Responsive image

Monday, 09 Nov 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


ไปรษณีย์ไทย เผยยอดพัสดุปี 63 กว่า 2.4 พันล้านชิ้น พร้อมเตรียม 4 กลยุทธ์หนุนธุรกิจปีฉลู

Mon 04/01/2564


บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เผยปี 2563 มีปริมาณงานการขนส่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 2,400 ล้านชิ้น พร้อมชี้ในปี 2564 เร่งดำเนินธุรกิจเพื่อรับการแข่งขันทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่ง ด้านบุคลากรให้มีทักษะที่หลากหลาย ด้านบริการที่เน้นไปที่การอำนวยความสะดวกและความคุ้มค่าที่มากขึ้น รวมถึงเข้าถึงความต้องการของคนทุกเจอเนอเรชั่น สร้างพันธมิตรร่วมกับธุรกิจรายอื่นๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งต่างๆ ร่วมกัน นอกจากนี้ยังวางทิศทางและเป้าหมายขององค์กรให้เคียงคู่คนไทยตลอดไป

นายกาหลง ทรัพย์สอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ในประเทศไทยยังคงมีการเติบโตและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากอีคอมเมิร์ซ ที่ส่งผลสำคัญให้คนในทุกภูมิภาคเลือกส่งสินค้ากับผู้ให้บริการขนส่งที่มีอยู่หลากหลาย สำหรับในส่วนของไปรษณีย์ไทยพบว่าในปีนี้มีปริมาณการขนส่งพัสดุ จดหมาย และไปรษณียภัณฑ์ประเภทต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 2,400 ล้านชิ้น  โดยภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากปัจจัยการแข่งขันด้านราคา ส่วนแบ่งตลาดที่มีจำนวนผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น และการสื่อสารต่างๆ ที่ถูกเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่องทางดิจิทัล

“การดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นอกจากลูกค้า ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการไปรษณีย์ไทยแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของไปรษณีย์ไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงทุกหน่วยทางสังคมในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 การช่วยขนส่งของดีจากวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ Thailandpostmart โดยเฉพาะผลไม้และผลิตผลทางเกษตรกรรมที่ไม่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ เนื่องจากปัจจัยการระบาดของโรค COVID-19 นอกจากนี้ยังมีโครงการที่มุ่งกระจายโอกาสไปสู่สังคม เช่น โครงการ ไปรษณีย์... reBOX เปลี่ยนกล่องเป็นของขวัญปีใหม่ 2564 โดยไปรษณีย์ไทยได้รับกล่อง/ ซองไม่ใช้แล้วจากคนไทยรวมกว่า 71,200 กิโลกรัม เพื่อส่งต่อให้ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) แปรรูปเป็นชุดโต๊ะ เก้าอี้ ส่งมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2564 ให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 220 แห่งทั่วประเทศ โดยได้ส่งมอบครบทั้งหมดแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งน้องๆ นักเรียนต่างมีความสุขที่ได้รับของขวัญปีใหม่จากพี่ๆ คนไทยทั่วประเทศ ตลอดจนการสร้างพันธมิตรกับธุรกิจเอกชนและภาครัฐบาลเพื่อต่อยอดทรัพยากรของกันและกันให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย”

นายกาหลง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2564 ไปรษณีย์ไทยคาดว่าธุรกิจการขนส่งยังคงจะมีการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ ประกอบกับการแข่งขันด้านราคา คุณภาพการบริการ ฯลฯ ไปรษณีย์ไทยจึงมีการปรับตัวในด้านต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้ 

  • ด้านเทคโนโลยี ไปรษณีย์ไทยเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างครบวงจร รวมถึงเทคโนโลยีที่จะสร้างประสบการณ์และผลประโยชน์ทางตรงให้กับผู้ใช้บริการ เช่น ติดตั้งตู้รับฝากอัตโนมัติเพื่อลดเวลา รอคอยใช้บริการในที่ทำการไปรษณีย์ เช่น ไปรษณีย์จตุจักร ไปรษณีย์ภาษีเจริญ ไปรษณีย์บางขุนเทียน เป็นต้น ติดตั้งตู้ไปรษณีย์ชาญฉลาดที่สามารถแจ้งเตือนไปรษณีย์ในพื้นที่ไปรับได้ทันทีที่มีคนหย่อนจดหมาย เพิ่มจำนวนเครื่องคัดแยกอัตโนมัติเพื่อคัดแยกรองรับสิ่งของอีคอมเมิร์ซไปปลายทาง ใช้รถขนส่งควบคุมอุณหภูมิเพื่อคงคุณภาพของสินค้าจากเกษตรกรสู่ปลายทาง ใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อนำจ่ายสิ่งของ ตลอดจนแผนในการพัฒนา Account Credit Email ยืนยันเอกสารสำคัญต่างๆ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  • ด้านบุคลากร  ไปรษณีย์ไทยมีจุดแข็งในด้านบุคลากรกว่า 40,000 คน ที่สามารถเข้าถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย โดยจะการพัฒนาศักยภาพ ต่อยอดทักษะของบุคลากรให้มีความสามารถหลากหลาย มีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน รองรับการให้บริการในยุคดิจิทัลสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยรุ่นใหม่
  • ด้านบริการ เน้นอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการทุกที่ ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น LINE OA ที่สามารถติดตามสถานะสิ่งของ ค้นหาไปรษณีย์ใกล้บ้าน สร้างใบจ่าหน้า รวมถึงเรียกใช้บริการรับฝากนอกสถานที่ (Pick-up service)
  • ด้านพันธมิตร มุ่งเน้นดำเนินงานภายใต้แนวคิด “พันธมิตรธุรกิจไปรษณีย์ไทย” เพื่อนำจุดเด่นของทั้งองค์กรรัฐ เอกชน มาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน โดยในปีที่ผ่านมาได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การร่วมส่งพวงหรีดสานบุญ by Carenation ความร่วมมือระหว่างเอไอเอสในการส่งซิมการ์ดให้กับคนไทยทั่วประเทศ ความร่วมมือกับไทยคม ติดตั้งระบบ Digital Service Kiosk รองรับการอ่านข้อมูลบัตรประชาชน กล้องถ่ายภาพยืนยันตัวตน (eKYC) เพื่อการทำธุรกรรมสำคัญ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากการประเมินผลภาพลักษณ์แบรนด์ “ไปรษณีย์ไทย” ปี 2563 ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ ทั้งลูกค้าที่ใช้บริการไปรษณีย์ไทย และผู้ใช้บริการขนส่งรายอื่น พบว่าลูกค้า ประชาชนให้ความไว้วางใจในแบรนด์ “ไปรษณีย์ไทย” ในระดับ 92.5% ซึ่งขอขอบคุณลูกค้า ประชาชนที่รักและเชื่อมั่นในไปรษณีย์ไทย โดยจะยังคงเดินหน้าพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพบริการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือสังคมไทย คงความอบอุ่น เป็นมิตรที่ใกล้ชิด เคียงข้างกับคนไทยตลอดไป นายกาหลง กล่าวสรุป


Tags : ไปรษณีย์ไทย กาหลง ทรัพย์สอาด ไปรษณีย์ไทยเตรียม4กลยุทธ์หนุนธุรกิจปีฉลู


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

SME D Bank ออกแพ็กเกจใหญ่ หนุนเอสเอ็มอีสุดตัว  คว้าโอกาสเดินหน้าธุรกิจได้เต็มศักยภาพ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ “จ่ายดี มีเติม” Top up ทุนหนุนต่อยอดขยายธุรกิจ , “เสริมสภาพคล่อง PN” แบ่งเบาภาระ ลดดอกเบี้ยจากสัญญาเดิมสูงสุด 2.5%  และ “เสริมสภาพคล่องแฟคตอริ่ง” ขยายวงเงินรับซื้อลูกหนี้การค้า สูงสุดถึง 95%  ช่วยผู้ประกอบการเดินหน้าธุรกิจได้มั่นคงและคล่องตัว ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี  ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า     นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เปิดเผยว่า  SME D Bank ออกชุดมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีเงินทุน เพิ่มสภาพคล่อง  และลดภาระทางเงิน  สามารถดำเนินธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างคล่องตัว และคว้าโอกาสทางธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมถึง เพิ่มเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจในระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. มาตรการ “จ่ายดี มีเติม” (Top up) วงเงิน 2,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าเดิมของ SME D Bank ทุกประเภทธุรกิจที่มีศักยภาพ และประวัติทางการเงินดี  ได้รับสิทธิ์เติมทุนเพิ่ม นำไปเสริมสภาพคล่อง ต่อยอดขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคง วงเงินกู้ 5 แสนบาทถึงสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 5% คงที่ 2 ปีแรก ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยสามารถใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงิน  แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าเต็มวงเงินโครงการ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน 2. มาตรการ “เสริมสภาพคล่อง PN” สำหรับลูกค้า  SME D Bank  ที่มีวงเงินกู้ระยะสั้น ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) และประวัติทางการเงินดี จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ย จากสัญญาเดิม 1.5%-2.5% เมื่อเข้าร่วมรับมาตรการตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ซึ่งจะช่วยลดภาระทางเงิน และเพิ่มสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน 3. มาตรการ “เสริมสภาพคล่องแฟคตอริ่ง”  สำหรับลูกค้า SME D Bank  ประเภทวงเงินสินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) ที่มีคู่ค้าเป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการโอนสิทธิการรับเงินตรง ด้วยการขยายอัตรารับซื้อลูกหนี้การค้า สูงสุดถึง 95% จากปกติสูงสุด 90% เมื่อเข้าร่วมรับมาตรการตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียน และสภาพคล่องเพิ่มขึ้น สามารถรับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากนั้น สำหรับลูกค้าเดิมและลูกใหม่ที่ต้องการเงินทุน นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุง ยกระดับธุรกิจ  SME D Bank มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ เพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี  เช่น  “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย โดยวงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท สามารถใช้ บสย.  ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับนำไปลงทุนพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนใช้ยานยนต์ EV เป็นต้น และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน ผ่อนปรนเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ , LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

07 Nov 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีที่ผู้คนมองหาของขวัญเพื่อส่งต่อความสุขและความปรารถนาดี ธนาคารออมสิน จึงเปิดตัว “ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ” ลักษณะการ์ดอวยพร เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับมอบเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ วันเกิด วันรับปริญญา วันแต่งงาน หรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ ให้ของขวัญชิ้นนี้เป็นทั้งคำอวยพรและจุดเริ่มต้นของการออมสำหรับคนพิเศษ พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ มีให้เลือกตามประเภทและระยะเวลาการออม ได้แก่ สลากออมสินพิเศษ 1 ปีและ 2 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 100 บาท และสลากออมสินพิเศษ 5 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 500 บาท จำหน่ายเฉพาะในรูปแบบใบสลาก เมื่อถือครบกำหนด ผู้ถือสลากจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลตลอดอายุสลากตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ผู้ซื้อสามารถมอบใบสลากให้ผู้รับได้โดยตรง โดยผู้รับต้องนำใบสลากมาติดต่อธนาคารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ก่อนครบกำหนดอายุ ซึ่งโอนกรรมสิทธิ์เร็วก็จะได้รับสิทธิประโยชน์และสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้เร็วตามเงื่อนไขของสลาก ทั้งนี้ การถอนก่อนครบกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ใบสลากจำหน่ายเฉพาะรูปแบบพิเศษ มีค่าธรรมเนียมออกใบสลาก 10 บาทต่อฉบับ สำหรับยอดซื้อต่ำกว่า 1,000 บาท โดยซื้อยอดตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปไม่เสียค่าธรรมเนียม ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

04 Nov 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินขานรับนโยบายรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบโครงการ Solar ภาคประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท ธนาคารจึงจัดโครงการ “สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน” อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.50% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงเงินทุนติดตั้งโซลาร์ในที่อยู่อาศัยบนหลังคาได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และมีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินตามหลักเกณฑ์โครงการ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ให้กู้ครอบคลุมค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ ทั้งติดตั้งใหม่และเพิ่มเติม ได้แก่ แผงโซลาร์ เครื่องแปลงไฟฟ้า (Inverter) และแบตเตอรี่ (ถ้ามี) โดยวงเงินกู้รวมกับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต้องไม่เกินค่าติดตั้งจริง ทั้งนี้ เงินสนับสนุน 50,000 บาท จะโอนเข้าธนาคารเพื่อลดยอดหนี้ เช่น ค่าติดตั้ง 140,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุนแล้ว เหลือเงินต้นที่ต้องผ่อน 90,000 บาท ส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินจะนำมาชำระหนี้ก่อนตามเงื่อนไขโครงการ โดยผู้สนใจต้องลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก่อนเลือกผู้ติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟน. หรือ กฟภ. และนำหลักฐานการได้รับสิทธิ์ ใบเสนอราคา ประวัติชำระค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสิน ทั้งนี้ ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีถิ่นที่อยู่แน่นอน และเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าประเภทที่ 1 สำหรับบ้านอยู่อาศัย เมื่อสินเชื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารจะจ่ายเงินแก่ผู้ติดตั้งโดยตรงตามงวดงาน อย่างไรก็ตาม ธนาคารแนะนำให้ประชาชน ประเมินความคุ้มค่าจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงเทียบกับค่าติดตั้งและภาระผ่อนชำระก่อนตัดสินใจ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้จากการติดตั้งโซลาร์ หรือสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิ์จากภาครัฐสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 โดยธนาคารพิจารณาตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

31 Oct 2026

...

ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี วงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายมาตรฐาน 140,000 บาท เป็นงบสนับสนุนการติดตั้งจากรัฐบาล จำนวน 50,000 บาท มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลและสนับสนุนภาคเกษตรไทย พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล เข้าร่วมโครงการ “โซลาร์ ภาคประชาชน” โดยกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และจัดทำสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดภาระด้านค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมาตรฐานอยู่ที่ 140,000 บาท และรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก จำนวน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่ประสงค์ขอสินเชื่อ ต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด ได้แก่ เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. อายุผู้กู้รวมสัญญากู้ไม่เกิน 85 ปี กำหนด 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์ ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ แต่ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อ 1 มิเตอร์ มีมิเตอร์ไฟฟ้าและสามารถเข้าร่วมระบบรับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้ ณ วันที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์สูงสุด 200,000 บาท เกษตรกรผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยต้องสละสิทธิ์การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ให้ความเห็นชอบ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 โดยเกษตรกรสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 และต้องดำเนินการอนุมัติสินเชื่อ จัดทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่น้อยกว่า 7 ปี หรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ธ.ก.ส. Contact Center โทร. 02 555 0555  

29 Oct 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner