Responsive image

Sunday, 25 Sep 2022

Banner
Banner
LATEST NEWS

INSURANCE / ประกันภัย

...

คปภ. ผนึกกำลังครั้งใหญ่เตรียมเปิด...! มหกรรมเทคโนโลยีประกันภัยแห่งปี “Thailand InsurTech Fair 2022” มาก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัยด้วยกัน พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย มางานเดียว ทั้งคุ้ม ทั้งครบ จบเรื่องประกันภัย ระหว่าง 7-9 ตุลาคม 2565 อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 จังหวัดนนทบุรี   ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.)เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมประกันภัยมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมความเข้มแข็งมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยรวมทั้ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในครอบครัว การประกอบธุรกิจการค้า การลงทุนและการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน สำนักงาน คปภ. โดยศูนย์ Center of InsurTech Thailand (CIT) จึงได้ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย และสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน จัดงาน “มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 (TIF 2022) สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้ concept “ก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัย เพื่อโลกใหม่ไร้ขีดจำกัด” Reshaping Insurance to the Multiverse of InsurTech for the Future ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ณ อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของบริษัทประกันภัยชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย และบุคลากรผู้คร่ำหวอดในวงการประกันภัยทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพันธมิตรประกันภัยจากทั่วทุกมุมโลกที่จะมาสร้างเครือข่ายร่วมกัน   ด้าน นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า งานนี้ Thailand InsurTech Fair 2022 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทยแล้ว เรียกว่างานนี้เป็นศูนย์รวมของภาคธุรกิจประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันวินาศภัย โบรกเกอร์ รวมถึงทางด้านของผู้กำกับดูแลก็คือสำนักงาน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย และอีกหลาย ๆ หน่วยงาน ผมอยากจะเชิญชวนว่าในงานนี้ท่านจะได้เข้าถึงเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางด้านของการประกันชีวิตเรื่องของการดูแลทางด้านของประกันสุขภาพ เชิญชวนให้ไปร่วมงานโดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 9 ตุลาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี อย่าพลาดนะครับ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน เราสามารถที่จะไปร่วมงานแบบชนิดที่ว่าเจอตัวต่อตัวได้ หรือจะผ่านทางด้านแพลตฟอร์ม หรือในรูปแบบ Hybrid ได้ด้วยทาง www.tif2022.com อย่าพลาด ขอให้มาในงานนี้   ด้าน นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า งานปีนี้มีบริษัทประกันภัยหลายแห่งเข้าร่วมงานแล้วก็มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ ที่จะมาโชว์ในงาน โดยเฉพาะส่วนลดที่ประชาชนทั้งหลายรอคอยว่าบริษัทจะสามารถให้ส่วนลดกับประชาชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยในงานได้สูงสุดถึง 30% และสำหรับการซื้อออนไลน์ได้ถึง 35% โดยปีนี้ก็เป็นปีที่พิเศษก็จัดงานแบบ Hybrid ทั้ง Onsite และ Online สำหรับประชาชนที่สนใจและมีเวลาก็อยากให้มาเยี่ยมชมในวันที่ 7 -9 ตุลาคมนี้ ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี ประชาชนที่มาในงานจะได้รับประโยชน์เต็มที่ ส่วนท่านที่ไม่มีเวลา สามารถเข้าเยี่ยมชมงาน หรือว่าซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ได้โดยเข้าไปที่ www.tif2022.com ไม่อยากให้ท่านพลาดในงานนี้ เพราะว่าปีหนึ่งมีครั้งเดียวแล้วคราวนี้การจัดงานห่างหายไปสองปีจากสถานการณ์โควิด มาเยี่ยมชมกันครับ   ด้าน นายจิตวุฒิ ศศิบุตร นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย กล่าวว่า ภายในงานจะมีการโชว์เทคโนโลยี การนำแพลตฟอร์มให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความตรงต้องการของลูกค้า ให้ส่วนลดอย่างเต็มที่ รวมไปถึงนายหน้าต่างชาติจะนำเอานวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในต่างประเทศมาจัดแสดง เรื่องของ Parametric เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การดูเรื่องภัยพิบัติ M&A จะนำมาจัดแสดงภายในงาน เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เร็ว ๆ นี้ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต นายหน้า หรือทุกคนก็ควรมา เพราะถือว่าเป็นงานประกันภัยแห่งปี ทุกคนอยากมาแสดงร่วมโชว์ผลงาน โดยทำส่วนลด แลก แจก แถม ที่สำคัญมีการจับฉลาก รถยนต์เป็นรางวัลใหญ่ โดยประชาชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยในงานนี้ก็จะได้มีโอกาสได้รับรถยนต์หรือมีของรางวัลอีกมากมาย อยากให้ทุกคนไปร่วมงานเพราะว่าได้ของดีที่เตรียมไว้แล้ว หรือหากใครมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของประกันภัย หรือประกันชีวิต สามารถเข้าไปปรึกษาในงานได้ด้วย อยากจะปรึกษาอะไรเกี่ยวกับเรื่องของประกันภัยเข้าไปได้ หรือการหาพาร์ทเนอร์ชิพ ระหว่างธุรกิจเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนทัศนคติและก็ไปคุยกันในงานนี้ได้เช่นกัน ขอเชิญชวนพลาดไม่ได้งานนี้วันที่ 7 - 9 ตุลาคม 2565 ที่อิมแพคเมืองทองธานี ฮอลล์ 6 หรือเข้าไปเช็คข้อมูลที่ www.tif2022.com   ด้าน นายฐิติ ยศอนันตกุล นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน กล่าวว่า งานปีนี้จะมีการนำที่ปรึกษาด้านการเงินมานั่งที่บูธจัดแสดงภายในงาน โดยเป็นการเชิญชวนลูกค้ามานั่งปรึกษาการเงิน โดยอย่างน้อย ท่านจะได้ทราบอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งการเข้าใจในเรื่องอัตราส่วนจะสามารถทำประโยชน์ได้โดยใช้เงินในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งในงานเราจัดบูธพร้อมมีที่ปรึกษาทางการเงินมีประจำอยู่ที่บูธ ในฝั่งตัวแทนประกันชีวิตที่มาร่วมงาน จะได้ประโยชน์คือ หลักสูตรที่ปรึกษาทางด้านการเงินซึ่งเป็นหลักสูตรลิขสิทธิ์จากทางสิงคโปร์ โดยพัฒนาจากการเป็นตัวแทนเข้าสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก และพร้อมปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสถานการณ์โลก การเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินจะตอบโจทย์ให้ตรงกับลูกค้ามากที่สุด และมารับความรู้ด้านการประกันภัยจากวิทยากรชั้นนำ โดยเฉพาะตัวแทนประกันชีวิตมาเก็บเกี่ยวความรู้และที่สำคัญท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับว่าเทคโนโลยีด้านการประกันภัยที่ทันสมัย ผมเชิญชวนสำหรับประชาชนทั่วไปมาร่วมงานประกันภัยที่สำคัญแห่งปี สามารถมาซื้อผลิตภัณฑ์ในงานนี้แล้วมีโอกาสได้รับรถยนต์ไฟฟ้าที่หาซื้อไม่ได้เพราะว่าไม่มีในท้องตลาด แต่ผู้จัดงานสามารถจัดหามาได้ สนุกสนานกับทางของรางวัลเตรียมไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะที่บูธของสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินของเรามีที่ปรึกษาทางด้านการเงินรอต้อนรับทุกท่านอยู่ครับ   เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า งาน “มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 หรือ TIF 2022 ปีนี้มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ 10 ไฮไลท์ด้วยกัน คือ ไฮไลท์แรก การนำเสนอนวัตกรรมประกันภัยต่าง ๆ จากบูธบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทนายหน้าประกันภัย InsurTech and Startups Firms และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนมากกว่า 70 หน่วยงาน ไฮไลท์ที่ 2 การลงทะเบียนในรูปแบบของการสร้าง Avatar ที่จะช่วยค้นหาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ในแต่ละวัย และตรงตามความต้องการของแต่ละช่วงวัยมากที่สุด ค้นหาและซื้อประกันภัยที่เหมาะสม ในราคาลดกระหน่ำที่สุดแห่งปี และตรงกับ Lifestyle ของผู้เข้าร่วมงานอย่างแท้จริง ไฮไลท์ที่ 3 การสัมมนาทางวิชาการด้านการประกันภัย ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ 4 Pillar หลักประกอบด้วย Pillar 1 Creating Digital Ecosystem for Insurance Industry ว่าด้วยบทบาท และมุมมองของ Regulator ในการ Facilitate Digital Ecosystem ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจประกันภัยอย่างยั่งยืน โดยเปิดฉากกิจกรรมทางวิชาการด้วยการบรรยายพิเศษ โดย ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. Pillar 2 Mastering Technologies and Capitalizing on Mega Trends เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์จากโอกาสและเทรนด์ใหม่ Pillar 3 Improving Endlessly Using InsurTech เปิดโลกสู่เทคโนโลยีประกันภัยเพื่อพลิกโฉมวงการประกันภัย พร้อมเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันอย่างไร้ขีดจำกัด Pillar 4 Revolutionizing the New Intermediaries การปรับตัวของคนกลางประกันภัย และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงและให้บริการลูกค้าในยุคดิจิทัล ไฮไลท์ที่ 4 การนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ แบบใหม่โดนใจนักช็อปความคุ้มครองให้กับตัวเองและครอบครัว ด้วยโปรโมชั่นลดเบี้ยประกันภัยแบบกระหน่ำสูงสุด 30% ไฮไลท์ที่ 5 การจัดประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2022” เพื่อเฟ้นหาสุดยอด InsurTech ของประเทศไทยที่เสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัยที่เป็นเลิศ ซึ่งขณะนี้มีทีมที่ให้ความสนใจสมัครร่วมประกวดเป็นจำนวนมากกว่า 167 ทีม โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา และประเภทบุคคลทั่วไป โดยมี 10 รางวัล รวมเงินรางวัล 500,000 บาท พร้อมโล่ สำหรับรางวัลประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา มี 5 รางวัลดังนี้ (รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 70,000 บาท รางวันที่ 3 เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 15,000 บาท) และประเภทบุคคลทั่วไป มี 5 รางวัล ดังนี้ (รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 70,000 บาท รางวันที่ 3 เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 15,000 บาท) ซึ่งจะมีการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นถึง 3 รอบ และไปคัดเลือกรอบสุดท้ายในวันที่ 8 ตุลาคม 2565 ที่บูธของสำนักงาน คปภ. ในงาน “Thailand InsurTech Fair 2022” ไฮไลท์ที่ 6 การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ต่อยอด และจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้บริหารจากบริษัทประกันภัย บริษัทเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไฮไลท์ 7 InsurVerse Zone พื้นที่แสดงศักยภาพของบรรดา InsurTech & Tech Startup Firms จากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่จะมาอวดโฉมนวัตกรรมทาง InsurTech เพื่ออนาคตการประกันภัยยุคใหม่ไร้ขีดจำกัด เพื่อร่วมกันเปิดโลกจักรวาลความรู้เทคโนโลยีประกันภัย   ไฮไลท์ที่ 8 ขายผลิตภัณฑ์ออนไลน์ Mini shopping และกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น กิจกรรมให้ความรู้ Interactive wall, Interactive floor ในระบบ Touchless Sensor ให้ผู้ร่วมงานได้เล่นสนุกเพลิดเพลินกับเกมส์ประกันภัย โดยกิจกรรมเหล่านี้สามารถสะสมเพื่อแลกรับของรางวัลต่าง ๆ ของที่ระลึกหรือ eVoucher จากร้านค้าชั้นนำได้ และ Photobooth ที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถถ่ายรูปคู่กับตัว Avartar ของตนเองเพื่อ share ใน Social Media ได้อีกด้วย ไฮไลท์ที่ 9 ตื่นตาตื่นใจไปกับความบันเทิงจากศิลปิน ดารามากมาย ที่ร่วมสร้างสีสันจากทั่วฟ้าเมืองไทย ไฮไลท์ที่ 10 ผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินภายในงานครบ มูลค่าตั้งแต่ 500 - 3,999 บาท รับ 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล มูลค่าตั้งแต่ 4000 - 5,000 บาท รับเพิ่มอีก 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล และทุก ๆ  5,000 บาท ต่อไป รับเพิ่มอีก 1 สิทธิ์ในการชิงรางวัล โดยจับรางวัลทุกวัน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี Exhibition Hall 6 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีทาง www.tif2022.com พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่สุดอลังการอย่างรถยนต์ไฟฟ้า EV - Ora Good Cat รวมทั้ง IT Gadget iPhone 14 , Samsung flip 4 , iPad Gen 9 2021 , iPad mini 2021 , Samsung Galaxy Tab S8 , Samsung Galaxy Tab A7 Lite , Smart Watch , คอมพิวเตอร์ Laptop อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 1,600,000 บาท “ผมขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวงาน“มหกรรมการประกันภัย” Thailand InsurTech Fair 2022 หรือ TIF 2022 ภายใต้ธีม “ก้าวสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยีประกันภัย เพื่อโลกใหม่ไร้ขีดจำกัด” Reshaping Insurance to the Multiverse of InsurTech for the Future” ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ณ ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประกันภัยและนวัตกรรมต่าง ๆ ด้านการประกันภัย และเทคโนโลยีด้านประกันภัยแล้วยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยราคาพิเศษลดสูงสุด 30% พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ทั้งนี้งาน “Thailand InsurTech Fair 2022 จะจัดขึ้นในลักษณะ Hybrid ทั้งรูปแบบ Online สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.tif2022.com หรือในรูปแบบ Onsite โดยติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง tif@oic.or.th หรือทาง Facebook Page : Center of InsurTech Thailand ...ขอย้ำผู้สนใจเข้าร่วมงานนี้..! ควรเตรียมความพร้อมในทุกมิติ..แล้วพบกันครับ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

23 Sep 2022


...

พร้อมบูรณาการความร่วมมือด้านประกันภัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร-ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยระบบประกันภัย ก่อนขยายกิจกรรมรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) และ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่องเพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” ภายใต้ชื่องาน “คปภ. ปลุกพลังนักบิด เปิดโลกใหม่ให้คุ้มครองด้วยประกันภัย พ.ร.บ.” (วันนี้) 13 กันยายน 2565 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือ ประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันทุกประเภทต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินเท้า ถ้ารถทำประกันภัย พ.ร.บ. นอกจากจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดแล้ว ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาทต่อคน กรณีบาดเจ็บสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000-500,000 บาทต่อคน กรณีทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน และกรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน นอกจากนี้ จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ามีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงร้อยละ 65 ของรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสม ทำให้เมื่อเกิดเหตุจากรถที่ไม่จัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และจากสถิติในปี 2564 มีผู้ประสบภัยจากรถที่มาขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำนวน 9,112 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 180 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติพบว่า 70% เป็นผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจในการกำกับดูแล พัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่อง เพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. สำนักงาน คปภ. จึงผนึกกำลังกับกทม. เพื่อปลุกพลังผู้ขับขี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก ซึ่งมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตสำหรับประชาชน รวมทั้งเป็นไปตามนโยบาย “ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์” (Zero Accident) ของกรุงเทพมหานครและรัฐบาล โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมพี่น้องประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้รถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และจากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ณ 10 กันยายน 2565 พบว่า กรุงเทพมหานครมีประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยมีผู้บาดเจ็บ 77,093 ราย เสียชีวิต 657 ราย คิดเป็นร้อยละ 89.50 ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ โดยที่มีสัดส่วนการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียง 70% ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการที่กรุงเทพมหานครแล้ว สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้ารุกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรม Road Show และกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับประชาชนผู้ใช้รถ สร้างการเข้าถึงประกันภัย พ.ร.บ. และการมีส่วนร่วมในการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก และมีความจำเป็นต่อการเดินทางของคนกรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่รถจักรยานยนต์ก็มีความเสี่ยง ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ได้ทำประกันภัยก็จะกระทบกับชีวิตครอบครัว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าผลกระทบที่จะได้รับหลังจากเกิดอุบัติเหตุจะมีค่าใช้จ่ายตามมาหากไม่ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ.  ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถเจาะผ่านผู้นำชุมชนให้ช่วยรณรงค์ภายในชุมชน หรือจะเป็นกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มไรเดอร์ GRAB  ซึ่ง กทม. สามารถช่วยรณรงค์ได้ทันที โดยเน้นให้ความร่วมมือรณรงค์ประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ โดยรณรงค์เป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องอุบัติเหตุในการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย และให้ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่กันไปด้วย ในโอกาสนี้ กทม. ขอขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่มอบกรมธรรม์ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ จำนวน 500 ฉบับ ให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ กทม. ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ ตกปีละกว่า 300 บาท หรือเก็บเงินวันละบาทเท่านั้น จำเป็นจะต้องสื่อสารในเรื่องนี้ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น แต่จะต้องทำเป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องการรณรงค์ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่ไปกับการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย การรณรงค์ไม่ขับรถเร็ว การรณรงค์รักษากฎจราจร เป็นต้น           เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ สำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานคร จะต่อยอดการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทั้งในการรณรงค์ให้ชาวกทม.ทำประกันภัย พ.ร.บ. และร่วมมือในการนำระบบประกันภัยมาช่วยบริหารความเสี่ยง ตลอดจนช่วยให้ชาวกทม. และบุคลากรในสังกัดกทม. สามารถเข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมในเรื่องประกันภัยอย่างเต็มที่  “ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัย หรือต้องการข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย  

15 Sep 2022

...

คปภ. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบกรณีน้ำท่วม พร้อมกำชับสำนักงาน ภาค/จังหวัดทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมบูรณาการร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยในการลงพื้นที่อำนวยความสะดวกกับประชาชนอย่างเต็มที่ ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในประเทศไทยที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากและในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นอย่างมากและได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาคกำหนดมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมดำเนินการจัดตั้งศูนย์อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วม ณ สำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง สำนักงาน คปภ. เขตท่าพระ สำนักงาน คปภ. เขตบางนา สำนักงาน คปภ. ภาค และสำนักงาน คปภ. จังหวัดทั่วประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวมีหน้าที่อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยในการรับแจ้ง ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารการจัดทำประกันภัย รวมทั้งติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ประชาชนผู้เอาประกันภัย และบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย เพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัยอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังได้กำหนดช่องทางในการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนผู้ประกันภัยในการแจ้งข้อมูลด้านการประกันภัย โดยเพิ่มช่องทางในการแจ้งข้อมูลการช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายสามารถแจ้งข้อมูลและขอรับการช่วยเหลือด้านการประกันภัย ผ่านช่องทาง E-mail : floodppd@oic.or.th มายังสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ หลังจากนั้นสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์จะรวบรวมตรวจสอบ และประสานไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อให้การดูแลด้านประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป ทั้งนี้ ได้มอบหมายผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วม เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ยังได้มีหนังสือถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ให้แจ้งบริษัทสมาชิก ได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัย พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบความเสียหายเพื่อเตรียมพร้อมในการพิจารณาชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.ภาค/จังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประสบภัยรีบสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ที่มักจะได้รับความเสียหายเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม โดยให้ยึดถือแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป และระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัยแสดงรายละเอียดของความสูญเสียและมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นของทรัพย์สิน ส่วนกรณีเสียชีวิตให้ทายาทแสดงหลักฐานสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นขอให้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ซื้อไว้ว่าให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือไม่อย่างไร โดยกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วม อาทิ เช่น การประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินและการประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น การประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติอีก 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 20,000 บาทต่อปี และการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติ 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 10,000 บาทต่อปี “สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความห่วงใยและขอส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกพื้นที่ และขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักว่าปัจจุบันภัยธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากประชาชนทำประกันภัยไว้ก็จะเป็นการช่วยบรรเทา เยียวยาความเดือดร้อนและความเสียหายทางการเงินที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกันชีวิต หรือการประกันภัยทรัพย์สินต่าง ๆ โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมจะดูแลเพื่อให้ระบบประกันภัยเยียวยาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านประกันภัย สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือติดต่อได้โดยตรง ณ สำนักงาน คปภ. ภาค/จังหวัด ทั่วประเทศ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

14 Sep 2022

...

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมใหม่ ส่ง mOnePlus ประกันยูนิตลิงค์จ่ายเบี้ยครั้งเดียว เลือกแนบอีลิท เฮลท์ พลัส หรือ ดี เฮลท์ พลัสได้ ขึ้นแท่นประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์   รายแรกที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าบรรลุทุกเป้าหมาย ทั้งความคุ้มครองชีวิต สุขภาพและโรคร้ายแรง พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน แบบไม่มีภาระจ่ายเบี้ยทุกปี นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาดด้านความคุ้มครองชีวิต สุขภาพและโรคร้ายแรง ตลอดจนการวางแผนการเงินแบบครบวงจรด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ทุกไลฟ์สไตล์แบบ End to End โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นหลัก ล่าสุดได้ปรับปรุง mOnePlus ประกันยูนิตลิงค์จ่ายเบี้ยครั้งเดียว ให้สามารถเพิ่มความคุ้มครองด้วยสัญญาเพิ่มเติม อีลิท เฮลท์ พลัส, ดี เฮลท์ พลัส และสัญญาเพิ่มเติมแบบ UDR อื่นๆ ได้ ทั้งยังมอบส่วนลดพิเศษ 5% สำหรับค่าการประกันภัยสัญญาเพิ่มเติม อีลิท เฮลท์ พลัส เมื่อซื้อแนบกับ mOnePlus และมีเบี้ยประกันภัยรวมชำระครั้งแรกตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป (นับรวมเบี้ยประกันภัยหลักและเบี้ยประกันภัยส่วนที่เป็นเงินออมเพิ่มเติม) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธ.ค. 2565 mOnePlus เป็นยูนิตลิงค์ที่มีจุดเด่นคือ รวมการประกันชีวิตและการลงทุนในกองทุนรวมเข้าไว้ด้วยกัน จ่ายเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียวแต่ใช้วางแผนการเงินได้หลากหลาย เหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อเก็บออมระยะยาว สามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามจังหวะชีวิต ทั้งยังสามารถมอบเป็นของขวัญความคุ้มครองชีวิต สุขภาพและโรคร้ายแรงให้ลูกหลาน หรือใช้วางแผนเกษียณให้ตัวเอง พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่าเนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสำหรับเบี้ยประกันภัยหลัก ทำให้สามารถนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยนวัตกรรมการให้บริการสุดพิเศษสำหรับลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ กับ บริการ MTL Portfolio Management ดูแลพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ทั้งการคัดเลือกกองทุนรวม กำหนดสัดส่วนการลงทุน ติดตามผลการดำเนินงานและปรับพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติให้ทันตามสถานการณ์ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่มีเวลาบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคอยติดตามดูแลพอร์ตการลงทุนให้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าบรรลุทุกเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นใจ ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1766 กด 6 ในวันและเวลาทำการ หรือ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต หรือ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  

11 Sep 2022

...

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) ผู้นำด้านบริษัทประกันชีวิต และสุขภาพ เปิดตัว 2 แคมเปญใหญ่ “Make time for me-time” หรือ “ให้เวลาที่ควรให้กับตัวคุณเอง” ซึ่งเป็นแคมเปญที่แอกซ่าเปิดตัวทั่วเอเชียเพื่อกระตุ้นให้ทุกคน "ให้เวลากับตัวเอง" เพราะการดูแลผู้อื่นได้ดีเริ่มตนจากการดูแลตนเอง และอีกหนึ่งแคมเปญ “เชื่อในสิ่งที่ใช่กับ Emma” ที่เป็นการนำเรื่องราวความเชื่อเก่าแก่ที่คนปฏิบัติต่อๆ กันมา พร้อมนำเสนอให้ Emma by AXA เป็นผู้รู้จริง ที่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ทุกคน โดยทั้ง 2 แคมเปญ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและสร้างนิยามใหม่ของสุขภาพที่ดีทั้งกายและจิตใจ คุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารองค์กร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 แห่งการดำเนินธุรกิจเพื่อคนไทย และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้คนไทยคำนึงถึงสุขภาพ และให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้นบริษัทฯ จึงได้จัดทำแคมเปญโฆษณา “Make time for me-time” ขึ้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาให้เวลากับตัวเอง โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่ม Sandwich Generation ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความต้องการของ Sandwich Generation ในเอเชีย ที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราและลูกๆ ซึ่งหมายความว่า ตนเองจะต้องใช้เวลาดูแลผู้อื่นมากกว่าตนเอง และเมื่อมีเวลาให้กับตัวเอง มักจะรู้สึกผิดหรือละอายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการบอกปฏิเสธ ใครสักคนว่า"ไม่" โดยข้อมูลเชิงลึกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ที่ต้องการส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีทั้งใน และนอกที่ทำงาน และบริษัทฯ เชื่อว่า การมีสุขภาพที่ดี เริ่มจากการดูแลตัวเอง นอกจากนั้น แคมเปญดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งแคมเปญใหญ่ของแอกซ่าภูมิภาคเอเชีย และเปิดตัวพร้อมกันในเดือนกันยายนในหลายประเทศทั่วเอเชีย โดยแคมเปญโฆษณา “Make time for me-time” ประกอบด้วยโฆษณาออนไลน์สื่อที่เป็นภาพนิ่ง และ Art Care Exercise Series ผ่านสื่อนอกสถานที่   • โฆษณาออนไลน์ชุดแรก เนื้อหาจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครที่เป็น sandwich generation ทำงานควบคู่ไปกับการดูแลคนในครอบครัว จนลืมไปว่าตัวเองต้องการเวลาเช่นกัน แต่โชคดีที่มี กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ช่วยดูแล เตรียมแผนประกันที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ที่ช่วยให้ตัวละครสามารถดูแลตัวเองได้ดีกว่าเดิม อุ่นใจและพร้อมดูแลคนอื่นได้ดีขึ้น โฆษณาชุดนี้ได้เริ่มออกอากาศในวันที่ 5 กันยายน เป็นต้นไป • สื่อภาพนิ่ง และ Art Care Exercise Series ออกแบบโดยคุณโยชิ รอทเทน(YoshiRotten) ศิลปินกราฟิกชื่อดัง ที่ได้นำเอาประโยชน์ของศิลปะ และสีสัน มาส่งต่อแรงบันดาลใจในการนำเสนอ การผ่อนคลายร่างกายในแบบต่างๆ ได้แก่ การบริหารดวงตา และการหายใจ โดยจะเริ่มสื่อสารในวันที่12 กันยายน เป็นต้นไป • โฆษณาชุดพิเศษ “EVERYONE’S TIME” ที่ได้รับเกียรติจากคุณก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ พรีเซนเตอร์ตัวแทนของผู้หญิงที่ใส่ใจสุขภาพ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่ต้องทำงาน และดูแลทุกคนในครอบครัวไปพร้อมๆ กัน จนไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่โชคดีที่ได้เลือกกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มาช่วยดูแล เพราะถ้าดูแลตัวเองดี จึงสามารถดูแลคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น   นอกจากนั้น บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวแคมเปญโฆษณาออนไลน์ “เชื่อในสิ่งที่ใช่กับEmma” ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวความเชื่อเก่าแก่ ตำนานโบราณ และสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังถือปฏิบัติต่อๆ กันมา พร้อมนำเสนอ Emma by AXA ที่เป็นผู้รู้จริง และสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ทุกคน โดยแคมเปญดังกล่าว ประกอบด้วย โฆษณาออนไลน์ สื่อภาพนิ่ง และไลน์สติ๊กเกอร์เอ็มม่า • โฆษณาออนไลน์ ถ่ายทอดผ่านตัวละครมีความเชื่อ ที่ถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน แต่เป็นความเชื่อแบบผิดๆซึ่งโชคดีที่ ตัวละครนี้ได้พบความจริงโดย Emma by AXA ผู้ช่วยส่วนตัวดิจิทัล จาก กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ที่ช่วยแนะนำข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งโฆษณาชุดนี้ได้รับเกียรติจาก คุณหญิง-รฐา โพธิ์งาม พรีเซนเตอร์ Emma มาถ่ายทอดเรื่องราวโดยจะเริ่มสื่อสารในวันที่ 30 กันยายนเป็นต้นไป • สื่อภาพนิ่ง ออกแบบโดยศิลปินคุณคามิโล ฮุนก้า (Camilo Huinca) ศิลปินกราฟิกชื่อดัง ที่ออกแบบลายเส้นสุดพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชื่อมโยงเรื่องราวความเชื่อผ่านศิลปะให้เข้าใจได้ง่าย ในแบบต่างๆ อาทิ ดื่มน้ำมะนาวรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้นโดยสื่อโฆษณาจะออกอากาศภายในเดือนกันยายนนี้ เช่นกัน • ไลน์สติ๊กเกอร์ Emma by AXA ชุดพิเศษ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้ “จากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดมานานกว่า 2 ปี ได้ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของทุกคนเปลี่ยนไป ตลอดจนการนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ทุกภาคธุรกิจ รวมถึงธุรกิจประกันชีวิต ต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่นเดียวกับ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ผู้นำธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ ที่มุ่งมั่นพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราอยู่เสมอ และในปี 2565 บริษัทฯ มีบริการด้านสุขภาพที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด อาทิ  • บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ หรือ “เทเลเฮลท์ (TeleHealth)” ที่มีแผนขยายพื้นที่ให้บริการอีก 5 จังหวัด จากเดิม 16จังหวัดทั่วไทย ซึ่งเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการตอบรับอย่างดีโดยยืนยันได้จากตัวเลขผู้ลงทะเบียนใช้งานในครึ่งปีแรก ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 429% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา • KTAXA Mind Health บริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตใจ ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินสุขภาพจิตใจผ่านช่องทางออนไลน์หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้รู้ค่าความสุขของตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ ผ่านแอปพลิเคชัน Emma by AXA • KTAXA แคร์คุณกว่าใคร (Care Coordination) บริการพิเศษให้คำปรึกษาลูกค้าผู้ถือประกันสุขภาพที่มีอาการเจ็บป่วย และต้องการความช่วยเหลือในด้านการสรรหาโรงพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในปีนี้โครงการฯได้ขยายการให้บริการในลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งโครงการฯได้รับการประเมินความพึงพอใจจากลูกค้าในเรื่องการบริการสูงถึง 90%    • “แอกซ่า ซิกเนอเจอร์ (AXA Signature) หรือโรงพยาบาลเครือข่ายความร่วมมือพิเศษด้านบริการทางการแพทย์” ที่ยกระดับมาตรฐานด้านบริการสุขภาพ การรักษาพยาบาล รวมถึงบริการที่สนองตอบความต้องการของลูกค้า ซึ่งโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ จะมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ ให้สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพรวดเร็ว สะดวกสบาย และนำเสนอทางเลือกพิเศษทางการแพทย์ที่หลากหลาย • Know Your Heart แบบทดสอบอายุหัวใจเมื่อเทียบกับอายุจริง เป็นหนึ่งในบริการที่สร้างการตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพ โดยเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมกิจกรรม ทดสอบอายุหัวใจและแชร์ผ่านโซเชียลได้ตั้งแต่วันที่ เดือนกรกฎาคม จนถึง 31 ธันวาคม 2565”    

11 Sep 2022

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจประกันวินาศภัยและดิจิทัลอินชัวรันส์ ผนึกกำลัง บริษัท แคริว่า (CARIVA) ประเทศไทย จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจแพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีเครือข่ายข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้การกำกับดูแลของบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส หรือเออาร์วี (ARV) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยด้านสุขภาพ เพื่อสร้างนวัตกรรมธุรกิจประกันภัยด้านสุขภาพร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการต่อยอดเชิงสร้างสรรค์ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน รวมถึงสร้างโอกาสในการยกระดับธุรกิจร่วมกันในอนาคต   ดร.พลรัตน์ เอกโยคยะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันกระแสการดูแลสุขภาพ (Health Conscious) กำลังเป็นที่นิยมและได้รับการตอบรับจากกลุ่มคนทั่วโลก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มคนผู้สูงอายุ ผ่านการใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพในมิติต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันเพื่อดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Health & Wellness  รวมถึงธุรกิจประกันภัยสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทิพยประกันภัยมุ่งเน้นการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการคิดค้น วิจัย ออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยและบริการด้านสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผ่านการนำเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการด้านประกันภัยเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทิพยประกันภัยจึงผนึกกำลังกับ แคริว่า (CARIVA) Health Tech ชั้นนำของประเทศ ร่วมสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพผ่านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการด้านประกันภัยสุขภาพแบบครบวงจรภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่สำหรับออกสู่ตลาดธุรกิจประกันภัยในเร็วๆ นี้   ดร. ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด และ ประธานกรรมการบริษัท แคริว่า ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในยุคที่ผู้คนสามารถกำหนดความต้องการของตนได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เออาร์วี และ แคริว่า เล็งเห็นถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลสุขภาพให้กับผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ผ่านแนวคิด Health in Hands ที่ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูล พร้อมเลือกใช้สินค้าและบริการด้านสุขภาพผ่านสมาร์ตโฟนได้แบบครบวงจร จึงร่วมมือกับทิพยประกันภัย ผู้นำด้านประกันภัยและประกันภัยสุขภาพที่มีประสบการณ์กว่า 70 ปี พัฒนาระบบที่จะเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากแหล่งต่าง ๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน พร้อมการประเมินสุขภาพเบื้องต้นด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Symptom Checker) และยังสามารถรับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Telemedicine) ได้ตลอดเวลา โดยแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่เกิดจากความร่วมมือนี้ สามารถต่อยอดสร้างโมเดลคำนวณเบี้ยประกันภัยให้กับกลุ่มลูกค้าทิพยประกันภัย นอกจากนั้นยังได้ร่วมกันทดสอบบริการทางการแพทย์ผ่านเครื่อง Health Kiosk และ Home Care Solution และพัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Metaverse) เพื่อใช้ร่วมกับการประกันภัยเกี่ยวกับสุขภาพจิต เรามุ่งหวังว่าการร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แบบ 360 องศา ด้วยนวัตกรรมที่ Personalize เพื่อการดูแลสุขภาพเองได้ตามความต้องการของผู้บริโภค

11 Sep 2022

...

บริษัท ทีคิวซี จำกัด หรือ TQC บริษัทในกลุ่มบมจ.ทีคิวเอ็ม อัลฟา ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านบริหารสินไหมประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และให้คำปรึกษาการเรียกร้องสินไหมของลูกค้าบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต ส่งต่อความห่วงใยถึงคนไทยในสถานการณ์ที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด โดยร่วมกับ โรงพยาบาลมิตรประชา มอบวัคซีน ‘โมเดอร์นา’ จำนวน 200 สิทธิ์ (1 ท่าน/ 1 เข็ม) ให้แก่ลูกค้าของ TQC และลูกค้าบริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) รวมถึงประชาชนทั่วไปฟรี โดยความร่วมมือในครั้งนี้ TQC มีความตั้งใจที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนให้คนไทยออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ   ขอเชิญผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่ต้องการฉีดเข็มกระตุ้นสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ทางเฟซบุกของบริษัท ทีคิวซี จำกัด หรือคลิกลิงค์ https://bit.ly/3qhYEU4 หรือหากเป็นลูกค้า TQM สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น TQM24 เริ่มเปิดลงทะเบียนให้จองสิทธิ์ทุกช่องทางตั้งแต่วันนี้ - 17 กันยายน 2565 โดยมีรอบจองคิวฉีดวัคซีนในวันที่ 20, 21, 22 กันยายน 2565 เวลา 09.00 – 17.00 น. ที่โรงพยาบาลมิตรประชา ซึ่งภายหลังการลงทะเบียนเรียบร้อยจะมีทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโทรยืนยันการเข้าร่วมฉีดวัคซีนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ทีคิวซี จำกัด โทร 086 369 3055 , 091 890 5743  

11 Sep 2022

ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน

...

  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “” รับดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดเป็นรายเดือนแบบจัดเต็มสูงสุดถึง 3.10% ต่อปี สำหรับคนรักการออมที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป เพียงเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 - 31 ตุลาคม 2567 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 3.10% ต่อปี รับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยรวมสูงถึง 2.125% ต่อปี (คำนวณจากวันสุดท้ายของการรับเปิดบัญชีและรับฝากเพิ่ม) พิเศษ!! ไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Freshy 55 Plus และรับฝากเพิ่มได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข้อมูลข่าวสารของธนาคารได้ที่เว็บไซต์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ www.ghbank.co.th

15 Sep 2022


...

EXIM BANK ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ "สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดา" เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ทั้งที่เป็นผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการแก่ผู้ส่งออก หรือผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการส่งออก วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.75% ต่อปี สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2566 ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า โลกการค้ายุค Next Normal สร้างโอกาสให้บุคคลธรรมดาเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ และการรับจ้างผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมในห่วงโซ่การส่งออก (Supply Chain) ให้กับผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดย่อมไปจนถึงขนาดกลางและขนาดใหญ่ จากสถิติพบว่าใน 3 ปีแรกของ SMEs ที่ส่งออกส่วนใหญ่จะเริ่มต้นอยู่ในห่วงโซ่ Supply Chain เริ่มทำธุรกิจจนคุ้นชินจึงเริ่มสร้างแบรนด์ของตนเอง เมื่อผันตัวจากผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่น (Original Equipment Manufacturer : OEM) เป็นผู้ผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของตัวเอง (Original Brand Manufacturer : OBM) ทำให้มีความต้องการเงินทุนเสริมสภาพคล่องมากขึ้น "สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดา" จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ EXIM BANK พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปลดล็อกให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ใน Supply Chain การส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออกไทยปี 2565 กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยในขณะนี้คือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนหรือขาดสภาพคล่องในการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจยังไม่ได้เริ่มต้นหรือเพิ่งเริ่มต้น จึงเต็มไปด้วยปัจจัยลบที่เป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและไม่ได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายนัก ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นขาขึ้น EXIM BANK จึงได้ "สานพลัง" ความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ค้ำประกันสินเชื่อแก่บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้กู้สินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดาในสัดส่วน 100% โดยสามารถใช้บุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกันร่วมด้วยได้ ผู้กู้ต้องเป็นผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ส่งออก หรือผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 7.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี เริ่มต้นบวก 2% สูงสุดไม่เกินบวก 6%) สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2566 ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ "เกมเปลี่ยนประเทศไทย" ที่ EXIM BANK ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกไทยมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคส่งออก และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ทั้งนี้ SMEs ไทยในปัจจุบันยังมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพียง 34% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ส่วนใหญ่มีสัดส่วน 50% ขึ้นไป EXIM BANK จึงเดินหน้าสานพลังความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตของ SMEs ในระดับฐานรากให้พร้อมเข้าสู่ Supply Chain การส่งออกของไทย ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain ของโลกได้ในที่สุด อาทิ การสร้าง EXIM Thailand Pavilion ให้เป็นทางเลือก E-Commerce ของ SMEs ไทยที่สนใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใน 1 ปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ และการจัดให้มี SMEs Export Studio พัฒนาดีไซน์บรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออกของ SMEs ไทย เป็นต้น นอกจากสินเชื่อเอ็กซิมสร้างธุรกิจเพื่อบุคคลธรรมดาแล้ว EXIM BANK ยังมีสินเชื่อสำหรับนิติบุคคลยื่นขอกู้ได้อีกคือ สินเชื่อผู้ส่งออกป้ายแดง สินเชื่อหมุนเวียนเพื่อการส่งออกและนำเข้า สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ Start-up และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เริ่มต้นส่งออก โดยเน้นกลุ่มลูกค้าสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงินกู้สูงสุดสำหรับลูกค้าใหม่ 2 ล้านบาท และลูกค้าปัจจุบัน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5% ต่อปี และสินเชื่อ EXIM Biz Transformation Loan สินเชื่อเพื่อปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักร หรือซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าส่งออกซึ่งขยายระยะเวลาให้กู้ถึง 30 มิถุนายน 2566 วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2% ต่อปี ผ่อนชำระนาน 7 ปี "EXIM BANK ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจ ควบคู่กับสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ชุมชนและธุรกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดนักรบเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งในตลาดโลกจำนวนมากขึ้น อันจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รับกับเทรนด์การค้าของโลกยุคใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและโอกาสของผู้ที่เข้าถึงได้ด้วย 'ความกล้า' และ 'ความพร้อม' เพื่อความเป็นอยู่ของชุมชน สังคม และโลกที่ดีขึ้นในระยะยาว" ดร.รักษ์ กล่าว  

03 Sep 2022

...

ธ.ก.ส. ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการทางการเกษตร เพื่อลดภาระในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น พร้อมออกมาตรการดูแลภาระหนี้สินผ่านคลินิกหมอหนี้ การเติมสินเชื่อใหม่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและการลงทุน ควบคู่การเติมศักยภาพการประกอบอาชีพทั้งการลดต้นทุนและการเพิ่มมูลค่าผลผลิต นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า   ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% เป็น 0.75% ต่อปี ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลภาคการเกษตรและการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็ง พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง อัตราดอกเบี้ยลูกค้าสถาบันชั้นดี (MLR) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ไว้ให้นานที่สุด ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาขึ้น ให้กับเกษตรกรลูกค้า สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตร  ให้มีกำลังในการฟื้นตัวจากผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าในทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่การดูแลภาระหนี้สิน เพื่อลดความกังวลใจในเรื่องหนี้ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ให้ลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้ตามศักยภาพ การจัดทำคลินิกหมอหนี้ เพื่อลดหนี้ครัวเรือน การไกล่เกลี่ยหนี้ และให้คำปรึกษาด้านการจัดการหนี้ ทั้งหนี้ในและนอกระบบ รวมถึงแนวทางการประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ การเติมสินเชื่อใหม่ ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายและการลงทุน เช่น สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 สินเชื่อแฟรนไชส์ สินเชื่อ Green Credit สินเชื่อ Contract Farming อัตราดอกเบี้ย MRR สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 เป็นต้น  และการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เช่น การปรับเปลี่ยนการผลิตไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต รวมถึง สนับสนุนแนวทางการประกอบอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน

13 Aug 2022

...

  ดร. สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) “TIPH” และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ คุณอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์  และคณะผู้บริหาร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีกับ บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เนื่องในโอกาสที่หุ้น  TIPH ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี SET100 ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2565) โดยคาดว่าการเข้าคำนวณในดัชนี SET 100 จะเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสให้กับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นภาพรวมในระยะยาวต่อไป    

13 Aug 2022

...

เชื่อมั่นสร้างปรากฏการณ์พลิกวงการการเงินไทย จากการผนึกกำลัง 2 ผู้นำจาก 2 ธุรกิจ “XSpring” กลุ่มผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และ “KTC” ผู้นำด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคของไทย เล็งปล่อยสินเชื่อผ่าน KTC โดยสามารถนำสินทรัพย์ทุกประเภทมาเป็นหลักประกัน ประเดิมเฟสแรกด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยนักลงทุนคริปโท-โทเคนที่ต้องการสภาพคล่องผ่าน บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) มั่นใจเป็นหมัดเด็ดเติบโตสวนกระแสตลาด พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลาย ส.ค.นี้ นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในเครือ XSpring กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้และทำให้ประชาชนบางส่วนประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ทำให้แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยังคงขยายตัวได้ดีในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะกลุ่มธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจรที่ต่อยอดความเชี่ยวชาญโลกการเงินปัจจุบัน สู่โลกบริการทางการเงินดิจิทัลหรือ Digital Financial Service เล็งเห็นโอกาสขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางหารายได้ จึงได้ผนึกกำลังกับ “เคทีซี” ผู้นำสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคของไทย สร้างปรากฏการณ์พลิกโลกธุรกิจสินเชื่อ ด้วยการเตรียมปล่อยสินเชื่อเงินสดที่รองรับสินทรัพย์ทุกประเภทเป็นหลักประกัน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเพิ่มสภาพคล่อง และเงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น   อีกทั้ง ปีนี้นับเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จากสถานการณ์ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีแนวโน้มลดลง เอ็กซ์สปริง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทเอ็กซ์สปริง อัลไลแอนส์ จำกัด จึงได้ประเดิมเฟสแรกของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจปล่อยสินเชื่อเงินสดด้วยการเปิดให้บริการเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นวงเงินสดพร้อมใช้ ร่วมกับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกบัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการปลายเดือนสิงหาคมนี้ “เราเชื่อว่าการจับมือกับเคทีซีครั้งนี้ จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเงินไทยและปฏิวัติวงการสินเชื่อ เพราะเป็นการเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นวงเงินสดพร้อมใช้ โดยที่ XSpring เป็นรายแรก และรายเดียวในเมืองไทยที่สามารถให้บริการนี้ได้ ซึ่งเรามองว่าเคทีซีเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปล่อยสินเชื่อรายย่อย ขณะที่ XSpring เองก็มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ประกอบกับภาพรวมของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ในภาวะผันผวน ขณะที่ตลาดสินเชื่อรายย่อยยังคงมีการเติบโตได้ดี จึงมั่นใจว่าการผนึกกำลังกันครั้งนี้ จะทำให้การก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อร่วมกันประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” นางสาววรางคณากล่าว ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริง ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 5 – 7 พันล้านบาท ภายใน 3 ปี พร้อมคาดว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้านักลงทุนได้ถึง 5 - 10% จากทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จึงมั่นใจว่าจะสร้างรายได้ให้แก่บริษัท เอ็กซ์สปริง อัลไลแอนซ์ จำกัด อีกทั้งยังเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมด้วยโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ในการเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการจะเทิร์นสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นวงเงินสดพร้อมใช้จากบัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) จะต้องมีบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับบริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด อยู่ก่อนการใช้บริการเพื่อนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองถือครองอยู่มาเป็นหลักประกัน ทั้งยังวางแผนที่จะเปิดรับเหรียญคริปโทฯ สกุลยอดนิยมและโทเคนมาใช้เป็นหลักประกัน พร้อมวางแผนที่จะปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นๆ ในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกด้วย “เอ็กซ์สปริงคาดว่า ความร่วมมือกับเคทีซีในการรุกธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งนับเป็นธุรกิจใหม่ในปีนี้ รวมกับแผนการดำเนินงานที่แข็งแกร่งภายใต้บริษัทในเครือของเอ็กซ์สปริงในครึ่งปีหลัง จะส่งผลให้กลุ่มเอ็กซ์สปริง มีรายได้ที่เติบโตในปีนี้อย่างแน่นอน” นางสาววรางคณากล่าว นางสาวพิชามน  จิตรเป็นธรรม  ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ XSpring ในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ของวงการสินเชื่อ-การเงินดิจิทัล ที่จะเป็นโอกาสให้เคทีซีได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ด้วยการนำเสนอ บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) ซึ่งเป็นวงเงินสินเชื่อพร้อมใช้ที่มีความยืดหยุ่น สามารถเบิกใช้วงเงิน และชำระคืนได้ตามความประสงค์ เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ช่วยให้สมาชิกได้ใช้ชีวิตเต็มที่แบบไม่มีสะดุด กับบัตรกดเงินสดดีไซน์แนวตั้งแบบโมเดิร์นรับกับยุคดิจิทัล พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่มาครบทั้งรูด-โอน-กด และเหนือกว่าด้วยจุดแข็งของมาสเตอร์การ์ด ซึ่งมีเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่กระจายอยู่กว่า 80  ล้าน ร้านค้าทั่วโลก ทำให้สมาชิกสามารถใช้ บัตรกดเงินสด “เคทีซี-เอ็กซ์สปริง” (KTC - XSPRING) ได้สะดวกขึ้น และเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่ต้องการความสะดวก ปลอดภัย ไร้สัมผัส สมาชิกบัตรฯ สามารถช้อปออนไลน์ได้ทุกร้านค้า ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งสามารถโอนเงินเรียลไทม์ผ่านแอปฯ “KTC Mobile” เข้าบัญชีธนาคารได้ถึง 15 ธนาคาร และกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียมอีกด้วย โดยเคทีซีคาดหวังว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มยอดสมาชิกสินเชื่อรายใหม่ และสร้างการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรายย่อย รวมถึง ส่วนแบ่งทางการตลาดสินเชื่อบุคคลที่สูงขึ้นได้

13 Aug 2022

...

EXIM BANK แต่งตั้งนางสาวนารีมาลย์ เจียงประดิษฐ์ เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป     ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แต่งตั้งนางสาวนารีมาลย์ เจียงประดิษฐ์ เป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ครอบคลุมงานบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การปรับปรุงกระบวนการทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบและดูแลสถาปัตยกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเชื่อมต่อระบบภายในและภายนอกองค์กร การบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์และซอฟต์แวร์ขององค์กร รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของระบบเครือข่ายให้เป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการบริหารโครงการระบบงานสารสนเทศและนวัตกรรม ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป นางสาวนารีมาลย์จบการศึกษาปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการเงิน จากมหาวิทยาลัยเวิลด์คว้อนท์ นิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา และสาขาระบบสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศทางการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส เจ้าหน้าที่บริหารโซลูชั่นบริการเทคโนโลยี ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการธุรกิจดิจิทัล บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ก่อนเข้าร่วมงานกับ EXIM BANK นางสาวนารีมาลย์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโครงการอาวุโสด้านเทคโนโลยีการบริหารช่องทางการขาย ออนไลน์-ออฟไลน์ และการบริหารความภักดีลูกค้า บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด  

09 Aug 2022

...

  ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) นำผู้บริหาร EXIM BANK เยี่ยมชมกิจการและพบปะหารือกับคุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ บริการด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าทางสถานีโทรทัศน์ รวมทั้งสถานีข่าวเศรษฐกิจ JKN-CNBC ภายใต้การสนับสนุนของ EXIM BANK เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสามารถขยายธุรกิจและบริการแก่ผู้บริโภคยุค Next Normal ในตลาดโลกได้มากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ณ สถานีโทรทัศน์ JKN18  เมื่อเร็ว ๆ นี้  

04 Aug 2022

BUSINESS-MARKETING / ธุรกิจ-การตลาด-ขายตรง-SME

...

แกรนด์ทริปเปอร์ “GTP” มั่นใจความแข็งแกร่งขององค์กรใน 5 ดี คือ บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  พร้อมนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ มั่นใจปั้นยอดได้พันล้านในสิ้นปีนี้ เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และแข็งแรง ที่ผ่านมา นายธนพงศ์อมร ศิลป์สว่าง ประธานกรรมการบริหาร ร่วมกับนางสาวลภัสรดา เจริญวงษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ได้พาบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจน แถลงข่าวทิศทางธุรกิจของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด  (GTP) ณ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง   ทั้งนี้ผู้บริหารของ บริษัท แกรนด์ทริปเปอร์ จำกัด (GTP) ระบุว่า  แม้ต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด และปัจจัยลบรอบด้าน  แต่ธุรกิจของบริษัทฯถือว่าสวนกระแส โดยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้ามากกว่า 20 รายการ ประกอบด้วยกลุ่มหลัก ๆ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับพืช ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯได้ผ่านการคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าดีมีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด     “ก็ต้องบอกว่าเราเติบโตอย่างสวนกระแส เรามีข้อได้เปรียบคือ เรามีการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญมาเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตสินค้าของตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งเรายังรับผลิตในลักษณะของ OEM ทำให้ลดต้นทุนได้เยอะ  สินค้าที่ผลิตออกมาราคาจับต้องได้   ทำยอดขายได้ดี  แล้วเรามีทีมงานที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมทัพ  นอกจากนั้นการรับสมัครเป็นสมาชิกเรารับสมัครฟรี”   “คาดว่ายอดขายในสิ้นปีนี้จะทะลุพันล้านบาท  แม้จะมีปัญหาและบททดสอบมาเป็นระยะๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจ  วงการนี้ต้องบอกว่าถ้าไม่เข้มแข็งอยู่ยาก แต่เราก็ยังถือหลักจริยธรรมในการทำธุรกิจ และตั้งใจพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราทำธุรกิจอย่างมีความสุข   โดยมีจุดแข็งที่นำไปสู่ความสำเร็จใน 5 ดี คือ  บริษัทดี ผู้บริหารดี สินค้าดี แผนรายได้ดี และผู้นำองค์กรดี  ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความมั่นคง ยั่งยืน  เราได้เตรียมจัดงานใหญ่ในวันที่ 9 เดือน 9 ก้าวสู่ปีที่ 7 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แข็งแรง ซึ่งในงานจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย” ประธานกรรมการบริหาร GTP กล่าวสรุป  

10 Aug 2022


...

  นายชลัช รัตนบุญนิธิ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การต้อนรับนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ทวีสันต์ วิชัยวงษ์ (ขวา) ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และนายชาญณรงค์ บุริสตระกูล (ซ้าย) ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ในพิธีเปิดโครงการ "New Gen Exporter" จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าของ EXIM BANK (EXIM Excellence Academy : EXAC) เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศ สร้างชุมชนผู้ส่งออกรุ่นใหม่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการให้คำปรึกษาและกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจส่งออก เช่น การค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อจับคู่กับผู้ซื้อต่างประเทศ การตลาด โลจิสติกส์ สิทธิประโยชน์ทางการค้า พิธีการศุลกากร และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 130 ราย ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

09 Aug 2022

...

การท่องเที่ยวปีนังร่วมกับเคทีซีจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวปีนังที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางทั่วโลกที่แสวงหากิจกรรมสุดท้าทาย กับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในปีนัง ประกอบด้วย  1) สไลเดอร์น้ำกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก 2) เขตรักษาพันธุ์ผีเสื้อและแมลงเขตร้อนแห่งแรกของโลก 3) สะพานเชือกแขวนท่ามกลางป่าฝนที่สูงที่สุดในโลก 4) สไลเดอร์แนวตั้งแบบลอยตัวแห่งแรกของโลก 5) กิจกรรมโหนสลิงที่สูงที่สุดในโลก 6) ทางเดินลอยฟ้าแบบโค้งแห่งแรกของโลก และ 7) เส้นทางรถรางผ่านอุโมงค์ที่ชันที่สุดในโลก ทั้งนี้ ปีนังพร้อมเปิดรัฐต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยให้เดินทางไปปีนังได้อย่างสะดวกสบาย โดยมี “เคทีซี” พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่มอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรฯ บินตรงกับไทยสมายล์ในราคาพิเศษและให้การสนับสนุนเรื่องบริการตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทาง KTC World Travel Service นายโยว ซุน ฮิน มนตรีแห่งรัฐปีนังด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “หลังวิกฤตโควิด 19   เทรนด์การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไป โดยเน้นความเป็นส่วนตัวและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและความรับผิดชอบมากขึ้น ปีนังจึงได้มีการปรับกลยุทธ์ดังนี้ 1) ปรับวิสัยทัศน์ใหม่: ปีนังในปี 2030 จะเปรียบเสมือนครอบครัวที่พร้อมต้อนรับทุกคน โดยยังยึดถือความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และนำเสนอการท่องเที่ยวที่ทั้งเป็นส่วนตัวและปลอดภัย 2) ปลดล็อกมาตรการการเดินทางเข้าประเทศ: นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่บริเวณนอกอาคาร (Outdoor) ไม่ต้องขอวีซ่า และไม่ต้องตรวจ RC-PCR ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการเดินทาง 3) มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว: ปีนังได้จัดเตรียมแหล่งท่องเที่ยวซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายด้านวัฒนธรรมที่ต่างกันไปตามความต้องการของแต่ละกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความรู้สึกประทับใจและประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน และ 4) สานสัมพันธ์กับผู้ประกอบการและพันธมิตร: ปีนังได้สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสมาคม สายการบิน ตัวแทนท่องเที่ยว และสื่อมวลชนในประเทศไทย รวมถึงได้ร่วมมือกับ “เคทีซี” ซึ่งถือเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการ เพื่อนำเสนอแพ็คเกจและโปรโมชันต่างๆ ให้กับสมาชิกบัตรอีกด้วย”   นายอุย ชอค เยียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการท่องเที่ยวปีนัง กล่าวว่า “แนวโน้มการท่องเที่ยวได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยนักท่องเที่ยวจะเน้นความเป็นส่วนตัว และพยายามค้นหาเป้าหมายในชีวิตเนื่องจากได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตระหว่างช่วงแพร่ระบาดของโควิดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวปีนังจึงใช้หลักจากเทรนด์ดังกล่าว ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าใจความต้องการของตัวเองมากขึ้นผ่านความท้าทายที่จะช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้ กับแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย สนุกสนานและน่าสนใจ  ซึ่งประกอบด้วย    1) “Escape Penang” สไลเดอร์น้ำกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records โดยมีท่อน้ำสไลด์ที่ยาวถึง 1,111 เมตร 2) “Entopia by Penang Butterfly Farm” เขตรักษาพันธุ์ผีเสื้อและแมลงเขตร้อนแห่งแรกของโลก แหล่งรวมสายพันธุ์ผีเสื้อเขตร้อนที่บินอย่างเป็นอิสระมากกว่า 15,000 ตัว 3) “The Habitat Penang Hill” สะพานเชือกแขวนที่สูงที่สุดในโลก รองรับด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้สะพานความยาว 230 เมตรท่ามกลางป่าฝนอายุ 130 ล้านปีนี้มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด 4) “Tech Dome Penang” สไลด์เดอร์แนวตั้งแบบลอยตัวแห่งแรกของโลก จากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องแรงและการเคลื่อนไหว 5) “The Gravityz” กิจกรรมโหนสลิงที่สูงที่สุดในโลก จากชั้นที่ 65 ของตึก KOMTAR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของปีนัง 6) “The TOP’s Rainbow Skywalk” ทางเดินลอยฟ้าแบบโค้งแห่งแรกของโลก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 816 ฟุต และ 7) “Penang Hill” เส้นทางรถรางผ่านอุโมงค์ที่ชันที่สุดในโลก เพื่อชื่นชมความงดงามทางธรรมชาติ” นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ - การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นปกติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้จ่ายของสมาชิกผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เคทีซีได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความสนใจที่จะใช้บริการกับบริษัทนำเที่ยวมากขึ้น พร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย รวมถึงความสนใจการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนและการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกระแสที่มาแรง ปีนังจึงถือเป็นจุดหมายที่มีความน่าสนใจและตอบโจทย์ตามความต้องการของนักท่องเที่ยว เพราะขั้นตอนการเดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องทำวีซ่าและมีไฟลท์บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ปีนัง อีกทั้งเมื่อปีนังได้เปิดตัวแคมเปญ “เปิดโลกปีนังกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7” ก็จะยิ่งเสริมให้นักท่องเที่ยวสนใจเพราะจะได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร” “เคทีซีได้รับความไว้วางใจจากการท่องเที่ยวปีนังให้เป็นพันธมิตรหลักเพื่อช่วยสนับสนุนด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เคทีซีจึงได้ร่วมกับสายการบินไทยสมายล์มอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีเมื่อบินตรงสู่ปีนังกับสายการบินไทยสมายล์ ดังนี้ 1) ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปีนัง ในราคาเริ่มต้นเพียง 6,965 บาท โดยสามารถเดินได้ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 29 ตุลาคม 2565  2) เมื่อซื้อตั๋วเครื่องบินเป็นคู่รับส่วนลดเพิ่มทันที 1,000 บาท และ 3) สมาชิกสามารถนำคะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน แลกรับส่วนลด 130 บาท ในการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 31 ตุลาคม 2565 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KTC WORLD Travel Service (บริการตลอด 24 ชั่วโมง) โทรศัพท์ 02 123 5050 และไลน์ @KTCWORLD โดย KTC World Travel Service พร้อมจะอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า และบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ ในปีนังอย่างครบวงจร” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC WORLD โทรศัพท์ 02 123 5050 ไลน์ @KTCWORLD  หรือเว็บไซต์: www.ktcworld.co.th

31 Jul 2022

...

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ “ท็อตเลอร์” ผลิตภัณฑ์สำหรับ      คุณแม่ในการดูแลลูกน้อย อาทิ ถุงเก็บน้ำนม ถุงซิปล็อกอเนกประสงค์ ถุงเก็บอาหาร สำลีแผ่น ถุงไมโครเวฟ ซึ่งผ่านการรับรองด้วยมาตรฐานญี่ปุ่น JSFL ที่ใส่ใจด้านความปลอดภัย จัดโปรโมชันมอบส่วนลด 150 บาท พร้อมฟรีถุงซิปอเนกประสงค์สำหรับใส่ของขนาดเล็กลายหมีท็อตเลอร์ FDA – Food Grade (ขนาด 5.8 x 8.3 ซม.) จำนวน 30 ใบ เมื่อช้อปออนไลน์ครบ 1,500 บาทขึ้นไปต่อยอดซื้อ ผ่านเว็บไซต์ www.toddlersmile.com หรือร้านค้าอย่างเป็นทางการผ่าน https://www.lazada.co.th/shop/toddler หรือ https://shopee.co.th/toddlerfamily โดยระบุรหัสส่วนลด TODDXKTC ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 – 31 ตุลาคม 2565  รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://ktc.today/Toddler-Shoponline พิเศษ แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ากับยอดค่าใช้จ่ายออนไลน์ต่อรายการ และรับคะแนน KTC FOREVER สูงสุด x10 เท่า ลงทะเบียน  www.ktc.co.th/shoponline  ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 - 31 กรกฎาคม 2565 สนใจสมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทคลิก https://ktc.today/apply-card  หรือติดต่อ KTC Phone โทร. 0-2123-5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ  

07 Jul 2022

...

นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับ งาน เฉลิมฉลองครบรอบ 23 ปี บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม จำกัด   ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ณ SHOW DC HALL พระราม 9 งานนี้ คุณสุกิจ สัตย์เพริศพราย ผู้บริหารรุ่นแรก ได้กล่าวว่า “สามปีที่แล้วผมได้ส่งมอบ “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” เพชรเม็ดงามให้แก่ generation ที่สอง และ ceo ทั้งสองท่านก็ได้พิสูจน์ให้เห็นได้แล้วว่าสามารถนำพาองค์กรแห่งนี้ฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ มาได้ เป็นบทพิสูจน์ว่า “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่พวกเราทุกคนสามารถฝากชีวิตและอนาคตไว้ได้ คุณณพวิทย์  สัตย์เพริศพราย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)  กล่าวว่า  “23ปี เป็นเวลาที่พิสูจน์ความมั่นคงและความยั่งยืน สำหรับผม 23 ปีคือบทพิสูจน์ เป็นบทพิสูจน์ว่า“แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ได้ฝ่าฟันทุกวิกฤต ในอนาคตข้างหน้าเราคงยังจะเจอวิกฤตและปัญหามากมาย แต่ผมสัญญาว่า เราทั้งจะเรียนรู้จากปัญหา และวิกฤตที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาพัฒนา “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็มให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผมขอยืนยันว่าท่านสามารถจะฝากชีวิตและอนาคตไว้กับบ้านหลังนี้ได้ ผมจะดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด และผมจะทำให้ได้” คุณณพวัฒน์ สัตย์เพริศพราย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเราได้ยึดหลักคำสอนของคุณพ่อมาตลอด คือ การนึกถึงสมาชิกก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่ที่เราจะทำอะไร   อะไรก็ตามที่เป็นการส่งเสริมสมาชิก ส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมาชิก  ให้มุ่งมั่นทำทันที เพราะสำหรับ “แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ความมั่นคงของสมาชิกคือความมั่นคงของบริษัท สำหรับตัวผมเองคำว่าดีที่สุด ยังไม่เพียงพอต่อความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมกับ “แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม” จำเป็นต้องพัฒนาระบบปฏิบัติการในองค์กรให้มีความแข็งแกร่งในทุกด้าน ผมขอสัญญาว่าจะดูแลสมาชิกให้ดีที่สุด จะทำให้ทุกทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิก จะนำพาทุกคนในองค์กรเดินไปข้างหน้า เพราะสำหรับ“แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม” ที่นี่ไม่ใช่แค่เป็นสังคมแห่งการทำธุรกิจ แต่ที่นี่คือครอบครัวแห่งความสุขที่ยั่งยืนของทุกคน  และที่นี่ คำว่าคุณธรรมนำธุรกิจจะอยู่ควบคู่กับครอบครัว  “แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม”  ตลอดไป” สำหรับกิจกรรมในงาน ได้จัดให้มี  - การเปิดตัวผลิตภัณฑ์สุขภาพส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ที่วิจัยและพัฒนาสารสกัดจาก สารสกัดจากละอองเกสร ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ “พอลลิติน” - มีพิธีเชิดชูเกียรติให้แก่นักธุรกิจ WINNER STAR กว่า 250 ท่าน - รวมถึงการมอบโชคให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเพื่อเป็นของขวัญพิเศษครบรอบ 23 ปี โดยมีมูลค่าของรางวัล 5 แสนบาท - มินิคอนเสิร์ตของ “ลำไย ไหทองคำ” แบบเต็มวง สนุกสุดมันส์  งานนี้เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า ผู้บริหารรุ่นที่สอง พร้อมนำพาองค์กรครอบครัวแห่งความสุข แฮ็ปปี้เอ็มพีเอ็ม เคียงคู่ไปกับคณะกรรมการบริหาร และนักธุรกิจอย่างมั่งคง บนพันธกิจสู่ความยั่งยืน   “ธุรกิจที่ดีกว่า...เพื่อชีวิตที่ดีที่สุด  

27 Jun 2022

...

นางประณยา  นิถานานนท์  ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – การตลาดบัตรเครดิต  “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “เคทีซีได้ร่วมกับมาสเตอร์การ์ดและเจดีเซ็นทรัล ผู้นำเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย สินค้าของแท้ 100% เชื่อถือได้ พร้อมบริการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จัดแคมเปญมอบสิทธิพิเศษเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-มาสเตอร์การ์ด เมื่อช้อปสินค้ากับเจดีเซ็นทรัล (JD CENTRAL) ผ่านเว็บไซต์ www.jd.co.th  หรือแอปพลิเคชัน “JD CENTRAL” รับส่วนลด 7% มูลค่าสูงสุด 400 บาท เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต่อการสั่งซื้อ ตลอดเดือนมิถุนายน กันยายน พฤศจิกายน และ ธันวาคม 2565  รับส่วนลด 5% มูลค่าสูงสุด 300 บาท เมื่อช้อปตั้งแต่ 3,500 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 - 31 ธันวาคม 2565  พิเศษ แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ากับยอดค่าใช้จ่ายออนไลน์ต่อรายการ และรับคะแนน KTC FOREVER สูงสุด x10 เท่า ลงทะเบียน  www.ktc.co.th/shoponline  ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 – 31 กรกฎาคม 2565 สนใจสมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภทคลิก https://ktc.today/apply-card  หรือติดต่อ KTC Phone โทร. 0-2123-5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

20 Jun 2022

...

 เคทีซีจัดงานเสวนา “Start and Smart Tourism” จุดเริ่มความท้าทายใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวโดยมีพันธมิตรผู้นำธุรกิจท่องเที่ยวและองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าร่วมพูดคุยถึงทิศทางและการเตรียมความพร้อมของธุรกิจท่องเที่ยวรองรับการเปิดประเทศต้อนรับนักเดินทาง นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ - การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการที่ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นปกติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้จ่ายของสมาชิกผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดการเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในหมวดดังกล่าวปรับตัวขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 5 ของพอร์ตการใช้จ่ายโดยรวม (จากอันดับที่ 11 ในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19) ทั้งนี้ เคทีซีได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความสนใจที่จะใช้บริการกับบริษัทนำเที่ยวมากขึ้น พร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย / กระแสการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน ไม่นิยมท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนพลุกพล่าน และการท่องเที่ยวแบบครอบครัวหรือการท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะปนกับบุคคลอื่นๆ โดยจะพักอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ ไม่เปลี่ยนที่พัก หรือสถานที่บ่อยๆ เคทีซีจึงได้ปรับกลยุทธ์การตลาด จับมือพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังจะกลับมา ดังนี้ การมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรในการเดินทางท่องเที่ยวผ่านบัตรเครดิตเคทีซี – บางกอกแอร์เวย์ส และบัตรเครดิตเคทีซี - อโกด้า มาสเตอร์การ์ด การชูจุดแข็งแกร่งของคะแนน KTC FOREVER สมาชิกสามารถใช้คะแนนแลกรับเป็นส่วนลดในการเดินทางท่องเที่ยวกับพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ สายการบิน บัตรเข้าชมสถานที่ และรถเช่า การเปิดแพลตฟอร์ม Travel Hub ภายใต้คอนเซ็ปต์ “หา เรื่อง เที่ยว” เพื่อเป็นแหล่งรวมโปรโมชันด้านการท่องเที่ยว โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง รวมถึงชุมชนต่างๆ กว่า 252 แห่งทั่วประเทศไทย ในส่วนของพันธมิตรธุรกิจ เคทีซีได้จัดแคมเปญ “เที่ยว อยู่ ได้” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยทางเคทีซีให้การสนับสนุนด้านสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงสิทธิประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการขาย การให้บริการด้านการท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบริการ KTC World Travel Service เพื่อเป็นทางเลือกให้พันธมิตรได้ขยายช่องทางในการจัดจำหน่าย รวมถึงดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สำหรับการจองตั๋วเครื่องบิน แพ็คเกจท่องเที่ยว รถเช่า บัตรเข้าชมสถานที่ รวมถึงการให้บริการรับทำวีซ่า   นางสาวอรินทร์ชยา บรรเจิดศิริ​ กรรมการกลาง​ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​  กล่าวว่า “สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิด ภาครัฐจึงได้ออกโครงการ “ทัวร์เที่ยวไทย” เพื่อส่งเสริมและให้การสนับสนุนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้กลับมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบรับกับการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อาทิ การเดินทางที่เสรียิ่งขึ้น รวมถึงการอนุญาตให้ธุรกิจบริการกลับมาเปิดกิจการได้มากขึ้นด้วย”          นายโชติช่วง ศูรางกูร Vice President สมาคมบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า "นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจในการเดินทางเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่ไทยปิดประเทศมาสองปีครึ่ง แต่คงยังไม่ได้กลับมาท่องเที่ยวแบบทะลักทลาย เนื่องจากประเทศที่เป็นที่นิยมของคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบ ถึงแม้จะไม่มีมาตรการกักตัว แต่ก็มีเรื่องอื่นๆ เช่น การขอวีซ่า การตรวจโควิด การซื้อประกันการเดินทาง และการลงทะเบียนเข้าประเทศก่อนเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวไทยยังไม่ตัดสินใจเดินทาง ประกอบกับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น จากเดิมที่สูงอยู่แล้วจากสภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก การพุ่งขึ้นของค่าน้ำมันและอาหารจากสภาวะสงคราม ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นเพราะจำนวนไฟลท์ที่น้อยลงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะที่การแพร่ระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก ส่งผลให้คนจำนวนมากมีปริมาณเงินในกระเป๋าลดน้อยลง  ทางสมาคมฯ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้ประมาณ 1.2 ล้านคน จากเดิมที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 11.2 ล้านคนในปี 2562 สำหรับช่วงไตรมาสที่ 3 ของงทุกปีเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าไตรมาสอื่นๆ อยู่แล้ว จึงต้องรอติดตามผลในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งหลายๆ ประเทศมีนโยบายที่จะเปิดเมืองมากขึ้นพร้อมกับผ่อนคลายมาตรการต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยวลง" นางสาวจารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ผู้จัดการโครงการ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ กล่าวว่า “นักเรียนไทยสามารถทำวีซ่าไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป นับเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ที่รัฐบาลนิวซีแลนด์จะเปิดรับนักเรียนต่างชาติ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม 2565 นักศึกษาต่างชาติทุกคนที่ผ่านเกณฑ์การรับเข้าเรียนต่อสามารถสมัครเรียนต่อและทำวีซ่านักเรียนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยทางหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ได้ทำโปรโมชันพิเศษต้อนรับการเปิดประเทศด้วยการจ่ายค่าเล่าเรียนผ่านบัตรเครดิตเคทีซี รับคะแนน KTC FOREVER พิเศษ 4 เท่า และยังสามารถใช้คะแนนแลกจ่ายค่าเล่าเรียนได้อีกด้วย”  นางสาวศิริพร บัณฑิตย์จิรกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นมีความยินดีต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกครั้ง โดยสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ศกนี้ เป็นต้นไป โดยทาง JNTO พร้อมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นต่างให้ความสำคัญกับตลาดท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก ด้วยการโปรโมทให้ชาวไทยเดินทางเที่ยวชมเสน่ห์มุมมองใหม่ของญี่ปุ่นอีกครั้ง”              นางสาวอริญชยา เลิศวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า “อสท.เกาหลี เตรียมความพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชูจุดเด่นสถานที่ท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe Travels Destinations) ทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ “Travel to Korea, Begins Again” จัดกิจกรรมพิเศษ อาทิ กิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวและรับของที่ระลึกพิเศษที่สนามบินอินชอน รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน มอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ ตั๋วเครื่องบิน สถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า และ อื่นๆ อีกมากมาย” นายนิโคลัส ลิม ผู้จัดการสำนักงานการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ประจำประเทศมาเลเซียและบรูไน  กล่าวว่า “การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) เดินหน้าเผยแผนสร้างความเชื่อมั่น เปิดรับนักเดินทางที่ได้รับวัคซีนครบโดสจากทั่วโลก มาพบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้นิยามใหม่ ‘SingapoReimagine’ ให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางมาสัมผัสสิงคโปร์ในมุมมองใหม่เหนือจินตนาการ  พร้อมชู 4 หัวใจหลัก “ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน-สุขภาพดี-ประสบการณ์อาหารที่หลากหลาย-สถานที่เที่ยวอันน่าตื่นตาตื่นใจ” นางสาวณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ตัวแทนการท่องเที่ยวปีนังประจำประเทศไทย กล่าวว่า “มาเลเซียเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เมื่อวันที่1 เมษายน 2565 การท่องเที่ยวปีนังกำลังเจรจากับสายการบินและภาคธุรกิจเพื่อเปิดเส้นทางการเดินทางเข้าสู่ปีนังให้มากขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม 2565 การท่องเที่ยวปีนังจะจัดโรดโชว์ที่กรุงเทพฯ และหาดใหญ่ภายใต้ธีม “Experience Penang” เพื่อโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก เช่น ปีนังฮิลล์ ป่าฝนปฐมภูมิอันเขียวชอุ่มที่มีอายุ 130 ล้านปี ที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลกจากยูเนสโก (UNESCO) รวมถึงสตรีทอาร์ท และแหล่งรวมอาหารท้องถิ่นชื่อดัง จนทำให้ CNN จัดอันดับให้ปีนังเป็น หนึ่งใน 22 สถานที่ดีที่สุดที่ควรไปเยือนในปี 2565

18 Jun 2022

ราชการ - รัฐวิสาหกิจ / ENERGY - พลังงาน

...

ธ.ก.ส. เสริมแกร่ง Smart Farmer และผู้ประกอบการหัวขบวน เน้นเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและลดต้นทุนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลัก BCG พร้อมเติมทุนต่อยอดธุรกิจสู่มาตรฐานระดับสากลผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้าน ทั้งสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย 0.01 ต่อปี สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs เกษตร และสินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ร้อยละ 4 ต่อปี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมงานกลุ่มทักษิณ ปาล์ม ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร ตั้งแต่ต้นกล้าปาล์มจนถึงโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ มีการนำระบบบริหารที่ลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีคณะผู้บริหารและเกษตรกรสมาชิก ให้การต้อนรับ ณ บริษัท ทักษิณ ปาล์ม (2521) จำกัด ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาปัจจัยในการเติบโตจากสภาพอากาศ ธ.ก.ส. ตระหนักถึงความสำคัญในปัญหาดังกล่าว และพร้อมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพลูกค้า โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เข้าไปเติมองค์ความรู้ ทั้งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ที่เน้นสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้านและกลุ่มเกษตรกรในการขับเคลื่อนชุมชนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านการแปรรูปผลผลิต วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เกษตรหัวขบวนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Smart Farmer) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่พร้อมนำความรู้และประสบการณ์กลับไปพัฒนาและต่อยอดธุรกิจที่บ้านเกิดผ่านสินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพและสินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี วงเงินรวม 90,000 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการดำเนินงานและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลัก BCG ด้วยการทำเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  การใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) วงเงิน 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR – (0.5 – 1) ต่อปี เป็นต้น สำหรับกลุ่มทักษิณ ปาล์ม เป็นผู้ประกอบการหัวขบวนในโครงการการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจน้ำมันปาล์มครบวงจร โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต มีการจำหน่ายต้นกล้าปาล์มหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ดามี พันธุ์ไนจีเรียแบล็ค  พันธุ์โกลเด้นเทอเนอร่า และพันธุ์ลาเม่ จนถึงการสกัดน้ำมันปาล์มดิบเพื่อจำหน่ายในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และการใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิง เป็นจุดรับซื้อปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาดเพื่อนำไปสกัดและจำหน่าย ซึ่งหลังจากกระบวนการสกัดน้ำมันแล้ว มีการนำเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการลดปริมาณของเสีย (Zero Waste) และส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนั้น ยังเป็นหัวขบวนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนด้วยการสนับสนุนการรวมกลุ่มในรูปแบบของเกษตรแปลงใหญ่และบริหารจัดการแผนการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับในการจำหน่ายผลผลิต มีรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังจัดหาและจำหน่ายปุ๋ยให้กับเกษตรกรในราคาต้นทุน ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่วิถีเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย

03 Sep 2022


...

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ 99.92 คะแนน สูงสุดตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน และ สูงที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชน และบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ผลประเมินที่ 99.92 คะแนน อยู่ในระดับ AA ถือเป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน 8,303 หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ และถือเป็นคะแนนสูงที่สุดที่ธนาคารได้รับนับตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน ITA เมื่อปี 2557 ซึ่งนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของธนาคาร ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชนรวม ถึงบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหารระดับสูง พนักงานและผู้ปฏิบัติงานทั้งองค์กรมากกว่า 5,000 คน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม อาทิ ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ความร่วมมือ ผู้ให้บริการภายนอก สังคมและชุมชน สื่อมวลชน และหน่วยงานกำกับฯ ที่มีความมั่นใจและให้การยอมรับว่า ธอส. ดำเนินงานอย่างมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ธอส. จนนำมาสู่คะแนนสูงที่สุดในปี 2565 มีทั้งสิ้น 8 Key Success Factors ประกอบด้วย 1.Leadership ผู้นำมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน บริหารงานอย่างมีธรรมมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 2.Employee Awareness &  Engagement สร้างการรับรู้ และเพิ่มขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานด้วยความทุ่มเท ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรักและผูกพันต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรเจริญก้าวหน้า 3.Digitized Communication การสื่อสารแบบดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบทิศทาง นโยบายต่าง ๆ ของธนาคาร และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 4.Participation ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของธนาคารมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.Technology นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการการทำงาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ให้สอดรับกับยุค New Normal ทำให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว และลดขั้นตอนการทำงาน 6.Learning เรียนรู้จากผลการประเมินในปีที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ โดยนำหลักการของ 3 Lines of Defense มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ 7.Agility ปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว สร้าง Mindset ใหม่เพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว และคล่องตัวลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารประสบความสำเร็จ 8.Resilience ความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากปัญหาหรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแพร่รระบาดของ COVID-19 แต่ธนาคารสามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ดีและรวดเร็วด้วยผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูง และผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ที่พร้อมรับมือกับปัญหา และหาโอกาสใหม่ในระหว่างเกิดวิกฤติ หรือหลังวิกฤติ รวมถึงความมีประสิทธิภาพของระบบการปฏิบัติงาน ที่ทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

07 Aug 2022

...

  ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยได้จำแนกหน่วยงานของรัฐออกเป็น 17 ประเภท ได้แก่ หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา ส่วนราชการระดับกรม รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กองทุน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันอุดมศึกษา จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งในการประเมิน ITA ในปีนี้ มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมรับการประเมินทั้งหมดกว่า 8,303 หน่วยงาน มีคะแนนภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 87.57 คะแนน โดยในส่วนของสำนักงาน คปภ. ได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับ AA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ด้วยคะแนน 96.51 จัดเป็นอันดับที่ 4 จาก 18 หน่วยงานในกลุ่มประเภทหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยได้รับ 100 คะแนนเต็มจากตัวชี้วัด “การเปิดเผยข้อมูล” และ “การป้องกันการทุจริต”  ทั้งนี้ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือ “การประเมิน ITA” เป็นเครื่องมือสำคัญที่สำนักงาน ป.ป.ช. ใช้ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยในการประเมิน ITA ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือการวัดประเมินผลซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และการประมวลผลคะแนนเป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน ดังนี้  ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต ส่วนที่ 2 แบบวัดการรับรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment : EIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 6 คุณภาพการดำเนินงาน ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร ตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการทำงาน ส่วนที่ 3 แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต           สำนักงาน คปภ. ได้เข้าร่วมการประเมิน ITA ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยได้นำผลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินมาปรับปรุงการดำเนินงานของสำนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ด้วยการจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ตรงตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และมีช่องทางในการติดต่อและปฏิสัมพันธ์กับประชาชน โดยข้อมูลที่เปิดเผยบนหน้าเว็บไซต์นั้นมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับทุกสายงานขององค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงด้านของช่องทางการติดต่อผู้บริหาร การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดการข้อร้องเรียน การป้องกันการทุจริต นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล และความโปร่งใสในกระบวนการให้บริการแก่ประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคนในองค์กรที่จะร่วมกันยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทำให้ในปีนี้ สำนักงาน คปภ. ได้รับคะแนนที่ 96.51 คะแนน ในระดับ AA ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของสำนักงาน คปภ. ที่นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแล้ว สำนักงาน คปภ. ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง การดำเนินงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ และการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของสำนักงาน คปภ. ด้วยการมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ผ่านการประกาศเจตจำนงสุจริต การกำหนดนโยบายและมาตรการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส การจัดทำแนวปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และการแต่งตั้ง ITA Agent ประจำทุกสายงาน เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

04 Aug 2022

...

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดงานประชุมใหญ่ผู้แทนสมาชิกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินและการรับจ่ายเงินของกองทุนในปี 2564 แนวทางการดำเนินงานในปี 2565 ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้แทนสมาชิก โดยมีนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง และ ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เพื่อร่วมรายงานผลการดำเนินงาน โดยมีผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน 518 คน ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2564 กบข. มีสินทรัพย์สุทธิ 1,132,074 ล้านบาท มีกำไรหรือผลประโยชน์สุทธิจำนวน 44,013 ล้านบาท โดยผลตอบแทนแผนหลัก หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5.83% ซึ่ง กบข. สามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามแผนงานได้ทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มแผนการลงทุนใหม่สำหรับสมาชิก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารเงินออมและกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นผู้นำในการประกาศเจตนารมณ์ Sustainable Thailand 2021 เพื่อขับเคลื่อนสถาบันการลงทุนและการธนาคารไทยสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้ กบข. ยังได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทวีค่าเงินออมของสมาชิก พัฒนาระบบการให้ความรู้แก่สมาชิกและการสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ส่งผลให้มีจำนวนสมาชิกใช้บริการของ กบข. เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน กว่า 70% สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2565 กบข. ได้ศึกษาทบทวนผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ถอดบทเรียนจากการดำเนินงานรวมถึงได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ กบข. มาปรับปรุงการจัดทำแผนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้ กบข. ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ ไว้ 10 แผน ครอบคลุมภารกิจ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านลงทุน เป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืนในระยะยาว 2) ด้านสมาชิก เป้าหมาย ทวีค่าเงินออม ผูกพัน กบข. และ 3) ด้านองค์กร เป้าหมายผูกพันองค์กร ทุ่มเทเพื่อสมาชิก  

09 Jun 2022

...

กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความพร้อมจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 เตรียมโชว์ร้านออนไลน์ เปิดให้ผู้ซื้อผู้นำเข้าเข้าชม จัดเวทีเจรจาธุรกิจออนไลน์ และจัดกิจกรรมพิเศษ คาดยอดเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 570 ล้านบาท โอกาสนี้ DITP พร้อมลงนาม MOU ร่วมกับ GIT เพื่อร่วมมือส่งเสริมการจัดงาน BGJF อย่างเต็มรูปแบบ หลังเว้นการจัดงานเกือบ 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เตรียมความพร้อมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นการนำร่องการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ตามนโยบาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายให้เร่งรัดผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเชิงรุกในทุกมิติ ก่อนที่จะจัดงาน BGJF ครั้งที่ 67 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 7-11 กันยายน 2565 ซึ่งถือเป็นครั้งแรก หลังจากไม่สามารถจัดงานได้เกือบ 2 ปี จากผลกระทบโควิด-19 สำหรับการจัดงาน BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 นี้ จะจัดผ่านแพลตฟอร์ม www.bgjf-vtf.com ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การจัดหน้าร้านค้าของผู้ประกอบการ (Virtual Store) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าที่สนใจสามารถเข้าชมสินค้าผ่านทางออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมกว่า 300 บริษัท 2) การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ผ่านการแชตทางโทรศัพท์ หรือผ่าน VDO Conference ด้วยระบบที่มีความปลอดภัยสูงตลอดช่วงการจัดงานทั้งนี้ ผู้ซื้อผู้นำเข้าที่สนใจสามารถทำการนัดหมาย เพื่อเจรจาการค้าผ่านเว็บไซต์ของงานด้วยตนเอง หรือผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ทั่วโลก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และ 3) การจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น พิธีเปิดตัวโครงการในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2565 การสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งสร้างเครือข่ายภายในแพลตฟอร์มระหว่างที่มีการเจรจาการค้าแบบเรียลไทม์ คาดว่าในช่วงการจัดงาน จะมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า จากภูมิภาคต่างๆ อาทิ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มาร่วมในการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ไม่น้อยกว่า 400 คู่ และเกิดมูลค่าการสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท นายบุณยฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการแถลงข่าววันนี้ ยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เพื่อร่วมจัดงาน BGJF กำหนดแนวคิดและวิสัยทัศน์หลักในการจัดงาน BGJF สร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์งาน BGJF ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ในการขับเคลื่อน “ความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้การบริหารจัดการงานแสดงสินค้า BGJF มีประสิทธิภาพ และเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สามารถใช้ประโยชน์จากจุดเด่น เครือข่าย และพันธมิตรของแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เกิดความร่วมมือและสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น สร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกตามยุทธศาสตร์ชาติได้สำเร็จ” นายบุณยฤทธิ์กล่าว นายบุณยฤทธิ์ เสริมว่า สำหรับการจัดงาน BGJF ครั้งที่ 67 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 กันยายน 2565 ที่อิมแพค เมืองทองธานี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วเช่นเดียวกัน โดยถือเป็นการจัดงานเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี หลังจากที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 โดยปัจจุบันได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการจัดงานแล้วกว่า 700 ราย และได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ที่จะเดินทางมาร่วมงานกว่า 10,000 ราย โดยคาดว่า จะมีมูลค่าการสั่งซื้อทันทีและภายในงานไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท “การจัดงาน BGJF ทั้งในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 และรูปแบบออฟไลน์เต็มรูปแบบ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่าเป้าหมายการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2565 ที่ตั้งไว้ที่มูลค่า 233,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จะทำได้ตามเป้าหมาย” นายบุณยฤทธิ์กล่าว  

05 Jun 2022

...

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. เผย ในเดือนเม.ย. 2565 ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสงกรานต์และราคาน้ำมันดิบที่ยังเพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน สินค้าที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า น้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ยางพาราดิบชั้น 3 กุ้งขาวแวนนาไม สุกร และโคเนื้อ ยกเว้นข้าวเปลือกเหนียวที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนเมษายน 2565 สินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคา 11,693 - 12,548 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.32 – 7.65 เนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้น ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 8,198 – 8,240 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.86 – 1.38 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเพิ่มและความกังวลในค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิม น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก 19.38 - 19.46 เซนต์/ปอนด์ (14.33 - 14.39 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.74 - 1.15 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลเพิ่มสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล ด้านอินเดียได้เพิ่มการส่งออกน้ำตาลกว่า 7.5 ล้านตัน จากเดิม 6 ล้านตัน    จึงอาจส่งผลให้ราคาน้ำตาลไม่ปรับตัวเพิ่มมากนัก มันสำปะหลัง ราคา 2.31 - 2.40 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.43 – 4.35 เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ควบคู่กับความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 9.05 - 9.11 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.23 - 0.93 เนื่องจากในช่วงเก็บเกี่ยวเป็นช่วงฤดูแล้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการตลาด      ที่ต้องการข้าวโพดไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์  ปาล์มน้ำมัน ราคา 9.66 - 11.86 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.83 - 23.79 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ปุ๋ยขาดแคลนในตลาดโลกและผู้ส่งออกหลักอย่างประเทศจีนลดการส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 63.21 - 64.39 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 4.48 - 6.43 เนื่องจากราคายางสงเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประกอบกับผลผลิตยางพาราของไทยลดลงในฤดูกาลปิดกรีดยางพารา อีกทั้งโรคใบร่วงชนิดใหม่อุบัติในประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม กุ้งขาวแวนนาไม ราคา 169.64 - 171.93 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.58 - 2.95 เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และกำลังจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ทำให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคกุ้งในประเทศสูงขึ้น นอกจากนี้เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งไปยังประเทศคู่ค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ด้านสุกร ราคา 88.79 - 91.19 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.13 - 3.87 เนื่องจากความต้องการบริโภคสุกรเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเช็งเม้ง ประกอบกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์และค่าขนส่งสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสุกรยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโคเนื้อ ราคา 100 - 110 บาท/กก. ปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.54 – 10.60  เนื่องจากในเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างโรงแรม ร้านอาหาร คึกคักมากขึ้นและความต้องการบริโภคเนื้อโคปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 8,871-8,901 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.06 - 1.39 เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวนาปรังเริ่มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงเล็กน้อย          

13 Apr 2022

...

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ และ ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์  รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม พร้อมผู้บริหารโรงพยาบาลและสถานประกอบการ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 (Thailand International Health Expo 2022) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “สร้างสุขภาพ เสริมเศรษฐกิจ เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน” เมื่อเร็ว ๆ นี้

11 Mar 2022

SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง” ของกรุงเทพมหานคร โดยได้จัด Kick Off กิจกรรมแรก OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว 2,000 ต้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นกิจกรรมดี ๆ ภายใต้นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Sustainable with Love หรือ รักคือพลังสร้างความยั่งยืน อันประกอบด้วยความยั่งยืนด้านสุขภาพ ความยั่งยืนด้านการเงิน และความยั่งยืนของโลก ที่ต้องดูแลทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดมั่นในคุณธรรม(ESG)  โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้พลังความรักสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ศักยภาพทั้งด้านการประกันชีวิตที่มุ่งใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้ประกันเป็นเรื่องง่าย และการใช้ความรักดูแลสุขภาพ การเงิน และความสุขของทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  

21 Sep 2022


...

ภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนบนโลกใบนี้ควรเริ่มตระหนัก และเข้าใจถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ มาจากหลายสาเหตุทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ หรือจากการกระทำของมนุษย์  มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 พื้นที่ 40% ของกรุงเทพมหานคร จะถูกน้ำท่วมเสียหาย ทั้งจากฝนที่ตกหนักและน้ำหนักของตึกระฟ้าที่ยิ่งส่งผลให้เมืองกรุงเทพฯต้องจมลงในอัตรา 0.8 นิ้วต่อปี (ข้อมูลจาก https://www.carethebear.com ) การที่โลกเรามีอุณหูมิสูงขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง หรือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ปัญหาภาวะโลกร้อนนี้ ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งซึ่งหากทุกคนมีความรับผิดชอบช่วยกันแก้ไขก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาให้เบาบางลงได้   โครงการทิพยสืบสาน รักษาต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 21 ณ โครงการสาธิตการปลูกพืชในพื้นที่ดินเค็มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครราชสีมา คัดเลือกครูอาจารย์จากทั่วประเทศ และผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมในโครงการ เป็นการสอดแทรกความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และร่วมมือกันในการป้องกันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติ รวมถึงตอกย้ำความเข้าใจในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ทั้งนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงพื้นที่เรียนรู้การแก้ปัญหาดินและน้ำ ที่เป็นสาเหตุหลักในการทำให้ผืนดินเสื่อมโทรมเพาะปลูกพืชไม่ได้และเมื่อเกิดฝนตก ดินไม่อุ้มน้ำเพราะมีต้นไม้ช่วยชะลอน้ำ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้น ซึ่งเมื่อทุกคนเกิดความเข้าใจจะสามารถช่วยกันเผยแพร่เพื่อป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนผืนแผ่นดินนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการทำปุ๋ยหมักแห้งสูตรพระราชทานเพื่อการเสริมสร้างอาชีพ  และเข้าร่วมฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop ถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เรียนรู้นวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 Interactive Board Game จากวิทยากร อาจารย์ อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่และการพัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดดสำหรับองค์กรต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกิจกรรม “ธรรมดีช่วยเพื่อน” การปล่อยปลานิลกินพืชจำนวน 590 กิโล และมอบพันธุ์โคจำนวน 12 ตัว 20 ชีวิตให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองบัวทุ่ง ที่มีความขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และชาวบ้านในตำบลตาจั่น อำเภอคง จ.นครราชสีมา ที่มีฐานะยากจน จำนวน 11 ครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวของนักเรียนมีอาชีพ  และส่งเสริมการประกอบอาชีพของครอบครัวด้วยการนำไปขยายพันธุ์โคต่อไปเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน  และสร้างวิถีชีวิตตามแนวคุณธรรม 5 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู   นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เราไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องความร่วมมือกับครูอาจารย์เท่านั้น เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ชุมชนในท้องถิ่นให้พึ่งตนเองได้มากขึ้น ด้วยการสร้างโอกาสและเสริมเครื่องมือในการประกอบอาชีพ”     “การไถ่ชีวิตและมอบโคจำนวน 12  ตัว 20 ชีวิต นับว่าเป็นกุศโลบายในการสร้างมหาบุญ ถึง 3 ต่อ คือ1) เราได้ร่วมบุญไถ่ชีวิตโคที่เป็นแม่ลูกอ่อนให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า 2) เราได้ช่วยให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับครอบครัวของนักเรียนที่มีความประพฤติดี ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และ3) เงินทำบุญจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลยังต่อไปยังโรงเรียน 590 แห่งทั่วประเทศในรูปแบบของชุดหนังสือมรดกแห่งแผ่นดินเป็นการส่งต่อแสงสว่างแห่งปัญญาเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์แผ่นดินเพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้าของประเทศไทย   ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเองในชุมชน   และเรามีความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของชุมชนจากการที่เราเข้ามาร่วมทำกิจกรรมในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเยาวชนและครอบครัวที่มีความต้องการสร้างอาชีพเพื่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชุมชนต่อไปในอนาคต” นางวิชชุดา กล่าวเพิ่มเติม   ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า  “โครงการนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN SDGs ภายในปี 2030 ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กร  บุคคล ต้องตระหนักและเตรียมการ ซึ่งการสร้างความรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดการพัฒนาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ต้องมีการวางแผนดำเนินการและสื่อสารอย่างทั่วถึง  รวมถึงการสร้างความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เกิดการพัฒนาจากระดับตน ขยายผลไปสู่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่จะช่วยให้คนไทยได้เข้าใจวิถีความยั่งยืนและนำพาให้พึ่งพาตนเองได้” รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 2 วันได้ปฏิบัติด้วยการลงมือทำเพื่อให้เข้าใจในบริบทของคุณธรรม 5 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู ได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า คุณธรรม สร้างได้  เพราะคุณธรรมคือ “วิถีชีวิต” และสามารถเริ่มได้จากตนเอง เพื่อช่วยให้คนดีมีพื้นที่ยืน และความดีมีพื้นที่ในสังคม”   โครงการ ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา  จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD)  มูลนิธิธรรมดี  กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในการทรงงานเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้มีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดี อีกทั้งยังเพื่อสนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”    

21 Sep 2022

...

  บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI โดยนายรักเกียรติ โคตรทุม (ขวา) ผู้จัดการสาขาขอนแก่น เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับโล่ประกาศเกียรติคุณการสนับสนุนทุนการศึกษาเนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ครบรอบ 7 ปี จากศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (ซ้าย) นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในฐานะที่บริษัทฯ สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการมอบโอกาสทางการศึกษาของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

16 Sep 2022

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ตระหนักดีว่าโลกกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ รอบด้าน ทั้งวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจการเมืองระดับโลก การขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลกระทบมากขึ้นทุกที ในฐานะที่บริษัทอยู่ในวงการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความเสี่ยง สร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน จึงเป็นหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับความรับผิดชอบถึงผลกระทบทุกด้านที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของคนรุ่นต่อไป ดังนั้น OCEAN LIFE ไทยสมุทร จึงได้เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันสร้างอนาคตที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับทุกคน ด้วยการประกาศนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน “Sustainable with Love รักคือพลังสร้างความยั่งยืน” ให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) และได้ Kick Off กิจกรรมแรกอย่างเป็นทางการ ด้วยโครงการ OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้ 2,000 ต้นเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร โดยในลำดับต่อไปบริษัทจะขยายไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดโลกร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมเผยผลการดำเนินงานใน 7 เดือนของปี 2565 (มกราคม – กรกฎาคม 2565) สามารถสร้างกำไรสุทธิ 1,013 ล้านบาท มีรายได้จากเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 8,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% “ความรัก” หัวใจสำคัญในการเอาชนะวิกฤต จากความจริงที่ว่าการทำประกันชีวิต มีจุดเริ่มต้นจากความรักที่มีต่อครอบครัว ต่อบุคคลอันเป็นที่รัก หรือต่อตนเอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา OCEAN LIFE ไทยสมุทร ได้ใช้ความรักเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ เริ่มจากการรักในธุรกิจที่ทำเพราะเชื่อว่าเป็นธุรกิจที่ดีก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ต่อยอดทำให้เกิดความรักในอาชีพ รักเพื่อนร่วมงาน และที่สำคัญคือการส่งต่อความรักที่ไปยังลูกค้าของเรา โดยการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงภาวะวิกฤตทำให้คุณค่าของความรักเด่นชัด จนเราตกผลึกเป็นคำว่า LOVE MINDSET ประกอบด้วยรัก 3 ด้าน คือ รักสุขภาพ Love Your Health สุขภาพดี พร้อมรับมือกับโรคภัย รักการออมและวางแผนการเงิน Love Your Wealth วางแผนการเงินดี มีเงินสำรอง พร้อมรับมือกับทุกวิกฤต  รักโลกและสังคม Love the World สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ดูแลโลกและสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการใช้ความรักเป็นพลังดำเนินชีวิตของคนไทยให้พร้อมเผชิญหน้าโลกวิถีใหม่ สามารถรับมือและก้าวผ่านวิกฤตได้ทั้งในวันนี้และอนาคต ต่อยอดพลังความรักสู่ 3 เสาหลัก และ 2 พลัง สร้างความยั่งยืน             ด้วยความเชื่อในพลังความรักดังกล่าว เราจึงต่อยอดจาก LOVE MINDSET ใช้ความรักเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร ภายใต้แนวคิด “Sustainable with Love” รักคือพลังสร้างความยั่งยืน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก 1. Health – สุขภาพที่ยั่งยืน โดยเราเริ่มต้นจากภายในองค์กร ด้วยการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับบุคลากร ด้วยการสนับสนุนให้ทุกคนใส่ใจดูแลสุขภาพทั้งในรูปแบบของการให้ความรู้ และกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง OCEANLYMPIC Healthy Games มหกรรมสุขภาพดีมีภูมิคุ้มกันทั้งกายใจ Ocean Step of Love สะสมก้าวเดินเสริมสุขภาพ และขมรมกีฬาต่าง ๆ จากนั้นจึงส่งต่อไปยังลูกค้าผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่มีครอบคลุมในทุกความต้องการ รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมการบริการดูแลด้านสุขภาพต่าง ๆ ทั้ง Healthcare Ecosystem การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับ Start up เพื่อยกระดับการบริการ Digital Healthcare Service บริการดูแลสุขภาพ ทั้งก่อนป่วย เมื่อป่วย หลังป่วยให้กับลูกค้า รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นกับประชาชนผ่านสื่อ และกิจกรรมสัมมนาต่าง ๆ 2. Wealth – การเงินที่ยั่งยืน เราเชื่อว่าก่อนที่เราจะให้คำปรึกษากับลูกค้าได้ บุคลากรของเราต้องมีความรู้ความสามารถ รวมทั้งทักษะต่าง ๆ ครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ (Financial Planner) ที่ลูกค้าไว้วางใจให้แนะนำการวางแผนชีวิต และวางแผนการเงินให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจ นอกจากนั้น OCEAN LIFE ไทยสมุทรยังมีแบบประกันที่ส่งเสริมการวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน (Wealth Solution) ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และทุกช่วงเวลาของชีวิต (Product Life Cycle) ให้ทุกคนพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในวันนี้ และอนาคต ไม่เพียงเท่านั้น ความมั่นคงขององค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้ลูกค้าประชาชนมั่นใจได้ว่าเราสามารถดูแลทุกคนได้ตลอดไป ด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินที่เชื่อถือได้ ความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset and Liability Management) และการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Portfolio Management) การบริหารจัดการการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ และการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน Capital Adequacy Ratio (CAR) อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 405.92 % (ณ เดือนกรกฎาคม 2565) นับว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของธุรกิจประกันชีวิต และสูงกว่าเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดที่ 120%   3. World - โลกที่ยั่งยืน โดยสนับสนุนความรักโลก สังคม สิ่งแวดล้อม และมีธรรมาภิบาลตามแนวทาง ESG เพื่อโลกและสังคมที่น่าอยู่ Environment – ด้านสิ่งแวดล้อม ได้จัดการสภาพแวดล้อมองค์กรให้น่าอยู่ พร้อมสร้างจิตสํานึกให้บุคลากรตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งการแยกขยะ การลดใช้พลาสติก การใช้วัสดุ Recycle การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว และการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรอย่างรู้คุณค่า ฯลฯนอกจากนั้น เรายังได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Greenhouse Gas Emission Reduction Project ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ กลุ่มไดอิจิ เดินหน้าสู่เป้าหมาย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) 50% ในปี พ.ศ.2568 และ100% ในปี พ.ศ.2583 นำไปสู่การช่วยลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน Social – ด้านสังคม เริ่มด้วยการสร้างชมรม OCEAN LIFE ไทยสมุทรจิตอาสา ปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ และสังคมแห่งการแบ่งปัน พร้อมดำเนินโครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีเป้าประสงค์ในการดูแล และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม ชุมชน ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการ อาทิ การร่วมดูแลคนไทยในภาวะวิกฤต COVID – 19 ด้วยกิจกรรมหลากหลายภายใต้โครงการ LOVE THAILAND, PROTECT YOUR LOVED ONES อาทิ โครงการโอชิชวนทำดี ร่วมกับจุฬาฯ ผลิตวัคซีน mRNA  การเปิดให้ประชาชนใช้บริการ Telemed ปรึกษาแพทย์ Online ฟรี  โครงการแยกขวดช่วยหมอ เปลี่ยนขวด PET เป็นชุด PPE ส่งมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และล่าสุด เราได้ทำโครงการ “สอนว่ายน้ำเพื่อรอดชีวิต ช่วยเด็กขาดโอกาส” ร่วมกับครูพายุ และพันธมิตรเพื่อลดการสูญเสียของเด็ก ๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติจากการว่ายน้ำไม่เป็น Governance – ด้านธรรมาภิบาล ดำเนินธุรกิจตามกรอบจรรยาบรรณ ด้านต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ทั้งการต่อต้านการทุจริตหรือคอรัปชั่น การเคารพสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมกำหนดนโยบายและส่งเสริมให้พนักงานปฏิบัติ ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยสารสนเทศ การบริหารความเสี่ยง การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล การปฏิบัติดูแลลูกค้า พร้อมการดูแลบริหารจัดการข้อร้องเรียนต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ            พร้อม 2 พลังผลักดันที่จะช่วยสนับสนุนให้นโยบายดังกล่าวเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง  1. People, Culture & Partnerships สร้างจิตสำนึกและพันธมิตรสร้างความยั่งยืน ด้วยการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นและตระหนักถึงความยั่งยืน  คำนึงถึงการยอมรับและผสานความแตกต่างของบุคลากร (Inclusion) รวมทั้งการสนับสนุนความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (Diversity) ควบคู่ไปกับการจับมือพันธมิตรที่มีศักยภาพรอบด้าน 2. Technology & Innovation – สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีพื้นฐาน สร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้การขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเป็นเรื่องง่าย   ก้าวข้ามผ่าน Pandemic สู่ Endemic กับผลงาน 7 เดือนของปี 2565 สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 7 เดือนของปี 2565 (มกราคม – กรกฎาคม 2565) OCEAN LIFE ไทยสมุทร มีรายได้จากเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 8,365 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก จำนวน 1,202 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 16% ในขณะที่มีเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปที่ 6,675 ล้านบาท และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 86% โดยมีเบี้ยประกันรับรวมจากช่องทางตัวแทนเป็นช่องทางหลักจำนวน 6,885 ล้านบาท และสร้างการเติบโตที่โดดเด่นในช่องธนาคาร (Bancassurance) มีอัตราการเติบโตถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังใช้ความสามารถในการบริหารพอร์ตลงทุน จนสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึง 5.12% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,013 ล้านบาท สุดท้ายนี้ เชื่อว่านโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันเกิดจากพลังแห่งรัก และความตั้งใจที่จะร่วมกันดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนจะสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ เพื่อเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน และพร้อมส่งมอบความรักในรูปแบบของอนาคตที่ดี ที่มาจากความรับผิดชอบในทุกด้านของ OCEAN LIFE ไทยสมุทรให้กับคนรุ่นต่อไป

14 Sep 2022

...

  บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย นำโดยนางอภิญญา จิตระดับ ผู้จัดการมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย และพระอาจารย์เจษฎา ทิวังกโร เจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2565 รุ่นที่ 29 จำนวน 26 ทุน ให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยทุนการศึกษาดังกล่าวเป็นทุนให้เปล่าที่รวมถึงค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น รวมเป็นเงินทุนทั้งสิ้น 12,468,505 บาท โดยบริษัทฯ จะสนับสนุนทุนการศึกษาต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2537 มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษาไปแล้วรวมทั้งสิ้นจำนวน 761 ทุน เป็นเงินทุนการศึกษาทั้งสิ้น 152,044,998 บาท ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เมื่อเร็วๆ นี้

11 Sep 2022

...

ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ห่วงใยลูกค้าในช่วงวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่โดยเฉพาะรถยนต์ซึ่งหลายแห่งได้เริ่มได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ จึงได้เตรียมจุดบริการจอดรถเพื่อหนีภัยน้ำท่วม โดยลูกค้าประกันภัยรถยนต์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือประสบภัยน้ำท่วม เบื้องต้นสามารถติดต่อ ได้ที่สายด่วน 1736 กด 1  , Line @dhipayainsurance , Facebook ทิพยประกันภัย , www.dhipaya.co.th , www.tipinsure.com  หรือสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อสำรองจุดจอดรถที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยสามารถนำรถไปจอดได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าประกันภัยรถยนต์ #ห่วงใยเป็นที่สุด ทิพยประกันภัย  

10 Sep 2022

...

คุณอรรถพล ท้วมเจริญ   คุณธัชพล วรรณสุกใส   คุณฐานิต นุตโร   คุณทรัพย์ทวี อิทธิสุภรณ์รัตน์  และคุณณปวริศร์  จนานันท์พงศ  ทีม Tip Smart Assist  ของ บริษัท ทิพยประกันภัย ได้รับเลือกเข้ารับรางวัล ราชสิงห์ บุคคลต้นแบบแห่งปี 2565  ในสาขาผู้ทำคุณประโยชน์ด้านจิตอาสา จาก ฯพณฯพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ  ซึ่งให้เกียรติมาเป็นประธานมอบรางวัล ราชสิงห์ บุคคลต้นแบบแห่งปี 2565 ที่จัดโดยสมาคมวีรบุรุษไทยอาสา โดยรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่บุคคลที่ทำประโยชน์เพื่อคนไทยและสังคมไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้คือ บุคคลต้นแบบ ของสังคมและเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดถือและเดินตามได้อย่างสง่างาม ซึ่งมีผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม เข้ารับรางวัลมีหลากหลายสาขาอาชีพ รวมถึงศิลปิน นักร้อง นักแสดง เข้ารับรางวัลดังกล่าวด้วย ณ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สำหรับทีม TIP Smart Assist   เป็นทีมสำรวจภัย (Surveyor) ของบริษัท ทิพยประกันภัย ที่มีหน้าที่ในการสำรวจภัย ดูแลลูกค้า ภายใต้คอนเซ็ปท์ “มาไวใส่ใจ ไม่มากเรื่อง”  และอีกหนึ่งสิ่งที่ ทีม TIP Smart Assist ทุกคนมีและได้ทำควบคู่ไปกับการทำงานนั่นคือการทำจิตอาสาดูแลช่วยเหลือประชาชนบนท้องถนน หรือผู้ประสบภัยต่างๆที่ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นลูกค้าของทิพยประกันภัยหรือไม่ ซึ่งปัจจุบัน ทีม TIP Smart Assist  กว่า 250 คน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ  

04 Sep 2022

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง” ของกรุงเทพมหานคร โดยได้จัด Kick Off กิจกรรมแรก OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว 2,000 ต้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นกิจกรรมดี ๆ ภายใต้นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Sustainable with Love หรือ รักคือพลังสร้างความยั่งยืน อันประกอบด้วยความยั่งยืนด้านสุขภาพ ความยั่งยืนด้านการเงิน และความยั่งยืนของโลก ที่ต้องดูแลทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดมั่นในคุณธรรม(ESG)  โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้พลังความรักสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ศักยภาพทั้งด้านการประกันชีวิตที่มุ่งใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้ประกันเป็นเรื่องง่าย และการใช้ความรักดูแลสุขภาพ การเงิน และความสุขของทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  

21 Sep 2022

...

พร้อมบูรณาการความร่วมมือด้านประกันภัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร-ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยระบบประกันภัย ก่อนขยายกิจกรรมรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) และ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่องเพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” ภายใต้ชื่องาน “คปภ. ปลุกพลังนักบิด เปิดโลกใหม่ให้คุ้มครองด้วยประกันภัย พ.ร.บ.” (วันนี้) 13 กันยายน 2565 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือ ประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันทุกประเภทต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินเท้า ถ้ารถทำประกันภัย พ.ร.บ. นอกจากจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดแล้ว ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาทต่อคน กรณีบาดเจ็บสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000-500,000 บาทต่อคน กรณีทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน และกรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน นอกจากนี้ จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ามีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงร้อยละ 65 ของรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสม ทำให้เมื่อเกิดเหตุจากรถที่ไม่จัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และจากสถิติในปี 2564 มีผู้ประสบภัยจากรถที่มาขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำนวน 9,112 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 180 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติพบว่า 70% เป็นผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจในการกำกับดูแล พัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่อง เพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. สำนักงาน คปภ. จึงผนึกกำลังกับกทม. เพื่อปลุกพลังผู้ขับขี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก ซึ่งมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตสำหรับประชาชน รวมทั้งเป็นไปตามนโยบาย “ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์” (Zero Accident) ของกรุงเทพมหานครและรัฐบาล โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมพี่น้องประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้รถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และจากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ณ 10 กันยายน 2565 พบว่า กรุงเทพมหานครมีประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยมีผู้บาดเจ็บ 77,093 ราย เสียชีวิต 657 ราย คิดเป็นร้อยละ 89.50 ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ โดยที่มีสัดส่วนการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียง 70% ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการที่กรุงเทพมหานครแล้ว สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้ารุกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรม Road Show และกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับประชาชนผู้ใช้รถ สร้างการเข้าถึงประกันภัย พ.ร.บ. และการมีส่วนร่วมในการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก และมีความจำเป็นต่อการเดินทางของคนกรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่รถจักรยานยนต์ก็มีความเสี่ยง ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ได้ทำประกันภัยก็จะกระทบกับชีวิตครอบครัว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าผลกระทบที่จะได้รับหลังจากเกิดอุบัติเหตุจะมีค่าใช้จ่ายตามมาหากไม่ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ.  ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถเจาะผ่านผู้นำชุมชนให้ช่วยรณรงค์ภายในชุมชน หรือจะเป็นกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มไรเดอร์ GRAB  ซึ่ง กทม. สามารถช่วยรณรงค์ได้ทันที โดยเน้นให้ความร่วมมือรณรงค์ประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ โดยรณรงค์เป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องอุบัติเหตุในการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย และให้ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่กันไปด้วย ในโอกาสนี้ กทม. ขอขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่มอบกรมธรรม์ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ จำนวน 500 ฉบับ ให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ กทม. ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ ตกปีละกว่า 300 บาท หรือเก็บเงินวันละบาทเท่านั้น จำเป็นจะต้องสื่อสารในเรื่องนี้ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น แต่จะต้องทำเป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องการรณรงค์ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่ไปกับการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย การรณรงค์ไม่ขับรถเร็ว การรณรงค์รักษากฎจราจร เป็นต้น           เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ สำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานคร จะต่อยอดการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทั้งในการรณรงค์ให้ชาวกทม.ทำประกันภัย พ.ร.บ. และร่วมมือในการนำระบบประกันภัยมาช่วยบริหารความเสี่ยง ตลอดจนช่วยให้ชาวกทม. และบุคลากรในสังกัดกทม. สามารถเข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมในเรื่องประกันภัยอย่างเต็มที่  “ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัย หรือต้องการข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย  

15 Sep 2022

...

คปภ. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบกรณีน้ำท่วม พร้อมกำชับสำนักงาน ภาค/จังหวัดทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมบูรณาการร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยในการลงพื้นที่อำนวยความสะดวกกับประชาชนอย่างเต็มที่ ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศในประเทศไทยที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากและในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นอย่างมากและได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาคกำหนดมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมดำเนินการจัดตั้งศูนย์อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วม ณ สำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง สำนักงาน คปภ. เขตท่าพระ สำนักงาน คปภ. เขตบางนา สำนักงาน คปภ. ภาค และสำนักงาน คปภ. จังหวัดทั่วประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวมีหน้าที่อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยในการรับแจ้ง ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารการจัดทำประกันภัย รวมทั้งติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ประชาชนผู้เอาประกันภัย และบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย เพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัยอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังได้กำหนดช่องทางในการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนผู้ประกันภัยในการแจ้งข้อมูลด้านการประกันภัย โดยเพิ่มช่องทางในการแจ้งข้อมูลการช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายสามารถแจ้งข้อมูลและขอรับการช่วยเหลือด้านการประกันภัย ผ่านช่องทาง E-mail : floodppd@oic.or.th มายังสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ หลังจากนั้นสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์จะรวบรวมตรวจสอบ และประสานไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อให้การดูแลด้านประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป ทั้งนี้ ได้มอบหมายผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและประสานงานด้านประกันภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วม เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ยังได้มีหนังสือถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ให้แจ้งบริษัทสมาชิก ได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัย พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบความเสียหายเพื่อเตรียมพร้อมในการพิจารณาชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.ภาค/จังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประสบภัยรีบสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ที่มักจะได้รับความเสียหายเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม โดยให้ยึดถือแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป และระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัยแสดงรายละเอียดของความสูญเสียและมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นของทรัพย์สิน ส่วนกรณีเสียชีวิตให้ทายาทแสดงหลักฐานสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นขอให้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ซื้อไว้ว่าให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือไม่อย่างไร โดยกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วม อาทิ เช่น การประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 การประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินและการประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น การประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติอีก 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 20,000 บาทต่อปี และการประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ซึ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มภัยธรรมชาติ 4 ภัย (น้ำท่วม ลมพายุ แผ่นดินไหวและลูกเห็บ) รวม 10,000 บาทต่อปี “สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความห่วงใยและขอส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกพื้นที่ และขอให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักว่าปัจจุบันภัยธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากประชาชนทำประกันภัยไว้ก็จะเป็นการช่วยบรรเทา เยียวยาความเดือดร้อนและความเสียหายทางการเงินที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกันชีวิต หรือการประกันภัยทรัพย์สินต่าง ๆ โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมจะดูแลเพื่อให้ระบบประกันภัยเยียวยาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านประกันภัย สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือติดต่อได้โดยตรง ณ สำนักงาน คปภ. ภาค/จังหวัด ทั่วประเทศ” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

14 Sep 2022

Banner Banner Banner Banner

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
  จับตาธุรกิจประกันภัย และการเงินในช่วงโควิด   สวัสดีครับเพื่อนๆ เฟซบุ๊กและสมาชิกสื่อ CEO THAILAND ทุกท่าน ในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิดระบาดอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ไม่เฉพาะคนหาเช้ากินค่ำหรือพนักงานกินเงินเดือนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบเงินในกระเป๋าเหือดแห้ง จะว่าไปแล้วภาคธุรกิจเองก็ได้รับผลกระทบทางยอดขายและรายได้เช่นเดียวกัน เพราะผู้บริโภคไม่มีเงินซื้อกินซื้อใช้ รวมทั้งบริษัทหรือธุรกิจที่หยุดหรือเลิกกิจการเพราะพิษโควิด-19 แม้ว่าทุกธุรกิจจะประสบปัญหา แต่สำหรับผมยังคิดว่ามี 2 ธุรกิจที่ยังคงรักษาตัวเองในเรื่องยอดขายและผลประกอบการได้อยู่ ซึ่งธุรกิจทั้งสองสาขานี้แข็งแกร่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดและทำข่าวด้านการเงินและประกันภัยมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองธุรกิจนี้ ถือว่ามีความแข็งแกร่งและมั่นคง รวมทั้งมีผลประกอบการที่ดีมาตลอด ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ธุรกิจไทยล้มระเนระนาด ยอดขายตกฮวบ ต้องหยุดหรือเลิกกิจการ รวมทั้งเสียหายอย่างมากเพราะไวรัสโควิด แต่สำหรับธุรกิจประกันภัยยังคงสร้างยอดขายได้ต่อเนื่องด้วยการคลอดกรมธรรม์ป้องกันโควิดรายปีที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนมาตั้งแต่การระบาดรอบที่ 1  รอบที่ 2  และรอบที่ 3 (ล่าสุด) รอบล่าสุดคนไทยรู้ว่าพิษร้ายโควิดรุนแรงแค่ไหน เป็นโควิดแล้วเสี่ยงตาย ตายเร็วด้วย แนวทางเดียวในการป้องกันโควิด คือฉีดวัคซีน แต่ก็กลัวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ประกันภัยก็คลอดกรมธรรม์ ที่มีความคุ้มครองแพ้วัคซีน รวมทั้งการทำดีเพื่อชาติ แจกกรมธรรม์คุ้มครองผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอีก 8 ล้านกรมธรรม์ฟรี ส่วนธุรกิจการเงินนั้นก็ได้รับผลบวกจากวิกฤติโควิด ทางบวก คือลูกค้ามาใช้บริการขอสินเชื่อมากขึ้นเพื่อเสริมเพื่อกอบกู้ธุรกิจ แต่ทางด้านลบ เมื่อปล่อยสินเชื่อก็มีความเสี่ยงหนี้สูญมากขึ้นเช่นกัน  แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนธนาคารหรือสถาบันการเงินภาครัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ฯลฯ ย่อมมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือสองธุรกิจที่ผมคิดว่าน่าจะยังไปได้สวยรวมทั้งจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นในช่วงนี้และช่วงหลังโควิด-19 โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐบาลที่จะต้องมีบทบาทเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจมากขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมประกันภัยนั้นแน่นอนว่าผลพวงจากพิษโควิด-19 ทำให้กรมธรรม์ประกันภัยโควิดขายดีขึ้น รวมทั้งผมอยากจะฝากการบ้านพวกท่านต่ออีกว่า ภาคธุรกิจประกันภัยท่านลองศึกษาลองเปิดขายกรมธรรม์โควิดขึ้นมาที่มีระยะความคุ้มครอง ที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งดูแลรักษาพยาบาล มีทุนประกันชีวิต มีค่าชดเชย ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่าโลกนี้ต้องอยู่กับโควิด เพราะแม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังติดโควิด-19 ได้ ดังนั้นประกันภัยโควิดมีความจำเป็นต่อชีวิตคนไทย สามารถติดตามงานเขียนผมได้ที่ www.ceothailand.net  รวมทั้งเฟซบุ๊ก นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  เฟซบุ๊ก เอก-วราพงษ์ รวมทั้งเพจ อ.เอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  หรือที่อีเมล ake_vara@hotmail.com, akevorapong.ceo@gmail.com , akevaraceo@gmail.com   โทรศัพท์มือถือ 081-345-8999, 081-347-8999  Line : 0813458999   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner