Responsive image

Tuesday, 05 Mar 2024

LATEST NEWS

INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงเกินระดับค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรุนแรงในพื้นที่หลายจังหวัด ฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน  ฯลฯ  ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจในเรื่องของการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้    บริษัทฯ จึงออกกรมธรรม์ "ประกันภัยโรคร้ายแรงจากฝุ่น PM 2.5" เพื่อเป็นหลักประกันรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ป่วยปุ๊บ จ่ายปั๊บ ไม่ต้องรอ  โดยกรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ กรณีตรวจพบโรคร้ายแรง 4 โรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน 100% ของทุนประกันภัยทันที เมื่อตรวจพบโรคตามที่ระบุ   นางสาวณฐินี ธนะรัชต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพฯ  บริษัท ทิพยประกันภัย  จำกัด (มหาชน)  เผยว่า  “ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5  เป็นปัญหาวิกฤติที่ส่งผลกระทบสะสมต่อสุขภาพของประชาชนมายาวนานต่อเนื่อง  กรมธรรม์ประกันภัยโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนจากโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากฝุ่น PM 2.5 ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 450 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาท รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 1 – 65 ปี คุ้มครองโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ  ซึ่งเราหวังว่ากรมธรรม์ประกันภัยนี้จะเป็นทางเลือก ให้กับประชาชนในการรับมือกับภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 ” ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ เพื่อรับความคุ้มครองได้ โทร. 1736 หรือ  www.tipinsure.com และทิพยประกันภัย ทุกสาขาทั่วประเทศ  

01 Mar 2024


...

ไทยประกันชีวิตเผยผลประกอบการ ปี 2566 กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9,707 ล้านบาท ผลจากกำไรจากการรับประกันภัยเติบโตสูงถึง 12.5%  ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของธุรกิจ  มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 5.4%  และอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 6.1 จุด มีอัตราถึง 62.8%  ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของกิจการเติบโตอีก 10.6% มีมูลค่าสูงถึง 160,580 ล้านบาท หรือ 14 บาทต่อหุ้น นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2566 ว่า บริษัทฯ มีมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (Value of New Business : VONB) อยู่ที่ 7,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5.4% จากปี 2565 อัตรากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.1 จุด โดยมีอัตราถึง 62.8%  ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์สูงถึง 9,707 ล้านบาท หรือเติบโต 4.8% เป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากการรับประกันภัยที่เติบโตถึง 12.5% เมื่อเทียบกับปี 2565 ขณะเดียวกันแม้ว่าจะ ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงชะลอตัว แต่บริษัทฯ ยังคงมีกำไรจากการลงทุน เนื่องจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น โดยพอร์ตการลงทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในรูปแบบหนี้สินที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับกลุ่มน่าลงทุน “บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์การขายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ในปี 2566 เติบโตทุกช่องทางการขาย โดยช่องทางตัวแทนประกันชีวิตมีประสิทธิภาพด้านการขายที่ดีขึ้นและมุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลกำไรอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นได้จากอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ที่สูงขึ้นถึงระดับ 65.1% ส่วนมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ของช่องทางพันธมิตรเติบโตสูงถึง 14.5% เนื่องมาจากความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่ร่วมมือกับพันธมิตรธนาคาร” นายไชยกล่าว ด้านเบี้ยประกันภัยรับ บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (Annual Premium Equivalent : APE) จำนวน 12,295 ล้านบาท และมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 90,307 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ตามข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดคำนวณจากเบี้ยประกันภัยรับรวมของทั้งอุตสาหกรรมในปี 2566 จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของกิจการ หรือ Embedded Value ปรับตัวขึ้นอีก 10.6% จากปีก่อนหน้า เป็น 160,580 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 อยู่ที่ 398% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดอยู่ที่ 140% เป็นไปตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งอันเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผล ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น จากผลกำไรในปี 2566 ซึ่งในเงินปันผลจำนวนนี้ได้รวมเงินปันผลพิเศษในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้นเนื่องในโอกาสที่บริษัทฯ ได้เข้าร่วมอยู่ใน SET50 เป็นครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งเงินปันผลจะจ่าย หลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเรียบร้อยแล้ว

01 Mar 2024

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนันทวัฒน์ บุญทันเจริญพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และคุณอภิพงศ์ พงศ์เสาวภาคย์ Chief Agency Strategy Office ได้จัดอบรม “TRAIN THE TRAINER” ใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้ผู้บริหารฝ่ายขายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้ง Sale Coach ได้ทำความเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Active Club ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างที่ปรึกษาประกันชีวิต และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ การจัดกิจกรรมทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ตลอดจนแนะนำการใช้เครื่องมือส่งเสริมการขายรูปแบบใหม่ ๆ และการดูแลลูกค้าโดยใช้เทคนิคการขายบนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า (Need Based Selling) เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างผลงานอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้จัดขึ้นกิจกรรมดังกล่าวขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช ในวาระครบรอบ 75 ปี OCEAN LIFE ไทยสมุทร ช่องทางการขายผ่านที่ปรึกษาประกันชีวิต ได้ชูให้ปี 2567 เป็น “Year of Active” ที่จะมุ่งเน้น ผลักดัน ส่งเสริม และพัฒนา ให้ที่ปรึกษาประกันชีวิตยกระดับความรู้ความสามารถ เพิ่มศักยภาพในการดูแลลูกค้ารายเก่า และขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ารายใหม่ เพื่อสร้างผลงานและรายได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ยังมีส่วนในการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของประกันชีวิตได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายใหญ่คือการสร้างโลกใหม่เพื่อชีวิตและสุขภาพดีของคนไทยอีกด้วย OCEAN LIFE ไทยสมุทร ไม่หยุดใช้พลังความรักพัฒนาที่ปรึกษาประกันชีวิตกว่า 14,000 คนทั่วประเทศ ให้มีความเป็นมืออาชีพที่เข้าใจความต้องการและความจำเป็นในการทำประกันชีวิตเพื่อปิดความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ พร้อมและยินดีให้บริการมอบคำแนะนำที่ดีที่สุดกับลูกค้าทุกคน ร่วมติดตามข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ จาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร ได้ที่  OCEAN CLUB APP / LINE / Facebook / Instagram / Youtube : oceanlife  เว็บไซต์ www.ocean.co.th หรือติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER  1503

01 Mar 2024

...


01 Mar 2024

...

กรุงเทพประกันภัย หรือ BKI เผยผลการดำเนินงานของกรุงเทพประกันภัย ประจำปี 2566 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 29,915.7 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 12.1 มีกำไรสุทธิ 3,043.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 576.8 ซึ่งเป็นผลกำไรสูงสุดในรอบ 76 ปีของการดำเนินธุรกิจ บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 5.50 บาท รวมทั้งปี 16.75 บาท  ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2566 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 29,915.7 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 มีผลกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว 2,070.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 129.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ซึ่งขาดทุนสุทธิจากการรับประกันภัย 6,999.8 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนประกันภัยโควิด-19 บริษัทฯ มีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 1,299.5 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 6,254.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 79.2 และมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 3,369.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 552.2 โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3,043.8 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ซึ่งขาดทุนสุทธิ 638.4 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 576.8 และมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 28.59 บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 มีมติให้จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้าย สำหรับผลประกอบการของไตรมาสที่ 4 ปี 2566 แก่ผู้ถือในอัตราหุ้นละ 5.50 บาทรวมทั้งปี 16.75 บาท ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567   ความสำเร็จในปี 2566 ที่สะท้อนด้วยศักยภาพการทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ เป็นผลมาจากการดำเนินงานอันโดดเด่น ที่มีการปรับตัวให้เท่าทันทุกสถานการณ์และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ครอบคลุมวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการและเหมาะสมกับทุกความเสี่ยง พร้อมกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “มุ่งเป็นที่สุดในใจลูกค้า” และสโลแกน “แคร์คุณทุกย่างก้าว” นำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มุ่งสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ที่รวดเร็ว ตรงใจ และเข้าถึงง่าย สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้วยระบบ Cyber Security ที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเเละสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ด้วยความแข็งแกร่งด้านเงินทุน เงินกองทุน และสินทรัพย์ที่มั่นคง กรุงเทพประกันภัยพร้อมเติบโตต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรควบคู่กับการใส่ใจดูแลสังคม สร้างประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น เเละผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ทุกกลุ่ม ตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลที่ยึดมั่นมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ

01 Mar 2024

...

กรุงเทพประกันชีวิต ออกประกันสะสมทรัพย์ใหม่ ซื้อ 1 ได้ถึง 2 “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” สนับสนุนทุกครอบครัวออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาลูก กับ 3 แบบประกัน ให้เลือกตามระยะเวลาคุ้มครองที่ต้องการ 15 ปี, 18 ปี และ 21 ปี ครบสัญญาจะได้รับเงินคืน 115%, 118% หรือ 121% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมตามจริง พร้อมอุ่นใจกับความคุ้มครองพิเศษด้านอุบัติเหตุ และ 4 โรคร้ายแรงในเด็ก รวมทั้งคุ้มครองไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย หากเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ลูกจะได้ยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัยและรับเงินก้อนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน พร้อมมั่นใจได้ว่าลูกจะมีเงินทุนเรียนต่อจนจบการศึกษาเพราะครบกำหนดสัญญามีเงินก้อนคืนให้ นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่แรกเกิด จนเข้าสู่วัยเรียนและจบการศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงการคลอดบุตร และการเลี้ยงดูในแต่ละช่วงวัย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนมีการปรับตัวสูงขึ้นตามยุคสมัย โดยพบว่า *ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาชั้นอนุบาล อายุ 4 – 6 ปี จะอยู่ระหว่าง 24,000 – 530,000 บาท/ ปี, ชั้นประถม อายุ 7 – 12 ปี จะอยู่ระหว่าง 26,000 – 668,000 บาท/ ปี , ชั้นมัธยม อายุ 13 – 18 ปี จะอยู่ระหว่าง 30,000 – 765,000 บาท/ ปี และระดับชั้นปริญญา อายุ 19– 22 ปี จะอยู่ระหว่าง 26,000 – 1,000,000 บาท/ ปี (*ข้อมูลค่าเทอมจากเว็บไซต์ของโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทย ปี 2566)   “จากตัวเลขดังกล่าว เราตระหนักได้ว่า หากทุกครอบครัวเริ่มต้นวางแผนทางการเงินที่ดีให้กับลูกตั้งแต่อายุน้อย จะช่วยสร้างความอุ่นใจทั้งในเรื่องทุนการศึกษาไม่ว่าจะเติบโตในช่วงวัยไหน โดยกรุงเทพประกันชีวิตได้ออกแบบประกันสะสมทรัพย์ใหม่เพื่อสนับสนุนให้ทุกครอบครัวได้สร้างวินัยในการออมเงินเพื่อเป้าหมายลูกน้อยในอนาคตกับ “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” แบบประกันที่ตอบโจทย์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการวางแผนเก็บเงินให้ลูกเพื่อเป็นทุนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นชั้นมัธยมปลาย ปริญญาตรี หรือปริญญาโท” “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์”  มีแบบประกันให้เลือกถึง 3 แบบ ตามระยะเวลาความคุ้มครองที่เหมาะสม  ประกอบด้วย กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ 15/9 ชำระเบี้ยประกันภัย 9 ปี คุ้มครอง 15 ปี เมื่ออยู่จนครบสัญญาจะได้รับเงินคืน 115% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมตามจริง, กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ 18/12  ชำระเบี้ยประกันภัย 12 ปี  คุ้มครอง 18 ปี เมื่ออยู่จนครบสัญญาจะได้รับเงินคืน 118% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมตามจริง และ กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ 21/15  ชำระเบี้ยประกันภัย 15 ปี คุ้มครอง 21 ปี เมื่ออยู่จนครบสัญญาจะได้รับเงินคืน  121%  ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมตามจริง สามารถสมัครได้ตั้งแต่แรกเกิด – อายุ 14 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยคงที่เริ่มต้นเพียง 200 บาทต่อเดือน “กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์”  นอกจากช่วยสร้างวินัยการออมเงินแล้ว ยังได้รับความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติมที่หลากหลายและยังครอบคลุมสุขภาพของลูก อาทิ ความคุ้มครองด้านอุบัติเหตุด้วยวงเงินค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุด 5 เท่าของเบี้ยรายเดือนต่อครั้งที่เข้ารักษา ความคุ้มครอง 4 โรคร้ายแรงในเด็ก ได้แก่ โรคไข้รูห์มาติก ที่ทำให้หัวใจผิดปกติ  โรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคน้ำไขสันหลังในสมองมาก ซึ่งเกิดภายหลังและต้องใส่ท่อระบาย รับเงิน 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และยังเพิ่มความคุ้มครองให้กรณีพ่อหรือแม่ผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รับเงินทันที 50% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยลูกจะยังคงได้รับความคุ้มครองของกรมธรรม์ต่อไปจนสิ้นสุดสัญญา “จุดเด่นของแบบประกัน“กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์” เป็นการซื้อ 1 ได้ถึง 2 คือ ได้ออมเงินให้ลูกได้มีกองทุนเพื่อการศึกษาตามที่ตั้งใจ ทั้งยังคุ้มครองผู้ชำระเบี้ยประกันภัย กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน คุณพ่อคุณแม่ผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ลูกจะได้ยกเว้นการชำระเบี้ยประกันภัย รวมทั้งยังจะได้รับเงินก้อนสำหรับเป็นค่าใช้จ่าย มั่นใจได้ว่าลูกจะมีเงินทุนเรียนต่อจนจบการศึกษา เพราะครบกำหนดสัญญามีเงินก้อนคืนให้ และสำหรับตัวลูกเอง คุณพ่อคุณแม่จะหมดกังวลกับค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเล็กๆน้อยๆ เช่น หกล้ม มีดบาด หรือเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง ตลอดจนยังมอบความคุ้มครองกรณีลูกเสียชีวิตทุกกรณี นอกจากนี้หากเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะและสายตาจากอุบัติเหตุ รับเพิ่มอีก 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย” นายโชนกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทำประกันได้ผ่านตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน กรุงเทพประกันชีวิต และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรุงเทพประกันชีวิต www.bangkoklife.com หรือติดต่อ Call Center โทร. 02-777-8888  

29 Feb 2024

...

นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกลยุทธ์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคได้ให้ความสำคัญและสนใจทำประกันภัยมากขึ้น โดยเห็นได้จากจำนวนของการทำประกันภัยประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการเลือกทำประกันภัยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยหลายแห่ง ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้ได้อย่างรวดเร็ว สำนักงาน คปภ. โดยศูนย์ Center of InsurTech, Thailand (CIT) จึงได้พัฒนาการให้บริการ “กรมธรรม์ของฉัน” หรือ MyPolicy บนแพลตฟอร์ม LINE Official Account ชื่อ “คปภ. รอบรู้” หรือ “@OICConnect” เพื่อใช้เป็นช่องทางด่วนในการตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบครบวงจร   สำหรับซูเปอร์แอปพลิเคชันครบวงจรบนสมาร์ตโฟน ที่ครอบคลุมการทำงานแบบมัลติฟังก์ชันด้านประกันภัยที่ชื่อ “คปภ. รอบรู้” เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือตัวกลาง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคธุรกิจประกันภัยในการออกแบบและพัฒนาระบบ เพื่อให้ทำหน้าที่เสมือนทางด่วนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านศูนย์ข้อมูลของสำนักงาน คปภ. ที่มีมาตรฐานความมั่นคงและปลอดภัยสารสนเทศในระดับสูง โดยออกแบบและดำเนินการสอดคล้องกับข้อกฎหมายต่าง ๆ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายด้านทั้งต่อประชาชนและบริษัทประกันภัย เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลแหล่งต่าง ๆ ในมิติที่หลากหลายมากขึ้นและช่วยลดความยุ่งยากในการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยของผู้เอาประกันภัย จึงเป็นที่มาของการให้บริการ “กรมธรรม์ของฉัน หรือ MyPolicy” สำหรับให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยที่ตนเองถือครองทั้งหมดทุกบริษัท ครบ จบ ในที่เดียว ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกลยุทธ์องค์กร กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “กรมธรรม์ของฉัน หรือ MyPolicy” นอกเหนือจากการให้บริการสืบค้นข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยของตัวเองถือครองแล้ว ปัจจุบันสำนักงาน คปภ. ยังเปิดให้บริการตรวจสอบสถานะใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัย รวมไปถึงการให้บริการตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งสำนักงาน คปภ. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนการให้บริการตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานใหญ่บริษัทประกันภัยได้อีกด้วย โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาในระยะที่ 2 ของการพัฒนาแพลตฟอร์ม LINE Official Account “คปภ. รอบรู้” หรือ “@OICConnect” ซึ่งจะมีการขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติม เช่น บริการสรุปตารางความคุ้มครอง บริการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการทำประกันภัย บริการตรวจสอบประวัติการเคลมสินไหมรถยนต์ภาคสมัครใจ และการขยายช่องทางการให้บริการไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เพื่อพัฒนาระบบให้บริการข้อมูลพร้อมยกระดับการป้องกันและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านประกันภัยควบคู่ไปกับความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cit.oic.or.th/oicconnect

28 Feb 2024

ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน

...

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในธุรกิจนำเข้าและส่งออก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Krungsri SME Trade Power Up” (กรุงศรี เอสเอ็มอี เทรด พาวเวอร์อัพ) สินเชื่อและบริการเพื่อการค้าระหว่างประเทศที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ ให้วงเงินสูงเต็มศักยภาพธุรกิจตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่มากเพียงพอแก่กิจการ พร้อมสิทธิประโยชน์จากบริการเสริมด้านธุรกรรมการค้าต่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงธุรกิจจากการนำเข้า-ส่งออก ให้ธุรกิจสามารถบริการจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคว้าโอกาสธุรกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยธนาคารตั้งเป้ายอดขอสินเชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อ SME ในปี 2567 อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2567 ภาคการส่งออกไทยจะมีการกลับมาขยายตัวอันเป็นผลจากการฟื้นตัวของการค้าโลก โดยข้อมูลจากสภาพัฒน์ มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่าการส่งออกลดลง 1.7% กรุงศรีเล็งเห็นถึงโอกาสในการสนับสนุนธุรกิจ SME โดยเฉพาะในภาคส่งออกของไทยให้มีเงินทุนที่เพียงพอต่อการเติบโต รับการขยายตัวของภาคส่งออกที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งสอดคล้องกับแนวนโยบายในการสนับสนุนโอกาสธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “Krungsri SME Trade Power Up” มีจุดเด่นอยู่ที่วงเงินกู้ไม่จำกัด เพียงมีหลักฐานแสดงถึงศักยภาพของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการนำเข้าและส่งออก เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สามารถผลิตหรือจำหน่ายสินค้าได้อย่างคล่องตัว นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังมาพร้อมบริการและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้าต่างประเทศมากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายของค่าธรรมเนียม รวมถึงลดความเสี่ยงความผันผวนของค่าเงิน ช่วยยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ต่อไป” ทั้งนี้ “Krungsri SME Trade Power Up” เป็นสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศสำหรับการส่งออกและนำเข้า โดยพิจารณาอนุมัติวงเงินตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้  ซึ่งจะทำให้ธุรกิจได้รับวงเงินมากเพียงพอตามศักยภาพของธุรกิจ พร้อมให้วงเงิน FX ตามวงเงิน Trade Finance และส่วนลด 7 สตางค์ สำหรับการโอนเงินต่างประเทศขาออก 9 สกุลเงิน ผ่านบริการ Krungsri Biz Online ได้แก่ USD, JPY, EUR, GBP, AUD, SGD, CAD, CHF และ NZD สำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการ Krungsri Biz Online ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 31 ธันวาคม 2567 และสามารถรับสิทธิ์ได้จนถึง 31 มีนาคม 2568 เพิ่มความสะดวกในการรับ-จ่ายเงินได้ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมาพร้อมสิทธิประโยชน์ด้านผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้าต่างประเทศ อาทิ ค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับบริการ LC Advising & Amendment, Collection under LC, Collection under BC/OA, Communication charge SWIFT/TELEX, Outward Transaction fee และ Inward Transaction fee ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2567 รวมถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับบัญชีเงินฝากประจำสกุลเงิน USD ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2567 โดยผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นนิติบุคคลธุรกิจนำเข้า และ/หรือส่งออกที่จดทะเบียนในประเทศไทย ประกอบกิจการในประเทศไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีผลประกอบการและประวัติการเงินดี มีรายได้ต่อปี 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะต้องไม่มีสินเชื่อ Trade Finance และไม่มีธุรกรรม Trade กับธนาคารกรุงศรีอยุธยามาก่อน “กรุงศรีตั้งเป้ายอดการขอสินเชื่อดังกล่าวในปี 2567 ที่ 15,000 ล้านบาท โดยหวังว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยเสริมทัพธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป ซึ่งนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินแล้ว กรุงศรียังพร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศให้กับลูกค้าของธนาคารผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ตลอดจนให้บริการที่ปรึกษาด้านธุรกิจสำหรับลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจสู่อาเซียนอีกด้วยเช่นกัน” นางสาวดวงกมล กล่าวสรุป สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สาขาของธนาคาร หรือติดต่อผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าของธนาคาร หรือศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจกรุงศรี โทร. 02-626-6262 โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด  

29 Feb 2024


...

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า นับเป็นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่น่าติดตาม ระหว่างรัฐบาลที่คาดหวังการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจกับแบงก์ชาติที่ยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ความขัดแย้งด้านทิศทางดอกเบี้ยมีส่วนกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงสัปดาห์การประชุมกนง. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค และโดยเฉพาะหลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2566 ขยายตัวต่ำจากปีก่อนหน้า และหดตัวเทียบไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งย้ำถึงแรงกดดันในการลดดอกเบี้ยในวันที่ 10 เมษายนนี้ มากขึ้น อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค หากหวังพึ่งพาดอกเบี้ยนโยบาย การลดดอกเบี้ยเพียง 0.25 หรือ 0.50% ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องลดลงถึง 1.25% จึงจะมากพอ ซึ่งเป็นการปรับลดในระดับวิกฤติการเงิน และเป็นระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤติโควิด ผลข้างเคียงของการลดดอกเบี้ยเช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และอาจเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้าน เพราะบาทที่อ่อนจะแย่งชิงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง “ผมมองว่า หนทางแก้เกมที่ดีที่สุด คือ ประสานนโยบายการเงินและการคลัง ตอนนี้เหมือนเรากำลังดูทีมฟุตบอลที่กองหน้าเขี่ยบอลให้กองหลังวิ่งขึ้นมาทำประตู อาจเพราะมีผู้เล่นบาดเจ็บ (งบประมาณยังไม่ออกจนเดือนพฤษภาคม) แต่กองหลังก็ไม่ขยับมาเล่นกองกลาง ยังเตะบอลให้กองหน้า เพราะห่วงรักษาประตู (เน้นดูแลเสถียรภาพของตลาดเงินและเศรษฐกิจ) คนดูก็เชียร์กันไปคนละข้าง เศรษฐกิจไทยก็ยากที่จะเดินหน้าได้ คงต้องหาทางแก้เกมกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อประสานผู้เล่นในทีมนี้” ดร. อมรเทพ กล่าว ทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย หากพิจารณาถ้อยแถลงและการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะพบหลากหลายปัจจัยที่บ่งบอกว่าทำไมยังไม่ถึงเวลาลดอัตราดอกเบี้ย ผมลองตีความได้สามปัจจัยดังนี้ 1. เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้มาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป ปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการขาดความเชื่อมโยงของภาคการผลิตไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก การส่งออกขยายตัวต่ำแม้อุปสงค์ตลาดโลกกำลังฟื้นตัวได้ดี การขาดความสามารถในการแข่งขันหรือขาดสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ยกตัวอย่าง ไทยเป็นแหล่งผลิต Hard Disk Drive (HDD) แต่โลกกำลังเปลี่ยนไปใช้ Solid State Drive (SSD) หรือ การนำเข้าสินค้าจากจีนทำให้ SME ไทยต้องทยอยปิดกิจการไป ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐก็น้อยและล่าช้า กระทบเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา 2. อัตราเงินเฟ้อต่ำ ไม่ได้มาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาครัฐ ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศปรับลดลง แต่เป็นการบรรเทาปัญหาชั่วคราว และไม่ได้มาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ (อันนี้ผมเห็นต่าง ผมว่ามีส่วนบ้างที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอทำให้การปรับราคาขึ้นทำได้ยาก) ทางแบงก์ชาติยังย้ำว่าระดับราคาสินค้าและบริการที่ปรับลดลงมาแต่ยังสูงเมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด และมองว่าหากอุปสงค์ในประเทศยังดี การใช้นโยบายการเงินมากระตุ้นก็อาจไม่ตรงจุด น่าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตและการส่งออกมากกว่า 3. ผลข้างเคียงจากการลดดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป การลดดอกเบี้ยช่วงที่อุปสงค์ในประเทศยังแข็งแรง การบริโภคยังเติบโตได้ อาจส่งผลข้างเคียงให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวขึ้นมารวดเร็วช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือเก็บ policy space ไว้ใช้ยามจำเป็น ดอกเบี้ยไม่ใช่ยารักษาทุกโรค ต่อให้ลดดอกเบี้ยลง ก็ทำได้เพียงพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเหนือ 4% และการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25-0.50% ก็ไม่ช่วยลดรายจ่ายด้านดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยะสำคัญ อาจพอลดความตึงเครียดได้บ้าง สร้างแรงจูงใจให้คนมาใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น แต่การส่งผ่านของการลดอัตราดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจจริงอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน ต่างกับมาตรการทางการคลังที่อัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าคนเพื่อนำไปใช้จ่ายได้ทันที และสามารถดูแลผู้เดือดร้อนได้ตรงกลุ่ม มากกว่านโยบายการเงินที่หว่านแหในวงกว้าง และการลดดอกเบี้ยก็มีผลข้างเคียงที่เปรียบเหมือนยา อาจทำให้เกิดอาการหนี้ครัวเรือนที่เพิ่ม สินทรัพย์ไทยขาดความน่าสนใจจนต่างชาติเทขาย ทำเงินบาทอ่อนค่า กระทบสินค้านำเข้าให้มีราคาสูงขึ้นได้ อย่าให้สงครามค่าเงินเป็นคำตอบ ผมกังวลว่า ผู้กำหนดนโยบายจะเห็นว่าหนทางที่เร็วที่สุด (quick win) อาจจะเป็นการปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การลดดอกเบี้ยในระด้บมากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อ การลงทุน และทำให้บาทอ่อนค่าแรงพอจะสร้างความสามารถการแข่งขัน แต่ต้องระวังผลข้างเคียง ต้นทุนนำเข้าเพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน หรือกลุ่มที่มีสัดส่วนการนำเข้าเพื่อการผลิตสูง เช่น อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องมือแพทย์ แต่ก็พอจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน เช่น กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และกลุ่มส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตรอื่นๆ ยานยนต์และส่วนประกอบ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และนิคมอุตสาหกรรม การลดดอกเบี้ยของไทย จะเป็นการประกาศสงครามค่าเงินกับเพื่อนบ้านหรือไม่ และอาจลามเป็นการอ่อนค่าของค่าเงินในภูมิภาคได้ในภายหลัง แม้ไม่ได้รุนแรงเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่หากเงินบาทวิ่งไปที่ระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ “ผมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและปราศจากมาตรการทางการคลังในการสนับสนุนเช่นนี้ คงต้องอาศัยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เสริมสภาพคล่อง และกดดันเงินบาทให้อ่อนค่า แต่ก็หวังว่า แบงก์ชาติยังมีหนทางอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงินอื่นๆ มาเสริมได้อีก เช่น การลดข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ ลดวงเงิน LTV และยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหา อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้ก็ทำได้เพียงประคองเศรษฐกิจให้มีความหวังว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เหนือระดับ 2% แต่จะกระตุ้นให้ถึง 3% ได้หรือไม่ก็คงต้องรอดูมาตรการต่างๆ จากรัฐบาลอีกที” ดร.อมรเทพ กล่าว                

23 Feb 2024

...

  นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำหนดให้การแก้ไขหนี้สินให้กับประชาชนทั้งระบบเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินดำเนินการร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาหนี้ให้กับประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเร่งช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐแก้ไขหนี้ ธนาคารจึงขอเชิญชวนสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ กู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ “สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อแก้ไขหนี้บุคลากรภาครัฐ” เพื่อนำไปเป็นเงินทุนในการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับสมาชิก ได้แก่ ข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อไถ่ถอน หรือรีไฟแนนซ์หนี้ดอกเบี้ยสูง มาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ของสมาชิกที่เดียว ซึ่งถือเป็นการช่วยลดภาระดอกเบี้ยแพง ให้กับกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีรายได้ประจำของหน่วยงานภาครัฐดังกล่าว เช่น หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ย 16% ต่อปี หรือหนี้สินเชื่อบุคคลจากสถาบันการเงินอื่นหรือนอนแบงก์ที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 25% ต่อปี เป็นต้น สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อแก้ไขหนี้บุคลากรภาครัฐ วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะยาว โดยปล่อยกู้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ เพื่อเป็นเงินทุนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกที่มีกับสถาบันการเงิน รวมถึงหนี้นอกระบบหรืออื่นๆ อัตราดอกเบี้ยต่ำปีแรกเพียง 2.99% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้นนาน 2 ปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี และยกเว้นค่าธรรมเนียมสินเชื่อต่างๆ จึงขอเชิญชวนสหกรณ์ออมทรัพย์หน่วยงานภาครัฐ ยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิก ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 และที่ facebook : GSB Society.  

18 Feb 2024

...

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังคงดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ที่ยังคงได้รับผลกระทบด้านรายได้ ผ่าน “มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567” นาน 1 ปี โดยตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์ 2567 มีลูกค้าลงทะเบียนเข้ามาตรการแล้วทั้งสิ้น 8,236 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 9,644 ล้านบาท พร้อมติดตามสถานการณ์ลูกค้าทุกรายและช่วยเหลือทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ เพื่อให้ลูกค้ายังคงรักษาบ้านไว้ได้ต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ ผ่าน Application : GHB ALL BFRIEND และสาขาทั่วประเทศ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ยังคงเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ให้ได้รับความช่วยเหลือนาน 1 ปี ผ่าน “มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567” โดยหลังจากเปิดให้ลูกค้า ธอส. ที่อยู่ในกลุ่ม SM จำนวน 176,007 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 130,765 ล้านบาท ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 ถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 มีลูกค้าลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 8,236 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 9,644 ล้านบาท โดยขณะนี้ได้เข้าร่วมมาตรการแล้ว 6,789 บัญชี คิดเป็น 82.43% และคิดเป็นเงินต้นคงเหลือจำนวน  8,113.87 ล้านบาท คิดเป็น 84.13% ของลูกค้าที่ลงทะเบียนเข้ามา โดย ธอส. ยังคงเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 ผ่านทาง Application : GHB ALL BFRIEND โดยลูกค้าจะต้อง Upload หลักฐานยืนยันการได้รับผลกระทบด้านรายได้เพื่อให้ธนาคารพิจารณา ส่วนกรณีที่ลูกค้าไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถกรอกข้อมูลเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่สาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ลูกค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ธอส. จะมี SMS แจ้งเตือน เพื่อให้เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวต่อไป “ธอส. มีลูกค้าทั้งหมด 1.8 ล้านบัญชี คิดเป็นจำนวนสินเชื่อคงค้าง 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งได้มีการติดตามสถานการณ์การผ่อนชำระเงินงวดของลูกค้าและช่วยเหลือทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด ด้วยการแจ้งเตือนลูกค้าชำระเงินงวดสม่ำเสมอ รวมถึงให้คำแนะนำและเสนอแนวทางช่วยเหลือกรณีลูกค้าประสบปัญหาไม่สามารถชำระเงินงวดได้ตามปกติ พร้อมลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางการเงินกับลูกค้าทุกราย หากลูกค้ารายใดมีความกังวลถึงสถานการณ์การผ่อนชำระเงินงวดของตนเอง ธอส.จะจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกสถานะทั้งก่อนและหลังดำเนินคดี โดยมีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารหนี้ติดต่อลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่ G H Bank Call Center 02-645-9000 ต่อ 6 หรือ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อเจรจาลดเงินงวดผ่อนชำระให้สอดคล้องกับรายได้ ซึ่งจะทำให้ลูกค้ายังคงรักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป” นายกมลภพ กล่าว  สำหรับ “มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567” ประกอบด้วย 1. มาตรการภาคครัวเรือน “HD1” สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1-3จำนวน 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี, เดือนที่ 4-6 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90 % +100 บาท และเดือนที่ 7-12 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 3.90 % +100 บาท กรณีลูกค้าชำระเกินที่ธนาคารกำหนดให้นำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) 2. มาตรการภาคครัวเรือน “HD2” สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ SM ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1 - 3 คำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90% +100 บาท, เดือนที่ 4 - 6  ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 3.90 % +100 บาท และเดือนที่ 7 - 12 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย MRR-2% +100 บาท (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.90% ต่อปี) กรณีลูกค้าชำระเกินที่ธนาคารกำหนดให้นำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) และ 3. มาตรการภาคครัวเรือน “HD3” สำหรับกลุ่มลูกค้าสถานะ NPL ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเดือนที่ 1 - 4 จำนวน 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี, เดือนที่ 5-8 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90 % +100 บาท และเดือนที่ 9 - 12 ผ่อนชำระเงินงวดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 3.90% +100 บาท กรณีลูกค้าชำระเกินที่ธนาคารกำหนดให้นำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ G H Bank  Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Application : GHB ALL GEN และ  www.ghbank.co.th

18 Feb 2024

...

SME D Bank แถลงผลสำเร็จปี 2566 สร้างสถิติใหม่รอบด้าน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร เผยพาเอสเอ็มอีถึงแหล่งทุนกว่า 7.06 หมื่นล้านบาท และตลอด 4 ปี กว่า 2.3 แสนล้านบาท สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท พัฒนาเสริมแกร่งกว่า 7.5 หมื่นราย รักษาการจ้างงานได้กว่า 7.5 แสนราย  ขณะที่บริหาร NPL มีประสิทธิภาพ เหลือต่ำสุดในรอบ 22 ปี ประกาศปี 2567 ยกระดับสู่ยุคดิจิทัลโดยสมบูรณ์ คิกออฟใช้ระบบ CBS พร้อมแพลตฟอร์ม DX  มั่นใจเดินหน้าไร้รอยต่อ   นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคาร ปี 2566 และภาพรวมตลอด 4 ปี (2563-2566) ว่า จากจุดยืนการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่พร้อมเคียงข้างส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตยั่งยืน  ด้วยแนวทาง “เติมทุนคู่พัฒนา” ประกอบกับความมุ่งมั่น ทุ่มเทของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่รวมพลังเป็น ONE Team  ส่งผลให้ปี 2566 ที่ผ่านมา  SME D Bank สร้างสถิติใหม่สูงสุด (New High) นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาใน 22 ปี สามารถพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 70,695 ล้านบาท และยังเป็นการสร้าง New High ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน (2563-2566) อีกทั้ง ช่วยสร้างประโยชน์เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 323,780  ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 123,200  ราย นอกจากนั้นช่วยพัฒนาเสริมแกร่งธุรกิจอีกกว่า 24,000 ราย ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2563-2566) ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด-19  SME D Bank ช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ให้สามารถประคับประคองธุรกิจ และข้ามผ่านช่วงเวลายากลำบากไปให้ได้ โดยเติมทุนช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 231,250 ล้านบาท ก่อให้เกิดประโยชน์สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ประมาณ 752,345 ราย ควบคู่กับช่วยพัฒนาเสริมศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและกลับมาฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อบรม สัมมนา ช่วยขยายตลาด ยกระดับมาตรฐาน สนับสนุนเข้าถึงนวัตกรรม พาจับคู่เพิ่มช่องทางขายในและต่างประเทศ เป็นต้น มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมและได้รับประโยชน์มากกว่า 75,000 ราย นอกจากนั้น ดูแลลูกค้าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (ฟ้า-ส้ม) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 83,520 ราย วงเงินรวมกว่า 145,240 ล้านบาท อีกทั้ง สามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ ลงลด 4 ปีติดต่อกัน เหลือเลข 1 หลัก   2 ปีซ้อน  โดยปี 2566 ลดเหลือประมาณ 8,690 ล้านบาท คิดเป็น 8.3% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี    "ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา SME D Bank เพิ่มประสิทธิภาพ  ยกระดับการทำงาน อีกทั้ง พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อตอบความต้องการ ปรับปรุงหลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ควบคู่กับสร้าง DNA แห่งการเป็น “นักพัฒนา” หรือ DEVELOPER ในหัวใจของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อจะพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน" นางสาวนารถนารี  กล่าว   สำหรับปี 2567 การทำงานของ SME D Bank ยกระดับไปอีกขั้น นำระบบดิจิทัลใหม่ หรือ Core Banking System (CBS) ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี  มาใช้งานอย่างเป็นทางการ สามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ครบวงจร ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวด รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนั้น ยังมีแพลตฟอร์ม DX  (Development Excellent) ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งเป็นระบบพัฒนาผู้ประกอบการอัจฉริยะ สร้างสังคมของการเรียนรู้  e-Learning ศึกษาได้ด้วยตัวเอง 24 ชม. สามารถปรึกษาโค้ชมืออาชีพแบบตัวต่อตัว  รวมถึง ยังช่วยเพิ่มช่องทางขยายตลาด  นอกจากนั้น ยังนำหลัก  ESG (การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance)) มาขับเคลื่อนในทุกมิติขององค์กร สร้างความเชื่อมั่น โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม   นางสาวนารถนารี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้ จะครบวาระการทำงาน 4 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ  แต่ด้วยรากฐานมั่นคงขององค์กร อีกทั้ง ทีมผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ล้วนเป็นบุคลากรภายในที่ร่วมผลักดันยกระดับองค์กรมาด้วยกัน และยังอยู่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อเนื่อง ทำให้การทำงานทุกด้านของ SME D Bank สามารถเดินหน้าได้ดีอย่างไร้รอยต่อ และเชื่อมั่นว่า SME D Bank พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง  และมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ความมั่นคงและยั่งยืนแก่ประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยตลอดไป  

12 Feb 2024

...

ทิพยประกันภัย จับมือ  กฟผ.  เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเวลเนส รองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติในการเปลี่ยนไทยให้เป็นประเทศรายได้สูง  ด้วยการบูรณาการความร่วมมือศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเวลเนสในประเทศไทย   นางสาวสุภาพ ประดับการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิพยประกันภัย รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสเพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนภารกิจให้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล  ด้วยการศึกษาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเวลเนส ของประเทศไทย ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัยมาช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าและ Ecosystem ของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Destination ของเอเชีย   ด้าน นายจรัญ คำเงิน  รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า กฟผ. มีแผนยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้บริบทใหม่ที่มีศักยภาพ ด้วยตระหนักว่าอุตสาหกรรมเวลเนส เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น Mega Trend สามารถสร้างมูลค่าและการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  ปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนสไทย มีมูลค่าทางตลาดถึง 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ อาหาร และสมุนไพร ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าต่อประเทศสูงที่สุดถึง 890,000 ล้านบาท ตามผลการศึกษาของ Global Wellness Institute ปี พ.ศ. 2565  จึงทำให้ กฟผ. มองเห็นโอกาสสร้างมูลค่าให้กับประเทศ ยกระดับขีดความสามารถของแต่ละจังหวัดพื้นที่เป้าหมาย  ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจเวลเนส กฟผ.  โดยมุ่งพัฒนาโครงการแต่ละพื้นที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด และบูรณาการเชื่อมโยงพื้นที่เขื่อนและโรงไฟฟ้า กฟผ. รวม 8 พื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เวลเนสประเทศไทยและยุทธศาสตร์ชาติ       ทั้งนี้จากความร่วมมือกันระหว่างทิพยประกันภัย กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมเวลเนส ตลอดจนต่อยอดนวัตกรรมที่ทำให้มูลค่าองค์กรเพิ่มสูงขึ้น และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้กับประเทศไทยต่อไป

05 Feb 2024

...

กรุงเทพฯ (1 กุมภาพันธ์ 2567) - กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) หนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก ประกาศแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ (Medium-Term Business Plan: MTBP) ครอบคลุมปี 2567-2569 พร้อมมุ่งเป้ายืนหนึ่งการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน โดยตั้งอยู่บนหลักสำคัญสามประการ คือ ขับเคลื่อนสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน เชื่อมโยงอาเซียนผ่านศักยภาพอันแข็งแกร่งของกรุงศรี และ MUFG เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจหลักของธนาคาร นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาถือเป็นวาระสำคัญครบรอบ 10 ปีของความร่วมมือระหว่างกรุงศรี และ MUFG และเป็นปีสุดท้ายของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่สาม กรุงศรีให้ความสำคัญกับการยึดหลักลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-centric Approach) มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการผ่านการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งได้บรรลุความสำเร็จมากมายตลอดการเดินทางของเรา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างธุรกิจและเครือข่ายที่แข็งแกร่งในอาเซียน การขยายศักยภาพการในด้าน ESG มากขึ้น ตลอดจนเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนของประเทศไทย รวมทั้งการก่อตั้งบริษัทร่วมทุนที่แข็งแกร่งอย่างกรุงศรี ฟินโนเวต ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มสตาร์ทอัพและบริษัทด้านเทคโนโลยีอีกด้วย ความสำเร็จต่าง ๆ ของกรุงศรีที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานั้นสะท้อนผ่านตัวเลขผลการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี โดยกรุงศรีสามารถทำรายได้สุทธิกว่า 30,000 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสามเท่าในเวลาหนึ่งทศวรรษ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ครองตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรม ทั้งยังคงความเป็นผู้นำด้านคุณภาพสินทรัพย์มาโดยตลอดอีกด้วย”   นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)   “กรุงศรีก้าวเข้าสู่แผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่สี่ โดยมุ่งเป้ายืนหนึ่งการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน แผนธุรกิจระยะกลางฉบับนี้สะท้อนถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของกรุงศรีเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนเชิงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลสู่อนาคตที่มั่นคง ทำให้กรุงศรีเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืนระดับแถวหน้า แนวทางการดำเนินงานนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ MUFG ที่ต้องการมุ่งสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันทั้งในด้านความยั่งยืน การเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ และการพัฒนาชุมชน” นายเคนอิจิ กล่าวเสริม ปีแห่งความท้าทาย ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายสาธารณะ นโยบายสนับสนุนต่าง ๆ ของภาครัฐ ตลอดจนกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีขณะที่แรงส่งภายนอกสร้างความท้าทายต่อโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน ภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น และภัยแล้งที่เพิ่มความซับซ้อนขึ้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง เป้าหมายและทิศทางทางธุรกิจ แผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ประจำปี 2567-2569 เป็นมากกว่าแผนงาน โดยแก่นหลักของแผนฉบับนี้คือความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็น “ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน” ที่สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาขององค์กรสู่อนาคตที่ความยั่งยืนและการสร้างแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแผนธุรกิจฉบับนี้จะมุ่งเป้าไปยังสามประการหลัก ได้แก่ การเป็นธนาคารชั้นนำเพื่อความยั่งยืน  การขับเคลื่อนความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค  และการรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจหลักของธนาคาร จากเป้าหมายด้าน ESG สู่ความสำเร็จทางการเงิน กรุงศรีในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน เราได้วางเป้าหมายในการเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนที่ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2573 และให้การสนับสนุนลูกค้าในการออกผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา กรุงศรีมียอดสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้น  71,000 ล้านบาทจากฐานปี 2564 โดยแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่นี้ กรุงศรีจะมุ่งขยายบริการทางการเงินเพื่อความยั่งยืนเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้า SME และลูกค้ารายย่อยที่หลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าธุรกิจ และ SME ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนในเรื่องกติกาด้านการเงินและภาษี (Taxonomy) ที่จำแนกประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับความเข้มของค่าคาร์บอนโดยใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรเป็นเกณฑ์   นายเคนอิจิ ยามาโตะ (ขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (ซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)   การสร้างคุณค่าให้กลุ่มลูกค้า เครือข่ายของกรุงศรี และ MUFG ในปัจจุบันครอบคลุม 9 ใน 10 ประเทศในอาเซียน โดยกรุงศรีมีบริษัทในเครือ กระจายอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว ที่ให้บริการลูกค้าแล้วกว่า 17 ล้านราย การดำเนินงานในอาเซียนของกรุงศรีส่งเสริมขีดความสามารถของธนาคารในหลายแง่มุม ตั้งแต่โมเดลธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ ไปจนถึงการระดมทุน การบริหารความเสี่ยง โซลูชันดิจิทัล และนวัตกรรมที่หลากหลาย ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับกรุงศรีในการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาค และกรุงศรีมุ่งมั่นเดินหน้าใช้ประโยชน์จากเครือข่าย MUFG เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค ผ่านการนำเสนอโซลูชันการจับคู่ธุรกิจแบบครบวงจรด้วยแพลตฟอร์ม Krungsri Business Link และบริการ Krungsri ASEAN Link ที่จะช่วยเชื่อมโยงลูกค้าธุรกิจชาวไทยกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อถือได้เข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายของธนาคารที่มีอยู่ในอาเซียนและญี่ปุ่น   ตอกย้ำจุดแข็งของกรุงศรี กรุงศรีมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแกร่งและรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจหลักของธนาคาร เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยจะเน้นเรื่องดิจิทัล ดาต้า ระบบนิเวศและการสร้างพันธมิตรเป็นแกนสำคัญในการดำเนินงาน สำหรับกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล กรุงศรียังคงเดินหน้ากลยุทธ์ One Retail โดยการใช้ดาต้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นหลัก สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ กรุงศรีจะขยายขีดความสามารถด้านธุรกรรมการเงินทั้งในและต่างประเทศในรูปแบบ Banking as a Service โดยพัฒนาร่วมกับพันธมิตรจากทั้งในไทยและต่างประเทศ และสำหรับในด้าน IT และดิจิทัล กรุงศรีจะเดินหน้าลงทุนในดิจิทัลแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่ยึดความต้องการลูกค้าเป็นหลัก รวมถึงการใช้ AI และ Machine Learning เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และการให้บริการกับลูกค้าในทุกกลุ่ม ผ่านทุก Touchpoint ทั้งสาขา ออนไลน์ โมบายแอป และ Call Center กรุงศรีคาดว่าในปี 2567 เงินให้สินเชื่อจะเติบโตที่ 3-5% และตั้งเป้าหมายของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ  (NIM) อยู่ที่ 3.8-4.1% ธนาคารคาดว่าอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ราว 2.50-2.75% ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost-to-income ratio) จะอยู่ในระดับ mid-40%  

02 Feb 2024

SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จับมือกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดอบรม “โครงการการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver” รุ่นที่ 3  ซึ่งเป็นหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง  ให้แก่สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ให้มีความรู้และทักษะ ที่จำเป็น ในการดูแลผู้สูงอายุ ตอบรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย  โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม พร้อมด้วยนางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  นางพิตราภรณ์  บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม นายกฤษณะพงศ์ แสนยากร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมในงาน โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ ทั้งนี้การอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุดังกล่าว จะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่รับการอบรมและสำหรับชุมชนและสังคมในระยะยาว ในด้านการเพิ่มความรู้และทักษะ โดยหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มความรู้และทักษะในการดูแลผู้สูงอายุที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติดูแลอย่างถูกต้องและสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของสุขและเพิ่มความปลอดภัย ตลอดจนยังเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและความรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ช่วยส่งเสริมให้ชุมชน สามารถดูแลผู้สูงอายุที่ดีขึ้น และมีการสนับสนุนต่อกันในการดูแล.            

01 Mar 2024


...

พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ผู้แทนจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ รวมถึงภาคีเครือข่าย จส.100 และสวพ.91 ร่วมแถลงผลการมอบรางวัล และเกียรติบัตร โครงการอาสาตาจราจร ประจำเดือน ธันวาคม 2566 ให้แก่ เจ้าของคลิปที่ได้รับการคัดเลือก รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล เงินรางวัลสูงสุด 20,000 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 100,000 บาท ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   สำหรับโครงการอาสาตาจราจร เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันเป็นพลเมืองดี “อาสาตาจราจร” มุ่งหวังให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักรู้ด้านการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ยานพาหนะ ตลอดจนไม่สร้างความเดือดร้อนและมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง อันเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ “อาสาตาจราจร” สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสการกระทำความผิดทางจราจร ผ่านหลากหลายช่องทาง ได้แก่ เพจอาสาตาจราจร, เพจตำรวจทางหลวง, เพจกองบังคับการตำรวจจราจร, เพจภาคีเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ, จส.100 และสวพ.91 โดยในแต่ละเดือนจะมีการพิจารณาคัดเลือกคลิปการกระทำผิดกฎหมายจราจร หรือคดีอุบัติเหตุจราจร และคลิปนั้นสามารถใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ตามกฎหมาย เดือนละ 10 รางวัล รางวัลที่ 1 จำนวน 20,000 บาท รางวัลที่ 2 จำนวน 10,000 บาท รางวัลที่ 3 จำนวน 6,000 บาท และรางวัลชมเชย 7 รางวัลๆ ละ 2,000 บาท รวม 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งวิริยะประกันภัย เป็นผู้สนับสนุนเงินรางวัลดังกล่าว  

01 Mar 2024

...

  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแจ้งเตือนภัย กรณีมีมิจฉาชีพนำตราสัญลักษณ์ของธนาคารและปลอม Account ในสื่อโซเชียล โดยใช้ภาพของนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เพื่อแอบอ้างปล่อยสินเชื่อบุคคลออนไลน์จากธนาคาร โดย ธอส. ขอยืนยันว่า ธนาคารและกรรมการผู้จัดการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Account ปลอมดังกล่าว รวมถึงการแอบอ้างในสื่อโซเชียลต่าง ๆ  ที่อาจใช้รูปภาพและกระทำในลักษณะเดียวกัน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างแล้ว และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลโกงของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์  

24 Feb 2024

...

  นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำหน่วยหนุมานทิพยจิตอาสา พร้อมกัลยาณมิตรธรรม จัดโครงการพลังบุญทิพยร่วมสร้าง ครั้งที่ 222  เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบสานพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยนิมนต์ ท่านพระครูสิทธิสังวรเจ้าคณะ 5 วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร และพระภิกษุสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  พร้อมร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรม บำรุงศาสนสถานและถวายภัตตาหารเพล  ณ วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

24 Feb 2024

...

เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาคจำนวน 1,000,000 บาท แก่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายใต้โครงการ "เอไอเอ เพื่อก้าวใหม่ ชีวิตใหม่ – AIA New Leg New Life" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม ฯ (ที่ 3 จากขวา) นายเกรียงฤทธิ์ สุขเจริญสิน กรรมการมูลนิธิขาเทียมฯ (ที่ 2 จากขวา) และรองศาสตราจารย์โรม จิรานุกรม รองเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ (ขวาสุด) เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อร่วมสนับสนุนมูลนิธิขาเทียมฯ สำหรับใช้จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในการผลิตขาเทียมให้แก่ผู้พิการยากไร้ทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมาเอไอเอ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับมูลนิธิขาเทียมฯ เพื่อมอบขาเทียมให้ผู้พิการไปแล้วกว่า 5,100 ข้าง นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชนผู้พิการทางขาได้มีโอกาสกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ รวมถึงสามารถกลับมาประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและตอบแทนสังคมไทย และสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา 'Healthier, Longer, Better Lives'

24 Feb 2024

...

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR นำโดย นายกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี (กลาง) ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ เป็นตัวแทนชาวเงินติดล้อต้อนรับคณะผู้บริหารและพนักงาน จากบริษัทในเครือ SCG Décor ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด และ บริษัท โสสุโก้ เซรามิค จำกัด จำนวนกว่า 30 คน ร่วมกิจกรรม TIDLOR Culture Wow เพื่อบอกเล่า แนะนำ และแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร อีกทั้งยังได้ถาม-ตอบ (Q&A) กับผู้บริหาร และทีม Culture Gangster ที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการบริหารธุรกิจและวิธีการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ได้จริงอย่างใกล้ชิด กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไปยังองค์กรต่างๆ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของ บมจ.เงินติดล้อ ในปัจจุบัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแก่หน่วยงานอื่นๆ ต่อไป กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.เงินติดล้อ อาคารอารีย์ ฮิลล์ เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้หลักสูตร TIDLOR Culture Wow และ TIDLOR Culture Camp ภายใต้โครงการ TIDLOR Academy จัดขึ้นสำหรับบุคคลและบริษัทภายนอกที่สนใจการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผ่านแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับเงินติดล้อ เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์คช็อปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990

23 Feb 2024

...

  นางสาวชนิดาภา สุริยา (กลางซ้าย) ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนผู้บริหารและพนักงานเคทีซี มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค สภาพดีพร้อมใช้งาน จำนวน 145 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนในชนบท โดยมีนายพิเชษฐ เขาแก้ว (กลางขวา) ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านคลองบอน จังหวัดนครสวรรค์ ตัวแทนคณะครูอาจารย์รับมอบ ภายใต้กิจกรรม “เคทีซีส่งต่อคอมฯ จากพี่สู่น้อง” โดยในปี 2566 เคทีซีได้มอบคอมพิวเตอร์ รวมจำนวน 184 เครื่อง ให้กับ 6 โรงเรียน เพื่อจัดส่งคอมพิวเตอร์ให้กับอาจารย์และนักเรียนได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนต่อไป ณ เคทีซี ทัช อาคารสมัชชาวาณิช 2  สุขุมวิท 33 เมื่อเร็วๆ นี้  

19 Feb 2024

BUSINESS - MARKETING / ธุรกิจ - การตลาด - ขายตรง - SME

...

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ดังนั้น SME D Bank  พร้อมเคียงข้างสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย คว้าโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง โดยร่วมกับ บริษัท ไบรท์สกาย เอวิเอชั่น จำกัด หรือ “Sky Vibe”  ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์บนเครื่องบินและจัดจำหน่ายสินค้าบนเครื่องบิน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยนำสินค้าวางจำหน่ายบนสายการบิน “ไทยเวียตเจ็ท แอร์” ในเส้นทางบินระหว่างประเทศ จากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิสู่ประเทศจีน รวม 9 เส้นทาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวจีน และต่างชาติ  ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มรายได้ ขยายตลาด คว้ากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และยังเป็นการขยายการรับรู้ Soft Power ไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยด้วย      ทั้งนี้ SME D Bank จะส่งเสริมมอบความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าขายบนสายการบิน “ไทยเวียตเจ็ท แอร์”  ด้วยการจัดสัมมนาโครงการ “ติดปีกสินค้า SMEs ไทย สู่การขายบนสายการบิน” ในวันอังคารที่ 5 มีนาคม 2567 เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องประชุมแก้ววิเชียร ชั้น 11 อาคาร SME Bank Tower สำนักงานใหญ่ SME D Bank เช่น แนะนำขั้นตอนการนำสินค้าจำหน่ายบนสายการบิน เทคนิคการทำตลาดโดยใช้ AI ผ่าน Chat GPT และ Google Bard  รวมถึง การเตรียมพร้อมเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจเข้างานโครงการ หรือใช้บริการด้านการพัฒนายกระดับกิจการ สามารถดูรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ และสมัครแจ้งความประสงค์ได้ที่แพลตฟอร์ม DX (dx.smebank.co.th) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357  

29 Feb 2024


...

SME D Bank แก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลให้แก่เอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 (รหัส 21) ภายใต้มาตรการ “3 ลดปลดหนี้” บรรเทาภาระการเงิน สร้างโอกาสเริ่มต้นใหม่ไปต่อได้ ทั้งพักชำระหนี้เงินต้น 1 ปี ลดดอกเบี้ยให้ 1% และยกดอกเบี้ยค้างให้ทั้งหมด แจ้งความประสงค์ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิ.ย. 68 นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจ ดังนั้น SME D Bank  ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มรหัส 21 (วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 10 ล้านบาท และเป็น NPL ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2566)  ซึ่งประสบความยากลำบากมายาวนาน และต่อเนื่อง  ธนาคารจึงดำเนินการช่วยเหลือต่อเนื่อง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ทั้งลดผ่อน  ลดเงินต้น  และลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน และสร้างโอกาสเริ่มต้นใหม่ กลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ดีอีกครั้ง โดยลูกหนี้รหัส 21 จะได้รับความช่วยเหลือเมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคาร ได้แก่  พักชำระหนี้เงินต้น 1 ปี  อีกทั้ง ระหว่างพักชำระเงินต้นได้ จะได้ลดดอกเบี้ย 1% ต่อปี นอกจากนั้น ยกดอกเบี้ยผิดนัดให้ทั้งหมด และหากปิดบัญชี ลดดอกเบี้ยค้างให้ 100%   สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568 ณ สาขา SME D Bank ที่ใช้บริการสินเชื่อ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357     นอกจากนั้น  SME D Bank ยังให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม  ด้าน “การพัฒนา” ผ่านโครงการ “SME D Coach” จัดทีมโค้ชมืออาชีพให้คำปรึกษาแนะนำและดูแลแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด จนสามารถปรับตัว และก้าวผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี รวมถึง มีแพลตฟอร์มเสริมแกร่งธุรกิจครบวงจรเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม. ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (https://dx.smebank.co.th/)  

09 Feb 2024

...

นางสาว ปริม ปัญญาเสรีพร ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทศกาล “ตรุษจีน” เป็นช่วงเวลาสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณีของชาวจีนรวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนที่จะได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์พร้อมหน้ากันภายในครอบครัวเพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ โดยทุกๆ ปีของช่วงเทศกาลดังกล่าว ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดห้องอาหารจีนในโรงแรมจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ เคทีซีจึงได้จับมือกับ 18 ห้องอาหารจีนจากพันธมิตรโรงแรมชั้นนำในกรุงเทพมหานคร มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกได้เฉลิมฉลองกับเทศกาลสำคัญอย่างคุ้มค่า เพียงสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี รับส่วนลดสูงสุด 30% โดยไม่ต้องใช้คะแนน KTC FOREVER ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 – 15 กุมภาพันธ์ 2567  สำหรับ 18 โรงแรมชั้นนำที่ร่วมรายการ ได้แก่ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท / โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค / โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ / โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ / โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท / โรงแรมคอนราด กรุงเทพ / โรงแรม ดุสิต ปริ้นเซส ศรีนครินทร์ / โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ บางนา / โรงแรมโนโวเทลกรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต / โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพ /โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพ / โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ / โรงแรมเอสซี ปาร์ค / โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล / โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ / โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ / โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ และเดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KTC PHONE  02 123 5000 หรือที่เว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/promotion/dining/hotel-dining สมัครบัตรเครดิตได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก เคทีซี ทัช ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือคลิกลิงค์  https://ktc.today/apply-card     หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยสูงสุด 16% 

04 Feb 2024

...

เพราะทุกคนมีภาพความงดงามของกรุงเทพฯ ในใจที่แตกต่างกัน ครั้งแรกกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567 (Bangkok Design Week 2024) ที่กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ ภายใต้คอนเซปต์ “กรุงสี by กรุงศรี” (The City of Colours) ชวนทุกคนมาออกแบบและแชร์ไอเดียสีสันของกรุงเทพฯในแบบที่คุณอยากเห็น ให้กรุงเทพฯสดใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้นและสามารถตอบโจทย์กับทุก ๆ รูปแบบของการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนได้มีชีวิตง่ายได้ทุกวัน พบกันได้ตั้งแต่ 27 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2567 ณ อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก กรุงเทพฯ   นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงเทพฯไม่เพียงเป็นเมืองหลวง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลการพัฒนาในหลายมิติ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยกรุงศรีพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ มีศักยภาพสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างแท้จริง ซึ่งเทศกาล Bangkok Design Week 2024 ครั้งนี้ก็มีโจทย์สนุก ๆ กับแนวคิดที่อยากให้กรุงเทพฯ เป็น Livable scape คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดีที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์กรุงศรีที่อยากเห็นทุกคนมี “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” เราไม่เพียงดูแลในเรื่องทางการเงิน แต่ยังอยากเห็นทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น”   “กรุงสี by กรุงศรี” (The City of Colours) ออกแบบผลงานดังกล่าวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วม โดยการให้คนนึกถึงกรุงเทพฯ เชิญชวนให้ผู้เข้าชมงานได้ฉุกคิดกับคำถาม “อยากเห็นกรุงเทพฯสีอะไร” และนำทุกคนเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯในสีที่อยากเห็นผ่านกิจกรรมการถ่ายภาพ พร้อมสรุปผลของผู้เข้าร่วมชมงานกับสีของกรุงเทพฯที่ทุกคนอยากเห็น ซึ่งเชื่อว่าจุดเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้เกิดการต่อยอด เพื่อสร้างสรรค์กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สดใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้น เป็นเมืองที่จะส่งเสริมให้เราได้ใช้ชีวิตง่าย ๆ ในแบบของทุกคนเอง นอกจากนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนกรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้น กรุงศรีจะนำเชือก ซึ่งเป็นวัสดุหลักในงานออกแบบครั้งนี้ นำกลับไปใช้ซ้ำ (Reuse)     พบกับ “กรุงสี by กรุงศรี” (The City of Colours) พร้อมโซนกิจกรรมถ่ายภาพ เลือกกรุงเทพฯที่คุณอยากเห็น รับภาพถ่าย ทั้งตัวพรินต์ (Print) และไฟล์ที่ทุกคนสามารถแชร์กรุงเทพฯที่คุณอยากเห็น ผ่านโลกโซเชียลได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2567 ณ อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก กรุงเทพฯ  

28 Jan 2024

...

เคทีซีมอบสิทธิพิเศษเอาใจนักช้อปออกแคมเปญ “KTC New Year Shopping 2024 at Department Stores” ช้อปคุ้มกว่ากับสิทธิ์แลกรับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ที่ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 35% เมื่อใช้จ่ายพร้อมรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์สูงสุด 50,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 – 15 กุมภาพันธ์ 2567 จากมาตรการ “อีซี่ อี - รีซีท” หวังช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ 70,000 ล้านบาทตามความคาดหมายของรัฐบาล นายสรชัช ศรีลมูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการ “อีซี่ อี – รีซีท” (Easy E-Receipt) โดยให้สิทธิ์กับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเว้นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทเพื่อกระตุ้นบริโภคภายในประเทศและคาดหวังมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า70,000 ล้านบาท เคทีซีจึงได้ออกแคมเปญ “KTC New Year Shopping 2024 at Department Stores” ร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการซึ่งสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 – 15 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อเป็นการสนับสนุนมาตรการของภาครัฐและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้ สิทธิพิเศษ แลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 18% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตฯ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์และเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา /  ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม / เอ็มควอเธียร์และดิเอ็มสเฟียร์ เฉพาะโซนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ / ห้างสรรพสินค้าพารากอน / ห้างสรรพสินค้าบลูพอร์ต หัวหิน / ห้างสรรพสินค้าสยามทาคาชิมายะ / สยามดิสคัฟเวอรี่เฉพาะในส่วนของพื้นที่โอเพ่น สเปซ (เคาน์เตอร์แบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ) และไอคอนสยามเฉพาะในส่วนของพื้นที่โอเพ่น สเปซ (เคาน์เตอร์แบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ) โดยมีรายละเอียดดังนี้ แลกรับส่วนลดเพิ่ม 18% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ต่อเซลส์สลิป 5,000 บาทขึ้นไป และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับส่วนลดเพิ่ม 15%  (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ต่อเซลส์สลิป 1 - 4,999 บาท และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับส่วนลดเพิ่ม 13%  (เฉพาะวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี) ไม่กำหนดยอดการใช้จ่ายขั้นต่ำ และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทุกสาขา มีรายละเอียดดังนี้ แลกรับส่วนลดเพิ่ม 18% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์)ยอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป 4,000 บาทขึ้นไป และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับส่วนลดเพิ่ม 15%  (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์)ยอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป 1 - 3,999 บาท และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับส่วนลดเพิ่ม 13%  (เฉพาะวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี) ไม่กำหนดยอดการใช้จ่ายขั้นต่ำ และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป   สิทธิพิเศษ แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% เมื่อมียอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตฯ บนช่องทางบริการสั่งซื้อสินค้าของห้างสรรพสินค้า ได้แก่  Line Chat & Shop / Facebook Live และ Personal Shopper 1425 / Central Online Application และ www.central.co.th  ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล หรือ ช่องทาง M Chat & Shop / Call To Order และ Live Personal Shopper / M Online Application และ www.monline.com ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์กรุ๊ป  โดยมีรายละเอียดดังนี้ แลกรับเครดิตเงินคืน 18% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ออนไลน์ต่อรายการสั่งซื้อ 5,000 บาทขึ้นไป และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 15% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ออนไลน์ต่อรายการสั่งซื้อ 1 - 4,999 บาท และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 13%  (เฉพาะวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี) และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ   เมื่อมียอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตฯ บนช่องทาง Line Chat & Shop / Facebook Live และ Personal Shopper 1425 ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ แลกรับเครดิตเงินคืน 18% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ออนไลน์ต่อรายการสั่งซื้อ 4,000 บาทขึ้นไป และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 15% (เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ออนไลน์ต่อรายการสั่งซื้อ 1 - 3,999 บาท และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ แลกรับเครดิตเงินคืน 13%  (เฉพาะวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี) และลงทะเบียนใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อรายการสั่งซื้อ   ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/shopping/department-store-shopping-complex/year-end-new-year สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ยสูงสุด 16% ต่อปี

10 Jan 2024

...

  คุณอัยรินทร์  จุลล์จักรวงศา  กรรมการผู้จัดการ   บริษัท  ซูเลียน (ประเทศไทย)  จำกัด  มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท ให้แก่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับใช้ในโรงพยาบาล โดยมี พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารศรีสุราลัย  โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เมื่อเร็ว ๆ นี้

06 Jan 2024

...

มาย บาย เคทีซี มอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิกด้วยคะเเนน MAAI อัตราพิเศษเริ่มต้นเพียง 399 คะแนน แลกส่วนลดร้านค้าที่ร่วมรายการตลอดเดือนมกราคม 2567 - มีนาคม 2567 สมาชิกแลกรับคูปองง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน MAAI BY KTC นางสาวอุษณีย์​ เลาหะวรนันท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานสื่อสารการตลาดและธุรกิจ MAAI​ BY KTC “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  MAAI BY KTC (มาย บาย เคทีซี) ผู้ให้บริการด้านดิจิตอล ลอยัลตี้ แพลทฟอร์ม (Digital Loyalty Platform) แบบครบวงจรในการบริหารจัดการคะแนนสะสมและสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ด้วยจุดแข็งของการแลกคะแนนที่มีครอบคลุมกว่า 1,800,000 ร้านค้าทั่วประเทศ มอบสิทธิพิเศษเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับสมาชิกและยังเป็นการมอบประสบการณ์การแลกคะแนน MAAI สำหรับสมาชิก MAAI BY KTC ตลอดเดือนมกราคม 2567 - มีนาคม 2567 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ใช้คะแนน MAAI 900 คะแนน จาก 1,000 คะแนน แลกรับคูปองสตาร์บัคส์ (Starbucks)  100 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 – วันที่ 31 มกราคม 2567 (จำกัด 1 คน ต่อ 1 คูปอง และ จำกัด 1,500 สิทธิ์) ใช้คะแนน MAAI 399 คะแนน จาก 1,000 คะแนน แลกรับคูปอง TP TEA 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 – วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 (จำกัด 1 คน ต่อ 1 คูปอง และ จำกัด 350 สิทธิ์) ใช้คะแนน MAAI 900 คะแนน จาก 1,000 คะแนน แลกรับคูปองบาร์บีคิว พลาซ่า (Bar B Q Plaza)  100 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 – วันที่ 31 มีนาคม 2567 (จำกัด 1 คน ต่อ 1 คูปอง และ จำกัด 500 สิทธิ์ ) สำหรับวิธีการแลกรับคูปองสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงสมาชิกเลือกร้านค้าที่ร่วมรายการบนแอปพลิเคชัน MAAI BY KTC เลือกคูปอง / กดแลกคะแนน / ยืนยันสิทธิ์ / และชำระค่าสินค้ากับร้านค้าจะได้รับส่วนลดทันที ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ MAAI BY KTC โทรศัพท์ 02 123 5678  หรือ https://www.ktc.co.th/maai/crm

06 Jan 2024

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

กบข. จัดส่งเอกสารใบแจ้งยอดเงินประจำปี พร้อมเปิดให้สมาชิกดาวน์โหลด e-Statement แล้ว พร้อมประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเลือกรับ e-Statement ในปีถัดไป เพื่อร่วมกันรักษ์โลก ลดการใช้กระดาษ   นายอาสา อินทรวิชัย รองเลขาธิการกลุ่มงานลงทุนและค้าตราสาร รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข. ) เปิดเผยว่า กบข. ได้ดำเนินการจัดส่งเอกสารใบแจ้งยอดเงินสมาชิกประจำปี 2566 ให้กับสมาชิกทั่วประเทศแล้ว ทั้งในรูปแบบเอกสารผ่านหน่วยงานต้นสังกัด และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) ตามที่อยู่อีเมลของสมาชิกที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอรับ e-Statement ไว้ โดยใบแจ้งยอดเงินสมาชิก จะแสดงข้อมูลรายละเอียดยอดเงิน ณ สิ้นปี 2566 ทั้งเงินสะสมที่สมาชิกนำส่ง เงินที่รัฐสมทบให้ และผลตอบแทนที่ กบข. บริหารให้ แจกแจงตามประเภทของเงินและตามแผนการลงทุน สำหรับยอดเงิน กบข. ที่สมาชิกจะนำไปใช้ในประกอบการยื่นภาษีประจำปี จะอยู่ในส่วน “เอกสารรับรองการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อกรมสรรพากร” บริเวณด้านล่างของใบแจ้งยอดเงินหน้าแรก ทั้งนี้ กบข. ได้อำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการนำส่งเงินสะสมเข้ากองทุนกับทางกรมสรรพากร เมื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีผ่านช่องทางออนไลน์ จะแสดงข้อมูลเงินสะสม กบข. อัตโนมัติ โดยสมาชิกจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนของยอดเงินสะสมระหว่างปี 2566 ซึ่งเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท     ทั้งนี้ สมาชิก กบข. สามารถดาวน์โหลด e-Statement ผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ ดังนี้ 1. My GPF Application ที่เมนู "ดาวน์โหลด e-Statement" 2. My GPF Website ที่เมนู "บัญชีของฉัน" และเลือก "ดาวน์โหลด e-Statement" และ 3. LINE กบข. @gpfcommunity เข้าผ่านสมาร์ตโฟน ที่เมนู "ดาวน์โหลดใบแจ้งยอดเงินประจำปี 2566" ในเมนูหน้าแชท ซึ่งสมาชิกจะได้รับใบแจ้งยอดเงินเป็นไฟล์สกุล .pdf ที่มีรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลสมาชิก นาย อาสา กล่าวเพิ่มเติมว่า ใบแจ้งยอดเงินสมาชิก ถือเป็นเอกสารสำคัญ ที่ กบข. ต้องแจ้งความเคลื่อนไหวเงินในบัญชีให้สมาชิกได้รับทราบ โดยในแต่ละปี กบข. ต้องผลิตใบแจ้งยอดเงิน เฉลี่ย 5 ล้านแผ่น จึงขอเชิญชวนให้สมาชิกลงทะเบียนรับ e-Statement นอกจากจะทำให้สมาชิกสามารถดูใบแจ้งยอดเงินได้ตลอดผ่านช่องทางออนไลน์ของ กบข. ที่สะดวกรวดเร็ว ยังได้มีส่วนช่วยในการลดการใช้กระดาษ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook กบข. หรือ LINE กบข. @gpfcommunity หรือศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก โทร 1179

06 Feb 2024


...

ธ.ก.ส. โอนเงินตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ไร่ละพัน) ปีการผลิต 2566/67 รอบที่ 5 จำนวนกว่า 5 หมื่นครัวเรือน เป็นเงินกว่า 345 ล้านบาททั่วประเทศ นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า วันนี้ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด     ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท กรอบวงเงินรวม 54,336 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.68 ล้านครัวเรือน โดยมีกำหนดจ่ายรอบที่ 5 จำนวน 5 หมื่นครัวเรือน เป็นเงิน 345 ล้านบาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ไปแล้ว 4 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. - 2 ธ.ค. 2566 รอบที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566 รอบที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 และรอบที่ 4 เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2567 โดยจากการโอนเงินดังกล่าว สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้วกว่า 4.62 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวน 52,941 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง จะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่านบริการ BAAC Connect ทาง Line: BAAC Family ด้วย หรือผ่านทาง https://chongkho.inbaac.com      

04 Feb 2024

...

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเทรนด์การผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาแรงในกลุ่มประเทศนอร์ดิก หลังมีส่วนช่วยในการปกป้องสิ่งแวดล้อม แนะผู้ประกอบการไทยศึกษา และนำมาปรับใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ มั่นใจมีโอกาสทำตลาดได้เพิ่มขึ้น   นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวณิชพร วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปเฮเกน เดนมาร์ก ถึงผลการสำรวจตลาดเฟอร์นิเจอร์ ที่มีการพัฒนานวัตกรรมวัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ทำให้ตลาดมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการขยายตลาดเฟอร์นิเจอร์ของไทย โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทผู้ประกอบการนอร์เวย์ ได้มีการพัฒนานวัตกรรมวัตุดิบเฟอร์นิเจอร์จากธรรมชาติเพิ่มขึ้น เช่น บริษัท Agoprene จากกรุงออสโล พัฒนานวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Biofoam ที่เข้ามาทดแทนโฟมดั้งเดิมที่ผลิตจากพลาสติก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุบุในเฟอร์นิเจอร์ โดยเริ่มต้นการวิจัยและทดลองจากการใช้เปลือกหอยนางรม บดเป็นผง และเปลี่ยนเป็นวัสดุฟอง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับที่ใช้กับขยะเกษตรกรรม (Agricultural waste) และเส้นใยไม้ (wood fibres) ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่พบปัญหาว่า หลังจากได้ลองใช้วัสดุต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นโฟมแข็ง ไม่สามารถสร้างความยืดหยุ่นได้ จนในที่สุด ได้ค้นพบวิธีที่สามารถทำให้โฟมยืดหยุ่นได้ คือ การใช้สาหร่ายมาเป็นวัตถุดิบการผลิต โดยแปลงเป็นผงและอบในเตาอบแบบพิเศษ โดยจะสร้างโฟมเป็นลักษณะบล็อก ซึ่งมีความนุ่มเพียงพอสำหรับใช้กับเบาะรองนั่งและเก้าอี้ โดยเป้าหมายของบริษัท คือ การลดการใช้พลาสติกโพลีเมอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในชิ้นส่วนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ กล่าวคือ การพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นชิ้นส่วนในหมอน โซฟา และเบาะเก้าอี้ ทั้งนี้ โฟมจากสาหร่าย สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% ลูกค้าสามารถทิ้งโฟมนี้ไว้ในดิน และโฟมจะย่อยสลายตามธรรมชาติภายในเวลา 8 เดือน หรือเร็วกว่านั้น หากหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาโอกาสในการขยายปริมาณการผลิตโดยการย้ายไปยังโรงงานผลิตที่ใหญ่ขึ้นในปีหน้า ขณะเดียวกัน มีข้อมูลอีกว่า บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเดนมาร์ก คือ Mater ได้ผลิตเก้าอี้และพนักพิงที่ทำจากวัสดุเปลือกเมล็ดกาแฟ และขี้เลื่อยที่เหลือจากการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่อื่น และผลิตเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งที่ทำจากขยะจากมหาสมุทร ส่วนบริษัทเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก IKEA จากสวีเดน ได้วางนโยบายการใช้เฉพาะวัสดุหมุนเวียนและรีไซเคิลมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์เท่านั้นภายในปี 2573 นายภูสิตกล่าวว่า จากแนวโน้มเฟอร์นิเจอร์ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่ให้ความสำคัญกับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบที่เรียบง่าย และความมุ่งมั่นต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและอินทรีย์ เช่น สาหร่าย เปลือกเมล็ดกาแฟ และขี้เลื่อย รวมถึงการนำวัสดุอื่น ๆ จากธรรมชาติมาใช้ เช่น ผ้าลินิน ขนสัตว์ และปอ โดยวัสดุเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศสบาย ๆ กับผู้ใช้ด้วย ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า ในการออกแบบมีการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ถอดส่วนประกอบได้ รีไซเคิลได้ ออกแบบที่เรียบง่าย มีการผลิตแบบประหยัดพลังงาน การใช้ไม้จากแหล่งที่ยั่งยืน และไม้ที่ได้รับการรับรอง และนิยมเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับแต่งเข้ากับห้องได้หลายรูปแบบ (Modular Furniture) ซึ่งผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ของไทย หากต้องการเจาะตลาดในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ควรจะศึกษารูปแบบการผลิตที่เน้นการใช้วัสดุที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม หากทำได้ตามนี้ ก็จะมีโอกาสในการส่งออกและทำตลาดได้มากขึ้น สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169  

21 Jan 2024

...

  นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  พร้อมคณะผู้บริหารธนาคาร เข้าพบ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  นางวรนุช ภู่อิ่ม รองปลัดกระทรวงการคลัง  และนายชาญวิทย์ นาคบุรี รองปลัดกระทรวงการคลัง  เพื่อสวัสดีปีใหม่  2567     พร้อมรับมอบคำอวยพร เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงานของ SME D Bank ในการเดินหน้าภารกิจ “ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย” ณ กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567  

12 Jan 2024

...

  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งและถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมี นายมานพ จินาไหม ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมกิจกรรม ณ กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร    

04 Jan 2024

...

SME D Bank ช่วยเหลือเอสเอ็มอีพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เบื้องต้นมอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด พร้อมผุด 2 มาตรการด่วน “พักชำระเงินต้น” สูงสุด 6 เดือน ควบคู่ “เติมทุน” วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ซ่อม สร้าง และฟื้นฟูกิจการ   นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (จ.สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) กระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย จึงเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน เบื้องต้นได้ส่งมอบ "ถุงยังชีพ"  จำนวน 1,000 ชุด บรรจุสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบแล้ว รวมถึง มอบหมายให้ผู้จัดการสาขาในพื้นที่ประสบอุทกภัย สำรวจความเสียหายกิจการของลูกค้า พบว่า ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม  ประมาณ 140 ราย ส่วนใหญ่อยู่ใน จ.ยะลา และนราธิวาส     ทั้งนี้ ธนาคารช่วยเหลือต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว จึงออก “มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ได้แก่ 1.มาตรการพักชำระหนี้ เงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา ให้สิทธิ์พักชำระเงินต้น สูงสุด 6 เดือน  และ 2.มาตรการเติมทุน ซ่อม สร้าง ฟื้นฟูกิจการ  ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ กู้ได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นำไปใช้ได้ทั้งลงทุน ขยาย ปรับปรุง หมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง หรือรีไฟแนนซ์ เป็นต้น  เช่น สินเชื่อ “SME D พร้อม” วงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท  ผ่อนชำระนานสูงสุด 15 ปี ปลอดชำระเงินต้น 18 เดือนแรก และสินเชื่อ “SME  Speed Up” วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ผ่อนชำระนานสูงสุด 12 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้น 6 เดือนแรก เป็นต้น สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น โดยธนาคารจะติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงสำรวจความต้องการจากผู้ประกอบการ เพื่อพร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยลูกค้าธนาคารและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 1357  

02 Jan 2024

...

ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิต 2565/2566 ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อจูงใจเกษตรกรในการตัดอ้อยสดเพิ่มมากขึ้น และลดปัญหาการลักลอบเผาอ้อยในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด โดยเริ่มโอนครั้งที่ 1 ให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 110,000 ราย วงเงินกว่า 7,100 ล้านบาท ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดีกว่า 59 ล้านตัน ในวันที่ 26 ธันวาคม 2566 นี้ นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้โอนเงินโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิต 2565/2566 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยไปแล้วกว่า 220,000 ราย เป็นเงินกว่า 14,000 ล้านบาท สำหรับในปีนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 เห็นชอบให้สนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานในอัตราไร่ละไม่เกิน 120 บาทต่อตัน เป้าหมายเกษตรกร 200,000 ราย กรอบวงเงิน 7,990.6 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่ธันวาคม 2566 - เมษายน 2567 และมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อจูงใจให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพิ่มมากขึ้น ช่วยลดปัญหาการเผา ลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 โดยจ่ายเงินช่วยเหลือเฉพาะชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงาน ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายเงินให้เกษตรกรตามข้อมูลชาวไร่อ้อยที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จัดส่งให้จำนวน 113,597 คน เป็นจำนวนเงิน 7,158,166,722.48 บาท  มีปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 59,651,389.354 ตัน          

27 Dec 2023

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงเกินระดับค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรุนแรงในพื้นที่หลายจังหวัด ฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน  ฯลฯ  ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจในเรื่องของการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้    บริษัทฯ จึงออกกรมธรรม์ "ประกันภัยโรคร้ายแรงจากฝุ่น PM 2.5" เพื่อเป็นหลักประกันรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ป่วยปุ๊บ จ่ายปั๊บ ไม่ต้องรอ  โดยกรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ กรณีตรวจพบโรคร้ายแรง 4 โรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน 100% ของทุนประกันภัยทันที เมื่อตรวจพบโรคตามที่ระบุ   นางสาวณฐินี ธนะรัชต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพฯ  บริษัท ทิพยประกันภัย  จำกัด (มหาชน)  เผยว่า  “ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5  เป็นปัญหาวิกฤติที่ส่งผลกระทบสะสมต่อสุขภาพของประชาชนมายาวนานต่อเนื่อง  กรมธรรม์ประกันภัยโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนจากโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากฝุ่น PM 2.5 ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 450 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาท รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 1 – 65 ปี คุ้มครองโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ  ซึ่งเราหวังว่ากรมธรรม์ประกันภัยนี้จะเป็นทางเลือก ให้กับประชาชนในการรับมือกับภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 ” ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ เพื่อรับความคุ้มครองได้ โทร. 1736 หรือ  www.tipinsure.com และทิพยประกันภัย ทุกสาขาทั่วประเทศ  

01 Mar 2024

...


01 Mar 2024

...

  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแจ้งเตือนภัย กรณีมีมิจฉาชีพนำตราสัญลักษณ์ของธนาคารและปลอม Account ในสื่อโซเชียล โดยใช้ภาพของนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เพื่อแอบอ้างปล่อยสินเชื่อบุคคลออนไลน์จากธนาคาร โดย ธอส. ขอยืนยันว่า ธนาคารและกรรมการผู้จัดการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Account ปลอมดังกล่าว รวมถึงการแอบอ้างในสื่อโซเชียลต่าง ๆ  ที่อาจใช้รูปภาพและกระทำในลักษณะเดียวกัน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างแล้ว และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลโกงของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์  

24 Feb 2024

...

นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดีและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายฯ) เปิดเผยถึงการดำเนินการของสำนักงาน คปภ. เกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยว่า ตามที่พระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัย และสำนักงาน คปภ. ในฐานะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ได้ออกประกาศ คปภ. เรื่อง ให้บริษัทประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย ยื่นรายงานเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัย พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้บริษัทรายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยและรายงานพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อให้สำนักงาน คปภ. มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบ พฤติกรรม และลักษณะของการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการฉ้อฉลประกันภัย และสามารถกำหนดแนวทางในการยับยั้ง ป้องกัน ตรวจสอบ รายงาน และบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อฉลประกันภัย ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย  ในการบังคับใช้ประกาศ คปภ. ทั้ง 2 ฉบับ สำนักงาน คปภ. ได้มีการออกประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดแบบรายงาน พฤติกรรมที่อาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัย และช่องทางการรายงานการฉ้อฉลประกันภัย สำหรับบริษัทประกันชีวิตและ/หรือประกันวินาศภัย พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดให้บริษัทประกันภัยนำส่งรายงานดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ภายใน 30 วันนับแต่วันสุดท้ายของแต่ละไตรมาส สำหรับประเภทกรมธรรม์ของบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการฉ้อฉลประกันภัยและมีพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัยมากที่สุดคือ กรมธรรม์รถยนต์และเบ็ดเตล็ด ส่วนประเภทกรมธรรม์ของบริษัทประกันชีวิตที่มีการฉ้อฉลประกันภัยและมีพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัยมากที่สุดคือ กรมธรรม์ประกันชีวิต รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงาน คปภ. ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคดีฉ้อฉลประกันภัย ในปี 2566 เพื่อพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยในลักษณะต่าง ๆ ก่อนที่จะเสนอเลขาธิการพิจารณา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ จำนวน 49 คดี โดยแบ่งเป็น 5 กรณีที่สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. กรณีเก็บเบี้ยไม่นำส่งบริษัทประกันภัย จำนวน 6 คดี 2. กรณีคดีปลอมใบรับรองผลตรวจโควิด-19 จำนวน 21 คดี 3. กรณีจัดฉากชน (Bigbike) จำนวน 12 คดี 4. กรณีขายประกันภัยโดยไม่มีใบอนุญาต (โบรกเกอร์เถื่อน) จำนวน 3 คดี และ 5. กรณีหลอกขายประกันภัย จำนวน 7 คดี  ในขณะเดียวกันสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัยแบบคู่ขนานไปพร้อม ๆ กัน เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาระบบฐานข้อมูลรายงานการฉ้อฉลด้านการประกันภัยด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยพัฒนาจากระบบเดิม ซึ่งเป็นเพียงการที่ให้บริษัทรายงานข้อมูลพฤติกรรมการฉ้อฉลประกันภัยเข้ามาเพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และโครงการพัฒนาระบบแบ่งปันฐานข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยหรืออาจจะฉ้อฉลประกันภัยกับภาคธุรกิจ ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจัดให้มีการวางระบบในการจัดทำฐานข้อมูลการกระทำความผิดของตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย ออกระเบียบ/ประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของตัวแทนและนายหน้าประกันภัย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการของบริษัทให้อยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง รวมถึงการจัดการเรื่องความรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน กรณีบริษัทประกันภัยได้พิจารณาตกลงรับ ตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัยที่มีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย หรือมีประวัติอาชญากรรมในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เข้ามาเป็นตัวแทนหรือนายหน้าในสังกัดของบริษัทประกันภัย  

23 Feb 2024

Banner Banner Banner

Banner
  ทิศทาง ceothailand.net ในปี 2567  “สื่อออนไลน์ CEO THAILAND”   ในปี 2567 จะเป็นปีที่ผม “นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์” จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารสื่อ CEO THAILAND และผู้บริหารสื่อออนไลน์ ceothailand.net อย่างเต็มที่ หลังจากที่ผ่านมาได้ไปเดินแผนงานทางด้านการเมือง แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งไปแล้วที่ผ่านมา จึงทำให้ช่วงเวลานี้มีเวลาที่จะมาวางแผนในการเดินหน้าธุรกิจสื่อได้มากขึ้น และในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนับจากนี้ จึงขอเข้ามารับหน้าที่สื่อมวลชน ในการเขียนบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวในแวดวงเศรษฐกิจ-การเงิน และการประกันภัย ในฐานะของคอลัมนิสต์ ตลอดเวลาที่ผมเข้าไปทำงานทางการเมือง ต้องยอมรับว่าวงการข่าวและสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไปเร็ว ตลอดเวลา 5 ปี  สื่อออนไลน์ที่รวดเร็วเข้ามาแทนที่สื่อหลักอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ (ออฟไลน์)  เราต้องยอมรับในเรื่องความรวดเร็ว แต่ต้องไม่ลืมจุดด้อยของสื่อออนไลน์ คือข้อผิดพลาดในการกลั่นกรองข่าวสาร รวมทั้งบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ที่หายไป และข่าวที่ออกมามีความเหมือนกัน  ไม่แตกต่าง และเป็นเชิงภาพข่าว และกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้นในปี 2567 นี้  ในหน้าสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสกับข่าวสารเชิงวิเคราะห์ เจาะลึกแบบออนไลน์ต่อเนื่องในสื่อ CEO THAILAND รวมทั้งการจัดทำเป็น E-Magazine ใน www.ceothailand.net รวมทั้งการจัดทำเป็นรูปเล่มฉบับพิเศษสลับไปบ้างในเรื่องที่สำคัญๆ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม ขอขอบพระคุณท่านลูกค้าและผู้สนับสนุนสื่อด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา และขอขอบพระคุณทุกท่าน รวมทั้งผู้อ่านที่ติดตามสื่อ CEO THAILAND ด้วยดีเสมอมาใน www.ceothailand.net   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา) บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner