Responsive image

Monday, 09 Nov 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


คปภ. จัด InsurTech Summit 2026 ผนึกภาคประกันภัย–เทคโนโลยี ขับเคลื่อนนวัตกรรม ยกระดับประกันภัยไทยสู่อนาคต

Mon 09/11/2569


สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดย Center of InsurTech Thailand (CIT) จัดงานสัมมนาวิชาการ InsurTech Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Intelligent. Resilient. Beyond Boundaries – Where Insurance Meets Life and Trust” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ภาคธุรกิจประกันภัย และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนานวัตกรรมประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต โดยจัดขึ้น ณ C asean Ratchada ชั้น 10 อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษกกรุงเทพมหานคร

 

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “National Risk Buffer: The Shield Behind Thailand’s Economy” ซึ่งสะท้อนทิศทางการยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยจากการเป็นเครื่องมือคุ้มครองความเสี่ยงรายบุคคลและภาคธุรกิจ ไปสู่การเป็นกลไกสำคัญในการรองรับความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยในยุคปัจจุบันไม่อาจมุ่งเน้นเพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศประกันภัยที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทประกันภัย ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้ระบบประกันภัยมีความมั่นคง ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง และสามารถใช้ประโยชน์จากระบบประกันภัยในการบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน หรือ 4 Pillars ที่เชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่

Pillars 1 : Stability & Ecosystem Synergy การเสริมสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมประกันภัย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศประกันภัยที่มีความมั่นคง สามารถเชื่อมโยงทรัพยากร องค์ความรู้ และศักยภาพของแต่ละภาคส่วนเข้าด้วยกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

Pillars 2 : Technology & Data-Driven for Inclusion การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้บริการและการบริหารจัดการสินไหมทดแทน เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงบริการ ตลอดจนขยายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น

Pillars 3 : Resilience & Healthspan การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผ่านการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมประกันภัย ระบบสาธารณสุข และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การบริหารความเสี่ยง และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ

Pillars 4 : Human Skill การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมประกันภัยให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะความสามารถในการใช้ AI การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจ เนื่องจากการพัฒนานวัตกรรมจะเกิดผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเพียงพอในการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

 

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า เสาหลักทั้ง 4 ด้านเป็นองค์ประกอบที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยเสถียรภาพและความร่วมมือเป็นรากฐานของระบบประกันภัย เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายโอกาสการเข้าถึงความคุ้มครอง การบริหารความเสี่ยงและนวัตกรรมสุขภาพช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ขณะที่การพัฒนาบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันทุกองค์ประกอบให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการทั้ง 4 ด้านจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย แต่ยังสนับสนุนการพัฒนาระบบประกันภัยให้เป็นกลไกรองรับความเสี่ยงของประเทศ หรือ National Risk Buffer ที่สามารถช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมภายในงาน InsurTech Summit 2026 ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษและการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยง การพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพ การประกันภัยความเสี่ยงจาก AI นวัตกรรมสุขภาพเฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่เข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ Demo Showcase ภายใต้แนวคิด “7 นวัตกรรม 7 เวทีสาธิต” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรชั้นนำ 7 แห่ง นำเสนอนวัตกรรมและสาธิตโซลูชันที่สามารถประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจประกันภัย ได้แก่ บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด (iBotnoi) นำเสนอเทคโนโลยี Enterprise AI ทั้งระบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านเสียงและข้อความ รวมถึงการวิเคราะห์อารมณ์และอวตารเสมือนจริง เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้า บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) นำเสนอแนวทางการเชื่อมโยงระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการดูแลสุขภาพระยะยาว บริษัท เมก้า วิซ จำกัด (Mega Wiz) นำเสนอการประยุกต์ใช้ Health AI และข้อมูลสุขภาพเพื่อสนับสนุนการพิจารณารับประกันภัยและการประเมินความเสี่ยง บริษัท แอพแมน จำกัด (AppMan) นำเสนอโซลูชันด้าน Digital Customer Experience และการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของธุรกิจประกันภัยและสถาบันการเงิน

บริษัท พีเอ็กซ์ พร็อพเพอร์ตี้เอ็กซ์เพิร์ท (ไทยแลนด์) จำกัด (PX PropertyExpert) นำเสนอการใช้ AI ร่วมกับความเชี่ยวชาญของบุคลากรในการประเมินและบริหารจัดการความเสียหายต่อทรัพย์สิน บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Bluebik) นำเสนอโซลูชันด้าน Digital Transformation การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริษัท นีโอโซ จำกัด (NEOZO) นำเสนอเทคโนโลยีด้าน Data Platform, AI และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินงานและสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ (Exhibition) จากบริษัทประกันภัย บริษัทเทคโนโลยี และผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมกว่า 25 บูธ ครอบคลุมเทคโนโลยี AI, Data, Digital Transformation, HealthTech, FinTech และ InsurTech Solutions เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจประกันภัย ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาบริการ และการยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน งานดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายใต้แนวคิด Insurance Ecosystem โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแล ผู้บริหารและบุคลากรในธุรกิจประกันภัย บริษัทนายหน้าประกันภัย บริษัทเทคโนโลยี ตลอดจนผู้ประกอบการ Tech Startup และ InsurTech ได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงแสวงหาโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศประกันภัยไทยให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง งานในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Amazon Web Services (AWS) Thailand ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนและเปิดพื้นที่เครือข่าย "Connect Beyond the Sessions" ในช่วงท้ายของงาน โดย AWS ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองสำคัญในช่วง Closing Session เกี่ยวกับการบูรณาการความร่วมมือข้ามสายอาชีพ ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) สตาร์ทอัพ และบริษัทประกันภัย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูล และระบบคลาวด์ ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างความยืดหยุ่น ให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างไร้รอยต่อ

การจัดงาน InsurTech Summit 2026 นับเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านนวัตกรรมประกันภัยจากปีที่ผ่านมา สู่การสร้างระบบนิเวศประกันภัยที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ข้อมูล และศักยภาพของบุคลากรเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมประกันภัยไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงและความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทของระบบประกันภัยในการเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรองรับความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน


Tags : คปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. ชูฉัตร ประมูลผล InsurTech Summit 2026 การพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัย


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

SME D Bank ออกแพ็กเกจใหญ่ หนุนเอสเอ็มอีสุดตัว  คว้าโอกาสเดินหน้าธุรกิจได้เต็มศักยภาพ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ “จ่ายดี มีเติม” Top up ทุนหนุนต่อยอดขยายธุรกิจ , “เสริมสภาพคล่อง PN” แบ่งเบาภาระ ลดดอกเบี้ยจากสัญญาเดิมสูงสุด 2.5%  และ “เสริมสภาพคล่องแฟคตอริ่ง” ขยายวงเงินรับซื้อลูกหนี้การค้า สูงสุดถึง 95%  ช่วยผู้ประกอบการเดินหน้าธุรกิจได้มั่นคงและคล่องตัว ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี  ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า     นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  เปิดเผยว่า  SME D Bank ออกชุดมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีเงินทุน เพิ่มสภาพคล่อง  และลดภาระทางเงิน  สามารถดำเนินธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างคล่องตัว และคว้าโอกาสทางธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมถึง เพิ่มเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจในระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. มาตรการ “จ่ายดี มีเติม” (Top up) วงเงิน 2,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าเดิมของ SME D Bank ทุกประเภทธุรกิจที่มีศักยภาพ และประวัติทางการเงินดี  ได้รับสิทธิ์เติมทุนเพิ่ม นำไปเสริมสภาพคล่อง ต่อยอดขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคง วงเงินกู้ 5 แสนบาทถึงสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 5% คงที่ 2 ปีแรก ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยสามารถใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงิน  แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าเต็มวงเงินโครงการ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน 2. มาตรการ “เสริมสภาพคล่อง PN” สำหรับลูกค้า  SME D Bank  ที่มีวงเงินกู้ระยะสั้น ประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) และประวัติทางการเงินดี จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ย จากสัญญาเดิม 1.5%-2.5% เมื่อเข้าร่วมรับมาตรการตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ซึ่งจะช่วยลดภาระทางเงิน และเพิ่มสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน 3. มาตรการ “เสริมสภาพคล่องแฟคตอริ่ง”  สำหรับลูกค้า SME D Bank  ประเภทวงเงินสินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) ที่มีคู่ค้าเป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการโอนสิทธิการรับเงินตรง ด้วยการขยายอัตรารับซื้อลูกหนี้การค้า สูงสุดถึง 95% จากปกติสูงสุด 90% เมื่อเข้าร่วมรับมาตรการตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 ช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียน และสภาพคล่องเพิ่มขึ้น สามารถรับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากนั้น สำหรับลูกค้าเดิมและลูกใหม่ที่ต้องการเงินทุน นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุง ยกระดับธุรกิจ  SME D Bank มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ เพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี  เช่น  “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย โดยวงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท สามารถใช้ บสย.  ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับนำไปลงทุนพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนใช้ยานยนต์ EV เป็นต้น และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน ผ่อนปรนเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ , LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

07 Nov 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีที่ผู้คนมองหาของขวัญเพื่อส่งต่อความสุขและความปรารถนาดี ธนาคารออมสิน จึงเปิดตัว “ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ” ลักษณะการ์ดอวยพร เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับมอบเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ วันเกิด วันรับปริญญา วันแต่งงาน หรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ ให้ของขวัญชิ้นนี้เป็นทั้งคำอวยพรและจุดเริ่มต้นของการออมสำหรับคนพิเศษ พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ มีให้เลือกตามประเภทและระยะเวลาการออม ได้แก่ สลากออมสินพิเศษ 1 ปีและ 2 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 100 บาท และสลากออมสินพิเศษ 5 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 500 บาท จำหน่ายเฉพาะในรูปแบบใบสลาก เมื่อถือครบกำหนด ผู้ถือสลากจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลตลอดอายุสลากตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ผู้ซื้อสามารถมอบใบสลากให้ผู้รับได้โดยตรง โดยผู้รับต้องนำใบสลากมาติดต่อธนาคารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ก่อนครบกำหนดอายุ ซึ่งโอนกรรมสิทธิ์เร็วก็จะได้รับสิทธิประโยชน์และสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้เร็วตามเงื่อนไขของสลาก ทั้งนี้ การถอนก่อนครบกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ใบสลากจำหน่ายเฉพาะรูปแบบพิเศษ มีค่าธรรมเนียมออกใบสลาก 10 บาทต่อฉบับ สำหรับยอดซื้อต่ำกว่า 1,000 บาท โดยซื้อยอดตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปไม่เสียค่าธรรมเนียม ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

04 Nov 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินขานรับนโยบายรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบโครงการ Solar ภาคประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท ธนาคารจึงจัดโครงการ “สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน” อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.50% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงเงินทุนติดตั้งโซลาร์ในที่อยู่อาศัยบนหลังคาได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และมีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินตามหลักเกณฑ์โครงการ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ให้กู้ครอบคลุมค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ ทั้งติดตั้งใหม่และเพิ่มเติม ได้แก่ แผงโซลาร์ เครื่องแปลงไฟฟ้า (Inverter) และแบตเตอรี่ (ถ้ามี) โดยวงเงินกู้รวมกับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต้องไม่เกินค่าติดตั้งจริง ทั้งนี้ เงินสนับสนุน 50,000 บาท จะโอนเข้าธนาคารเพื่อลดยอดหนี้ เช่น ค่าติดตั้ง 140,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุนแล้ว เหลือเงินต้นที่ต้องผ่อน 90,000 บาท ส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินจะนำมาชำระหนี้ก่อนตามเงื่อนไขโครงการ โดยผู้สนใจต้องลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก่อนเลือกผู้ติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟน. หรือ กฟภ. และนำหลักฐานการได้รับสิทธิ์ ใบเสนอราคา ประวัติชำระค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสิน ทั้งนี้ ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีถิ่นที่อยู่แน่นอน และเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าประเภทที่ 1 สำหรับบ้านอยู่อาศัย เมื่อสินเชื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารจะจ่ายเงินแก่ผู้ติดตั้งโดยตรงตามงวดงาน อย่างไรก็ตาม ธนาคารแนะนำให้ประชาชน ประเมินความคุ้มค่าจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงเทียบกับค่าติดตั้งและภาระผ่อนชำระก่อนตัดสินใจ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้จากการติดตั้งโซลาร์ หรือสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิ์จากภาครัฐสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 โดยธนาคารพิจารณาตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

31 Oct 2026

...

ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี วงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายมาตรฐาน 140,000 บาท เป็นงบสนับสนุนการติดตั้งจากรัฐบาล จำนวน 50,000 บาท มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลและสนับสนุนภาคเกษตรไทย พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล เข้าร่วมโครงการ “โซลาร์ ภาคประชาชน” โดยกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และจัดทำสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดภาระด้านค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมาตรฐานอยู่ที่ 140,000 บาท และรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก จำนวน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่ประสงค์ขอสินเชื่อ ต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด ได้แก่ เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. อายุผู้กู้รวมสัญญากู้ไม่เกิน 85 ปี กำหนด 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์ ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ แต่ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อ 1 มิเตอร์ มีมิเตอร์ไฟฟ้าและสามารถเข้าร่วมระบบรับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้ ณ วันที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์สูงสุด 200,000 บาท เกษตรกรผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยต้องสละสิทธิ์การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ให้ความเห็นชอบ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 โดยเกษตรกรสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 และต้องดำเนินการอนุมัติสินเชื่อ จัดทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่น้อยกว่า 7 ปี หรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ธ.ก.ส. Contact Center โทร. 02 555 0555  

29 Oct 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner