Responsive image

Friday, 03 Apr 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


ไทยประกันชีวิต ชูกลยุทธ์สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกด้าน นำเทคโนโลยีเสริมศักยภาพการพัฒนางาน-พัฒนาคน

Thu 13/02/2568


เปิดกลยุทธ์ไทยประกันชีวิต ปี 68 ชู 4 แกนบนแนวคิดการดูแลด้วยหัวใจ ตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่สร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง ส่งผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกความต้องการหนุน Ecosystem การดูแลแบบครบวงจร เสิร์ฟการให้บริการด้วยเทคโนโลยี เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ตอบรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล สร้างแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่บุคลากร และสานต่อพลังในการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม ตามแนวทาง ESG

 

นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยว่า กว่า 83 ปี ที่ไทยประกันชีวิตมุ่งมั่นดูแลชีวิตของคนไทยผ่านการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ทุกครอบครัวไทย พร้อมประกาศก้าวสู่บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ด้วยเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจ (Business Propose) ในการเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล หรือ Life Solutions Provider เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในรูปแบบเฉพาะบุคคล (Personalize) ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี  ชีวิตที่ดี และความมั่นคง มั่งคั่งในบั้นปลายชีวิต

เพื่อยกระดับการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต คุณค่าของความรัก พร้อมเติมเต็มการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย ในปี 2568 บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการดูแลด้วยหัวใจ และกำหนดให้เป็นวัฒธรรมองค์กรของไทยประกันชีวิต ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มากกว่าการประกันชีวิต ที่คำนึงถึงประโยชน์และความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลเป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับผู้บริโภคในในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) ทุกจังหวะชีวิต (Life Event) และทุกรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle)

“เราเน้นพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกัน ด้วยอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม และเอื้อให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิต สุขภาพ และโรคร้ายแรงได้ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ไทยประกันชีวิตจึงได้พัฒนาแพ็กเกจผลิตภัณฑ์และบริการแบบครบวงจรในลักษณะ Ecosystem สำหรับกลุ่มเป้าหมาย Silver Age รวมถึงการพัฒนาสัญญาเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Copayment ที่กำลังจะเริ่มบังคับใช้” นายไชยกล่าว

 

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการบริการด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิตด้วยตัวเอง และส่งมอบประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงการทำธุรกรรม การบริการ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ทุกที่และทุกเวลา ผ่าน TLI Application ผสานกับการพัฒนาบริการในลักษณะ e-Service ที่หลากหลาย เช่น e-Policy กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์, e-Paymentการชำระเบี้ยประกันผ่านช่องทางออนไลน์, e-Claim การเคลมสินไหมผ่านแอปพลิเคชัน, e-Manual คู่มือผู้เอาประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์, e-Invoice การรับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือ AI Chat ที่จะให้บริการข้อมูลด้านการประกันชีวิตผ่านไลน์ เป็นต้น

ไม่เพียงแต่การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ไทยประกันชีวิตยังพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของฝ่ายขาย คือ MDA 4Plus เพื่อให้ฝ่ายขายสามารถนำเสนอขาย บริการลูกค้า สร้างทีมงานและบริหารทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังเชื่อมต่อแบรนด์ไทยประกันชีวิตกับผู้บริโภค โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม “Live Bright เพื่อนผู้ช่วยสุดสมาร์ทที่ช่วยค้นหาสิ่งที่คุณอยากทำ” เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนให้คนสามารถออกไปใช้ชีวิตได้แบบ End 2 End ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ การวางแผนหรือกำหนดรูปแบบกิจกรรมที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ ตรงตามความชอบและความมุ่งหวัง ซึ่งสอดคล้องกับ Insight ของคนในปัจจุบันที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ จนทำให้บางครั้งไม่มีเวลาในการวางแผนออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองชื่นชอบ หรือใช้เวลากับคนที่รักอย่างมีความหมาย

นายไชยกล่าวว่า สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน คือบุคลากรไทยประกันชีวิต จึงดำเนินธุรกิจในลักษณะ People Business โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพ และปรับเปลี่ยน Mindset บุคลากร ด้วยการสร้างแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning โดยริเริ่มโครงการ School of Get สำหรับผู้บริหารและบุคลากรฝ่ายขาย

School of Get เป็นโครงการที่ไทยประกันชีวิตริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งพัฒนาผู้นำยุคใหม่ด้วยแนวคิด Lifelong Learning เสริมทักษะแห่งอนาคต สร้าง Mindset แห่งการเรียนรู้ เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำยุคใหม่ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์แบบ One Team ระหว่างฝ่ายขายและสำนักงานใหญ่ เพื่อพร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ เราต้องการสร้างผู้นำที่มีความมั่นใจ ทันสมัย และพร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ เพื่อปูทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนของไทยประกันชีวิต” นายไชยกล่าว

นอกเหนือจากการความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ไทยประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม โดยนำแนวทาง ESG มาผนวกเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ครอบคลุมทั้้งในมิติเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติสิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ดำเนินธุรกิจด้วยการแสวงหากำไรที่เหมาะสม (Optimize Profit) และแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งคืนกลับสู่สังคม เพื่อให้บริษัทและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กัน

ไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอ้างอิงจากแผนแม่บทเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ ตามแนวทางของ UN Global Compact ภายใต้กรอบกลยุทธ์การดําเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Strategy) TLI” คือ Trusted Partner ตอบโจทย์ทุกความไว้วางใจ, Life Inclusion เชื่อมประสบการณ์สู่โอกาส และ Infinite World พร้อมส่งต่อโลกที่ดีกว่า

นายไชยกล่าวว่า ไทยประกันชีวิตไม่ได้เพิ่งเริ่มปรับตัว แต่เราปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานเพื่อให้เท่าทันกระแสที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และรองรับความต้องการของลูกค้าที่ปรับเปลี่ยน โดยลูกค้ามีความคาดหวังมากขึ้น ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งจากคู่แข่งในธุรกิจและนอกธุรกิจ เราจึงมีเป้าหมายที่จะทำให้ไทยประกันชีวิตเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจคนไทย และสามารถส่งมอบและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย


Tags : ไทยประกันชีวิต ไชย ไชยวรรณ เปิดกลยุทธ์ไทยประกันชีวิต ปี 68


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาธนาคารออมสิน ครบรอบ 113 ปี ธนาคารมีความตั้งใจส่งมอบความสุขและกำลังใจ ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” ทั้งลูกค้าที่ซื้อสลากเพิ่ม และลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่ มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษมากถึง 3 ครั้ง โดยยิ่งซื้อสลากมาก ยิ่งเพิ่มโอกาสลุ้นรางวัลจำนวนมากถึง 63 รางวัล ตลอดระยะเวลากิจกรรม ได้แก่ ครั้งที่ 1 - วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 13 ล้านบาท จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท ครั้งที่ 2 - วันที่ 16 มิถุนายน 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 30 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท ครั้งที่ 3 - วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 จับรางวัลพิเศษมูลค่ารวม 70 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 10 ล้านบาท รวมเงินรางวัลพิเศษทั้งสิ้น 113 ล้านบาท           ทั้งนี้ ผู้ซื้อสลากยังมีสิทธิ์ได้ลุ้นรางวัลที่ 1 และรางวัลอื่น ๆ ซึ่งเป็นรางวัลปกติประจำแต่ละงวด โดยสลากออมสินนับเป็นทางเลือกการออมที่นอกจากจะให้ผลตอบแทนตามอัตราที่ธนาคารกำหนดแล้ว ผู้ซื้อสลากยังมีโอกาสได้ลุ้นรับเงินรางวัลพิเศษ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย          ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อร่วมกิจกรรม “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อด้วยตนเองทางแอปพลิเคชัน MyMo ศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ GSB Contact Center โทร. 1115  

01 Apr 2026

...

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะผู้นำบริษัทประกันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือ Green Insurer ด้วยความสำเร็จที่ภาคภูมิใจจากการคว้าอันดับ 1 ในเอเชียอาคเนย์ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน และอันดับ 2 ใน AXA International Market ด้านความรับผิดชอบต่อองค์กร จากการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านความรับผิดชอบต่อองค์กรของกลุ่มแอกซ่า (AXA Sustainability Index 2025) ด้วยคะแนนสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ 87.62 คะแนน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นการตอกย้ำจุดยืนของบริษัทฯ ในการสนับสนุนให้ทุกคนร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ และความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ผ่านโครงการระยะยาวต่างๆ อาทิ โครงการ Commit To Climate ที่มุ่งมั่นในการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทุกมิติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการ Save Our Sea ที่สนับสนุนการอนุบาลเต่าทะเล ปลูกป่าชายเลน และการให้ความรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลกับเยาวชนไทย บริษัทฯ มุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดมา พร้อมอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ สอบถามได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1159  และท่านสามารถอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/CR-No-1

31 Mar 2026

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ 7-Eleven และเคาน์เตอร์เซอร์วิส เปิดตัวแคมเปญ “พ.ร.บ.สุดคุ้ม สุดคิวต์” ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 555 บาทต่อปี พร้อมมอบความคุ้มครอง สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ ผ่านช่องทางบริการร้าน 7-Eleven ที่สะดวกและครอบคลุม 15,500 สาขาทั่วประเทศ  แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความรวดเร็วและความสะดวกสบาย สามารถซื้อหรือต่ออายุ พ.ร.บ. คุ้มครองและรับกรมธรรม์ทันที พร้อมบริการต่อภาษีรถยนต์ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ ในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่กับความสะดวกครบจบในจุดเดียว ตอกย้ำแนวคิด “ประกันภัยใกล้ตัว เข้าถึงง่าย” นอกจากนี้ สมาชิก ALL Member ที่ซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัย จะได้รับได้สิทธิ์แลกซื้อกระบอกน้ำลายลิขสิทธิ์ Butterbear & Hello Kitty ในราคาเพียง 1 บาท (จากราคาปกติ 199 บาท) จำกัดจำนวน 5,000 สิทธิ์ และยังได้รับคะแนนสะสมจากทุกยอดบิล เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดหรือแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถซื้อ พ.ร.บ. ของทิพยประกันภัยได้แล้ววันนี้ ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.counterservice.co.th หรือ 7-Eleven Application โดยจะได้รับกรมธรรม์และความคุ้มครองที่มีผลทันทีตามวันเริ่มกรมธรรม์ และสามารถซื้อได้ล่วงหน้าสูงสุด 90 วันก่อนกรมธรรม์ปัจจุบันหมดอายุ ให้ทุกการเดินทางของคุณมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น สะดวก ครบ จบในที่เดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 23 เมษายน 2569

29 Mar 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้เร่งออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการประหยัดพลังงานที่สำคัญของธนาคารออมสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง โดยใช้รถยนต์ตามความจำเป็น และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ 2) ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 3) แนวทางการแต่งกาย สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี งดสวมสูท แจ็กเกต หรือผูกเนกไท เพื่อลดความจำเป็นในการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำเกินไป และ 4) ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ตามความเหมาะสมโดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการลูกค้า   ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคาร ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งมี นายพลจักร นิ่มวัฒนา ประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสิน ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย  นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการธนาคารออมสิน และ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร เข้าร่วมประชุม ได้เริ่มใช้แนวปฏิบัติ "งดสูท-ผูกเนกไท" ในที่ประชุมทันที เพื่อเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านพลังงาน ธนาคารออมสิน จึงขอเชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการก้าวผ่านสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปด้วยกัน    

18 Mar 2026

Banner Banner Banner Banner

Banner
  ปี 2569 ประเทศไทย กับคำว่า “เผาจริง”   วันนี้ก้าวเดือนที่ 3 ของปี 2569 แต่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยผ่านเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทม์ ตรุษจีน และวันเข้าพรรษามาแล้ว ประเทศไทยการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีข้อผิดพลาดเกิดจากการกำกับการเลือกตั้งขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นการเลือกตั้งที่เลวร้ายครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้านเศรษฐกิจ ยังคงโงหัวไม่ขึ้น นอกนั้นประเทศไทยยังคงมีปัญหาชายแดนกับประเทศเขมรยังคงคาราคาซัง รอรบรอบ 3 อยู่เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังเกิดสงครามที่คาบสมุทรอาหรับระหว่าง อิหร่านกับอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนการทำสงครามจากสหรัฐอเมริกา จนอาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะลามไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ได้ แน่นอนว่า สงครามอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ชัดเจนว่าเมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันต้องแพงขึ้น และพลังงานปัจจัยที่ 5 จะกลายเป็นอาวุธของอิหร่านและกลุ่มอาหรับ ซึ่งย่อมส่งผลด้านต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง สินค้าราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยที่มีภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลจากภาวะสงครามอาหรับ สงครามกับเขมร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องแสดงผลงาน เพราะปี 2569 จะเป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย    หากว่าการเมืองไทยนิ่ง รัฐบาลได้บริหารประเทศ จะเป็นการท้าทายความสามารถของดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เวลาที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาบริหารประเทศแค่ 2 เดือนยังวัดอะไรไม่ได้สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกุล และดรีมทีม เพราะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ธุรกิจที่แข็งแรงอย่างธุรกิจการเงินและประกันภัยยังออกอาการให้เห็น แล้วธุรกิจที่อ่อนแออยู่แล้วจะเหลืออะไร นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลภูมิใจไทยและดรีมทีมประเทศไทย เพราะถึงเวลาที่จะได้พิสูจน์ผลงานบริหารประเทศ./   พูดแบบนายเอกวรพงศ์ (นายแทน)            
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner