Responsive image

Sunday, 08 Mar 2026

หน้าแรก > BUSINESS-MARKETING-SME / ธุรกิจ - การตลาด - เอสเอ็มอี


SME D Bank ผุดแคมเปญช่วย SMEs ลดภาระธุรกิจ ติดปีกด้วยเทคโนโลยี เผยผลสำรวจเชื่อมั่น Q2 กระเตื้อง ชี้แนวโน้มอนาคตกังวลรายได้หด ต้นทุนค่าแรงเพิ่ม

Thu 29/06/2566


SME D Bank จับมือ ศศินทร์ เผยผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่น SMEs ประจำไตรมาส 2/2566 ปรับขึ้นเล็กน้อย อานิสงส์เทศกาลสงกรานต์กระตุ้นท่องเที่ยวคึกคัก ส่วนแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า กลับลดลง จากความกังวลลูกค้าจับจ่ายน้อยลง และเข้าช่วง Low Season เผยการปรับค่าแรงครั้งล่าสุด ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง ระบุอยากให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้าน SME D Bank ประกาศพร้อมช่วยเต็มที่ พาเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับธุรกิจ  ดันแคมเปญ เติมทุน มี Cash Back ลดภาระดำเนินธุรกิจ

        

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เผยว่า  “ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.”  ร่วมกับ “ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา” สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำ “ผลสำรวจความเชื่อมั่น SMEs ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ไตรมาส 2/2566 และคาดการณ์อนาคต”  จากการสำรวจผู้ประกอบการ SMEs จำนวนกว่า 500 ตัวอย่างทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและธุรกิจของ SMEs ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ระดับ 65.90 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (1/2566)  ซึ่งอยู่ในระดับ 65.09  จากปัจจัยการจับจ่ายใช้สอยคึกคักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้ง มีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้ง

ส่วนแนวโน้มความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้า SMEs  มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ อยู่ที่ระดับ 65.61 ลดลงจากเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ที่อยู่ระดับ 66.76 เนื่องจากปัจจัยเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว มีแนวโน้มที่ลูกค้าจะจับจ่ายน้อยลง

นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์ในเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน SME D Bank ได้ศึกษาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเมื่อตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา พบว่า  SMEs จำนวนร้อยละ 39.80 จ่ายค่าแรงสูงกว่าเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำที่ประกาศใช้เมื่อตุลาคม 2565 อยู่แล้ว โดยเป็นผู้ประกอบการขนาด Medium เป็นหลัก  ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 60.20 จำเป็นต้องมีการปรับค่าแรงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มขนาด Micro ร้อยละ 63.12 และขนาด Small ร้อยละ 72.27 ส่วนขนาด Medium มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ต้องปรับขึ้น  ขณะที่ SMEs ในพื้นที่ภาคอีสาน มีสัดส่วนต้องปรับค่าแรงขึ้นมากสุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81.11  เมื่อถามถึงผลกระทบที่จะได้รับ จำนวนร้อยละ 85.31 ระบุว่า ได้รับผลกระทบทางลบ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 52.98 ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง  ส่วนร้อยละ 9.93  ได้รับผลกระทบมาก ในทางกลับกัน SMEs จำนวนหนึ่งเห็นถึงข้อดีของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ทั้งนี้ SMEs มีแนวทางในการปรับตัวเพื่อรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยร้อยละ 97.35 จะลดต้นทุนในส่วนอื่น ๆ ร้อยละ 70.86 ขึ้นราคาสินค้าและบริการ และร้อยละ 21.85 เปลี่ยนไปจ้างแรงงานต่างด้าวที่ค่าจ้างต่ำทดแทน ขณะที่ ความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ ได้แก่ การลดภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ทดแทน สูงที่สุดถึงร้อยละ 93.38  ตามด้วย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร้อยละ 76.82 เพื่อช่วยชดเชยผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้านผลสำรวจสิ่งที่ SMEs ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในปี 2566 นั้น ในส่วนการตลาด กลุ่มขนาด Micro ส่วนใหญ่ร้อยละ 74.78 ต้องการมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศ ในขณะที่กลุ่มขนาด Small ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.86 ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะนำ และกลุ่ม Medium ส่วนใหญ่ร้อยละ 63.33 ต้องการสนับสนุนเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  ด้านเทคโนโลยี กลุ่มขนาด Micro ส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.96 อยากได้การสนับสนุนแบบร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการลงทุนเทคโนโลยี  ในขณะที่ ขนาด Small และ Medium  ส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.44 และร้อยละ 58.33 ต้องการให้สนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ และด้านบริหารจัดการต้นทุน SMEs ส่วนใหญ่ทุกกลุ่ม ร้อยละ 91.22 ต้องการให้ภาครัฐ ลด ตรึง อุดหนุนค่าพลังงาน  และร้อยละ 52.50 อยากให้สนับสนุนการติดตั้งพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

 

 

นางสาวนารถนารี   กล่าวสรุปว่า จากผลสำรวจที่ความเชื่อมั่นปัจจุบันเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และคาดการณ์ในอนาคต กลับลดลง สะท้อนว่า SMEs ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในการดำเนินธุรกิจจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบตัว และปัจจัยกำหนดความเชื่อมั่นของ SMEs ล้วนเป็นปัจจัยระยะสั้น ซึ่งส่งผลให้ SMEs ยังขาดความมั่นใจที่จะลงทุนขยายธุรกิจ โดย SMEs ยังคงกังวลต่อภาระต้นทุนธุรกิจที่คาดจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากค่าพลังงาน และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้น SMEs จึงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนธุรกิจ หรือสนับสนุนในการเข้าถึงหรือใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจ

ทั้งนี้ SME D Bank ได้จัดเตรียมแนวทางช่วยเหลือด้านการเงินควบคู่การพัฒนา เพื่อจะตอบความต้องการของ SMEs ได้ครบถ้วนที่สุด โดยด้านการเงิน มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ เช่น “BCG Loan” เพื่อนำไปยกระดับปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือลงทุนเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ช่วยลดต้นทุน วงเงินกู้สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุดถึง 15 ปี  อีกทั้ง สำหรับลูกค้าใหม่ จะได้สิทธิลดภาระค่าใช้จ่าย หากยื่นกู้และใช้วงเงิน 1 ล้านบาท ถึง 50 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนกันยายน 2566 ได้รับ Cash Back ค่าประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าสูงสุด 30,000 บาทต่อราย  ขณะที่ด้านการพัฒนา  สนับสนุนผ่านการดำเนินโครงการ SME D Coach  โดยมีเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ ช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจ เช่น เครื่องมือ  Business Health Check ช่วยให้  SMEs เข้าใจศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้ดีขึ้น สามารถบริหารจัดธุรกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิตได้เหมาะสม ช่วยให้ลดต้นทุนธุรกิจได้ อีกทั้ง บริการให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจโดยโค้ชมืออาชีพ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

 


Tags : SME D Bank ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี SME แคมเปญช่วยภาคธุรกิจเอสเอ็มอี SMEs ในไตรมาส 2/2566


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต  เปิดรับสมัครเยาวชนภาคเหนือ เข้าร่วมโครงการ KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy Season 6 เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงถึง 200,000 บาท และประกันอุบัติเหตุ ทุนประกันรวมกว่า 5,000,000 บาท ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 13-15 ปี เข้าร่วมฝึกทักษะฟุตบอลตามมาตรฐานสากลจากโค้ชระดับ AFC – A - License ทั้งนี้โครงการดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ยกระดับทักษะนักฟุตบอลเยาวชนของไทยสู่มาตรฐานระดับโลก และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีผ่านการออกกำลังกาย อีกทั้งยังสอดคล้องกับการเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และร่วมสร้างพลังกายพลังใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าทุกคนทำได้ “Know You Can” โดยเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ 2 ช่องทาง สมัครทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ -  วันที่ 19 มีนาคม 2569 หรือ เดินทางมาสมัครที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (สนามกลาง) ในวันที่ 21 มีนาคม 2569 เวลา 7.00 – 8.30 น. สำหรับเยาวชนที่สนใจโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทาง LINE OA: @ktaxa-u15 หรือ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers

06 Mar 2026

...

วิริยะประกันภัย ชวนทุกเจเนอเรชั่น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” รวมพลังครอบครัว ส่งต่อพลังใจ ซึ่งจัดโดย บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด ร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ รวม 11 แห่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ผ่านการออกกำลังกายและความทรงจำร่วมกันในบรรยากาศสนุกสนานยามค่ำคืน พร้อมรับชมมินิคอนเสิร์ตจาก “อะตอม ชนกันต์” และกิจกรรมเกมร่วมสนุกจาก “บูธวิริยะประกันภัย” ที่จะมาร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจให้กับทุกคนในครอบครัว ในวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 2569 ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เปิดจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มี.ค. 2569 การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ “วิริยะประกันภัย” ในการร่วมส่งเสริมสุขภาวะทางกายและใจให้กับประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบสมทบให้กับ “กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อสนับสนุนโครงการ Fighting NCDs ในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งต่อไป สำหรับประเภทการวิ่งและค่าสมัคร แบ่งเป็น “ระยะ 3 - 5 กิโลเมตร” ราคา 599 บาท และ “แพ็กเกจครอบครัว (3 ท่าน) ระยะ 3 กิโลเมตร” ราคา 1,500 บาท รองรับนักวิ่งรวมกว่า 1,500 คน อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมเกมและ Workshop ให้ร่วมสนุกอย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “3 SAVE Series” Save ทรัพย์สิน Save ความเสี่ยง Save ความฝัน โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/familyfirstneonrun ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 (หากต้องการศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด โทร.02-633-6060 หรือ Line @TISCOInsure หรือ https://link.tiscoinsure.com/cxPvnL)

06 Mar 2026

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%    เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี  และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี     มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป    ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2568  สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”  มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ “SME Green Productivity” ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

01 Mar 2026

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. (ผู้บริหารสูงสุด) มีวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คราวละไม่เกิน 4 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569  โดยผู้สมัครต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารและการเงิน การคลัง การลงทุน หรือการธนาคาร มีประวัติดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป องค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนขององค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท คุณสมบัติโดยละเอียดเป็นไปตามประกาศ กบข. เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ผู้บริหารสูงสุด) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th หรือสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “สายงานทรัพยากรบุคคล กบข.” โทร 0 2636 1000 ต่อ 152 ระหว่างเวลา 9.00 น. - 17.00 น. เว้นวันหยุดทำการของ กบข.  

27 Feb 2026

Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner