Responsive image

Wednesday, 09 Sep 2026

Banner

หน้าแรก > TECHNOLOGY - AUTO - PROPERTY


สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC ไตรมาส 3 ปี 2564 อุปทานและอุปสงค์ 9 เดือนแรก หดตัวลงอย่างชัดเจน

Mon 27/12/2564


ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัด EEC ทั้งนี้ผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาส 3 ปี 2564 ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ -0.3  เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปี 2564 ที่มีการขยายตัวร้อยละ 7.6 โดยเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  เป็นระลอกที่สี่จากสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และรัฐบาลมีการควบคุมการดำเนินธุรกิจบางประเภท รวมถึงจำกัดการเดินทางเข้า-ออกในบางจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ซึ่งส่งผลให้ทางด้านสาขาก่อสร้างปรับตัวลดลงร้อยละ -4.1 เมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 3.9 ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงทั้งในการก่อสร้างภาครัฐและภาคเอกชน

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  ซึ่งพบว่าการก่อสร้างภาครัฐลดลงร้อยละ -6.2 เมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 7.0 ในไตรมาสก่อนหน้า และการก่อสร้างภาคเอกชนลดลงร้อยละ -0.5 ซึ่งลดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สี่แล้ว โดยเป็นผลมาจากการลดลงต่อเนื่องของการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และสาขาการผลิตอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ -1.4 เมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 16.9 ในไตรมาสก่อนหน้า

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัด EEC ซึ่งเป็นจังหวัดในกลุ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เช่นกัน ก็มีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3 ปี 2564 ทั้งมิติของอุปทานด้านการออกใบอนุญาตสรรที่ดิน พบว่าต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี หรือในรอบ 34 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2556 และการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2564 ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแต่มีทิศทางดีขึ้นโดยในไตรมาส 3 การออกใบอนุญาตก่อสร้างเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยโดยเป็นบวกร้อยละ 13.3 เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า 

ในมิติอุปสงค์ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย พบว่าจำนวนหน่วยลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สิบ นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ที่เริ่มประกาศใช้มาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) มีอัตราการขยายตัวติดลบในไตรมาส 1 ร้อยละ -2.6 ขณะที่ไตรมาส 2 มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 แต่เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ต่ำผิดปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  แต่ไตรมาส 3 กลับมาติดลบอีกครั้งร้อยละ -0.3 ส่งผลให้ทั้งอุปทานและอุปสงค์ของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) หดตัวลงอย่างชัดเจน โดยอุปทานการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วย ร้อยละ -31.3 และร้อยละ -34.6 ตามลำดับ แต่ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 โดยมีข้อสังเกตว่าเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำผิดปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ส่วนด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าร้อยละ -18.3 และร้อยละ -16.3 ตามลำดับ

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2564 แม้มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ยังมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำมาก รวมถึงการที่รัฐบาลได้ขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2564 และลดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหลือร้อยละ 10 ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยลดภาระของผู้ซื้อและผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้การที่ธนาคารแห่งประเทศได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ยืดเยื้อมาถึงเกือบ 2 ปี นับเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในจังหวัด EEC ลดลงไม่รุนแรงตามที่คาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ต้นปี

รวมถึงการที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการเปิดประเทศในต้นเดือนธันวาคม 2564 โดยจังหวัดชลบุรี และระยองเป็นพื้นที่สีฟ้านำร่องการท่องเที่ยว และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 1.2 ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากการลดลงร้อยละ -6.1 ในปี 2563

ดังนั้น จากทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่กล่าวมา ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่า ในปี 2564 สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ในด้านอุปทานการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -31.3 ถึง -16.0 การขอใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -9.1 ถึง 11.2 ส่วนด้านอุปสงค์ในปี 2564 คาดการณ์ว่า หน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -30.3 ถึง -14.8 แต่จำนวนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยคาดว่าจะมีอัตราขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ -18.3 ถึง -0.1 เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563

สำหรับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ไตรมาส 3 ปี 2564 และ 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) มีดังนี้

1. สถานการณ์ด้านอุปทานที่อยู่อาศัย

1.1 การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน

ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน 28 โครงการ 2,575 หน่วย จำนวนโครงการลดลงร้อยละ -46.2 และมีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -59.5เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี  52  โครงการ  6,358 หน่วย จะเห็นว่าในไตรมาสนี้ทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19  ถึงร้อยละ -44.0 และร้อยละ -54.8 ตามลำดับ และหากเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ไตรมาส 3 ปี 2564 เป็น    ไตรมาสที่มีจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินในจังหวัด EEC ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี หรือในรอบ 34 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 4,043 หน่วย

สำหรับ ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม – กันยายน) มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินจากกรมที่ดินจำนวน  99  โครงการ 9,665 หน่วย ลดลงทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วย โดยลดลงร้อยละ -31.3 และร้อยละ -34.6 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมี  144   โครงการ  14,767 หน่วย (แผนภูมิที่ 3 )

ในจำนวน 9,665 หน่วย โดยส่วนใหญ่ออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด จำนวน    4,872 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.4 ของจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั้งหมด แต่ลดลงร้อยละ    -37.4 รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยวจำนวน  2,425 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.1 ลดลงร้อยละ-37.3  และบ้านแฝดจำนวน  2,234 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.1 ลดลงร้อยละ -22.8 ส่วนที่เหลือเป็น อาคารพาณิชย์ และที่ดินจัดสรร ตามลำดับ

 

1.2 การออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย

              ด้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ทั้งที่เป็นบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีจำนวนประมาณ  8,362 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แต่ถึงอย่างไรการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2563 ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19  ถึงร้อยละ  -21.7 โดยแบ่งออกเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวนประมาณ  6,374 หน่วย และอาคารชุด จำนวนประมาณ 1,988 หน่วย ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบมีการออกใบอนุญาตลดลงร้อยละ -5.8 แต่อาคารชุดมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 223.7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 

สำหรับใน 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC ทั้งที่เป็นบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีจำนวนประมาณ 25,411 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แบ่งออกเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวนประมาณ 20,269 หน่วย และอาคารชุด จำนวนประมาณ 5,142 หน่วย ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบมีการออกใบอนุญาตลดลงร้อยละ -3.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 แต่อาคารชุดมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 116.3 แต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำผิดปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 

 

2. ด้านอุปสงค์ที่อยู่อาศัย

              2.1 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย

 ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC จำนวน 10,087 หน่วย  มีมูลค่า 23,372 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -13.8 โดยเป็นลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สิบ นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ที่เริ่มมีมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศออกมาควบคุมในเดือนเมษายน 2562  และต่อเนื่องมาในปี 2563 ถึงไตรมาส 3 ปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID – 19 ถึงสี่ระลอกด้วยกัน และมูลค่าลดลงร้อยละ -13.1 โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สี่ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 มีจำนวน 11,698 หน่วย และมูลค่า 26,907 ล้านบาท

 ทั้งนี้ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบมากที่สุด จำนวน 7,920 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78.5 ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ลดลงร้อยละ -12.5 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ -10.9 หรือมีมูลค่า 18,404 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่มีจำนวน 9,052 หน่วย และมีมูลค่า 20,644 ล้านบาท ส่วนอาคารชุด มีจำนวน  2,167 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.5ลดลงร้อยละ -18.1 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ -20.7 หรือมีมูลค่า 4,968 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่มีจำนวน 2,646 หน่วย และมีมูลค่า 6,263 ล้านบาท

สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ (หรือที่อยู่อาศัยที่โอนจากนิติบุคคล) มีจำนวน  5,335 หน่วย และโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง (ที่อยู่อาศัยที่โอนจากบุคคลธรรมดา) มีจำนวน 4,752 หน่วย ทำให้สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาส 3 ปี 2564 เท่ากับ 53 : 47 ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ มีจำนวน  13,486 ล้านบาท และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองมีจำนวน  9,886 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนมูลค่าที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อมูลค่าที่อยู่อาศัยมือสองเท่ากับ 58 : 42

สำหรับใน 9 เดือนแรกปี 2564 (มกราคม - กันยายน) มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัด EEC จำนวน  26,339 หน่วย  มีมูลค่า 61,195 ล้านบาท จำนวนหน่วยและมูลค่าลดลง ร้อยละ -18.3 และร้อยละ -16.3 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 มีจำนวน  32,248 หน่วย และมูลค่า 73,115 ล้านบาท

โดยในจำนวนดังกล่าวมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบมากที่สุด จำนวน  19,203 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 72.9 ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ลดลงร้อยละ -22.4 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ -18.2 หรือมีมูลค่า 45,531 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่มีจำนวน 24,750 หน่วย และมีมูลค่า 55,630 ล้านบาท ส่วนอาคารชุด มีจำนวน 7,136  หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.1 มีมูลค่า 15,664 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ร้อยละ -4.8 และร้อยละ -10.4 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมีจำนวน 7,498 และมีมูลค่า 17,485 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ประเภทบ้านสร้างใหม่ (หรือที่อยู่อาศัยที่โอนจากนิติบุคคล) มีจำนวน   14,032  หน่วย และโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง (ที่อยู่อาศัยที่โอนจากบุคคลธรรมดา) มีจำนวน 12,307 หน่วย ทำให้สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสองใน 9 เดือนแรกของปี 2564 เท่ากับ  53 : 47

ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ มีจำนวน 35,602 ล้านบาท และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง มีจำนวน 25,593 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนมูลค่าที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อมูลค่าที่อยู่อาศัยมือสองเท่ากับ 58 : 42

สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบใน 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) ของ 3 จังหวัด EEC ในด้านจำนวนหน่วย พบว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่ (หรือบ้านสร้างใหม่ที่โอนจากนิติบุคคล) มีจำนวน  9,119 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 24,291 ล้านบาท และโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง (บ้านมือสองที่โอนจากบุคคลธรรมดา) มีจำนวน 10,084 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 21,240 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสองใน 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) เท่ากับ 47 : 53 ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านสร้างใหม่ต่อบ้านมือสองมีสัดส่วน 53 : 47

ในจำนวนหน่วยนี้เมื่อจำแนกตามระดับราคา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาทมากที่สุด มีจำนวน 7,027 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.6 ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบทั้งหมด โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 3,992 หน่วย บ้านมือสองจำนวน 3,035 หน่วย รองลงเป็นระดับราคา 1.51 – 2.00 ล้านบาท มีจำนวน  4,581 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.9 โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 2,203 หน่วย บ้านมือสองจำนวน 2,378 หน่วย และเป็นระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 2,649 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.8 โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 1,740 หน่วย บ้านมือสองจำนวน  909 หน่วย ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับดับราคา    2.01 – 3.00 ล้านบาทมากที่สุด มีจำนวน 17,407 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.2 ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบทั้งหมด โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน  9,873 ล้านบาท บ้านมือสองจำนวน 7,533 ล้านบาท รองลงเป็นระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 10,067 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.1 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 6,641 ล้านบาท บ้านมือสองจำนวน 3,427 ล้านบาท และเป็นระดับราคา 1.51 – 2.00  ล้านบาท มีจำนวน 8,174 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.0 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่จำนวน 3,930 ล้านบาท บ้านมือสองจำนวน 4,244 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดใน 9 เดือนแรกของปี 2564 ของ 3 จังหวัด EEC ในด้านจำนวนหน่วย พบว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่มีจำนวน 4,913 หน่วย  คิดเป็นมูลค่า 11,311 ล้านบาท และโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดมือสอง มีจำนวน 2,223 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 4,353 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่ต่ออาคารชุดมือสองใน 9 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม - กันยายน) เท่ากับ 69 : 31 ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของอาคารชุดสร้างใหม่ต่ออาคารชุดมือสองมีสัดส่วน 72 : 28

ในจำนวนหน่วยนี้เมื่อจำแนกตามระดับราคา พบว่าส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับดับราคา 1.51 – 2.00 ล้านบาทมากที่สุด มีจำนวน 2,228 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.2 ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั้งหมด โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 1,860 หน่วย อาคารชุดมือสองจำนวน 368 หน่วย รองลงเป็นระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท มีจำนวน 1,490 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.9 โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 1,095 หน่วย อาคารชุดมือสองจำนวน 395 หน่วย และเป็นระดับราคาไม่เกิน 1.01 – 1.50 ล้านบาท มีจำนวน 1,318 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.5 โดยแบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 770 หน่วย อาคารชุดมือสองจำนวน 548 หน่วย ตามลำดับ

ถ้าพิจารณาจากมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในระดับดับราคา   1.51 – 2.00 ล้านบาทมากที่สุด มีจำนวน 3,805 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.3 ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั้งหมด โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 3,172 ล้านบาท อาคารชุดมือสองจำนวน 633 ล้านบาท รองลงเป็นระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท มีจำนวน 3,655 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.3 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 2,695 ล้านบาท อาคารชุดมือสองจำนวน 959 ล้านบาท และเป็นระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 2,588 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.5 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดสร้างใหม่จำนวน 2,045 ล้านบาท อาคารชุดมือสองจำนวน 543 ล้านบาท ตามลำดับ 

 

 


Tags : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ออมสินก้าวไปกับครู…ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพการเงิน” ซึ่งธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยคงเหลือเพียง 3.50% ต่อปี แก่ลูกหนี้กลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. - ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 - 2558 ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่ผ่อนชำระหนี้ได้ตามปกติ และลูกหนี้กลุ่มที่ประสบปัญหาในการผ่อนชำระ จำนวนรวมกันกว่า 280,000 บัญชี โดยหลังจากที่ธนาคารประกาศเปิดรับลงทะเบียนผู้ได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยดังกล่าว ด้วยระยะเวลาเพียง 11 วัน ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 80,000 บัญชี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้ครูที่ได้รับข้อความแจ้งสิทธิ์จากธนาคารแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ที่แอปพลิเคชัน MyMo เว็บไซต์ธนาคารออมสิน หรือธนาคารออมสินทุกสาขา ทั้งนี้ ลูกหนี้ครู ช.พ.ค. - ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลฯ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จะรับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยเหลือ 3.50% ต่อปี ถึงเดือนธันวาคม 2570 โดยยังคงชำระค่างวดในจำนวนเท่าเดิม ส่งผลให้เงินงวดสามารถนำไปตัดชำระเงินต้นได้มากขึ้น ช่วยให้ยอดหนี้ลดลงและมีโอกาสปิดจบภาระหนี้ได้เร็วกว่าเดิม ซึ่งจากเสียงสะท้อนของครูที่เข้าร่วมโครงการฯ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การลดภาระดอกเบี้ยช่วยให้มองเห็นเป้าหมายในการปลดหนี้ได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากระยะเวลาการเป็นหนี้สั้นลง ที่สำคัญโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการยกหนี้ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ครูสามารถเร่งชำระเงินต้นและปลดภาระหนี้ด้วยกำลังของตนเอง ขณะที่ยังช่วยประคับประคองไม่ให้เสียวินัยทางการเงิน และเมื่อภาระหนี้หมดลง รายได้ที่เคยต้องนำไปชำระหนี้ก็สามารถกลับมาใช้ดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างเต็มที่มากขึ้น สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการฯ  นอกจากกลุ่มที่มีสถานะการชำระหนี้ปกติแล้ว ลูกหนี้ที่พ้นสภาพสมาชิก ช.พ.ค. - ช.พ.ส. สามารถกลับเข้าเป็นสมาชิกตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน สกสค. และลงทะเบียนกับธนาคารได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ส่วนลูกหนี้ที่จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สามารถติดต่อธนาคารออมสินทุกสาขาเพื่อดำเนินการให้กลับมามีสถานะหนี้ปกติภายในเดือนธันวาคม 2569 และรับสิทธิ์ตามโครงการฯ ได้เช่นกัน โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี จนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR - 2% ต่อปี โดยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ธนาคารออมสิน พร้อมเดินเคียงข้างครูตลอดเส้นทางการแก้ไขปัญหาหนี้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ ลดระยะเวลาการเป็นหนี้ และมีโอกาสก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น ตามบทบาท “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

09 Sep 2026

...

กบข. เตรียมเงิน 24,950 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินกองทุนแก่สมาชิกเกษียณปีนี้ กว่า 1.6 หมื่นราย รับเฉลี่ยรายละ 1.53 ล้านบาท เผยพบสมาชิกเชื่อมั่นการบริหารเงินลงทุน กบข. เพิ่มขึ้น เลือกใช้บริการออมต่อ เกือบ 9% ช่วยลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ และสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ   ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 กันยายน 2569 สมาชิก กบข. จะเกษียณอายุราชการจำนวน 16,233 ราย จากสมาชิกทั้งหมด 1.29 ล้านราย ซึ่ง กบข. ได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายเงินกองทุนให้แก่สมาชิก รวมเป็นเงินประมาณ 24,950 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินออมสะสมอย่างต่อเนื่องของสมาชิก รวมกับเงินสมทบจากภาครัฐ และผลตอบแทนจากการลงทุน โดยในปีนี้สมาชิกที่เกษียณอายุราชการจะได้รับเงินกองทุนเฉลี่ยรายละ 1.53 ล้านบาท โดยมีสมาชิกที่ได้รับเงินสูงสุดมากถึง 7.86 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดเงินของสมาชิกแต่ละรายจะแตกต่างกันตามระยะเวลาการเป็นสมาชิก เงินเดือน อัตราการออม แผนการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับ ซึ่งการที่สมาชิกเลือกอัตราการออมเพิ่ม และการเลือกแผนการลงทุนอย่างเหมาะสม เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ยอดเงินที่จะได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ สมาชิกที่แจ้งความประสงค์ล่วงหน้า ขอฝากให้กองทุนบริหารต่อ หรือ ออมต่อ มีสัดส่วนประมาณ 9% ของผู้ที่แจ้งความประสงค์แล้ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการบริหารเงินลงทุนของ กบข. และมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกปี “กบข. มุ่งมั่นดูแลเงินออมของสมาชิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกมีความมั่นคงทางการเงินเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โดยบริการออมต่อจะช่วยให้สมาชิกสามารถบริหารเงินเกษียณได้อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากการมีเงินจำนวนมากไว้ในบัญชี ที่อาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพหรือการหลอกลวงทางการเงิน และ กบข. ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ออมต่อสามารถเลือกเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ 12 ครั้งต่อปี เทียบเท่ากับสมาชิกปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสให้เงินออมเติบโตต่อเนื่องหลังเกษียณ” ดร.ศรพล กล่าว   ทั้งนี้ บริการออมต่อ สมาชิกสามารถเลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. ออมต่อทั้งจำนวน 2. ทยอยรับเงินเป็นงวดๆ อาทิ รายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี 3. ขอรับเงินบางส่วน ที่เหลือให้ กบข. บริหารต่อ และ 4. ขอรับเงินบางส่วน ที่เหลือทยอยรับเงินเป็นงวดๆ โดยสมาชิกที่สนใจบริการออมต่อ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ 2 ช่องทาง คือ 1. แจ้งความประสงค์ทางระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล (Digital Pension) ของกรมบัญชีกลาง และ 2. แจ้งความประสงค์ผ่านหน่วยงานต้นสังกัด พร้อมกรอกแบบ กบข. รง 008/1/2555 และเลือกบริการออมต่อ ซึ่งผู้ออมต่อสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออมได้ 2 ครั้ง/ปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook กบข. LINE กบข. @gpfcommunity และศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก โทร. 1179

08 Sep 2026

...

เอไอเอ ประเทศไทย สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการประกันชีวิตไทยบนเวทีระดับโลก ด้วยการคว้า อันดับ 1 รางวัล The Highest Membership Longevity Overall Award หรือรางวัลสำหรับบริษัทที่มีจำนวนผู้พิชิตคุณวุฒิ MDRT 5-9 ปีมากที่สุดในโลก ในงาน 2026 MDRT Global Conference ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดย คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย เป็นผู้แทนองค์กรขึ้นรับรางวัลบนเวที Main Platform ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเอไอเอ ประเทศไทย เนื่องจากเป็นปีแรกที่มีการมอบ MDRT Company Awards บนเวที 2026 MDRT Global Conference และเอไอเอ ประเทศไทย ได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 3 บริษัทจากทั่วโลก ที่ได้รับรางวัลบนเวที Main Platform พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า อันดับ 1 ของโลก ในรางวัล The Highest Membership Longevity Overall Award ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความสม่ำเสมอ และมาตรฐานความเป็นมืออาชีพของตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ที่สามารถรักษาความสำเร็จในการพิชิตคุณวุฒิ MDRT ได้อย่างยาวนาน   คุณอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ เอไอเอ ประเทศไทย ว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ในนามของเอไอเอ ประเทศไทย รางวัลนี้สะท้อนถึงเส้นทางของตัวแทนของเรา ทั้งการเรียนรู้ การพัฒนา และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้พวกเราก้าวต่อไป เพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างสิ่งที่มีความหมายให้กับลูกค้าและสังคม และร่วมส่งมอบคุณค่าตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเอไอเอ ยังคงครองตำแหน่ง บริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT มากที่สุดในโลก เป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT รวม 16,228 คน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตในระดับสากล สำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงสร้างผลงานโดดเด่นในระดับโลก ด้วยจำนวนสมาชิก MDRT รวม 3,498 คน ครอง อันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับ 2 ของโลก พร้อมสร้างผลงานระดับนานาชาติในอีกหลายด้าน ได้แก่ อันดับ 2 ของโลก บริษัทที่มีจำนวนสมาชิก MDRT สุภาพสตรีมากที่สุด อันดับ 5 ของโลก บริษัทที่มีจำนวนสมาชิก Court of the Table (COT) มากที่สุด อันดับ 10 ของโลก บริษัทที่มีจำนวนสมาชิก Top of the Table (TOT) มากที่สุด อันดับ 2 ของโลก บริษัทที่สามารถรักษาจำนวนผู้พิชิต MDRT จากปี 2025 ให้สามารถพิชิต MDRT ในปี 2026 ได้อย่างต่อเนื่องมากที่สุด อันดับ 1 ของโลก บริษัทที่มีจำนวนผู้พิชิตคุณวุฒิ MDRT 5-9 ปีมากที่สุด หรือ The Highest Membership  Longevity Overall   ความสำเร็จทั้งหมดดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ในการพัฒนาศักยภาพตัวแทนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ สร้างที่ปรึกษาทางการเงินคุณภาพ และส่งมอบการดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพสูงสุด เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนตัวแทนในการพิชิตคุณวุฒิ MDRT อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมผลักดันความสำเร็จของกลุ่มบริษัทเอไอเอบนเวทีระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพการให้คำปรึกษาและการดูแลลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นคง สุขภาพที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

03 Sep 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แต่ความเสียหายต่อบ้านเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ และสถานประกอบการยังคงกระทบต่อการดำเนินชีวิตและรายได้ของประชาชน ธนาคารออมสินจึงเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็นพร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ     นอกจากการลดภาระของลูกหนี้เดิมแล้ว ธนาคารยังเตรียมสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ฟื้นฟูอาชีพ หรือซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถขอ สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.60% ต่อเดือน และผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน ส่วนผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือบรรเทาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพมี สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.50% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือนแรก ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 60 เดือน     ธนาคารยังสนับสนุนการฟื้นฟูด้วย สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 300,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย = 15.00% ต่อปี  ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี และ สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย = 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถยื่นขอสินเชื่อ ออมสิน SMEs Recharge เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม สถานประกอบการ การลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักร ที่ใช้ในการดำเนินกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ให้กู้รายละไม่เกิน 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น ปีที่ 1-2 = 2.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี ยื่นคำขอสินเชื่อธุรกิจภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ผู้ที่สนใจโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคาร www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115     ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่น้ำยังท่วมสูง ธนาคารออมสินได้เร่งลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” รวมกว่า 1,500 ชุด ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้ผู้ประสบภัยใช้ประทังชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังน้ำลด ธนาคารออมสินขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ววัน และพร้อมเคียงข้างประชาชนในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์ ตามจุดยืน “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต”  

28 Aug 2026

Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner