Responsive image

Tuesday, 05 Mar 2024

หน้าแรก > ECONOMY-FINANCE / เศรษฐกิจ-การเงิน


“เงินติดล้อ” ร่วมกับองค์กรระดับโลก ศึกษาการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยในประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

Wed 01/11/2566


บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานศึกษาวิจัยเรื่อง “การสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มากกว่าการเข้าถึงการบริการสินเชื่อ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง หลังโควิด 19 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ “Financial Inclusion in Post-Covid Southeast Asia: Accelerating Impact Beyond Access” ที่จัดทำโดย Centre for Impact Investing and Practices (CIIP) องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งโดย Temasek Trust ร่วมกับ United Nations Capital Development Fund (UNCDF) และ Helicap พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจาก 60 เดซิเบล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดเชิงลึกจากผู้ให้บริการทางการเงิน นักลงทุน สมาคมอุตสาหกรรม และลูกค้า โดยจะมีส่วนช่วยส่งเสริมแนวทางการปฏิบัติในการพัฒนาระบบนิเวศด้านการเงินการลงทุน และสร้างผลกระทบเชิงบวกในภูมิภาคเอเชียและอื่นๆ ต่อไป

แบบสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้สมัครสินเชื่อที่ประกอบอาชีพอิสระหรือไม่มีแหล่งรายได้แน่นอน ครอบคลุมหลากหลายประเด็น เช่น การเข้าถึงสินเชื่อ ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกค้า และการคุ้มครองสิทธิของลูกค้า อีกทั้งเอื้อประโยชน์ต่อการจัดทำ Microfinance Index 2023 (ดัชนีการเงินรายย่อยระดับโลก ประจำปี 2566)

 

นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เงินติดล้อ หรือ TIDLOR กล่าวว่า การที่เราได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ นอกจากสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินของกลุ่มผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยในประเทศไทยแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยังสามารถนำข้อมูลที่ได้รับมาปรับใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้กับผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยในอนาคตได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับกลุ่มผู้ใช้สินเชื่ออีกด้วย ทั้งนี้ บมจ.เงินติดล้อ เป็นองค์กรแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างโอกาสทางการเงินให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารทั่วไปได้ (Underbanked) ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมภายใต้แนวคิด SDGs: Sustainable Development Goals โดยมุ่งสร้างโอกาสทางความรู้ด้านการเงินให้กับชุมชนและประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูล บมจ.เงินติดล้อ หรือ TIDLOR ได้ที่ www.tidlor.com หรือ Facebook เงินติดล้อ สอบถามผลิตภัณฑ์และบริการได้ที่ call center หมายเลข 088-088-0880 ตลอด 24 ชม.

รายงาน Financial Inclusion in Post-Covid Southeast Asia: Accelerating Impact Beyond Access” เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบหลายระยะโดย CIIP ซึ่งมุ่งเน้นข้อมูลเชิงลึกของการเข้าถึงบริการทางการเงินในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการจำกัดความ แปลความ และตรวจสอบผลกระทบในการเข้าถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและดาวน์โหลดรายงานต่างๆ ได้ที่ https://ciip.com.sg/knowledge-hub/research-insights   

Microfinance Index 2023 เป็นโครงการที่รวบรวมข้อมูลมากกว่า 1 ล้านชุด จากการสัมภาษณ์ลูกค้าผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 32,000 ราย ใน 32 ประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ใช้สินเชื่อรายย่อยทั้งหมด 84 ล้านราย จากผู้ให้บริการทางการเงินทั้งหมด 114 แห่ง ทั่วโลก การวิจัยนี้ดำเนินการโดยบริษัท 60 เดซิเบล เพื่อสำรวจผลลัพธ์เชิงผลกระทบร่วมกับกลุ่มลูกค้าเงินติดล้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้ การสำรวจต่อยอดจากผลงานของบริษัท 60 เดซิเบลที่ทำ Global Microfinance Index (MFI Index) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มประจำปีที่ให้ผลลัพธ์ทั้งในเชิงเปรียบเทียบและเชิงผลกระทบที่สถาบันการเงินต่างๆ มีต่อลูกค้า อาทิ สถาบันการเงินรายย่อย ฟินเทค สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคม และต้องการขยายดัชนีนี้ให้ครอบคลุมไปยังผู้ให้บริการอื่นๆ ที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานดัชนีการเงินรายย่อยประจำปี 2023 ได้ที่ https://60decibels.com/insights/mfi-index


Tags : เงินติดล้อ TIDLOR ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล การบริการสินเชื่อ


Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

...

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงเกินระดับค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรุนแรงในพื้นที่หลายจังหวัด ฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน  ฯลฯ  ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจในเรื่องของการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้    บริษัทฯ จึงออกกรมธรรม์ "ประกันภัยโรคร้ายแรงจากฝุ่น PM 2.5" เพื่อเป็นหลักประกันรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ป่วยปุ๊บ จ่ายปั๊บ ไม่ต้องรอ  โดยกรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ กรณีตรวจพบโรคร้ายแรง 4 โรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน 100% ของทุนประกันภัยทันที เมื่อตรวจพบโรคตามที่ระบุ   นางสาวณฐินี ธนะรัชต์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพฯ  บริษัท ทิพยประกันภัย  จำกัด (มหาชน)  เผยว่า  “ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5  เป็นปัญหาวิกฤติที่ส่งผลกระทบสะสมต่อสุขภาพของประชาชนมายาวนานต่อเนื่อง  กรมธรรม์ประกันภัยโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนจากโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากฝุ่น PM 2.5 ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 450 บาทต่อปี ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาท รับประกันภัยตั้งแต่อายุ 1 – 65 ปี คุ้มครองโรคร้ายแรงจาก PM 2.5 เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม โรคหลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรง / โรคปอดระยะสุดท้าย และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ  ซึ่งเราหวังว่ากรมธรรม์ประกันภัยนี้จะเป็นทางเลือก ให้กับประชาชนในการรับมือกับภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 ” ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ เพื่อรับความคุ้มครองได้ โทร. 1736 หรือ  www.tipinsure.com และทิพยประกันภัย ทุกสาขาทั่วประเทศ  

01 Mar 2024

...


01 Mar 2024

...

  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแจ้งเตือนภัย กรณีมีมิจฉาชีพนำตราสัญลักษณ์ของธนาคารและปลอม Account ในสื่อโซเชียล โดยใช้ภาพของนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เพื่อแอบอ้างปล่อยสินเชื่อบุคคลออนไลน์จากธนาคาร โดย ธอส. ขอยืนยันว่า ธนาคารและกรรมการผู้จัดการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Account ปลอมดังกล่าว รวมถึงการแอบอ้างในสื่อโซเชียลต่าง ๆ  ที่อาจใช้รูปภาพและกระทำในลักษณะเดียวกัน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างแล้ว และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลโกงของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์  

24 Feb 2024

...

นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดีและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายฯ) เปิดเผยถึงการดำเนินการของสำนักงาน คปภ. เกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยว่า ตามที่พระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัย และสำนักงาน คปภ. ในฐานะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัย ได้ออกประกาศ คปภ. เรื่อง ให้บริษัทประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย ยื่นรายงานเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัย พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้บริษัทรายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยและรายงานพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัย เพื่อให้สำนักงาน คปภ. มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบ พฤติกรรม และลักษณะของการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการฉ้อฉลประกันภัย และสามารถกำหนดแนวทางในการยับยั้ง ป้องกัน ตรวจสอบ รายงาน และบรรเทาความเสียหายจากการฉ้อฉลประกันภัย ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย  ในการบังคับใช้ประกาศ คปภ. ทั้ง 2 ฉบับ สำนักงาน คปภ. ได้มีการออกประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดแบบรายงาน พฤติกรรมที่อาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัย และช่องทางการรายงานการฉ้อฉลประกันภัย สำหรับบริษัทประกันชีวิตและ/หรือประกันวินาศภัย พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดให้บริษัทประกันภัยนำส่งรายงานดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ภายใน 30 วันนับแต่วันสุดท้ายของแต่ละไตรมาส สำหรับประเภทกรมธรรม์ของบริษัทประกันวินาศภัยที่มีการฉ้อฉลประกันภัยและมีพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัยมากที่สุดคือ กรมธรรม์รถยนต์และเบ็ดเตล็ด ส่วนประเภทกรมธรรม์ของบริษัทประกันชีวิตที่มีการฉ้อฉลประกันภัยและมีพฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจมีลักษณะเป็นการฉ้อฉลประกันภัยมากที่สุดคือ กรมธรรม์ประกันชีวิต รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงาน คปภ. ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคดีฉ้อฉลประกันภัย ในปี 2566 เพื่อพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยในลักษณะต่าง ๆ ก่อนที่จะเสนอเลขาธิการพิจารณา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ จำนวน 49 คดี โดยแบ่งเป็น 5 กรณีที่สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. กรณีเก็บเบี้ยไม่นำส่งบริษัทประกันภัย จำนวน 6 คดี 2. กรณีคดีปลอมใบรับรองผลตรวจโควิด-19 จำนวน 21 คดี 3. กรณีจัดฉากชน (Bigbike) จำนวน 12 คดี 4. กรณีขายประกันภัยโดยไม่มีใบอนุญาต (โบรกเกอร์เถื่อน) จำนวน 3 คดี และ 5. กรณีหลอกขายประกันภัย จำนวน 7 คดี  ในขณะเดียวกันสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัยแบบคู่ขนานไปพร้อม ๆ กัน เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาระบบฐานข้อมูลรายงานการฉ้อฉลด้านการประกันภัยด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยพัฒนาจากระบบเดิม ซึ่งเป็นเพียงการที่ให้บริษัทรายงานข้อมูลพฤติกรรมการฉ้อฉลประกันภัยเข้ามาเพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และโครงการพัฒนาระบบแบ่งปันฐานข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยหรืออาจจะฉ้อฉลประกันภัยกับภาคธุรกิจ ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจัดให้มีการวางระบบในการจัดทำฐานข้อมูลการกระทำความผิดของตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย ออกระเบียบ/ประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของตัวแทนและนายหน้าประกันภัย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการของบริษัทให้อยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง รวมถึงการจัดการเรื่องความรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน กรณีบริษัทประกันภัยได้พิจารณาตกลงรับ ตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัยที่มีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย หรือมีประวัติอาชญากรรมในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เข้ามาเป็นตัวแทนหรือนายหน้าในสังกัดของบริษัทประกันภัย  

23 Feb 2024

Banner Banner Banner

Banner
  ทิศทาง ceothailand.net ในปี 2567  “สื่อออนไลน์ CEO THAILAND”   ในปี 2567 จะเป็นปีที่ผม “นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์” จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารสื่อ CEO THAILAND และผู้บริหารสื่อออนไลน์ ceothailand.net อย่างเต็มที่ หลังจากที่ผ่านมาได้ไปเดินแผนงานทางด้านการเมือง แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งไปแล้วที่ผ่านมา จึงทำให้ช่วงเวลานี้มีเวลาที่จะมาวางแผนในการเดินหน้าธุรกิจสื่อได้มากขึ้น และในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีนับจากนี้ จึงขอเข้ามารับหน้าที่สื่อมวลชน ในการเขียนบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวในแวดวงเศรษฐกิจ-การเงิน และการประกันภัย ในฐานะของคอลัมนิสต์ ตลอดเวลาที่ผมเข้าไปทำงานทางการเมือง ต้องยอมรับว่าวงการข่าวและสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไปเร็ว ตลอดเวลา 5 ปี  สื่อออนไลน์ที่รวดเร็วเข้ามาแทนที่สื่อหลักอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ (ออฟไลน์)  เราต้องยอมรับในเรื่องความรวดเร็ว แต่ต้องไม่ลืมจุดด้อยของสื่อออนไลน์ คือข้อผิดพลาดในการกลั่นกรองข่าวสาร รวมทั้งบทวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ที่หายไป และข่าวที่ออกมามีความเหมือนกัน  ไม่แตกต่าง และเป็นเชิงภาพข่าว และกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้นในปี 2567 นี้  ในหน้าสื่อออนไลน์ CEO THAILAND ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสกับข่าวสารเชิงวิเคราะห์ เจาะลึกแบบออนไลน์ต่อเนื่องในสื่อ CEO THAILAND รวมทั้งการจัดทำเป็น E-Magazine ใน www.ceothailand.net รวมทั้งการจัดทำเป็นรูปเล่มฉบับพิเศษสลับไปบ้างในเรื่องที่สำคัญๆ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม ขอขอบพระคุณท่านลูกค้าและผู้สนับสนุนสื่อด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา และขอขอบพระคุณทุกท่าน รวมทั้งผู้อ่านที่ติดตามสื่อ CEO THAILAND ด้วยดีเสมอมาใน www.ceothailand.net   นายเอกวรพงศ์ อำนวยทรัพย์ (เอก-วรา) บรรณาธิการบริหาร สื่อ CEO THAILAND  
อ่านต่อ...
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner