Responsive image

Thursday, 27 Aug 2026

Banner

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


ทิพยประกันชีวิต โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 เบี้ยโต 23% เดินหน้ากลยุทธ์ "Grow together with AI" ก้าวสู่ความสำเร็จ ไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI

Thu 27/08/2569


บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตอย่างมั่นคงด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่มถึง 36.5% โดยมีกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 194% และยังสะท้อนความมั่นคงทางการเงินด้วยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงถึง 313% พร้อมเดินหน้ายกระดับองค์กรผ่านกลยุทธ์ "Grow together with AI" มุ่งเน้นการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

 

นายนพพร บุญลาโภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่มถึง 36.5% ในขณะที่กำไรสุทธิ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 194% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้ มาจากการรักษาฐานลูกค้าเดิม และการขยายฐานลูกค้าใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด จากตัวเลขที่ได้กล่าวมาแล้วนี้     ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้แก่เรา และด้วยความร่วมมือร่วมใจของทีมงานทุกคน บวกกับแผน    กลยุทธ์ในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ เสริมด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่เราทำขึ้นมาเพื่อรองรับสังคมในอนาคตของประเทศไทย ผมมั่นใจว่าสามารถทำให้ไตรมาส 3 และช่วงครึ่งหลังมีแนวโน้มปรับตัวเป็นบวกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่ภาพรวมทั้งปี 2569 สามารถสร้างเบี้ยและกำไรได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน”

เพื่อตอกย้ำความพร้อมในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ทิพยประกันชีวิต ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "Grow together with AI" เน้นการดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในหลากหลายมิติ ภายใต้ 4 เสาหลัก

  • New Product Innovation: มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างตรงจุด โดยสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนอินไซต์เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาถอดรหัสพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Customer Insights) ส่งผลให้องค์กรสามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงใจ
  • Service Excellence: ยกระดับมาตรฐานการบริการที่รวดเร็ว ฉับไว และส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้าในทุกช่องทาง สร้างความพึงพอใจสูงสุดด้วยระบบการจัดการที่กระชับและทันใจ
  • AI-Driven Workspace: ผสานเทคโนโลยีและเครื่องมือ AI อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับกระบวนการทำงานในทุกมิติ ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้พนักงานใช้เวลากับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
  • Employee Engagement: สร้างความผูกพันในองค์กรเพื่อขับเคลื่อนศักยภาพสูงสุดของบุคลากร ภายใต้แนวคิด Empowerment & Innovation เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสนับสนุนให้พนักงานนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดสู่ผลงานและนวัตกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน และการเสริมปราการด้านความสุขด้วย Workplace Wellbeing: ยกระดับคุณภาพชีวิตการทำงานด้วยสวัสดิการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เช่น พื้นที่ Co-Working Space และ Fitness Room เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีความสุข

 นายนพพร กล่าวว่า “ในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการปรับตัวเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าและพนักงาน ซึ่งกลยุทธ์ "Grow together with AI" คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และสร้างประสบการณ์การบริการที่เหนือความคาดหมาย พร้อมทั้งยังเป็นการลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานในเชิงกลยุทธ์ได้เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างสมดุลให้กับการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้

ซึ่งการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กร เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่ผ่านการสรรหามาอย่างดี บวกกับพนักงานของเราที่เข้าใจในธุรกิจ เพื่อเชื่อมต่อให้โครงการต่างๆ สามารถตอบโจทย์การทำงานได้อย่างแท้จริง ภายใต้การทำงานอย่างตระหนักรู้ถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทิพยประกันชีวิต ดำเนินงานภายใต้ มาตรฐาน ISO27001 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่เป็นเลิศระดับสากล พร้อมกันนี้ก็ยังได้ปฎิบัติงานภายใต้ "แนวปฏิบัติการกำกับดูแลการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ " (AI Governance) เน้นย้ำหลัก "Human in the loop" โดยกำหนดให้มนุษย์เข้ามามีส่วนร่วม ตรวจสอบ อนุมัติ หรือตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ เพื่อลดข้อผิดพลาดและควบคุมความปลอดภัยในกิจกรรมเสี่ยงสูงที่กระทบผู้เอาประกันภัยโดยตรง ฉนั้นจึงอยากให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลอย่างแน่นอน”

 

การยกระดับทักษะบุคลากรด้วย In-house AI สร้างระบบการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้เท่าเทียม ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดช่องว่างทางทักษะ และผลักดันให้ทุกคนในองค์กรเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างไร้รอย

 นายนพพร กล่าวว่า “แทนที่จะไปซื้อระบบสำเร็จรูปจากภายนอก ซึ่งอาจไม่ตรงกับบริบทขององค์กร หรือพนักงานบางกลุ่มเข้าไม่ถึง เราจึงเลือกพัฒนา AI ขึ้นมาเองภายในองค์กร โดยให้ชื่อว่า น้องนุมาน หรือ นุมาน AI โดยจัดเป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลอง ให้ทุกคนได้เข้ามาลองผิดลองถูก ป้อนคำสั่ง (Prompt) ผิดๆ ถูกๆ ได้เต็มที่โดยไม่มีความผิด การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการ Learn by Doing หรือการลุยทำจริง พอเขาเริ่มเห็นว่า AI ช่วยย่อเวลาทำงานได้จริง ทำงานที่ยากให้ง่ายขึ้น เก่งขึ้น จากความกลัวก็จะเปลี่ยนเป็นความสนุกทันที

ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างพนักงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้น เราต้องการให้ AI ตัวนี้เป็นเสมือนโค้ชส่วนตัวและผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พร้อมซัพพอร์ตพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งในด้าน การเข้าถึงเทคโนโลยี (Accessibility) ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไอที ฝ่ายขาย หรือบัญชี ทุกคนมีสิทธิ์เข้าใช้งานระบบนี้ได้เหมือนกันหมด ผ่านหน้าตาโปรแกรม (Interface) ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และการเปิดกว้างทางโอกาส (Opportunity) เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนเก่งเทคโนโลยีกับคนที่ไม่ถนัดเทคโนโลยี ทุกคนสามารถดึงดาต้า ดึงข้อมูลอินไซต์ หรือสรุปรายงานยาวๆ มาใช้งานได้ในระดับมาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดความเท่าเทียมในการสร้างผลงาน และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด เราอยากเห็นพนักงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น มีเวลาไปคิดสร้างสรรค์มากขึ้น”

เดินหน้าแนวคิดผู้บริหารที่ให้คุณค่า และพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานรอบด้าน ด้วยโครงการและนโยบายมากมายที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยยึดหลักการทำงานที่มีความยืดหยุ่น และการสร้างสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ให้กับพนักงานทุกคนในทุกระดับอย่างเท่าเทียม เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

 

นายนพพร กล่าวว่า “แนวคิดในการบริหารงานว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของทิพยประกันชีวิตไม่ใช่เทคโนโลยีหรือผลกำไร แต่คือพนักงานทุกคน ความทุ่มเทและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโต ผมเชื่อว่าเมื่อเราดูแลพนักงานอย่างดี พวกเขาก็จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าและองค์กรเช่นกัน ซึ่งการทำงานในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี หัวใจสำคัญที่สุดคือ 'คน' AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทนบุคลากร แต่เข้ามาเพื่อส่งเสริมและปลดล็อกศักยภาพของพนักงานให้สูงขึ้นไปอีกขั้น บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานและ AI สามารถเติบโตไปด้วยกัน โดยเราพร้อมลงทุนในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทของพนักงาน จากการทำงานเชิงกระบวนการที่ซับซ้อน สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์และนวัตกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งการผสานพลังระหว่างความอัจฉริยะของเทคโนโลยีและศักยภาพของมนุษย์นี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์กรของเราเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน"

กลยุทธ์ "Grow together with AI" ไม่ใช่การทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ใช่การนำ AI มาทดแทนคน แต่คือการติดอาวุธให้บุคลากรมีขีดความสามารถที่สูงขึ้น แม่นยำขึ้น และสามารถนำพาบริษัทให้บรรลุเป้าหมายไปด้วยกันอย่างมั่นคง       


Tags : ทิพยประกันชีวิต TIPlife นพพร บุญลาโภ ผลประกอบการทิพยประกันชีวิต


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมแถลงข่าวโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ ธนาคารออมสิน เพื่อช่วยลดภาระหนี้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา และสนับสนุนให้ปิดจบภาระหนี้ได้เร็วขึ้น ณ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยธนาคารออมสินปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. - ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สำหรับลูกหนี้สถานะปกติ (ลูกหนี้ผ่อนชำระดี) ที่ชำระดอกเบี้ยได้ตามเกณฑ์ ไม่มีสถานะทางกฎหมาย และสัญญาไม่ครบกำหนดในปี 2569 เหลือ 3.50% ต่อปี จนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR - 2% ต่อปี โดยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ขณะที่ลูกหนี้ครูที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ ธนาคารเปิดโอกาสให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดก่อนเข้าร่วมโครงการฯ   นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารออมสินจึงให้ความสำคัญกับการช่วยลดภาระหนี้ให้กับประชาชน รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติ โดยปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นลูกหนี้ในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. / ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตั้งแต่ปี 2548 - 2558 จำนวนกว่า 280,000 บัญชี ที่ยังมีภาระหนี้ ธนาคารออมสินจึงดำเนินโครงการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถรักษาวินัยการชำระหนี้และลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ดีจากแผนความช่วยเหลือเดิมที่ 4% เหลือ 3.50% ต่อปี จนถึงสิ้นปี 2570 ซึ่งอัตรานื้ถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ โดยยังคงชำระเงินงวดในจำนวนเท่าเดิม แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง เงินงวดส่วนที่เคยเป็นดอกเบี้ยจะถูกนำไปตัดยอดเงินต้นได้มากขึ้น ทำให้เงินต้นลดเร็วและร่นระยะเวลาการเป็นหนี้ให้สั้นลง สู่การมีอิสรภาพทางการเงินที่เร็วขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ธนาคารยังเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ครูที่มีประวัติค้างชำระสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อแก้ไขหนี้บุคลากรของรัฐ การช่วยชำระหนี้เพื่อปิดบัญชีให้ลูกหนี้ครูที่มีประวัติชำระหนี้ดีและมีสถานะปกติ การลดอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือและชะลอกระบวนการทางกฎหมาย มีครูได้รับประโยชน์และสามารถปิดหนี้แล้วกว่า 140,000 บัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 120,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มอื่น ๆ เพื่อช่วยประชาชนลดภาระทางการเงินและปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น   สำหรับการเข้าร่วมโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู...ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ธนาคารออมสินจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS จดหมาย และข้อความแจ้งเตือนบนแอป MyMo โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มลูกหนี้สถานะปกติ (ผ่อนชำระหนี้ดี) -   ผู้ที่มีสถานะเป็นสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. และได้รับการแจ้งสิทธิ์จากธนาคาร สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ผ่านแอป MyMo หรือเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ โดยผู้ที่ลงทะเบียนก่อนจะได้รับสิทธิ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน -   ผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ช.พ.ค. / ช.พ.ส. และประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อรับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ย จะต้องดำเนินการขอกลับเข้าเป็นสมาชิกกับสำนักงาน สกสค. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ กับธนาคารภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 2.กลุ่มลูกหนี้ที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก่อนเข้าโครงการฯ ได้แก่ ลูกหนี้ที่ชำระดอกเบี้ยได้ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารกำหนด มีสถานะทางกฎหมาย สัญญาครบกำหนดในปี 2569 หรือมีสถานะเป็นหนี้ค้างชำระ สามารถติดต่อธนาคารออมสินทุกสาขาเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ โดยหากชำระหนี้ดีติดต่อกัน 3 งวด และกลับมามีสถานะหนี้ปกติภายในเดือนธันวาคม 2569 จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน   โครงการดังกล่าวมุ่งช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีภาระหนี้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้น ลดภาระดอกเบี้ยเพื่อปิดหนี้ได้เร็วขึ้น สอดคล้องกับบทบาทของธนาคารออมสินในฐานะ “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนให้สามารถบริหารจัดการทางการเงินและแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินตลอดช่วงชีวิต ทั้งนี้ เงื่อนไขการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

24 Aug 2026

...

SME D Bank ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ จ.น่าน ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ระบุให้สิทธิ์พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน และเติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ สามารถกลับมาเดินหน้ากิจการได้โดยเร็ว     นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จ.น่าน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่อย่างมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม  SME D Bank มีความห่วงใยลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยิ่ง จึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามรายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน ได้แก่  มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด  เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย  สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้ มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท)  อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน   นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท  2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนครั้งนี้เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการ แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ ,  LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์  www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

23 Aug 2026

...

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดแคมเปญสุดพิเศษรับวันแม่แห่งชาติ ภายใต้กิจกรรม "สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่"   นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ชวนเกษตรกรและลูกค้าทั่วไปร่วมส่งความรักในเดือนแห่งวันแม่เพียงฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดใดก็ได้ อาทิ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ชุดกระพ้อมทอง หน่วยละ 500 บาท ลุ้นรวย 20 ล้านบาททุกเดือน สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ชุดกระพ้อมเงิน หน่วยละ 100 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่ 10 ล้านบาททุกเดือน สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส ชุดถุงเงิน ฝากหน่วยละ 100 บาท ลุ้นโชครางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 900 รางวัลทุกเดือน  สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ชุดขวัญถุง หน่วยละ 20 บาท อายุการรับฝาก 6 ปี เมื่อฝากครบกำหนด จะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 3 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี พร้อมลุ้นรับรางวัลทุนการศึกษาทุกเดือนจำนวน 100 รางวัล เพียงฝากสลากผ่านช่องทาง BAAC Mobile รับเลยของสมนาคุณสุดน่ารัก (จำกัดสิทธิ์ 1 รายต่อ 1 สิทธิ์) อาทิ ฝากสลากตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้น ไป รับผ้าอเนกประสงค์เส้นใยแม่เหล็กจำนวน 1 ผืน หรือฝากตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป รับ Art Toy มังแมวสุดคิวท์จำนวน 1 เซต จำนวน 4 ตัว ฝากตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป รับ Art Toy ชุด Agri animal จำนวน 1 จุ่ม ฝากตั้งแต่ 1 ล้านขึ้นไป รับเลยหมอนอิงลายน้องแมวสุดน่ารักจำนวน 1 ใบ  และฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้น รับกระเป๋าล้อลากจำนวน 1 ใบ   สำหรับผู้ที่สนใจมอบความรักให้เป็นเงินออม ด้วยการฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการออมเงินแล้ว ยังได้ลุ้นรับรางวัลผ่านกิจกรรม "สลาก ธ.ก.ส. ออมรัก วันแม่" ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2569 ผ่าน BAAC Mobile โดยลูกค้าสามารถลงทะเบียนและแนบหลักฐานการฝากสลากในวันเวลาและเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ผ่าน QR Code ข้างต้น เพื่อรับของรางวัลดังกล่าว โดยจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ผ่าน Facebook ธกส.บริการด้วยใจ และเว็บไซต์ www.baac.or.th ทั้งนี้ ยอดฝากสลาก 1 รายการ สามารถร่วมโปรโมชันกับธนาคารได้ 1 โปรโมชันเท่านั้น ร่วมสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงกับ ธ.ก.ส. สู่อนาคตที่ยั่งยืน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Contact Center 02 555 0555

19 Aug 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนธุรกิจ ทำให้ SMEs หลายรายประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด ธนาคารออมสินจึงขานรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่ เปิดตัวสินเชื่อ “ออมสิน เติมตังค์ เสริมสภาพคล่อง” วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ของธนาคารให้มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการได้นานสูงสุด 12 เดือน ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี และให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 100% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเติมทุนก้อนใหม่ให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอในการประคับประคองกิจการ รองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และรักษาการจ้างงานในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เพื่อสนับสนุน SMEs ให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคง สินเชื่อ “ออมสิน เติมตังค์ เสริมสภาพคล่อง” เปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อธุรกิจของธนาคารออมสินมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีสถานะบัญชีปกติ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่มีประวัติค้างชำระเกิน 90 วัน หรือไม่มีประวัติปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ณ วันที่ยื่นขอสินเชื่อ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ลงทุนในทรัพย์สิน หรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการไถ่ถอนจำนอง โดยวงเงินกู้จะพิจารณาตามความจำเป็นของวัตถุประสงค์การขอกู้และความสามารถในการชำระคืน มีให้เลือกทั้งแบบระยะสั้น (ทบทวนวงเงินรายปี) และระยะยาว ที่ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี (รวมระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี) อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามหลักเกณฑ์สินเชื่อธุรกิจและ SMEs ของธนาคาร และใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกค้าที่เข้าหลักเกณฑ์และต้องการเงินทุนเพื่อเสริมความคล่องตัวให้ธุรกิจ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ณ ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สาขาธนาคารออมสินเจ้าของบัญชี, GSB Contact Center โทร. 1115 หรือเว็บไซต์ www.gsb.or.th

08 Aug 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner