Responsive image

Friday, 06 Nov 2026

หน้าแรก > SOCIETY / ภาพข่าว - สังคม - CSR


เมืองไทยประกันชีวิต พร้อมด้วยมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ผนึกกำลังกรมกิจการผู้สูงอายุ จัดการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver

Mon 13/11/2566


เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มจับมือกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  จัดอบรม โครงการ การอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver  หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง  เพื่อจัดฝึกอบรมให้กับประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่สนใจให้มีทักษะความรู้ที่จำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุ ตอบรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย

นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)   กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์  ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  กับประเทศไทยที่จะต้องท้าทายในหลายด้าน อาทิ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินและการออม การจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนบุคลากรที่มีความรู้และความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนขาดการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในหลายชุมชนและหลายระดับในสังคม  

บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในประเด็นดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงการสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการจัดฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ และป้องกันปัญหาการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ส่งผลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในสังคมอยู่ในขณะนี้

สำหรับการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น  จำนวน 18 ชั่วโมง เป็นมาตรฐานหลักสูตรกลางของประเทศไทยในการจัดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับสมาชิกในครอบครัว อาสาสมัคร ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจ ซึ่งถูกกำหนดโดยคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยหลักสูตรดังกล่าวมีกรมกิจการผู้สูงอายุ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทำหน้าที่ในการกำกับดูแลหลักสูตร โดยเมื่ออบรมผ่านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในหลักสูตร ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร สำหรับการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน 

โครงการดังกล่าวได้จัดฝึกอบรมให้กับประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจ รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับทักษะความรู้ที่จำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุ อาทิเช่น การจัดการเวลาและการวางแผนทางการเงินสำหรับผู้สูงอายุ ความรู้ทั่วไปของผู้สูงอายุ สิทธิสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ จิตวิทยาการดูแลสุขภาพใจผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพ การปฐมพยาบาลผู้สูงอายุเบื้องต้น โรคที่พบบ่อยและกลุ่มอาการผู้สูงอายุ อาหารและโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึง ทักษะพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งหัวข้อการอบรมครอบคลุมในทุกมิติของการดูแลผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ การจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวผู้สูงอายุเอง สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งอาสาสมัครที่เป็นจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุในชุมชนในด้านของการเพิ่มพูนทักษะความรู้และเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ โดยหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุจะช่วยให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งในด้านของการป้องกัน ส่งเสริม และดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในภาวะปกติและฉุกเฉิน การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการทางสังคม และการสร้างเจตคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้สูงอายุในสังคม เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ลดปัญหาการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในระยะยาว และมีความสุขในการดำเนินชีวิต ตลอดจนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุและสร้างสังคมที่น่าอยู่

การจัดอบรมฯ  ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ซึ่งกรมกิจการผู้สูงอายุ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทุกกลุ่มเป้าหมายในสังคม มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ช่วยส่งเสริมการจัดอบรมสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับผู้สูงอายุ

ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง ในรุ่นต่อไป ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  เพื่อขยายโอกาสในการเสริมสร้างทักษะความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนต่าง ๆ  และพร้อมสร้างความร่วมมือในการรับผิดชอบ
ต่อสังคมร่วมกันของการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน 

 

และนอกจากนี้บริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นสูง จำนวน 420 ชั่วโมง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ช่วยสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นมาตรฐานทางวิชาชีพ ทำให้เกิดบุคลากรในสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุ ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและให้เกิดรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับบุคลากรเหล่านี้ รวมทั้งส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่มีถูกต้องและเหมาะสม  โดยจะเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ มีหลักประกันคุณภาพและการได้รับบริการที่เป็นมาตรฐาน

“การจัดฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพทักษะในด้านการดูแลผู้สูงอายุมีประโยชน์เป็นอย่างมากทั้งส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคม สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่มีคุณภาพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข สุขภาพร่างกายจิตใจแข็งแรง เสริมสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นความร่วมมืออันดีระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ​ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับบริษัท​ เมืองไทยประกัน​ชีวิต​ จำกัด​ (มหาชน​) และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ในการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณภาพให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน​ต่อไป”  นายสาระ กล่าวสรุป.

 


Tags : เมืองไทยประกันชีวิต MTL สาระ ล่ำซำ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม พิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver ย์


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีที่ผู้คนมองหาของขวัญเพื่อส่งต่อความสุขและความปรารถนาดี ธนาคารออมสิน จึงเปิดตัว “ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ” ลักษณะการ์ดอวยพร เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับมอบเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ วันเกิด วันรับปริญญา วันแต่งงาน หรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ ให้ของขวัญชิ้นนี้เป็นทั้งคำอวยพรและจุดเริ่มต้นของการออมสำหรับคนพิเศษ พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท ใบสลากออมสินรูปแบบพิเศษเพื่อคนพิเศษ มีให้เลือกตามประเภทและระยะเวลาการออม ได้แก่ สลากออมสินพิเศษ 1 ปีและ 2 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 100 บาท และสลากออมสินพิเศษ 5 ปี เริ่มต้นหน่วยละ 500 บาท จำหน่ายเฉพาะในรูปแบบใบสลาก เมื่อถือครบกำหนด ผู้ถือสลากจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย และมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลตลอดอายุสลากตามเงื่อนไขของสลากแต่ละประเภท โดยดอกเบี้ยและเงินรางวัลได้รับยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ผู้ซื้อสามารถมอบใบสลากให้ผู้รับได้โดยตรง โดยผู้รับต้องนำใบสลากมาติดต่อธนาคารเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ก่อนครบกำหนดอายุ ซึ่งโอนกรรมสิทธิ์เร็วก็จะได้รับสิทธิประโยชน์และสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้เร็วตามเงื่อนไขของสลาก ทั้งนี้ การถอนก่อนครบกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ใบสลากจำหน่ายเฉพาะรูปแบบพิเศษ มีค่าธรรมเนียมออกใบสลาก 10 บาทต่อฉบับ สำหรับยอดซื้อต่ำกว่า 1,000 บาท โดยซื้อยอดตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปไม่เสียค่าธรรมเนียม ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

04 Nov 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินขานรับนโยบายรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบโครงการ Solar ภาคประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท ธนาคารจึงจัดโครงการ “สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน” อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.50% ต่อปี ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงเงินทุนติดตั้งโซลาร์ในที่อยู่อาศัยบนหลังคาได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และมีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินตามหลักเกณฑ์โครงการ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ให้กู้ครอบคลุมค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ ทั้งติดตั้งใหม่และเพิ่มเติม ได้แก่ แผงโซลาร์ เครื่องแปลงไฟฟ้า (Inverter) และแบตเตอรี่ (ถ้ามี) โดยวงเงินกู้รวมกับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต้องไม่เกินค่าติดตั้งจริง ทั้งนี้ เงินสนับสนุน 50,000 บาท จะโอนเข้าธนาคารเพื่อลดยอดหนี้ เช่น ค่าติดตั้ง 140,000 บาท เมื่อหักเงินสนับสนุนแล้ว เหลือเงินต้นที่ต้องผ่อน 90,000 บาท ส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินจะนำมาชำระหนี้ก่อนตามเงื่อนไขโครงการ โดยผู้สนใจต้องลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก่อนเลือกผู้ติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟน. หรือ กฟภ. และนำหลักฐานการได้รับสิทธิ์ ใบเสนอราคา ประวัติชำระค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสิน ทั้งนี้ ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีถิ่นที่อยู่แน่นอน และเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าประเภทที่ 1 สำหรับบ้านอยู่อาศัย เมื่อสินเชื่อได้รับอนุมัติ ธนาคารจะจ่ายเงินแก่ผู้ติดตั้งโดยตรงตามงวดงาน อย่างไรก็ตาม ธนาคารแนะนำให้ประชาชน ประเมินความคุ้มค่าจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงเทียบกับค่าติดตั้งและภาระผ่อนชำระก่อนตัดสินใจ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้จากการติดตั้งโซลาร์ หรือสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิ์จากภาครัฐสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 โดยธนาคารพิจารณาตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115  

31 Oct 2026

...

ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี วงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายมาตรฐาน 140,000 บาท เป็นงบสนับสนุนการติดตั้งจากรัฐบาล จำนวน 50,000 บาท มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลและสนับสนุนภาคเกษตรไทย พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดตามนโยบายรัฐบาล เข้าร่วมโครงการ “โซลาร์ ภาคประชาชน” โดยกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และจัดทำสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรลูกค้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดภาระด้านค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกินค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมาตรฐานอยู่ที่ 140,000 บาท และรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก จำนวน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.50 ต่อปี สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่ประสงค์ขอสินเชื่อ ต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด ได้แก่ เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. อายุผู้กู้รวมสัญญากู้ไม่เกิน 85 ปี กำหนด 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์ ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ แต่ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อ 1 มิเตอร์ มีมิเตอร์ไฟฟ้าและสามารถเข้าร่วมระบบรับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้ ณ วันที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์สูงสุด 200,000 บาท เกษตรกรผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยต้องสละสิทธิ์การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ให้ความเห็นชอบ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 โดยเกษตรกรสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 และต้องดำเนินการอนุมัติสินเชื่อ จัดทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่น้อยกว่า 7 ปี หรือตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ธ.ก.ส. Contact Center โทร. 02 555 0555  

29 Oct 2026

...

กบข. เตรียมจัดงาน GPF EXPO 2026 กรุงเทพฯ วันที่ 5 พ.ย. นี้ รวมความรู้ด้านการเงิน การลงทุน และสุขภาพไว้ในงานเดียว พร้อมวิทยากรชื่อดังมาร่วมแบ่งปันแนวคิดสร้างความมั่นคงเพื่ออนาคต เปิดให้สมาชิกเข้าร่วมฟรี   ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกมีความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการออมและการลงทุน จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมแห่งปี GPF EXPO 2026 กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยสมาชิกจะได้ร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษจากผู้บริหาร กบข. การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่ออนาคต พร้อมอัปเดตมุมมองการลงทุนและสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่ง กบข. ยังคงยึดแนวทางการลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรรับเชิญชื่อดัง คุณพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ ที่มาแบ่งปันแนวคิดการวางแผนการเงินตั้งแต่วัยทำงานสู่ชีวิตหลังเกษียณ ในหัวข้อ จากเดือนชนเดือน สู่เกษียณหลักล้าน และหมอจิมมี่ นายแพทย์สุทธิพจน์ ภัทรมงคลกาล ในหัวข้อ Health is the New Wealth ที่จะช่วยให้สมาชิกดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงวัย     นอกจากกิจกรรมบนเวทีแล้ว ภายในงานยังมีบริการให้คำปรึกษาด้านการเงินและการวางแผนเกษียณรายบุคคล กิจกรรมสนุกๆ จากพันธมิตรสวัสดิการ กบข. รวมถึงบริการตรวจสุขภาพการเงินและสุขภาพกายจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อให้สมาชิกสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับใช้ในการวางแผนชีวิต มุ่งสู่การมีชีวิตที่มั่นคง สำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมงาน จะได้รับ GPF Point จำนวน 20 Point พร้อมรับบัตรของขวัญโลตัส มูลค่า 100 บาท และของที่ระลึกสุดพิเศษจาก กบข. ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนฟรีได้ที่แอป กบข. My GPF Application เมนูลงทะเบียนอบรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก กบข. โทร 1179      

29 Oct 2026

Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner