Responsive image

Monday, 23 Mar 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จับมือ SCB เปิดตัวบริการ “FWD Utmost” มอบเอกสิทธิ์เหนือระดับแก่ลูกค้ากลุ่มเวลธ์ที่ซื้อประกันยูนิตลิงค์

Mon 29/08/2565


เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต สร้างความแตกต่าง  ด้วยบริการเหนือระดับที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดตัวบริการใหม่ “FWD Utmost” เอกสิทธิ์ดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตเหนือระดับ สำหรับลูกค้ากลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealth) ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ ผ่านช่องทางธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ด้วยการคัดสรรบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  พร้อมมอบประสบการณ์ที่เติมเต็มการใช้ชีวิตอีกระดับทั้งการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว โดยมอบสิทธิระดับสมาชิก Ruby ที่มีเบี้ยประกันภัยรวมต่อปี 2,000,000 – 4,999,999 บาท และระดับสมาชิก Diamond เบี้ยประกันภัยรวมต่อปี ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป 

นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (“เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต”  หรือ “FWD ประกันชีวิต”) เปิดเผยว่า เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและดีที่สุดโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก (customer-led) เราทำการศึกษาและวิเคราะห์ลูกค้ากลุ่ม Wealth เพื่อเข้าใจสิ่งที่ลูกค้ามองหาที่มากกว่าการประกันชีวิต ซึ่งครอบคลุมถึงการดูแลสุขภาพและกิจกรรมที่ชื่นชอบตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วยบริการเหนือระดับ ล่าสุดเราได้เปิดตัว “FWD Utmost” บริการใหม่พร้อมเอกสิทธิ์ต่างๆ สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) ผ่านช่องทางธนาคารไทยพาณิชย์  ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพของลูกค้าควบคู่กับการบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อตอบทุกมิติของการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ธนาคารมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากในการสร้างขีดความสามารถในการให้คำปรึกษาทางการเงินที่ครบวงจร และเน้นพัฒนา สรรหา ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุน  ให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มตามเป้าหมายทางการเงินของลูกค้า โดยผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เราให้คำปรึกษาในการวางแผนการลงทุน แบบ asset allocation และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่ม Wealth ในปีที่ผ่านมา SCB WEALTH ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำด้านวางแผนการลงทุนให้แก่ลูกค้าผ่านธุรกิจประกันแบบยูนิตลิงค์ เพื่อสร้างความคุ้มครองประกันชีวิตควบการลงทุนเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้า Wealth”

ทั้งนี้ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกัน และบริการจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก  เป็นผู้บุกเบิกในการสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต  ทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประเภทยูนิตลิงค์ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Wealth  เพื่อวางแผนการลงทุนให้มีความหลากหลายในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ  โดยประกันชีวิตสามารถสร้างหลักประกันทางการเงิน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้  ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับทั้งความมั่งคั่งและความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน โดยเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิตมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ผนวกกับธนาคารมีจุดแข็งในการให้บริการและช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพสูง รวมถึงทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (RM) ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า จึงมั่นใจได้ว่า FWD Utmost จะช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า Wealth ได้อย่างแท้จริง

นางณาตยา สุขุม รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานผลิตภัณฑ์ประกัน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตสูงพร้อมโอกาสในการได้รับผลตอบแทนการลงทุนจากกองทุนที่ได้คัดสรรมาแล้ว อีกทั้งประกันชีวิตยังสามารถเข้ามาช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินเวลาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ในปัจจุบันตลาดยูนิตลิงค์ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมของยูนิตลิงค์ในช่วง 5 เดือนของปี 2565 อยู่ที่ 7,876 ล้านบาท โดยเฉพาะเบี้ยประกันแบบรายปี  เติบโตสูงถึงร้อยละ 23.84 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ซึ่งเบี้ยประกันภัยยูนิตลิงค์ผ่านช่องทางของธนาคารมีทิศทางการเติบโตสอดคล้องกับตลาดเช่นเดียวกัน จากศักยภาพของช่องทางการจำหน่ายผ่านธนาคาร ผสานกันกับจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ประกันของ FWD ประกันชีวิต

“ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการเป็น “ธนาคารที่ดียิ่งขึ้น” (To Be A Better Bank) ธนาคารมุ่งเน้นการนำเสนอการให้บริการและคัดสรรผลิตภัณฑ์ประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์  โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealth) ที่ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) ซึ่งจะได้รับบริการ FWD Utmost ที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพอย่างเฉพาะบุคคล พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตตามไลฟ์ไตล์ของลูกค้า ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า FWD Utmost จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจด้านการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้อย่างตรงใจ เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตไปจนถึงการสร้างความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี” นางณาตยา กล่าว   

สำหรับ บริการ “FWD Utmost”  เป็นการมอบเอกสิทธิ์พิเศษให้กับลูกค้ากลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealth) 2 ระดับ ด้วยกัน คือ ระดับสมาชิก Ruby เบี้ยประกันภัยรวมต่อปี 2,000,000 – 4,999,999 บาท และระดับสมาชิก Diamond สำหรับเบี้ยประกันภัยรวมต่อปี ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมการบริการที่ครอบคลุมครบทั้ง 4 ด้าน

•           Caring your health   บริการสุขภาพเหนือระดับ ดูแลสุขภาพองค์รวมตามความต้องการเฉพาะบุคคล ทั้งบริการตรวจสุขภาพ และเข้ารับบริการเพื่อดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ตลอดจนการบริการเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

•           Beyond your experience ประสบการณ์แห่งการเดินทางเหนือระดับ ด้วยบริการรถลีมูซีน รับ – ส่งสนามบินทั้งในและต่างประเทศ คุณภาพระดับมาตรฐานสากล

•           Enrich your lifestyle บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟในหลากหลายรูปแบบเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับและเติมเต็มความสุขตามไลฟ์สไตล์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ ห้องรับรองพิเศษระหว่างรอเข้ารับบริการในโรงพยาบาล ส่วนลดพิเศษในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ รวมทั้งสิทธิพิเศษเมื่อเข้าพักโรงแรมชั้นนำ การใช้บริการสนามกอล์ฟ ร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วโลก

•           Private personal assistant บริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมให้คำแนะนำในทุกกิจกรรม และตอบสนองความต้องการทางด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์อย่างมืออาชีพ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) สามารถติดต่อผ่าน Wealth relationship manager และสาขาของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือสอบถามเพิ่มเติม SCB Call Center โทร. 02-777-7777 


Tags : เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต FWD เดวิด โครูนิช ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ณาตยา สุขุม ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เร่งออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการประหยัดพลังงานที่สำคัญของธนาคารออมสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้รถยนต์ตามความจำเป็น และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ 2) ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 3) แนวทางการแต่งกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี งดสวมสูท แจ็กเกต หรือผูกเนกไท เพื่อลดความจำเป็นในการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำเกินไป และ 4) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ตามความเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการลูกค้า   ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคาร ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งมี นายพลจักร นิ่มวัฒนา ประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสิน ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย  นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ได้เริ่มใช้แนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" ในที่ประชุมทันที เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านพลังงาน ธนาคารออมสิน จึงขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปด้วยกัน    

18 Mar 2026

...

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง มุ่งลดอุบัติเหตุและส่งเสริมความปลอดภัยทางการเดินทาง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นฟรี 20 รายการ พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” เป็นของที่ระลึกฟรี ! เมื่อนำรถมาใช้บริการ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 31 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก การตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม วิริยะประกันภัย จึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย”  ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ทั้งนี้ ลูกค้าของวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป สามารถนำรถยนต์เข้ารับการตรวจเช็กสภาพฟรีเบื้องต้น จำนวน 20 รายการ อาทิ ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ ตรวจเช็กสภาพการทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ตรวจสอบคันเร่ง ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมัน ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ตรวจสอบเบรก ตรวจสอบไส้กรองอากาศ ตรวจสอบคลัตซ์ ตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยว ตรวจสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น พร้อมรับ “กระเป๋าสงกรานต์กันน้ำ” ฟรีทันที ! เมื่อลงทะเบียนตอบแบบสอบถามผ่าน QR CODE (ของมีจำนวนจำกัด) โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจรถฟรีได้ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ช่วงเวลาตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 เมษายน 2569 สำหรับศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการให้บริการตรวจรถฟรี จำนวน 31 แห่ง ได้แก่ 1) อู่ร่วมมิตรการาจ 2) บจ.นิวเพื่อนยนต์ 3) บจ.ไทยรัตน์ยานยนต์ 4) หจก. งามวงศ์วาน คาร์แคร์  5) บจ.อู่นำชัย รัตนาธิเบศร์ 6) บจ.เซอร์กิต ติวานนท์ 7) บจ.อู่นำชัย เตาปูน (สาขาติวานนท์) 8) บจ.เจริญกิจ ราชพฤกษ์ 9) บจ.เจริญกิจ ออโต้ เซอร์วิส 10) บจ. คุงการาจ 11) บจ.เซอร์กิตบริการ 12) บจ.อู่กังวานชัยการช่าง 13) บจ.อู่วิชัยยนต์ 14) บจ.เทวินทร์ คาร์เซ็นเตอร์ 15) อู่บอส 888 การาจ 16) บจ.ธนพัฒน์ ออโต้ เซ็นเตอร์ 17) บจ.เพอร์เฟคท์ สปีด ไลน์ 18) บจ.เอส ซี ซี 65 การาจ 19) หจก. เจดีย์ออโต้เซอร์วิส 20) หจก.เป้งการาจ 21) บจ. อู่ เอส.เอส. อินเตอร์กรุ๊ป 22) บจ.รุ่งเจริญ บอดี้ คลีนิค 23) บจ.สุขุมวิท เอ.ที. เซอร์วิส 24) หจก.สุทินคาร์เซอร์วิส 25) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 26) บจ.เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส 27) บจ.วงษ์ศิริเลิศ คาร์ เซอร์วิส (1997) 28) บจ.เจริญภัณฑ์ยนตรกิจ เซอร์วิส 29) บจ.นที อินเตอร์เซอร์วิส สาขา 1 30) บจ.อู่แม่กลอง 31) บจ.อ.พิพัฒน์ยนต์ (1989)  

14 Mar 2026

...

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จับมือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีที่อยากเริ่มต้นส่งออก และรายที่ต้องการขยายตลาดส่งออกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เข้าร่วมโครงการ “I SME D Together : ปั้น Smart SMEs จาก Local สู่ Global” โดยจะได้รับการยกระดับเพิ่มศักยภาพ เตรียมความพร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้อย่างแท้จริง  ผ่าน “โปรแกรม 3T” ส่งเสริมครบวงจร ประกอบด้วย Training เตรียมความพร้อม วางแผนการเงิน สู่การขยายตลาดโลก Technology  สนับสนุนเข้าถึงเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ  และ Trade เปิดโอกาสเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ สนับสนุนให้เกิดการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ เปิดรับสมัครแล้ว  รุ่นที่ 1 สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการขยาย “ตลาด Halal” (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และซาอุดีอาระเบีย) เปิดอบรมระหว่างวันที่ 30–31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมกราฟ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ  และรุ่น 2  สำหรับกลุ่มต้องการขยาย “ตลาด CLMV”  (ลาว เวียดนาม และเมียนมา) ระหว่างวันที่ 23-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี นครปฐม จ.นครปฐม   นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการ ยังได้การสนับสนุนจาก SME D Bank พาเข้าถึงแหล่งทุนอัตราต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท นำไปลงทุน หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง พร้อมขยายตลาดส่งออก ควบคู่กับช่วยพัฒนาผ่านแพลตฟอร์ม “DX by SME D Bank” เช่น หลักสูตร E-Learning และที่ปรึกษาธุรกิจจากโค้ชมืออาชีพ เป็นต้น พิเศษ สิทธิประโยชน์สำหรับ 20 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและมีสินค้าพร้อมจำหน่าย จะได้รับโอกาสเข้าร่วม Showcase สินค้าในวันงาน เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Networking) และต่อยอดโอกาสทางการค้าในอนาคต เป็นต้น รวมทั้ง ได้รับการเชิญร่วมออกงานแสดงสินค้าตามความสมัครใจ ที่มีให้เลือกมากกว่า 15 งาน ทั้งในและต่างประเทศ สนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย  รับจำนวนจำกัด รุ่นละ 100 กิจการเท่านั้น สแกน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ 02-265-4494 หรือ Call Center 1357

14 Mar 2026

...

ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank เผยสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน  ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม  ดันต้นทุนธุรกิจเพิ่ม โดยเฉพาะค่าพลังงาน ชี้ภาคผลิตแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด แถมฉุดความเชื่อมั่นและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง  แนะเร่งปรับตัว บริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ  ประกาศพร้อมช่วยเหลือเสมอ ผ่านบริการพาถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี ช่วยลดภาระการเงินและส่งเสริมใช้เทคโนโลยี ยกระดับสร้างทางใหม่ด้วยพลังงานสีเขียว  ควบคู่หนุนพัฒนาครบวงจร เพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ และขยายหาตลาดใหม่   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เผยว่า “ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank”  ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย  จากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน  โดยผลกระทบทางตรง  คือ ต้นทุนพลังงาน ทั้งต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง รวมถึง ต้นทุนปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมี จะปรับเพิ่มขึ้น  เงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่ม  การปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้ยาก อีกทั้ง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า จากการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด และภาครัฐจำเป็นใช้งบประมาณมากขึ้น ในการประคับประคองเศรษฐกิจ  ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบทางอ้อม  ทั้งด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการถดถอย  จำนวนนักท่องเที่ยวในและต่างชาติลดลง และค่าระวางและประกันภัยสูงขึ้น    ทั้งนี้ ภาคผลิต มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องต้นทุนพลังงานปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนค่าพลังงานแฝงในวัตถุดิบต้นน้ำสูงกว่า 60-70% ขณะที่ภาคบริการ ยกเว้นธุรกิจโลจิสติกส์ จะได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าว อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้านการส่งออกสินค้าทดแทนสินค้าที่ต้องหยุดผลิตในพื้นที่ตะวันออกกลาง เช่น สินค้ากลุ่มอาหาร และเกษตรแปรรูป เกิดการตื่นตัวลงทุนในกลุ่ม Green Energy และ Energy Efficiency รวมถึง EV  นอกจากนั้น อาจเกิดการย้ายฐานผลิต หรือชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายถิ่นมายังประเทศที่มีความปลอดภัยกว่า เป็นต้น สำหรับธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านมากที่สุด  เนื่องจากมีปัญหาเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสินค้าราคาเกษตรหลายตัวลดลง ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา  เป็นต้น นายพิชิต กล่าวว่า  จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางรอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่  มุ่งลดต้นทุนพลังงาน ด้วยการลงทุนใน Energy Efficiency  สร้างความแตกต่าง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ กระจายหาตลาดใหม่ และใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน   ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านบริการ ด้านการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต  รวมถึง เสริมสภาพคล่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงาน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด  , “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  ควบคู่สนับสนุนด้านการพัฒนา ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เติมความรู้ครบวงจร ทั้งด้านเพิ่มมูลค่าสินค้า บริการ การตลาด และมาตรฐาน เป็นต้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี มุ่งเพิ่มทักษะ ยกระดับเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว   ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน  รวมถึง ขยายตลาด สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจเข้าถึงบริการ “พัฒนาคู่เติมทุน” สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการต่างๆ จาก SME D Bank ได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank  และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

12 Mar 2026

Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner