46% (หลังหักค่าใช้จ่าย) โดยได้รับผลดีจากการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในตราสารหลากหลายประเภท และการจัดการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด   ส่วนปี 2567 นี้ มีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นได้ทันการณ์ ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผลการเลือกตั้งและแนวนโยบายในหลายประเทศ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ และแนวนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา จะลดทอนความสามารถในการใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง เงินเฟ้อปรับตัวลดลงแบบชะลอตัวและยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของธนาคารกลาง ส่วนเศรษฐกิจไทย ยังต้องติดตามการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้มีความเชื่อมั่นในการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และการกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง โดยปีนี้มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปี 2566 ที่ผ่านมา    

26 May 2024

...

กบข. ลงนาม MOU ร่วมกับ องค์กรการลงทุนเพื่อบริหารทุนสำรองของบรูไนฯ หวังส่งเสริมการลงทุน โดยร่วมกันศึกษาโอกาสจัดตั้งข้อตกลงพันธมิตรการลงทุน ภายใต้กรอบร่วมมือ 2 ปี    สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลง (MOU) ในการริเริ่มสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนที่มีศักยภาพ ระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และองค์กรการลงทุนเพื่อบริหารทุนสำรองของบรูไนดารุสซาลาม (Brunei Investment Agency : BIA) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. และ BIA จะเป็นคู่ภาคี (Parties) ในการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดตั้งข้อตกลงพันธมิตรการลงทุน (Investment Partnership Agreement) ภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของทั้งคู่ภาคี โดยการศึกษาร่วมกันในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมที่มีความสนใจร่วมกัน ได้แก่ อาหารและการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว ธุรกิจด้านสุขภาพ ยา พลังงานทดแทน เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน มีเป้าหมายในการสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ และสร้างความร่วมมือที่มีศักยภาพอย่างแข็งแกร่ง เพื่อผลตอบแทนที่คาดหวัง (expected return)   “กบข. และ BIA มีเป้าหมายการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน คือ ต้องการส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของทั้ง 2 องค์กร ที่จะเกิดความร่วมมือและเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ เรามุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาโครงการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายร่วมกัน ขับเคลื่อนผลตอบแทนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในภูมิภาค” นายทรงพล กล่าว ทั้งนี้ MOU ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันนี้ (29 เม.ย. 67) มีระยะเวลา 2 ปี และจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2569 อนึ่ง กบข. และ BIA ได้ร่วมมือด้านการลงทุนมาแล้ว 2 ครั้ง คือ การร่วมจัดตั้งกองทุนไทยทวีทุน 1 และกองทุนไทยทวีทุน 2 รวมมูลค่าประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

05 May 2024

...

(เรียงจากซ้ายไปขวา)  1. นางสาวนวพร เรืองสกุล อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 1,  2. นายวิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 2, 3. นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 3, 4. นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข., 5. นายสมบัติ นราวุฒิชัย อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 4, 6. นายวิทัย รัตนากร อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 5 และ 7. นางศรีกัญญา ยาทิพย์ อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 6   นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  เปิดเผยว่า วันที่ 27 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 27 ปี การก่อตั้ง กบข. จึงได้จัดงานวันครบรอบการก่อตั้งขึ้น โดยมีนางสาวนวพร เรืองสกุล อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 1 นายวิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 2    นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 3 นายสมบัติ นราวุฒิชัย อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 4 นายวิทัย รัตนากร อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 5 และนางศรีกัญญา ยาทิพย์ อดีตเลขาธิการ กบข. คนที่ 6 มาร่วมอวยพร พร้อมพบปะพนักงาน กบข. โดย นายทรงพล กล่าวว่า มีความรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่อดีตเลขาธิการทุกท่านได้สละเวลามาร่วมอวยพร เนื่องในวันครบรอบการก่อตั้ง ซึ่งอดีตเลขาธิการทุกท่าน มีความตั้งใจและทุ่มเทในการช่วยผลักดันองค์กรให้ประสบความสำเร็จ การที่ตนได้เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ถือเป็นงานสำคัญ พร้อมสานต่อด้วยการให้ความสำคัญใน 3 ด้าน คือ สมาชิก ผู้มีส่วนได้เสีย และพนักงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้กองทุนไทยมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน “อดีตเลขาธิการทุกท่านต่างมีเจตจำนงที่ต้องการให้ กบข. เติบโตอย่างมั่นคง และพร้อมสนับสนุนทุกด้าน และการที่ทุกท่านได้มาแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ในสมัยที่รับตำแหน่ง ก็สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ กบข. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายทรงพล กล่าว   อนึ่ง กบข. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2540 ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 โดยมีหน้าที่นำเงินที่รับจากสมาชิกและส่วนราชการไปลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารฐานข้อมูลสมาชิก การจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุน การประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่สมาชิก รวมถึงการจ่ายเงินและผลประโยชน์คืนให้แก่สมาชิกเมื่อพ้นสมาชิกภาพ   ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 27 ปี กบข. จัดโครงการพิเศษเพื่อให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมยินดีในวันครบรอบ ด้วยการมอบสิทธิพิเสษส่วนลดเติมน้ำมันที่ปั๊มบางจาก มูลค่า 30 บาท และ ส่วนลดร้าน Dairy Queen มูลค่า 30 บาท รวมถึงจัดแคมเปญพิเศษ ให้สมาชิกนำ GPF Point จำนวน 27 Point มาแลกสิทธิพิเศษ โค้ดส่วนลด LINE Man มูลค่า 100 บาท โค้ดส่วนลดค่าน้ำมัน PT มูลค่า 100 บาท ส่วนลด MK มูลค่า 100 บาท  พร้อมขอให้สมาชิกติดตามแคมเปญสิทธิพิเศษได้ตลอดทั้งปี สมาชิกสามารถแลกสิทธิพิเศษ ผ่านทาง แอป กบข. My GPF Application และ LINE กบข. @GPFCommunity

31 Mar 2024

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank คว้ารางวัล Money & Banking Awards 2024 ประเภท “ธนาคารยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอีแห่งปี 2567” (Best Service Provider of the Year 2024 – SME Loan) จากวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ สวนดุสิตโพล ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าชมงาน “มหกรรมการเงิน Money Expo” ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ระหว่างปี 2566-2567 รวม 7 งาน ซึ่งมีสถาบันการเงินต่าง ๆ มาออกบูธให้บริการสินเชื่อเอสเอ็มอีในงานจำนวนมาก โดย SME D Bank ได้รับผลสำรวจเป็นอันดับหนึ่งของการเป็นธนาคารที่มีบริการยอดเยี่ยมด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเหมาะสมครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ และตรงความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับเจ้าหน้าที่มอบบริการอย่างดีเยี่ยม ให้ข้อมูลครบถ้วน ดูแลอย่างใกล้ชิด จนสามารถพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างความประทับใจ และช่วยยกระดับพัฒนาธุรกิจ เดินหน้าสู่ความสำเร็จ

17 Jun 2024

...

รายงานข่าวจากธนาคารออมสินแจ้งว่า ตามที่มีการเผยแพร่จดหมายปลอม แอบอ้างใช้โลโก้ และชื่อธนาคาร ส่งไปยังลูกค้าโดยระบุว่า ผู้กู้มีวงเงินที่ขอสินเชื่อค่อนข้างสูง อีกทั้งไม่เคยมีประวัติในการชำระกับทางธนาคาร และอ้างว่าข้อมูลผู้กู้เข้าข่ายบุคคลต้องสงสัย จึงต้องการให้ทำการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ธนาคารขอยืนยันว่า “ไม่มีนโยบายอนุมัติสินเชื่อผ่านการสแกนใบหน้า , SMS หรือ LINE และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ระบุในจดหมายแอบอ้างดังกล่าว รวมถึงไม่มีนโยบายให้พนักงานโทรศัพท์สอบถามข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขที่สมุดบัญชีเงินฝาก เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน รหัสผ่าน MyMo หรือแม้แต่รหัส ATM รหัสผ่าน OTP รวมถึงการขอให้มอบอำนาจทำธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์ LINE หรือ Social Media ทุกกรณี” โดยขณะนี้ ธนาคารอยู่ในระหว่างการติดตามสถานการณ์ และดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างและกระทำการข้างต้น ธนาคารออมสิน จึงขอแจ้งเตือนลูกค้าและประชาชน ที่ได้รับจดหมายในลักษณะดังกล่าวนี้ หรือได้รับการติดต่อจากบุคคลที่แอบอ้างเป็นพนักงานของธนาคาร อย่าหลงเชื่อให้ข้อมูล ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารออมสิน อาทิ เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th , แอปพลิเคชัน MyMo , Social Media ช่องทาง GSB Society , GSB NOW หากผู้ใดพบเห็นพฤติกรรมเป็นที่น่าสงสัย เข้าข่ายแอบอ้างหรือทุจริตหลอกลวง ให้รีบแจ้งธนาคารที่ GSB Contact Center 1115 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ทันที      

12 Jun 2024

...

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย ซึ่งมีการจัดแสดงโบราณวัตถุในยุคสมัยต่างๆ มากกว่า 1,000 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคล้านนา และยุคสุโขทัย เครื่องประดับสถาปัตยกรรม เครื่องมือเครื่องใช้ยุคสำริด ประติมากรรมหินแกะสลัก และลูกชั่ง โดยมีนายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ โอกาสนี้ นายชัย โสภณพนิช ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567     ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ณ อาคารกรุงเทพประกันภัย ชั้น 32 เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับโบราณวัตถุของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เข้าชมได้ตระหนักถึงคุณค่าของโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การสืบสานและรักษาไว้ให้ยั่งยืน

11 Jun 2024

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เข้าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2567  

05 Jun 2024

Banner Banner Banner

Banner
  ทิศทาง ceothailand.net ในปี 2567  “สื่อออนไลน์ CEO THAILAND”   ในปี 2567 จะเป็นปีที่ผม “นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์” จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารสื่อ CEO THAILAND และผู้บริหารสื่อออนไลน์ ceothailand.net อย่างเต็มที่ หลังจากที่ผ่านมาได้ไปเดินแผนงานทางด้านการเมือง แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งไปแล้วที่ผ่านมา จึงทำให้ช่วงเวลานี้มีเวลาที่จะมาวางแผนในการเดินหน้าธุรกิจสื่อได้มากขึ้น และในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนับจากนี้ จึงขอเข้ามารับหน้าที่สื่อมวลชน ในการเขียนบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวในแวดวงเศรษฐกิจ-การเงิน และการประกันภัย ในฐานะของคอลัมนิสต์ ตลอดเวลาที่ผมเข้าไปทำงานทางการเมือง ต้องยอมรับว่าวงการข่าวและสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไปเร็ว ตลอดเวลา 5 ปี  สื่อออนไลน์ที่รวดเร็วเข้ามาแทนที่สื่อหลักอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ (ออฟไลน์)  เราต้องยอมรับในเรื่องความรวดเร็ว แต่ต้องไม่ลืมจุดด้อยของสื่อออนไลน์ คือข้อผิดพลาดในการกลั่นกรองข่าวสาร รวมทั้งบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ที่หายไป และข่าวที่ออกมามีความเหมือนกัน  ไม่แตกต่าง และเป็นเชิงภาพข่าว และกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้นในปี 2567 นี้  ในหน้าสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสกับข่าวสารเชิงวิเคราะห์ เจาะลึกแบบออนไลน์ต่อเนื่องในสื่อ CEO THAILAND รวมทั้งการจัดทำเป็น E-Magazine ใน www.ceothailand.net รวมทั้งการจัดทำเป็นรูปเล่มฉบับพิเศษสลับไปบ้างในเรื่องที่สำคัญๆ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม ขอขอบพระคุณท่านลูกค้าและผู้สนับสนุนสื่อด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา และขอขอบพระคุณทุกท่าน รวมทั้งผู้อ่านที่ติดตามสื่อ CEO THAILAND ด้วยดีเสมอมาใน www.ceothailand.net   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา) บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner