Responsive image

Monday, 03 Oct 2022

Banner

หน้าแรก > SOCIETY - CSR / ภาพข่าว-กิจกรรมเพื่อสังคม


ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชาครั้งที่ 21 ศึกษาแนวทางลดความรุนแรงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

Wed 21/09/2565


ภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนบนโลกใบนี้ควรเริ่มตระหนัก และเข้าใจถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ มาจากหลายสาเหตุทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ หรือจากการกระทำของมนุษย์  มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 พื้นที่ 40% ของกรุงเทพมหานคร จะถูกน้ำท่วมเสียหาย ทั้งจากฝนที่ตกหนักและน้ำหนักของตึกระฟ้าที่ยิ่งส่งผลให้เมืองกรุงเทพฯต้องจมลงในอัตรา 0.8 นิ้วต่อปี (ข้อมูลจาก https://www.carethebear.com ) การที่โลกเรามีอุณหูมิสูงขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง หรือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ปัญหาภาวะโลกร้อนนี้ ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งซึ่งหากทุกคนมีความรับผิดชอบช่วยกันแก้ไขก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาให้เบาบางลงได้  

โครงการทิพยสืบสาน รักษาต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 21 ณ โครงการสาธิตการปลูกพืชในพื้นที่ดินเค็มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครราชสีมา คัดเลือกครูอาจารย์จากทั่วประเทศ และผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมในโครงการ เป็นการสอดแทรกความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้และร่วมมือกันในการป้องกันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติ รวมถึงตอกย้ำความเข้าใจในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 

ทั้งนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงพื้นที่เรียนรู้การแก้ปัญหาดินและน้ำ ที่เป็นสาเหตุหลักในการทำให้ผืนดินเสื่อมโทรมเพาะปลูกพืชไม่ได้และเมื่อเกิดฝนตก ดินไม่อุ้มน้ำเพราะมีต้นไม้ช่วยชะลอน้ำ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้น ซึ่งเมื่อทุกคนเกิดความเข้าใจจะสามารถช่วยกันเผยแพร่เพื่อป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนผืนแผ่นดินนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการทำปุ๋ยหมักแห้งสูตรพระราชทานเพื่อการเสริมสร้างอาชีพ  และเข้าร่วมฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop ถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เรียนรู้นวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 Interactive Board Game จากวิทยากร อาจารย์ อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่และการพัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดดสำหรับองค์กรต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกิจกรรม “ธรรมดีช่วยเพื่อน” การปล่อยปลานิลกินพืชจำนวน 590 กิโล และมอบพันธุ์โคจำนวน 12 ตัว 20 ชีวิตให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองบัวทุ่ง ที่มีความขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และชาวบ้านในตำบลตาจั่น อำเภอคง จ.นครราชสีมา ที่มีฐานะยากจน จำนวน 11 ครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวของนักเรียนมีอาชีพ  และส่งเสริมการประกอบอาชีพของครอบครัวด้วยการนำไปขยายพันธุ์โคต่อไปเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชน  และสร้างวิถีชีวิตตามแนวคุณธรรม 5 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู

 

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เราไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องความร่วมมือกับครูอาจารย์เท่านั้น เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ชุมชนในท้องถิ่นให้พึ่งตนเองได้มากขึ้น ด้วยการสร้างโอกาสและเสริมเครื่องมือในการประกอบอาชีพ”

 

 

“การไถ่ชีวิตและมอบโคจำนวน 12  ตัว 20 ชีวิต นับว่าเป็นกุศโลบายในการสร้างมหาบุญ ถึง 3 ต่อ คือ1) เราได้ร่วมบุญไถ่ชีวิตโคที่เป็นแม่ลูกอ่อนให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า 2) เราได้ช่วยให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับครอบครัวของนักเรียนที่มีความประพฤติดี ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู และ3) เงินทำบุญจากผู้มีจิตอันเป็นกุศลยังต่อไปยังโรงเรียน 590 แห่งทั่วประเทศในรูปแบบของชุดหนังสือมรดกแห่งแผ่นดินเป็นการส่งต่อแสงสว่างแห่งปัญญาเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์แผ่นดินเพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้าของประเทศไทย   ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเองในชุมชน   และเรามีความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของชุมชนจากการที่เราเข้ามาร่วมทำกิจกรรมในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเยาวชนและครอบครัวที่มีความต้องการสร้างอาชีพเพื่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชุมชนต่อไปในอนาคต” นางวิชชุดา กล่าวเพิ่มเติม

 

ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวว่า  “โครงการนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN SDGs ภายในปี 2030 ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กร  บุคคล ต้องตระหนักและเตรียมการ ซึ่งการสร้างความรู้ ความเข้าใจเพื่อให้เกิดการพัฒนาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ต้องมีการวางแผนดำเนินการและสื่อสารอย่างทั่วถึง  รวมถึงการสร้างความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เกิดการพัฒนาจากระดับตน ขยายผลไปสู่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่จะช่วยให้คนไทยได้เข้าใจวิถีความยั่งยืนและนำพาให้พึ่งพาตนเองได้”

รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 2 วันได้ปฏิบัติด้วยการลงมือทำเพื่อให้เข้าใจในบริบทของคุณธรรม 5 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู ได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า คุณธรรม สร้างได้  เพราะคุณธรรมคือ “วิถีชีวิต” และสามารถเริ่มได้จากตนเอง เพื่อช่วยให้คนดีมีพื้นที่ยืน และความดีมีพื้นที่ในสังคม”

 

โครงการ ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา  จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD)  มูลนิธิธรรมดี  กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ในการทรงงานเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้มีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดี อีกทั้งยังเพื่อสนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

 

 


Tags : ทิพยประกันภัย TIP วิชชุดาไตรธรรม ทิพยสืบสานรักษาต่อยอดนวัตกรรมศาสตร์พระราชาครั้งที่21 ดร.ดนัยจันทร์เจ้าฉาย


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” จัดทำหมวกนิรภัยสีเหลืองเต็มใบรูปแบบพิเศษ จำนวน 10,000 ใบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้สวมใส่เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง รวมถึงยังได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะได้ทำความดีด้วยการขับขี่อย่างปลอดภัย ปฎิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และได้ร่วมทำบุญอีกด้วย เงินรายได้ทั้งหมด บริษัทกลางฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเสด็จพระราชกุศลไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ    เนื่องในปีพุทธศักราช 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้จัดทำโครงการ“รัฐ-ราษฎร์รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ใน   หลวง”มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ประชาชนได้รับรู้และร่วม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของ   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า โครงการฯ นี้ยังสร้างความปลอดภัยในการขับขี่  หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ รวมถึงกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุจราจร โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร ผ่านการถวายคำปณิธานในโครงการฯ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์     บริษัทกลางฯ ได้ดำเนินการจัดทำหมวกนิรภัยรูปแบบพิเศษแบบเต็มใบสีเหลือง จำนวน 10,000 ใบ โดยหมวกนิรภัยทุกใบได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ราคาที่จำหน่ายต่ำกว่าต้นทุนโรงงาน ประชาชนสามารถจองได้ผ่านทางออนไลน์ และทาง onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี โครงการ“รัฐ-ราษฎร์ รวมใจ ขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้ ในหลวง” เปิดให้จองหมวก ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00 – 16.00 น. ท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมจองหมวกนิรภัยในโครงการได้ทั้งแบบ Online และแบบ Onsite ดังนี้ 1.จองแบบ Online ผ่านไลน์ @iRVP (ราคา 120 บาท) (รวมค่าจัดส่ง) เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) เพียงแค่แอดไลน์เป็นเพื่อนกับบริษัทกลางฯ ที่ไลน์ @iRVP ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 7-9 ตุลาคม2565 บริษัทกลางฯ จะใส่ลิงค์จองหมวกไว้ที่หน้าไทม์ไลน์ (Line Voom) โดยท่านที่สนใจสามารถจองหมวกนิรภัยได้ 1 คนต่อ 1 ใบ ขั้นตอนการจองหมวกนิรภัยในโครงการ แอดไลน์ @iRVP เข้าไปดูลิงค์การจองหมวกในวันที่ 7-9 ตุลาคม 2565 ที่ timeline ของไลน์ @iRVP เวลา 10.00-16.00 น. ผู้จองหมวกในโครงการ ร่วมถวายปณิธาน "จะขับขี่อย่างปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎจราจร รวมถึงสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ทุกครั้ง ระบุชื่อ-นามสกุล / เลขบัตรประชาชน 13 หลัก (เพื่อยืนยันตัวตน) ระบุที่อยู่ในการจัดส่งหมวกนิรภัย ทางบริษัทจะจัดส่งหมวกนิรภัยให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับหมวกนิรภัยภายใน 15 วัน ชำระเงินผ่าน QR code จำนวน 120 บาท ติดตาม สถานะจัดส่งหมวกนิรภัยได้ที่ เมนู “หมวกกันน็อกของฉัน” 2.จองแบบ Onsite ภายในงาน Thailand Insurtech Fair (ราคา 100 บาท) ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี รับหมวกภายในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. หรือจนกว่าหมวกจะหมด (หมวกมีจำนวนจำกัด) โครงการนี้เป็นการรวมพลังทำความดีด้วยหัวใจ ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ให้เกิดในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมโครงการในการได้มีส่วนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่บริษัทกลางฯ Call Center 1791 หรือติดตามข่าวสารได้ที่  line @iRVP หรือ www.facebook.com/RVPHeadOffice/    

01 Oct 2022

...

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ (CEO) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง” ของกรุงเทพมหานคร โดยได้จัด Kick Off กิจกรรมแรก OCEAN LIFE Plant with Love ร่วมปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว 2,000 ต้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งกิจกรรมนี้นับเป็นกิจกรรมดี ๆ ภายใต้นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด Sustainable with Love หรือ รักคือพลังสร้างความยั่งยืน อันประกอบด้วยความยั่งยืนด้านสุขภาพ ความยั่งยืนด้านการเงิน และความยั่งยืนของโลก ที่ต้องดูแลทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดมั่นในคุณธรรม(ESG)  โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้พลังความรักสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการใช้ศักยภาพทั้งด้านการประกันชีวิตที่มุ่งใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีทำให้ประกันเป็นเรื่องง่าย และการใช้ความรักดูแลสุขภาพ การเงิน และความสุขของทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกรุ่นที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป  

21 Sep 2022

...

พร้อมบูรณาการความร่วมมือด้านประกันภัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร-ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยระบบประกันภัย ก่อนขยายกิจกรรมรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) และ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่องเพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” ภายใต้ชื่องาน “คปภ. ปลุกพลังนักบิด เปิดโลกใหม่ให้คุ้มครองด้วยประกันภัย พ.ร.บ.” (วันนี้) 13 กันยายน 2565 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือ ประกันภัย พ.ร.บ. ถือเป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันทุกประเภทต้องจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินเท้า ถ้ารถทำประกันภัย พ.ร.บ. นอกจากจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดแล้ว ยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามกรมธรรม์ประกันภัย กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาทต่อคน กรณีบาดเจ็บสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน กรณีสูญเสียอวัยวะ 200,000-500,000 บาทต่อคน กรณีทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน และกรณีเข้ารักษาในสถานพยาบาลในฐานะคนไข้ในจะได้รับค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน รวมกันไม่เกิน 20 วัน นอกจากนี้ จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ามีการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงร้อยละ 65 ของรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสม ทำให้เมื่อเกิดเหตุจากรถที่ไม่จัดทำประกันภัย พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย และจากสถิติในปี 2564 มีผู้ประสบภัยจากรถที่มาขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จำนวน 9,112 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 180 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติพบว่า 70% เป็นผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ จากตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีรถที่อยู่นอกระบบการประกันภัย พ.ร.บ. อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเจ้าของรถจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัย พ.ร.บ. เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ทั้งนี้ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทุกคันมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. หากฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากเป็นผู้ที่ใช้รถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดังนั้น หากเป็นทั้งเจ้าของรถที่ไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ. และได้นำรถคันนั้นออกไปใช้เองจะมีความผิดทั้ง 2 ข้อหา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจในการกำกับดูแล พัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์เชิงรุกในพื้นที่นำร่อง เพื่อส่งเสริมการทำประกันภัย พ.ร.บ. อย่างยั่งยืน” เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. สำนักงาน คปภ. จึงผนึกกำลังกับกทม. เพื่อปลุกพลังผู้ขับขี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก ซึ่งมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการสร้างกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตสำหรับประชาชน รวมทั้งเป็นไปตามนโยบาย “ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์” (Zero Accident) ของกรุงเทพมหานครและรัฐบาล โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมพี่น้องประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัย พ.ร.บ. เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้รถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และจากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ณ 10 กันยายน 2565 พบว่า กรุงเทพมหานครมีประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยมีผู้บาดเจ็บ 77,093 ราย เสียชีวิต 657 ราย คิดเป็นร้อยละ 89.50 ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ โดยที่มีสัดส่วนการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียง 70% ภายหลังจากการจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการที่กรุงเทพมหานครแล้ว สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้ารุกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรม Road Show และกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักให้กับประชาชนผู้ใช้รถ สร้างการเข้าถึงประกันภัย พ.ร.บ. และการมีส่วนร่วมในการจัดทำประกันภัย พ.ร.บ. โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง ด้าน ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. เห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักงาน คปภ. เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก และมีความจำเป็นต่อการเดินทางของคนกรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่รถจักรยานยนต์ก็มีความเสี่ยง ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่ได้ทำประกันภัยก็จะกระทบกับชีวิตครอบครัว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าผลกระทบที่จะได้รับหลังจากเกิดอุบัติเหตุจะมีค่าใช้จ่ายตามมาหากไม่ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ.  ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถเจาะผ่านผู้นำชุมชนให้ช่วยรณรงค์ภายในชุมชน หรือจะเป็นกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มไรเดอร์ GRAB  ซึ่ง กทม. สามารถช่วยรณรงค์ได้ทันที โดยเน้นให้ความร่วมมือรณรงค์ประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ โดยรณรงค์เป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องอุบัติเหตุในการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย และให้ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่กันไปด้วย ในโอกาสนี้ กทม. ขอขอบคุณสำนักงาน คปภ. ที่มอบกรมธรรม์ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ จำนวน 500 ฉบับ ให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ กทม. ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ ตกปีละกว่า 300 บาท หรือเก็บเงินวันละบาทเท่านั้น จำเป็นจะต้องสื่อสารในเรื่องนี้ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น แต่จะต้องทำเป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องการรณรงค์ทำประกันภัย พ.ร.บ. ควบคู่ไปกับการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย การรณรงค์ไม่ขับรถเร็ว การรณรงค์รักษากฎจราจร เป็นต้น           เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ สำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานคร จะต่อยอดการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทั้งในการรณรงค์ให้ชาวกทม.ทำประกันภัย พ.ร.บ. และร่วมมือในการนำระบบประกันภัยมาช่วยบริหารความเสี่ยง ตลอดจนช่วยให้ชาวกทม. และบุคลากรในสังกัดกทม. สามารถเข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมในเรื่องประกันภัยอย่างเต็มที่  “ทั้งนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องประกันภัย หรือต้องการข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือ Add Line Official @oicconnect” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย  

15 Sep 2022

Banner Banner Banner Banner

Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
  จับตาธุรกิจประกันภัย และการเงินในช่วงโควิด   สวัสดีครับเพื่อนๆ เฟซบุ๊กและสมาชิกสื่อ CEO THAILAND ทุกท่าน ในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิดระบาดอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ไม่เฉพาะคนหาเช้ากินค่ำหรือพนักงานกินเงินเดือนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบเงินในกระเป๋าเหือดแห้ง จะว่าไปแล้วภาคธุรกิจเองก็ได้รับผลกระทบทางยอดขายและรายได้เช่นเดียวกัน เพราะผู้บริโภคไม่มีเงินซื้อกินซื้อใช้ รวมทั้งบริษัทหรือธุรกิจที่หยุดหรือเลิกกิจการเพราะพิษโควิด-19 แม้ว่าทุกธุรกิจจะประสบปัญหา แต่สำหรับผมยังคิดว่ามี 2 ธุรกิจที่ยังคงรักษาตัวเองในเรื่องยอดขายและผลประกอบการได้อยู่ ซึ่งธุรกิจทั้งสองสาขานี้แข็งแกร่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน แต่ในฐานะคนที่ใกล้ชิดและทำข่าวด้านการเงินและประกันภัยมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองธุรกิจนี้ ถือว่ามีความแข็งแกร่งและมั่นคง รวมทั้งมีผลประกอบการที่ดีมาตลอด ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ธุรกิจไทยล้มระเนระนาด ยอดขายตกฮวบ ต้องหยุดหรือเลิกกิจการ รวมทั้งเสียหายอย่างมากเพราะไวรัสโควิด แต่สำหรับธุรกิจประกันภัยยังคงสร้างยอดขายได้ต่อเนื่องด้วยการคลอดกรมธรรม์ป้องกันโควิดรายปีที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนมาตั้งแต่การระบาดรอบที่ 1  รอบที่ 2  และรอบที่ 3 (ล่าสุด) รอบล่าสุดคนไทยรู้ว่าพิษร้ายโควิดรุนแรงแค่ไหน เป็นโควิดแล้วเสี่ยงตาย ตายเร็วด้วย แนวทางเดียวในการป้องกันโควิด คือฉีดวัคซีน แต่ก็กลัวผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ประกันภัยก็คลอดกรมธรรม์ ที่มีความคุ้มครองแพ้วัคซีน รวมทั้งการทำดีเพื่อชาติ แจกกรมธรรม์คุ้มครองผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอีก 8 ล้านกรมธรรม์ฟรี ส่วนธุรกิจการเงินนั้นก็ได้รับผลบวกจากวิกฤติโควิด ทางบวก คือลูกค้ามาใช้บริการขอสินเชื่อมากขึ้นเพื่อเสริมเพื่อกอบกู้ธุรกิจ แต่ทางด้านลบ เมื่อปล่อยสินเชื่อก็มีความเสี่ยงหนี้สูญมากขึ้นเช่นกัน  แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนธนาคารหรือสถาบันการเงินภาครัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ฯลฯ ย่อมมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือสองธุรกิจที่ผมคิดว่าน่าจะยังไปได้สวยรวมทั้งจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นในช่วงนี้และช่วงหลังโควิด-19 โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐบาลที่จะต้องมีบทบาทเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจมากขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมประกันภัยนั้นแน่นอนว่าผลพวงจากพิษโควิด-19 ทำให้กรมธรรม์ประกันภัยโควิดขายดีขึ้น รวมทั้งผมอยากจะฝากการบ้านพวกท่านต่ออีกว่า ภาคธุรกิจประกันภัยท่านลองศึกษาลองเปิดขายกรมธรรม์โควิดขึ้นมาที่มีระยะความคุ้มครอง ที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งดูแลรักษาพยาบาล มีทุนประกันชีวิต มีค่าชดเชย ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่าโลกนี้ต้องอยู่กับโควิด เพราะแม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังติดโควิด-19 ได้ ดังนั้นประกันภัยโควิดมีความจำเป็นต่อชีวิตคนไทย สามารถติดตามงานเขียนผมได้ที่ www.ceothailand.net  รวมทั้งเฟซบุ๊ก นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  เฟซบุ๊ก เอก-วราพงษ์ รวมทั้งเพจ อ.เอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์  หรือที่อีเมล ake_vara@hotmail.com, akevorapong.ceo@gmail.com , akevaraceo@gmail.com   โทรศัพท์มือถือ 081-345-8999, 081-347-8999  Line : 0813458999   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND
อ่านต่อ...
Banner
Banner