Responsive image

Wednesday, 14 Jan 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


สมาคมประกันวินาศภัยไทย และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ถือฤกษ์ดี วันที่ 11 เดือน 11 จัดพิธีเปิดอาคารสำนักงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการพร้อมกัน

Tue 15/11/2565


 

สมาคมประกันวินาศภัยไทย และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เรียนเชิญอดีตนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยสมัยต่าง ๆ ได้แก่ นายสุจินต์ หวั่งหลี นายยุตติ ล่ำซำ นายชัย โสภณพนิช นายประสาน นิลมานัตต์ นางสาวมาลินี เลี่ยวไพรัตน์ นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล พร้อมด้วยอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ดร.สมพร สืบถวิลกุล และนายนพดล สันติภากรณ์ พร้อมด้วยนายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการ ด้านกำกับ สำนักงาน คปภ. ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารที่ทำการสมาคมประกันวินาศภัยไทย และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โดยถือฤกษ์มงคลวันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11.11 น. ทำพิธีเปิดป้ายอาคารทั้งสองเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีแขกผู้มีเกียรติในวงการประกันภัยให้เกียรติร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

 

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และประธานกรรมการบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการสร้างอาคารสมาคมประกันวินาศภัยไทย และ อาคารบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทยนั้น ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2510 โดยการรวมตัวกันของสมาคมประกันภัย 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมบริษัทประกันภัยไทย สมาคมบริษัทประกันภัยจีน และสมาคมบริษัทประกันภัยต่างประเทศ กำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลา 55 ปีที่ผ่านมา แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ รอบด้าน สมาคมประกันวินาศภัยไทยก็สามารถดำเนินภารกิจได้เป็นอย่างดีเนื่องมาจากการสนับสนุนและความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ งานที่สัมฤทธิ์ผลและยังประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนธุรกิจประกันวินาศภัยไทย เป็นผลจากการทุ่มเทเสียสละของท่านอดีตนายกสมาคมฯ ทุก ๆ ท่าน รวมทั้งอดีตคณะกรรมการบริหาร อดีตผู้บริหาร และพนักงานในทุกระดับ ที่มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มความสามารถทำให้สมาคมฯ ยืนหยัดอยู่เคียงคู่กับธุรกิจประกันวินาศภัยตลอดมา

สำหรับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัดนั้น จัดตั้งตามมาตรา 10 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 และได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัท คือ ให้บริการเกี่ยวกับการรับคำร้องขอและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือเงินต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีสาขาให้บริการแก่ผู้ประสบภัยได้ครบ 76 จังหวัดทั่วประเทศไทยตามที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้บริษัทกลางฯ รับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของประชาชนในการจัดทำประกันภัยประเภทนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 เป็นต้นมา

นายอานนท์ วังวสุ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับที่มาของการจัดพิธีเปิดอาคารทั้งสองอาคารในวันนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีนโยบายไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้กับสมาคมฯ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ และที่ประชุมบริษัทสมาชิก จึงได้มีมติให้ตั้งสำรองเงินงบประมาณในการจัดหาสถานที่เพื่อก่อสร้างที่ทำการสมาคมประกันวินาศภัยไทยแห่งใหม่ขึ้น ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา พร้อมทั้งได้มีการสรรหาสถานที่และสำรวจที่ดินเพื่อทำการก่อสร้างสำนักงานสมาคมฯ แห่งใหม่

เช่นเดียวกันกับ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งในขณะนั้นได้มีนโยบายในการสร้างอาคารสำนักงานเป็นของตนเอง เนื่องจากตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เช่าอาคารสำนักงานในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด ประกอบกับสัญญาเช่าอาคารได้สิ้นสุดลง จึงได้มีการจัดหาสถานที่เพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงาน จนในที่สุดได้พบกับที่ดินว่างเปล่า ที่อยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 64/1 และ 64/2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีขนาดเพียงพอต่อการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของทั้งสองหน่วยงาน

 

จากนั้นในปี 2560 ทั้งสมาคมฯ และบริษัทกลางฯ ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ขึ้น โดยเป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งตระหง่านเคียงคู่กันจนแล้วเสร็จ ในปี 2562 และทั้งสองหน่วยงานได้ย้ายที่ทำการมา ณ อาคารใหม่แห่งนี้ โดยบริษัทกลางฯ ย้ายมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และสมาคมฯ ย้ายมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั้นยังไม่มีโอกาสในการกำหนดจัดพิธีเปิดอาคารสำนักงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ดังนั้นในวาระโอกาสอันเป็นมงคล ในวันที่ 11 เดือน 11 นี้ ผมในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย และประธานกรรมการบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด จึงขอถือโอกาสจัดพิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ทั้งสองอาคารพร้อมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคล และความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง ซึ่งที่ทำการทั้งสองอาคารนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทั้งสมาคมฯ และบริษัทกลางฯ ที่ได้มีอาคารสำนักงานที่มั่นคงถาวร และถือเป็นอีกหนึ่ง Landmark สำคัญของธุรกิจประกันภัยในการให้บริการประชาชนและบริษัทสมาชิก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของภาคธุรกิจประกันวินาศภัยในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยให้เจริญก้าวหน้า สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อประชาชน และมีเสถียรภาพเคียงคู่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นายอานนท์ วังวสุ กล่าวทิ้งท้าย

 


Tags : สมาคมประกันวินาศภัยไทย บริษัทกลางฯ กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อานนท์ วังวสุ ดร.สมพร สืบถวิลกุล นพดล สันติภากรณ์


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

  ธนาคารออมสิน ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2569 จัดเตรียมของขวัญ เพื่อส่งความสุขให้ประชาชน ภายใต้โครงการ “วินัยดี มีเงิน” ให้แก่ลูกค้าธนาคารด้วยการมอบเงินของขวัญพิเศษรายละ 1,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ที่ใช้บริการสินเชื่อวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท มีประวัติชำระหนี้ดีติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่เคยปรับโครงสร้างหนี้/ไม่มีประวัติการตัดหนี้สูญ และมีสถานะหนี้ปกติ (ค้างชำระไม่เกิน 30 วัน) ทั้งนี้ ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เฉพาะผู้ที่มีบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกที่เป็นชื่อตนเอง (ยกเว้นบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ และบัญชีร่วม) ที่กดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 และเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจแก่ลูกค้าที่มีวินัยในการผ่อนชำระหนี้ที่ดี นำไปใช้เป็นเงินทุนเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ หรือใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่  

11 Jan 2026

...

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่งมอบของขวัญวันเด็ก ธ.ก.ส. เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย แก้วน้ำสกรีนลาย “ม้านิลมังกร” Limited Edition และกระปุกออมทรัพย์ตราสัญลักษณ์ธนาคาร โดยมอบให้แก่ผู้แทนโรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน และมูลนิธิต่าง ๆ รวมกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งมอบต่อให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ธ.ก.ส. มุ่งหวังร่วมสร้างความสุข รอยยิ้ม และส่งต่อกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชน อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคต   นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ดำเนินการเติมเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหา Aging Society โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้มองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้เทียบเท่ากับการทำงานในเมือง ผ่านโครงการเกษตรธนากร โดยเติมความรู้ทักษะด้านการเกษตรสมัยใหม่ และความรู้ทางการเงินให้กับเยาวชนในโรงเรียน เพื่อปูทางไปสู่การเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรในอนาคต นำร่อง 27 โรงเรียนทั่วประเทศ จาก 9 ฝ่ายกิจการสาขาภาค และเตรียมขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ณ โถง ชั้น 2 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร    

11 Jan 2026

...

SME D Bank จัดชุดของขวัญปีใหม่ 2569 เพื่อเอสเอ็มอีไทย สร้างความสุข สนับสนุนธุรกิจเติบโตเข้มแข็งยั่งยืน ได้แก่  1. เติมทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท แถมยื่นกู้ภายใน 31 มี.ค. 69 ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ 0.50%  2. เสริมทักษะ เพิ่มรายได้ด้วยตลาดออนไลน์ และ 3.ช่วยแก้หนี้ยั่งยืน คืนความสุข สร้างโอกาสพลิกฟื้นธุรกิจเดินหน้าได้ดีอีกครั้ง   นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank จัดชุด “มาตรการของขวัญปีใหม่” ประจำปี 2569 มอบให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจครบวงจร พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.มีทุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง มีเงินทุนเพียงพอในการลงทุน ยกระดับ ปรับเปลี่ยน ขับเคลื่อนกิจการได้ต่อเนื่อง เปิดกว้างทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคบริการ รวมถึงธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก   ผ่าน 2 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ โครงการสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงิน 5,000 ล้านบาท  สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1 ล้านบาท  ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และโครงการสินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงิน 15,000 ล้านบาท   เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ  วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท   ใช้ บสย.ค้ำประกันร่วมได้  โดยทั้ง 2 โครงการสินเชื่อดังกล่าว เปิดรับคำขอถึง 30 ธันวาคม 2569 นอกจากนั้น เพิ่มเติมความพิเศษ  หากยื่นคำขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 รับสิทธิพิเศษลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front end Fee) 0.50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 2.มีความรู้ มอบสิทธิ์เข้ารับการพัฒนายกระดับธุรกิจ ในแคมเปญ “Live ปัง ดังทันที!” เปิดโอกาสผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (https://dx.smebank.co.th/) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569  รับฟรี 500 Point นำไปแลกสิทธิประโยชน์การสนับสนุนเติมความรู้เพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจ  ไม่ว่าจะช่วยเพิ่มยอดขาย  ขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง เช่น Shopee Lazada และ TikTok Shop เป็นต้น รวมถึง รับสิทธิ์ร่วมโครงการให้ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ (Influencer)   และผู้เชี่ยวชาญ (KOL) รีวิวสินค้าหรือบริการ สร้างการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นอกจากนั้น รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมอบรมพัฒนาความรู้  โดยเฉพาะเน้นด้านทำตลาดออนไลน์ เช่น การผลิต Content และ Live Commerce เป็นต้น 3. มีความสุข แก้หนี้ได้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกค้าธนาคาร กลุ่มเปราะบาง ประคับประคองลดภาระทางการเงิน สร้างโอกาสเดินหน้าธุรกิจ เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ด้วยมาตรการ “3 ลดปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระผิดนัด เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคาร  ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับบริการต่าง ๆ  สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคาร เช่น  เว็บไซต์  www.smebank.co.th และ  LINE Official Account : @smedevelopmentbank  เป็นต้น หรือ  สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

04 Jan 2026

...

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ล่าสุด ธนาคารออมสิน ออกชุดมาตรการเฉพาะกิจ ประกาศยกหนี้ปิดบัญชีสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ แก่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกำลังพลหน่วยอื่น ๆ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยการยกหนี้ยังครอบคลุมถึงบัญชีสินเชื่อของทายาท 3 ลำดับ ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต ตลอดจนกำลังพลและพลเรือนที่บาดเจ็บจากการสู้รบ เพื่อเชิดชูเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้   ด้านความช่วยเหลือสำหรับผู้อพยพที่ต้องได้รับผลกระทบเพราะเข้าพื้นที่ทำมาหากินไม่ได้ เป็นเหตุให้ต้องขาดรายได้ในช่วงเวลานี้ ธนาคารได้ออก มาตรการพักหนี้โดยให้พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธนาคารออมสินทุกประเภท* ครอบคลุมสินเชื่อองค์กรชุมชน ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้เริ่มพักชำระหนี้งวดแรกหลังจากได้รับอนุมัติ เป็นระยะเวลา 3 งวด/เดือน และไม่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้คงชั้นหนี้เดิมก่อนเข้าร่วมมาตรการ โดยธนาคารจะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้กลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ในกรณีสัญญาครบกำหนดแต่ไม่อาจชำระหนี้เงินต้นส่วนที่พักไว้ได้ ลูกหนี้สามารถติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ในภายหลัง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือที่ศูนย์พักพิงของจังหวัดซึ่งธนาคารได้จัดทีมงานเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ด้วย และทางแอปพลิเคชัน MyMo ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569     นอกจากนี้ ธนาคารยังคงสนับสนุนงบประมาณให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการสนับสนุนภารกิจของศูนย์พักพิง ได้แก่ การมอบถุงยังชีพ “ออมสินห่วงใย” รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และน้ำดื่ม แก่ผู้อพยพ และกำลังพลในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สระแก้ว และจังหวัดตราด รวมมูลค่ากว่า 7.3 ล้านบาท ธนาคารออมสินขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนครอบครัวของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของประเทศ และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่สภาวะปกติในเร็ววัน *หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด  

30 Dec 2025

Banner Banner Banner Banner

Banner
  เทียบจุดแข็งแกร่ง “วิริยะ-ทิพย-กรุงเทพ” ประกันภัย   เมื่อพูดถึงวงการประกันภัย-วินาศภัยเมืองไทย มี 3 บริษัทใหญ่ของวงการและของประเทศไทย ที่ถือว่าเป็น”ขาใหญ่”หรือขาประจำที่แต่ละปี บริษัททั้ง 3 บริษัท มีกลยุทธ์การตลาด และจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัท และบริษัททั้ง 3 บริษัทนี้กำลังจะแย่งชิงเบี้ยประกันภัยเพื่อเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เมื่อเทียบสัดส่วนในเรื่องยอดขาย และในแง่ของผลกำไร            ในแง่ยอดขายต่อปี          เบอร์ 1 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการทำประกันภัยรถยนต์ ที่มีเบี้ยประกันภัยสูงขายง่าย แต่ละปีสร้างยอดขายได้มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 40,879 ล้านบาท          เบอร์ 2 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งงานประกันภัย Non Motor ประเภทขนส่งสินค้า Marin รวมทั้งลูกค้าของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำให้มียอดขายรับประกันภัยตรงอยู่ที่ 31,736.1 ล้านบาทแซงหน้าบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปเรียบร้อย          เบอร์ 3 บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยจุดแข็งการเป็นบริษัท ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ สามารถขยายตลาดผ่านพันธมิตรหรือผู้ถือหุ้นได้ง่าย และทำตลาดประกันภัยโครงสร้างพื้นฐาน โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐจึงทำให้มีเบี้ยประกันภัยต่อปี มีเบี้ยประกันภัยรวม 22,439 ล้านบาท จะกลับไล่บี้เบอร์ 1และ 2 ได้ต่อไป         ในแง่ผลกำไรต่อปี         เบอร์ 1 คงต้องให้บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากได้งานจากหน่วยงานภาครัฐ และมีพันธมิตรที่หลากหลาย ด้วยยอดขายที่สูง และมีการบริหารการลงทุนที่พร้อม เพราะมีธนาคารออมสิน, กบข. , ธนาคารกรุงไทย, ปตท., บางจาก  ทำให้มีผลกำไรมาเป็นอันดับ 1  ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรจากการรับประกันได้ 2,631 ล้านบาท        เบอร์ 2  ต้องยกให้เป็นของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ด้วยการรับประกันภัยที่มีความเสี่ยงภัยต่ำ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการบริหารเงินลงทุนโดยธนาคารกรุงเทพ ทำให้มีผลกำไรมาเป็นที่ 2 และมีเบี้ยประกันภัยเป็นอันดับที่ 2        เบอร์ 3 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มียอดขายเป็นอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเน้นประกันภัยรถยนต์ยอดขายสูงก็มีความเสี่ยงสูง ผลกำไรน้อย จึงวางไว้เป็นเบอร์ 3 ในด้านผลกำไร                                                 นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา)                                               บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner