Responsive image

Saturday, 07 Mar 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


กรุงเทพประกันชีวิต จัดกิจกรรม Leader Club ยกระดับตัวแทนสู่ Life Care Partner

Fri 06/03/2569


กรุงเทพประกันชีวิต ยกระดับคุณภาพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน เดินหน้ามุ่งสู่ Life Care Partner ปรับบทบาทสู่การเป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ” เน้นสร้างความรู้ ทักษะและเป็นผู้ใส่ใจลูกค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิต รองรับสังคมอายุยืนอย่างมั่นคง ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือโครงการ Leader Club งานสัมมนาให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้จัดสัมมนาหัวข้อ Life Care Partner Pre – Retirement ณ ห้องประชุมชิน โสภณพนิช อาคารกรุงเทพประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ในงานสัมมนาการเตรียมตัวก่อนเกษียณ หรือ Pre – Retirement มีวิทยากรให้ความรู้ 3 ท่าน ประกอบด้วย คุณอรพรรณ บัวประชุม CFP® Assistant Managing Director, Wealth Management Academy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด คุณนรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร และ คุณทรงพล ปรีดาวุฒิ FSA ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยจุดร่วมของปัญหาหลักที่พบได้ของคนส่วนใหญ่ในการเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุ คือ ความคิดว่า “ยังไม่ถึงเวลา” และเมื่อถึงวันที่ใกล้เกษียณแล้วกลับพบว่าการเตรียมตัวช้าไป มีหลายคนที่อายุ 60 ปีแล้วยังมีเงินไม่เพียงพอ และหลายคนเตรียมเงินก้อนหลังเกษียณเพื่อที่จะใช้ชีวิตในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่แนวโน้มในอนาคตนวัตกรรมทางการแพทย์มีความก้าวหน้าและอาจส่งผลให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 90 – 100 ปี การเตรียมความพร้อมและวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น และผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือผู้ที่อยู่ในอาชีพตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินที่ในวันนี้ไม่ใช่แค่ผู้ขายผลิตภัณฑ์อีกต่อไป


คุณอรพรรณ บัวประชุม จาก Wealth Management Academy บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า นวัตกรรมการแพทย์ทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้น เราจะบริหารจัดการเงินอย่างไรให้พอเพียง ซึ่งในบางคนเมื่อใกล้เกษียณอาจต้องเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ ดังนั้น การเตรียมตัวจึงต้องวางแผนให้มีเงินเพียงพอ สำหรับผู้ที่ยังมีระยะเวลาสะสมโดยเฉพาะผู้เริ่มต้นทำงาน ควรจัดพอร์ตหลายรูปแบบ โดยสามารถแบ่งเป็น 4 พอร์ต คือ 1. พอร์ตเงินสำรองฉุกเฉิน 2 ปี เมื่อเกษียณไปแล้ว (post-retirement) 2. พอร์ตสินทรัพย์ปลอดภัย 3. พอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงที่ต้องมีเพื่อชนะเงินเฟ้อ สามารถลงทุนได้ทั้งความเสี่ยงปานกลาง เพื่อเอามาเติมให้พอร์ตที่ 1 เช่น หุ้นปันผล พันธบัตร หุ้นกู้ และความเสี่ยงสูง ที่จะดึงเงินมาใช้เมื่ออายุขึ้นเลข 8  และ 4. พอร์ตสุขภาพ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลโรคที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงวัย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน

“การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง เราต้องจัดพอร์ต สินทรัพย์ที่ต้องมียาวๆ คือ อะไรที่เติบโต เช่น พันธบัตร หุ้นปันผล กองทุนหุ้นปันผล หรือกองทุนที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะมีโอกาสที่รายได้จะสูงกว่าเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีกองทุนผสมที่ 30% ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และ 70% ลงในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ โดยสามารถสั่งขายออกมาอัตโนมัติได้ทุกเดือน ส่วนทองคำขึ้นอยู่กับคนชอบและมีหลายรูปแบบ เช่น การออมทองที่สะสมได้บ่อยๆ หรือการลงทุนในกองทุนทองคำที่ได้ลดหย่อนภาษี ผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF และกำไรไม่ต้องเสียภาษี” คุณอรพรรณกล่าวพร้อมฝากข้อคิดว่า

“เมื่อเราอายุมากขึ้นอาจรับความเสี่ยงน้อยลง เราอาจกังวลว่าเงินจะหมดก่อนเราหมดลมหายใจ อยากให้คิิดกลับว่า เราจะใช้เงินยังไงให้เพียงพอและยังให้มีเงินเหลือให้คนข้างหลัง ในวัย 60 ตอนทำงานอาจไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ เมื่อเกษียณแล้วถ้าเรากอดเงินไว้ จนไม่กล้าใช้ ในวันที่อายุถึงเลข 7-8 เราอาจมองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าทำไมไม่ทำอะไรในช่วงที่เรายังไหว เราควรใช้เงินอย่างมีความสุขและเหลือพอเพียงที่จะส่งต่อให้คนที่เรารัก คือต้องมี Wealth Health Joy และอยากให้คิดว่าเราอาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ดูแลพ่อแม่ และอาจเป็นรุ่นแรกที่ต้องดูแลตัวเอง ดังนั้นเราต้อง Live Well”

 

คุณนรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร กรุงเทพประกันชีวิต กล่าวว่า Pre -Retirement ในโลกที่อายุยืนขึ้น (Longevity) ควรเน้นการโฟกัส “โครงสร้างความมั่นคง” ควบคู่กับ “ผลตอบแทน” สำหรับวัยที่ “ความผิดพลาดแก้ยาก” การป้องกันไม่ให้พอร์ตผันผวนในช่วงที่ไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่า ROI คือ Sustainability ของกระแสเงินสด แผนการเงินที่คนมีอายุยืนขึ้น จึงควรปรับเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้ “พอใช้” เท่านั้นแต่ควรเพื่อ “คุณภาพชีวิตระยะยาว”

วัตถุประสงค์ของเงินในช่วงเวลาที่โลกอายุยืนยาวขึ้น ขึ้นอยู่กับการวางแผนการเงินที่ดีซึ่งไม่ได้เพียงเพื่อสะสมมูลค่า แต่ต้องให้เงินทำงานพร้อมกันในหลายมิติเพื่อรองรับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยสามารถแบ่งออกเป็น 1. ความต่อเนื่องของชีวิต เพื่อพยุงชีวิตและการเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิต 2. เครื่องมือจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อลดแรงกระแทกในช่วงเจ็บป่วย เพื่อไม่ต้องกังวลกับเงินก้อนที่สะสมไว้ รวมถึงเพื่อแผนดูแลระยะยาว (Long Term Care Plan) 3. อิสระภาพในการตัดสินใจ เพื่อให้เรายังสามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ สามารถเลือกใช้ชีวิตแบบที่ต้องการทั้งตัวเราและครอบครัว 4. ความรับผิดชอบต่อคนรอบตัว เพื่อป้องกันผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นที่อาจกระทบกับเป้าหมายชีวิตและครอบครัว

บทบาทของผู้ขายประกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก 10 ปีที่แล้ว ที่เน้นขายประกันที่คุ้มครองแค่อายุ 80 ตอนนี้ต้อง 99 ปี   ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเพราะเราต้องอยู่กับลูกค้าไปตลอด บทบาทของตัวแทนของความใส่ใจหรือ Life Care Partner คือต้องช่วย pre วิธีคิดเรื่องการเตรียม และ post คือเรื่องการใช้ ซึ่งปัญหาที่คนมองข้ามสำหรับโรคที่แพงที่สุด คือ โรคที่เราไม่ได้เตรียม ซึ่งที่ผ่านมาคนขายไม่ได้วางแผนบำนาญที่ต้องเตรียมเผื่อไปอีก 35 ปี และคนส่วนใหญ่จะมาเตรียมช่วง 5 ปีสุดท้าย ซึ่งอาจไม่พอเพียง หากมีการเตรียมตั้งแต่อายุ 40 ก็จะพร้อมมากกว่า

“เรื่องอายุยืนเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย ไม่ใช่ให้มีเงินพอใช้แค่เป็นระดับขั้นต่ำหรือคิดแค่พอกิน แต่ต้องคิดว่าเราจะใช้ชีวิตยังไงให้มีคุณภาพ ไม่อยู่บนความเครียด ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ “เสียชีวิตเร็ว” แต่คือ “การอยู่ยาวแบบต้องพึ่งพิง” หลายคนมีเงินเก็บและมีประกันสุขภาพ แต่ไม่มีแผนดูแลระยะยาว (Long-term care plan) ซึ่งเป็นอีกจุดเปราะบางที่ถูกมองข้าม การทำประกันสุขภาพ เรามองถึงความเสี่ยงที่ต่ำไปหรือเปล่า เช่น ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้น ถ้าอายุมากขึ้น เราจะมีโรคสมอง ซึ่งความคุ้มครองด้านนี้ยังมีไม่มากเราจึงต้องมองด้วยในในระยะยาว เราต้องมีความมั่นคงทางการเงินด้วย” คุณนรินทร์กล่าว

 

ด้านคุณทรงพล ปรีดาวุฒิ, FSA ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ กรุงเทพประกันชีวิต กล่าวเสริมว่า เมื่อผู้คนอายุยืนยาวขึ้น สินค้าแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคร้ายแรงจากความเสื่อมของร่างกายและจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งบางโรคไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรืออาจต้องใช้เวลารักษายาวนาน นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง สิ่งที่แน่นอนคือ เราต้องใช้เวลาช่วงหลังเกษียณมากขึ้น การเตรียมพร้อมก่อนจะได้เปรียบ

สำหรับผลิตภัณฑ์ของกรุงเทพประกันชีวิตเราทำมาซักระยะให้ขยายเวลารองรับผู้สูงอายุให้มากขึ้น และล่าสุด เรายังได้ออกแบบประกันโรคร้ายแรง บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ (BLA Long Life Care) ซึ่งให้ความคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและมีแนวโน้มที่ต้องได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ชนิดรุนแรง โรคกล้ามเนื้อเสื่อม โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว และการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง โดยเมื่อตรวจพบ ไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยต่อและรับผลประโยชน์เงินชดเชยรายปี 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ต่อเนื่องสูงสุดถึงอายุ 99 ปี

“เรามอง Longevity คือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยด้านของสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงการเงินที่มั่นคง วัยเกษียณเป็นวัยที่เราควรมีความสุข ซึ่งต้องวางแผนตั้งแต่ต้น เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน” คุณทรงพลกล่าวทิ้งท้าย


Tags : กรุงเทพประกันชีวิต ตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน กรุงเทพประกันชีวิต จัดกิจกรรม Leader Club อรพรรณ บัวประชุม นรินทร์ เอกวงศ์วิริยะ ทรงพล ปรีดาวุฒิ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต  เปิดรับสมัครเยาวชนภาคเหนือ เข้าร่วมโครงการ KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy Season 6 เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงถึง 200,000 บาท และประกันอุบัติเหตุ ทุนประกันรวมกว่า 5,000,000 บาท ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 13-15 ปี เข้าร่วมฝึกทักษะฟุตบอลตามมาตรฐานสากลจากโค้ชระดับ AFC – A - License ทั้งนี้โครงการดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ยกระดับทักษะนักฟุตบอลเยาวชนของไทยสู่มาตรฐานระดับโลก และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีผ่านการออกกำลังกาย อีกทั้งยังสอดคล้องกับการเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และร่วมสร้างพลังกายพลังใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าทุกคนทำได้ “Know You Can” โดยเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ 2 ช่องทาง สมัครทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ -  วันที่ 19 มีนาคม 2569 หรือ เดินทางมาสมัครที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี (สนามกลาง) ในวันที่ 21 มีนาคม 2569 เวลา 7.00 – 8.30 น. สำหรับเยาวชนที่สนใจโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทาง LINE OA: @ktaxa-u15 หรือ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers

06 Mar 2026

...

วิริยะประกันภัย ชวนทุกเจเนอเรชั่น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” รวมพลังครอบครัว ส่งต่อพลังใจ ซึ่งจัดโดย บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด ร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ รวม 11 แห่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ผ่านการออกกำลังกายและความทรงจำร่วมกันในบรรยากาศสนุกสนานยามค่ำคืน พร้อมรับชมมินิคอนเสิร์ตจาก “อะตอม ชนกันต์” และกิจกรรมเกมร่วมสนุกจาก “บูธวิริยะประกันภัย” ที่จะมาร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจให้กับทุกคนในครอบครัว ในวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 2569 ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เปิดจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มี.ค. 2569 การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ “วิริยะประกันภัย” ในการร่วมส่งเสริมสุขภาวะทางกายและใจให้กับประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบสมทบให้กับ “กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อสนับสนุนโครงการ Fighting NCDs ในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งต่อไป สำหรับประเภทการวิ่งและค่าสมัคร แบ่งเป็น “ระยะ 3 - 5 กิโลเมตร” ราคา 599 บาท และ “แพ็กเกจครอบครัว (3 ท่าน) ระยะ 3 กิโลเมตร” ราคา 1,500 บาท รองรับนักวิ่งรวมกว่า 1,500 คน อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมเกมและ Workshop ให้ร่วมสนุกอย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “3 SAVE Series” Save ทรัพย์สิน Save ความเสี่ยง Save ความฝัน โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/familyfirstneonrun ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 (หากต้องการศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ บริษัท ทิสโก้ อินชัวรันส์ โซลูชั่น จำกัด โทร.02-633-6060 หรือ Line @TISCOInsure หรือ https://link.tiscoinsure.com/cxPvnL)

06 Mar 2026

...

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%    เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี  และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี     มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป    ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 5 ต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2568  สะท้อนความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  ให้ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก SME D Bank ยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด นอกจากนั้น SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่อง และยกระดับกิจการ เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” เปิดโอกาสเพื่อผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท  สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”  มุ่งยกระดับพัฒนาศักยภาพธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท และ สินเชื่อ “SME Green Productivity” ส่งเสริมก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท ควบคู่มอบบริการพัฒนาธุรกิจครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้เอสเอ็มอีปรับตัวทางธุรกิจได้ทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ รับบริการจาก SME D Bank ได้ผ่านทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

01 Mar 2026

...

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ กบข. (ผู้บริหารสูงสุด) มีวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คราวละไม่เกิน 4 ปี เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569  โดยผู้สมัครต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารและการเงิน การคลัง การลงทุน หรือการธนาคาร มีประวัติดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป องค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ในส่วนขององค์กรเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทหรือรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท คุณสมบัติโดยละเอียดเป็นไปตามประกาศ กบข. เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ผู้บริหารสูงสุด) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th หรือสอบถามข้อมูล และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “สายงานทรัพยากรบุคคล กบข.” โทร 0 2636 1000 ต่อ 152 ระหว่างเวลา 9.00 น. - 17.00 น. เว้นวันหยุดทำการของ กบข.  

27 Feb 2026

Banner Banner Banner

Banner
ประกันภัย - ขายตรง - SMEs        สวัสดีครับท่านสมาชิกสื่อออนไลน์ CEO THAILAND และพี่น้องคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ วันนี้ผมขอทำหน้าที่คอลัมนิสต์เขียนบทความในคอลัมน์แทน นายเอกวรพงศ์  อำนวยทรัพย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ผมอยากพูดถึงนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐานของธุรกิจไทย และตรงกับเนื้อหาสาระหลักของสื่อ CEO THAILAND นโยบายพรรคพลังเพื่อไทย ตรงกับสิ่งที่สื่อ CEO THAILAND นำเสนอในเนื้อหาหลักของสื่อมาตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมขอเสนอนโยบายของพรรคพลังเพื่อไทยที่จะสนับสนุนหรือผลักดันให้เกิดขึ้น หากพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ดังนี้        1.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคนทำประกันชีวิตจากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ข้อนี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและตัวแทนประกันชีวิตมานาน ถือเป็นการกระตุ้นธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองที่มากขึ้น 2.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย จัดหาเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนประกันวินาศภัย ในกรณีที่ กองทุนประกันวินาศภัยต้องรับภาระหนี้จากการที่บริษัทประกันวินาศภัยปิดตัวลงหรือถูกสั่งเพิกถอนในอนุญาต ปัจจุบันกองทุนมีภาระหนี้สินอยู่กว่า 100,000 ล้านบาท      3. พรรคพลังเพื่อไทยมีนโยบายจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริษัทในกลุ่ม SMEs ธุรกิจเส้นเลือดฝอย ซึ่งยังขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดความรู้ในการแปรรูปสินค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ขาดการตลาด ตรงนี้รัฐสมควรเข้าไปแก้ไข      4.พรรคพลังเพื่อไทย มีนโยบาย ยกระดับธุรกิจขายตรง และยกระดับนักธุรกิจอิสระ(ขายตรง) ที่จริงธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งแต่ปี 2540 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยสนใจธุรกิจขายตรงจนกลายเป็นลูกเมียน้อย ขณะที่นักขายตรงเองขาดเครดิตทางการเงินกับสถาบันการเงิน นี่คือนโยบายพรรคพลังเพื่อไทยที่ผมขอโอกาสใช้คอลัมน์นำเสนอท่านมาในสื่อ CEO THAILAND  ส่วนทุกท่านที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเลือกพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ทุกท่าน กระทั่งคนในธุรกิจประกันภัย ขายตรง และSMEs จะเลือกพรรคใดหรือเลือกผู้สมัครคนใดล้วนเป็นสิทธิ์ที่ทุกท่านตัดสินใจเอาเอง ผมแค่นำเสนอเรื่องนโยบายพรรคที่ตรงกับเนื้อหาสาระของสื่อ CEO THAILAND เท่านั้น!       พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner