Responsive image

Wednesday, 04 Feb 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งประจำปี 2563 กำไรเติบโตขึ้น 5% มูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 15% ใน 2 เดือนแรกของปี 2564

Wed 24/03/2564


กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งประจำปี 2563 กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี เติบโตขึ้นร้อยละ 5 ยอดขายกลับมามีความเคลื่อนไหวหลังผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 มูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ใน 2 เดือนแรกของปี 2564 การดำรงเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ส่งผลให้เงินปันผลประจำปีเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 7.5

คณะกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท” รหัสหลักทรัพย์: 1299) มีความยินดีจะประกาศผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเอไอเอ สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยอัตราการเติบโตคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

เอไอเอ มีกรมธรรม์ที่มีผลบังคับขนาดใหญ่และกำลังเติบโตด้วยแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอและมีคุณภาพสูง ซึ่งสนับสนุนให้กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และเงินปันผลประจำปีสูงขึ้นร้อยละ 7.5 หรือคิดเป็นมูลค่า 100.30 เซ็นต์ฮ่องกงต่อหุ้น

สำหรับตลอดทั้งปี 2563 มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) คิดเป็น 2,765 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 33 ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของการดำเนินธุรกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี ยอดขายกลับมามีความเคลื่อนไหวหลังจากมาตรการโควิด-19 มีการผ่อนคลาย ส่งผลให้มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่งสูงขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบแบบปีต่อปีใน 2 เดือนแรกของปี 2564

ผลประกอบการทางการเงินของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ยังคงมีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวกลับเข้าสู่สภาพเดิม ดังจะเห็นได้จาก Local Capital Summation Method (LCSM) ของกลุ่มบริษัท ซึ่งมีอัตราส่วนถึงร้อยละ 374(1)

นายหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทเอไอเอรายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งอีกครั้ง แม้ว่าจะมีเงื่อนไขทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ไม่คาดคิดมาก่อน รวมถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี ขณะที่มูลค่าธุรกิจใหม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่เรายังมีการเติบโตในตัวชี้วัดด้านการเงินสำคัญอื่นๆ นอกจากนี้ ยอดขายได้กลับมามีความเคลื่อนไหวหลังจากมีการผ่อนปรนมาตรการ และเรามีมูลค่าธุรกิจใหม่ที่เติบโตขึ้นเมื่อเทียบแบบปีต่อปีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2564 ทำให้สถานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทเอไอเอยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งเรายังได้เพิ่มเงินปันผลประจำปี

“สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเราคือความปลอดภัยของพนักงานและการสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรา ผมอยากจะขอขอบคุณพนักงานของเราในความมุ่งมั่นที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในการให้บริการอย่างราบรื่นแก่ลูกค้า ตัวแทน และพันธมิตรของเรา เรามุ่งมั่นพิจารณาในการจ่ายผลประโยชน์ค่าสินไหมทดแทนอย่างสม่ำเสมอ และในระหว่างปี เราได้มีการจ่ายผลประโยชน์ต่างๆและเงินเอาประกันภัยไปมากกว่า 16 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อส่งมอบการสนับสนุนทางการเงินให้แก่ลูกค้าของเรา นอกจากนี้เราได้เพิ่มความคุ้มครองให้แก่ลูกค้า รวมถึงขยายความคุ้มครองไปสู่สังคมที่เราดำเนินงานอยู่ในวงกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นการช่วยส่งมอบความสบายใจทางด้านการเงินในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

“เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและการพบเจอแบบตัวต่อตัว เราจึงได้เร่งการพัฒนาและปรับใช้ช่องทางออนไลน์และความสามารถในการทำงานนอกสถานที่ในทุกตลาดของเรา เราได้แนะนำการขายแบบออนไลน์ และปรับขั้นตอนการรับสมัคร การเข้างาน และการฝึกอบรมเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมดสำหรับตัวแทน และได้เปิดตัวบริการ รวมถึงขั้นตอนการเคลมที่คล่องตัวและง่ายดายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งความสามารถใหม่นี้ส่งผลให้เราสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้

“แม้ว่าในปี 2563 จะเป็นปีที่พิเศษและท้าทาย แต่กลับทำให้ผมมองเห็นแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของเอไอเอ ปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวเอเชียมีความตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและการคุ้มครองดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวอย่างมาก ซึ่งทำให้เป้าหมายและคุณค่าของบริษัทของเรามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และในปี 2563 เราได้พัฒนาและนำกลยุทธ์ใหม่มาปรับใช้ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนเอไอเอ รวมถึงจุดยืนของเราในการกระตุ้นการเติบโตทางโครงสร้างของธุรกิจประกันชีวิตทั่วทั้งเอเชีย ผมมีความมั่นใจว่าเอไอเอได้อยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง ในภูมิภาคที่เหมาะสม และในช่วงเวลาที่ถูก และเราจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better, Lives)”

 


Tags : กลุ่มบริษัทเอไอเอ เอไอเอรายงานผลประกอบการปี2563 หลี่หยวนชยองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทเอไอเอ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารออมสิน มีมติแต่งตั้ง นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามหนังสือแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารออมสินแล้วเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยธนาคารได้จัดให้มีการลงนามสัญญาจ้างผู้บริหาร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอย่างเป็นทางการ ระหว่าง นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ มีกำหนดเริ่มปฏิบัติงานนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี   ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเห็นว่า นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำองค์กรธนาคารออมสิน จากผลงานความสำเร็จที่ผ่านมากับประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของหลากหลายองค์กร ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงประสบการณ์ในการเป็นผู้นำองค์กรกำกับดูแล เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ด้านประวัติการศึกษา จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาโท สาขาวิชาการเงิน จาก Case Western Reserve University ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนายทรงพลมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมในการขับเคลื่อนธนาคารออมสินเป็น Smart Social Bank ร่วมกับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเพื่อนพนักงาน เพื่อเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อประชาชนทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป  

01 Feb 2026

...

  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดย นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)  โดย พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (PDPA) โดยความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตลอดจน ช่วยลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล  ป้องกันการเกิดต้นทุนธุรกิจจากเหตุข้อมูลรั่วไหล ที่สำคัญ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ปลอดภัย และโอกาสการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว   ความร่วมมือครั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับการสนับสนุนเข้าถึงแพลตฟอร์ม GPPC (Government Platform for PDPA Compliance) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มภาครัฐรองรับการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA  ช่วยให้การคุ้มครองข้อมูล PDPA เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน SME D Bank พร้อมให้บริการด้านการ "พัฒนาคู่เติมทุน" ด้วยกิจกรรมออฟไลน์ครบวงจร และยกระดับธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” (dx.smebank.co.th)  สามารถ Upskill Reskill ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชม. พร้อมเติมทุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ  เพียง 3%ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระทางการเงิน  ยกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน     สำหรับพิธีลงนามดังกล่าว จัดขึ้นในงาน “วันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Privacy Day 2026)  ณ     ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 28 มกราคม 2569

29 Jan 2026

...

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลองค์กรที่สนับสนุนงานด้านเด็กและเยาวชน เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการมีส่วนร่วมของบริษัทฯ ในการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อนำไปสู่การเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดจนร่วมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เด็กและเยาวชนด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

27 Jan 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดยคุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (คนซ้าย) และคุณสรัสวดี คุปตพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (คนขวา) รับรางวัลแห่งความสำเร็จ Top Employer Awards Thailand 2026 จาก Top Employer Institute ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นบริษัทแรกในกลุ่มแอกซ่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ทั้งนี้รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความโดดเด่นขององค์กรที่ไม่เพียงมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แต่ยังสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้เป็นแผนงานที่จับต้องได้จริง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เท่าเทียม และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น เรียนรู้และเติบโตร่วมกันกับองค์กร โดยคณะกรรมการได้พิจารณาจากแนวทางด้านทรัพยากรบุคคลที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้นำคุณภาพในอนาคต ควบคู่ไปกับระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึง AI มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน พร้อมทั้งการดูแลสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างรอบด้าน สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต คือการหล่อหลอมวัฒนธรรม “Care & Dare” ที่ผสมผสานการดูแลพนักงานและการผลักดันให้ทุกคนกล้าสร้างความแตกต่าง กล้าเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในทุกระดับ พร้อมทั้งมอบโอกาสในการเติบโตไปด้วยกันกับองค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับท่านที่สนใจร่วมงานกับ บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต สามารถติดต่อได้ที่ 02-056-3513 -15 หรือ www.krungthai-axa.co.th/career

19 Jan 2026

Banner Banner Banner Banner

Banner
  เทียบจุดแข็งแกร่ง “วิริยะ-ทิพย-กรุงเทพ” ประกันภัย   เมื่อพูดถึงวงการประกันภัย-วินาศภัยเมืองไทย มี 3 บริษัทใหญ่ของวงการและของประเทศไทย ที่ถือว่าเป็น”ขาใหญ่”หรือขาประจำที่แต่ละปี บริษัททั้ง 3 บริษัท มีกลยุทธ์การตลาด และจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัท และบริษัททั้ง 3 บริษัทนี้กำลังจะแย่งชิงเบี้ยประกันภัยเพื่อเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เมื่อเทียบสัดส่วนในเรื่องยอดขาย และในแง่ของผลกำไร            ในแง่ยอดขายต่อปี          เบอร์ 1 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการทำประกันภัยรถยนต์ ที่มีเบี้ยประกันภัยสูงขายง่าย แต่ละปีสร้างยอดขายได้มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 40,879 ล้านบาท          เบอร์ 2 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งงานประกันภัย Non Motor ประเภทขนส่งสินค้า Marin รวมทั้งลูกค้าของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำให้มียอดขายรับประกันภัยตรงอยู่ที่ 31,736.1 ล้านบาทแซงหน้าบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปเรียบร้อย          เบอร์ 3 บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการเป็นบริษัท ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ สามารถขยายตลาดผ่านพันธมิตรหรือผู้ถือหุ้นได้ง่าย และทำตลาดประกันภัยโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐจึงทำให้มีเบี้ยประกันภัยต่อปี มีเบี้ยประกันภัยรวม 22,439 ล้านบาท จะกลับไล่บี้เบอร์ 1และ 2 ได้ต่อไป         ในแง่ผลกำไรต่อปี         เบอร์ 1 คงต้องให้บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากได้งานจากหน่วยงานภาครัฐ และมีพันธมิตรที่หลากหลาย ด้วยยอดขายที่สูง และมีการบริหารการลงทุนที่พร้อม เพราะมีธนาคารออมสิน, กบข. , ธนาคารกรุงไทย, ปตท., บางจาก  ทำให้มีผลกำไรมาเป็นอันดับ 1  ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรจากการรับประกันได้ 2,631 ล้านบาท        เบอร์ 2  ต้องยกให้เป็นของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยการรับประกันภัยที่มีความเสี่ยงภัยต่ำ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการบริหารเงินลงทุนโดยธนาคารกรุงเทพ ทำให้มีผลกำไรมาเป็นที่ 2 และมีเบี้ยประกันภัยเป็นอันดับที่ 2        เบอร์ 3 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มียอดขายเป็นอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเน้นประกันภัยรถยนต์ยอดขายสูงก็มีความเสี่ยงสูง ผลกำไรน้อย จึงวางไว้เป็นเบอร์ 3 ในด้านผลกำไร                                                 นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา)                                               บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner