Responsive image

Wednesday, 14 Oct 2026

หน้าแรก > INSURANCE / ประกันภัย - ประกันชีวิต


เลขาธิการ คปภ. เปิดมุมมอง “อนาคตประกันภัยไทย เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” เดินหน้าปรับกฎหมายเสริมความมั่นคงบริษัทประกันภัย ยกระดับการกำกับดูแลรับมือ 6 Mega-Risks

Wed 14/10/2569


นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ภายในงาน Insurance Communication Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Building Trust through Communication in a Changing World” จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาระบบประกันภัยไทยท่ามกลางความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย ผ่านการปรับปรุงกฎหมายการยกระดับการบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาเครื่องมือกำกับดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสามารถของภาคธุรกิจประกันภัยในการให้ความคุ้มครองประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน หรือ 6 Mega-Risks ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ส่งผลต่อความต้องการของผู้เอาประกันภัยและการดำเนินธุรกิจประกันภัย ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน จากภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) หนี้ครัวเรือน และความผันผวนของตลาดการเงินและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนอาจต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการรักษาความคุ้มครองประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยเผชิญความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนและต้นทุนสินไหมทดแทน 2. ความเสี่ยงด้านสังคมและประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและความต้องการประกันบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานลูกค้าวัยทำงานลดลง 3. ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติ จากน้ำท่วม พายุ ไฟป่า และแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 และแผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลให้ภาระค่าสินไหมทดแทนและต้นทุนประกันภัยต่อ (Reinsurance) เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องการความคุ้มครองที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว 4. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์ จากการรั่วไหลของข้อมูล (Data Breach) การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และการฉ้อโกงโดยใช้ AI ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อบริษัทประกันภัยที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก 5. ความเสี่ยงด้านการฉ้อฉล จากการใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมที่ตรวจสอบได้ยากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องพัฒนาระบบตรวจจับและคาดการณ์การฉ้อฉล (Predictive Fraud Detection) พร้อมยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมประกันภัย และ 6. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และธุรกิจประกันภัยทางทะเลและการบิน ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องมีฐานะการเงินและเงินกองทุนที่มั่นคง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความเสียหายในวงกว้างได้ โดยไม่กระทบต่อการชำระค่าสินไหมทดแทนและภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย

 

การเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากบริษัทประสบปัญหาด้านฐานะการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน บริษัทคู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง สำนักงาน คปภ. จึงเดินหน้าปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันชีวิตและพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย โดยเฉพาะกฎหมายกลุ่มที่ 2 ว่าด้วยการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและมาตรฐานสากล ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความเป็นอิสระของบุคลากรวิชาชีพสำคัญ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย การดำรงเงินกองทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนมาตรการแทรกแซงเมื่อบริษัทเริ่มประสบปัญหา โดยมีเป้าหมายให้สามารถ “เห็นความเสี่ยงก่อนและเข้าแก้ไขได้ก่อนเกิดความเสียหาย” เพื่อลดผลกระทบต่อ  ผู้เอาประกันภัยและเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังมุ่งยกระดับ การบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม (Enterprise Risk Management : ERM) และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท (Own Risk and Solvency Assessment : ORSA) โดยให้บริษัทประกันภัยเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารเงินกองทุน และการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท พร้อมพัฒนาเครื่องมือ Risk Heatmap เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความเสี่ยง ตลอดจนแนวทางประเมินระดับความเสี่ยงรวมของบริษัท (Composite Risk Rating : CRR) โดยบูรณาการข้อมูลด้านความเสี่ยง การเงิน และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการกำกับดูแลได้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบริษัท ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ทั้งการประเมินภาพรวมของระบบประกันภัยและความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละบริษัท เพื่อทดสอบความเพียงพอของเงินกองทุน (Solvency) และสภาพคล่อง (Liquidity) รวมถึงความพร้อมของมาตรการรองรับภาวะวิกฤต (Management Action) เพื่อให้บริษัทประกันภัยสามารถรักษาเสถียรภาพและปฏิบัติตามภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัยได้แม้เผชิญสถานการณ์ที่รุนแรง

 

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบประกันภัยไทยไปสู่เป้าหมายตาม แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ที่มุ่งสร้างระบบประกันภัยให้มั่นคง แข็งแกร่ง และสามารถรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ รวมถึงภัยขนาดใหญ่ โดยทำหน้าที่เป็น National Risk Buffer หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลและกลไกบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจประกันภัยในการรองรับความเสียหาย บรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

“ความมั่นคงของบริษัทประกันภัยถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัย สำนักงาน คปภ. จึงมุ่งพัฒนากฎหมายและยกระดับการกำกับดูแลเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถมองเห็นและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของบริษัทประกันภัยให้สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย และร่วมขับเคลื่อนระบบประกันภัยไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย


Tags : คปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. ชูฉัตร ประมูลผล อนาคตประกันภัยไทย Insurance Communication Forum 2026


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

เอไอเอ ประเทศไทย ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังลูกค้าและครอบครัวคนไทยทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องและอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ด้วยการออก 3 มาตรการช่วยเหลือพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงิน ได้แก่ 1) ยกเว้นการตรวจสุขภาพ/หนังสือรับรองสุขภาพ ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการขอต่ออายุกรมธรรม์ สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่มีวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 และสิ้นผลบังคับ โดย เอไอเอ จะยกเว้นการตรวจสุขภาพหรือหนังสือรับรองสุขภาพ รวมถึงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง หากผู้เอาประกันภัยดำเนินการขอต่ออายุกรมธรรม์หรือขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ภายใน 6 เดือนนับจากวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย 2)ยกเว้นดอกเบี้ยสำหรับกรมธรรม์ที่มีการกู้ชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติ สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่มีวันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 และมีการนำมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์มาใช้ชำระเบี้ยประกันภัยในรูปแบบการกู้อัตโนมัติ เอไอเอ จะยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว หากผู้เอาประกันภัยชำระคืนเงินกู้เต็มจำนวนภายใน 6 เดือนนับจากงวดที่มีการกู้อัตโนมัติ 3) ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์ฉบับใหม่ สำหรับผู้เอาประกันภัยที่กรมธรรม์สูญหายหรือได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย และมีความประสงค์ขอออกกรมธรรม์ฉบับใหม่ทดแทนฉบับเดิม เอไอเอ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกกรมธรรม์ใหม่ โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 มกราคม 2570   สำหรับมาตรการดังกล่าวครอบคลุมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัย ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อจังหวัดเพิ่มเติมได้จากรายงานสถานการณ์สาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยที่ชำระภายใต้มาตรการดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีที่มีการชำระเบี้ยจริง ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ หรือติดต่อขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ผ่านตัวแทนประกันชีวิตของท่าน ศูนย์บริการลูกค้าเอไอเอ โทร. 1581 หรือผ่านแอปพลิเคชัน AIA+

09 Oct 2026

...

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด* สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างอาคารทดแทน รวมถึง ซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งจำเป็นอื่นที่ได้รับความเสียหาย วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย แบบมีหลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นใน 6 เดือนแรกและดอกเบี้ย 0% ใน 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 – 3 = MRR – 2.865% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.750% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 15 ปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท 5.สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 – 12 = MLR – 2.65% ต่อปี และปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR ต่อปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 1 ปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด   ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน ธนาคารออมสินยังเดินหน้าลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” บรรจุอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็น โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิประชาร่วมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังเผชิญระดับน้ำสูงและเดินทางลำบาก โดยเฉพาะบริเวณรอบนอกกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ชุมชนร่มเกล้า 24 ชุมชนลำลูกกา คลอง 2 และชุมชนร่มเย็น รวมถึงขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พร้อมสนับสนุนเรือสำหรับใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันธนาคารส่งมอบถุงออมสินห่วงใยแล้วกว่า 10,000 ชุด คิดเป็นงบประมาณช่วยเหลือรวมกว่า 4.5 ล้านบาท และเตรียมแผนเข้าช่วยฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนกลับมาตั้งหลักและดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถาม GSB Contact Center โทร. 1115 *หมายเหตุ : - มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft Loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด - อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 MLR = 6.025% ต่อปี และ MRR = 6.045% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของธนาคาร  

09 Oct 2026

...

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ และนครราชสีมา โดยมาตรการช่วยเหลือมี 3 ข้อ ดังนี้ 1. ขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย  ครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันชำระเบี้ย ระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2569 - 31 ธันวาคม 2569 (ขยายเพิ่มอีก 60 วัน) 2. ยกเว้นดอกเบี้ย เบี้ยประกันภัย 6 เดือน  กรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยโดยอัตโนมัติหรือต่ออายุกรมธรรม์ ระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2569 - 31 ธันวาคม 2569 3. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์  ที่ชำรุดหรือสูญหาย ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายเหตุ ยกเว้นประกันชีวิตควบการลงทุน คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทฯ ห่วงใยและขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ความเดือดร้อนของลูกค้าคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ จึงออกมาตรการดังกล่าว เพื่อช่วยให้ลูกค้าคลายกังวล บรรเทาผลกระทบ และช่วยเหลือให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ สำหรับลูกค้าผู้เอาประกันภัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ OCEAN LIFE Contact Center โทร. 1503 อีเมล info@ocean.co.th หรือสาขา OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต นอกจากนี้ยังตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ออนไลน์ผ่านบริการ Ocean Connect ได้ที่ LINE: @oceanlife หรือ Ocean Club Application ./

06 Oct 2026

...

ธ.ก.ส. ขอแสดงความห่วงใย พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าจากสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เดินหน้าเร่งช่วยเหลือผ่านมาตรการเพื่อสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 6 เดือนแรก 0% ต่อปี เดือนที่ 7 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด และเตรียมมอบหมายเจ้าหน้าที่เตรียมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายให้กับลูกค้าหลังน้ำลด เพื่อรวบรวมข้อมูลและวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ต่อไป   นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ รวมถึงที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน ธ.ก.ส. พร้อมเดินหน้าอยู่เคียงข้างเกษตรกรในการช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำในการนำไปใช้จ่ายฉุกเฉิน สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ประกอบด้วย 1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในครัวเรือนของเกษตรกรลูกค้า เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน/อาคารโรงเรือน ซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ หรือเงินทุนทำการผลิตรอบใหม่ เป็นต้น วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%) 2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย/โรงเรือนการเกษตร หรือเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%) ระยะเวลาชำระคืนภายใน 15 ปี นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ขอส่งความห่วงใยไปยังประชาชนทุกท่านที่ได้รับผลกระทบและอย่ากังวลใจในช่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ธ.ก.ส. พร้อมเข้าไปดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ธ.ก.ส. จะดำเนินการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตรของลูกค้า ทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือและลดภาระหนี้สินต่อไป สำหรับลูกค้า ธ.ก.ส. ผู้ประสบภัย สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง

01 Oct 2026

Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner Banner

Banner
  เปิดแผนงานสื่อ CEO THAILAND ปี 2569-2570 รุกคืบงานวิทยุ - ทีวี - อีเวนต์สื่อ                  สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้ติดตามสื่อออนไลน์ และสื่อในเครือ CEO THAILAND ตลอดมา 21 ปี ช่วงนี้ว่างเว้นจากสนามการเมืองระยะหนึ่ง ผมพอมีเวลากลับมาสานต่องานสื่อสักระยะหนึ่งคือในช่วงปี 2569-2570 จะกลับมาช่วยงานสื่อในฐานะที่ปรึกษา โดยจะยังเน้นในเรื่องสื่อออนไลน์ สื่อทีวี และสื่อวิทยุ และงานอีเวนต์ต่อเนื่องจากสื่อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผมมีแผนงานของบริษัท เอก-วรา พับลิค รีเรชันส์ จำกัด ในสื่อดังต่อไปนี้คือ                          1. สื่อออนไลน์ CEO THAILAND              2. จัดทำรายการวิทยุ “คลื่นประกันภัย-การเงิน” ทางสถานีวิทยุ 96.25 MHZ (สถานีวิทยุการท่องเที่ยววัฒนธรรม) โครงการจัดทำรายการวิทยุเชิงข่าวสารในแวดวงประกันภัยและการเงิน นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการประกันภัย-ประกันชีวิต  การเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินเชื่อ ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ SMEs ออกอากาศทุกวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ เวลา 17.00-18.00 น. ในเดือนสิงหาคม 2569               3. เดือนสิงหาคม 2569 สื่อได้จัดทำรายการทีวี “เรื่องเด่น...ประเด็นดัง” ออนแอร์ออกอากาศทางNBT2 ซึ่งเป็นรายการสดทีวี ที่นำเสนอนโยบายรัฐบาล และวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม บริการสาธารณะและบริการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสังคม และพี่น้องประชาชน ออกอากาศ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 10.00-10.30 น.               4. จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เดือนธันวาคม 2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการรับรางวัล  “สุดยอดผู้บริหาร-องค์กรแห่งปี 2569” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ผู้บริหารและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจเครือข่าย และSMEs ความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานมอบรางวัลดังกล่าวขึ้น               5. โครงการจัดงานสัมมนา  “ทิศทางธุรกิจประกันภัย-การเงินแห่งปี 2569” ในเดือนธันวาคม 2569เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงินในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชน สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาดังกล่าวขึ้น               6. จัดงาน CSR ณ โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 31 มกราคม 2570 โครงการจัดงานกิจกรรมเพื่อสังคม “CEO THAILAND CSR  OF THE YEAR 2027” เพื่อคืนกำไรสู่สังคมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในสังคม เป็นการกระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยและการเงิน และความตื่นตัวของชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน-ภาคธุรกิจ -ผู้ประกอบการในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สื่อ CEO THAILAND จึงได้ร่วมกันจัดงานกิจกรรมดังกล่าวขึ้น T                                                                                                        (นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์)
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner